- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบาทหลวงทั้งที ขอเป็นเจ้าแห่งห้วงลึกเลยแล้วกัน
- บทที่ 170 - การเดินหมากอันยิ่งใหญ่!
บทที่ 170 - การเดินหมากอันยิ่งใหญ่!
บทที่ 170 - การเดินหมากอันยิ่งใหญ่!
บทที่ 170 - การเดินหมากอันยิ่งใหญ่!
การเดินหมากอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาตั้งแต่เริ่มทำงาน... ประโยคนี้ทำไมฟังดูคุ้นหูจังนะ?
หลัวซิวแอบบ่นในใจ แต่ใบหน้าก็ยังคงรอยยิ้มปลื้มปิติเอาไว้ตามน้ำ
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก ที่ได้รับคำชมสูงส่งขนาดนี้” หลัวซิวพยักหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
“แน่นอนครับ คุณชายหลัวซิว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”
กอนซาโลพยักหน้า กล่าวว่า “หลังจากน้องสาวของท่านมาทำการลงทุนที่ธนาคารได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เราก็ได้รับข่าวเกี่ยวกับราชสำนักที่จะเพิ่มงบการวิจัยเรื่องการป้องกันโรคระบาด”
“ตอนแรก มันเป็นแค่ประกาศฉบับหนึ่ง เป็นหนึ่งในหัวข้อการวิจัยมากมายที่ราชสำนักมอบหมายให้ ‘หอคอยปราชญ์’ ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดหรอกครับว่า อีกครึ่งเดือนต่อมา มันจะกลายเป็นหัวข้อการวิจัยที่สำคัญที่สุด”
“อ้อ ยกเว้นท่านนะครับ คุณชายหลัวซิว” กอนซาโลเสริมขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ
“...ผมได้ยินข่าวลือมาบ้างครับ ว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นในเขตชายแดนหลายแห่งของจักรวรรดิ”
หลัวซิวทำสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า “นั่นคือความทุกข์ยากครับคุณกอนซาโล เป็นความทุกข์ยากที่ประชาชนกำลังเผชิญจริงๆ ผมเคยสัมผัสความเจ็บปวดนั้นมากับตัว ดังนั้น การลงทุนของผม ก็เพื่อหวังให้ผู้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ยากนั้นได้มากขึ้น”
“ท่านไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะด้านการลงทุน แต่ยังเป็นคนที่มีจิตใจยิ่งใหญ่มากครับ” กอนซาโลแสดงสีหน้าชื่นชม
“การลงทุนที่ท่านมอบหมายให้น้องสาวทำ เห็นผลตอบแทนในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทิศทางการวิจัยที่ราชสำนักมอบให้ ‘หอคอยปราชญ์’ ทำให้พ่อค้าจมูกไวหลายคนได้กลิ่นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล”
“‘การป้องกันและรักษาโรคระบาด’ หัวข้อวิจัยนี้ กลายเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของ ‘หอคอยปราชญ์’ ทันทีหลังจากเกิดโรคระบาดในเขตชายแดนหลายแห่ง”
“ส่วนผม ก็ได้นำตั๋วแลกเงินหนึ่งแสนใบของท่าน แบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์ไปลงกับสถาบันเล่นแร่แปรธาตุและสถาบันรูนที่น่าเชื่อถือที่สุดสามแห่ง ในขณะเดียวกัน ผมเองก็ร่วมลงทุนด้วย การอัดฉีดเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถาบันในสังกัด ‘หอคอยปราชญ์’ ในเขตคุมาและเขตวินสตัน สามารถดำเนินการวิจัย ‘การป้องกันและรักษาโรคระบาด’ ได้อย่างต่อเนื่องครบวงจร”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของกอนซาโลก็ฉายแววภาคภูมิใจ
หมายความว่า นอกจากเงินทุนตั้งต้นของเขาแล้ว การที่การลงทุนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ก็เพราะกอนซาโล ‘ได้กลิ่นโอกาส’ แล้วเริ่มทุ่มเงินมหาศาล จนสามารถยึดครองตลาดการวิจัยส่วนใหญ่ไว้ได้สำเร็จ และสร้างกำไรหมุนเวียน... หลัวซิววิเคราะห์ความหมายแฝงในคำพูดของกอนซาโล แล้วพยักหน้าเงียบๆ
นี่ไม่ต่างจากที่หลัวซิวคาดการณ์ไว้ในตอนแรกเท่าไหร่นัก ที่เขาจงใจให้อินดิสมาลงทุนที่ธนาคารอาณาจักรทองคำในเมืองซงหยวน ก็เพราะกลุ่มนักบริหารพอร์ตมืออาชีพพวกนี้ มีเงินทุนหนาพอที่จะ ‘รับประกันว่าการลงทุนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น’
หากไม่มีเงินทุนหนาๆ สนับสนุน ต่อให้หลัวซิวจะรู้อนาคตเหตุการณ์สำคัญๆ มากมาย แต่องค์กรหรือสถาบันเล็กๆ ในกลุ่มม้ามืด อาจจะเจ๊งไปก่อนที่จะได้ลืมตาอ้าปากทำกำไรจริงๆ จังๆ ก็ได้
“ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน ‘สถาบันเล่นแร่แปรธาตุ’ ในเขตคุมาที่เราเป็นพันธมิตรด้วยส่งข่าวมาว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพัฒนายายับยั้งชนิดเสถียรตัวแรก ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระบบปิด”
กอนซาโลกล่าวว่า: “มันเป็นยาที่สามารถตัดวงจรการระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง ป้องกันการแพร่กระจายซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองทางคลินิกและการสังเกตการณ์เบื้องต้น ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพของมันแล้ว”
“แต่ว่า ยายับยั้งชุดนี้ยังมีข้อบกพร่องบางประการ และมีผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังได้รับความสนใจจากราชสำนัก และได้รับการทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้ล่วงหน้า”
กอนซาโลเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจ:
“และท่าน คุณชายหลัวซิว! การลงทุนของท่าน ดักรออยู่ที่ปากทางลมของวงการนี้พอดี!”
“ตอนนั้น ท่านลงทุนใน ‘การป้องกันและรักษาโรคระบาด’ ไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด หรือก็คือสามหมื่นตั๋วแลกเงิน ตอนนี้ เฉพาะในส่วนนี้ มูลค่าจริงของมันพุ่งขึ้นไปเป็นหนึ่งล้านสามแสนตั๋วแลกเงินแล้วครับ!”
“...”
ใบหน้าของกอนซาโลแดงระเรื่อ แบ่งปันผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นนี้ให้หลัวซิวฟัง
จากนั้น กอนซาโลก็อธิบายสถานการณ์การลงทุนอีกสองรายการให้หลัวซิวฟัง
“อุตสาหกรรมอาวุธหินเวท” ที่ลงไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่าเพิ่มจากสองหมื่น เป็นหกหมื่น ส่วน “สัตว์อสูรบริโภคได้” ที่ลงไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่าเพิ่มจากห้าหมื่น เป็นหกแสนสามหมื่น
การลงทุนทั้งสามรายการมีการเติบโตอย่างมั่นคงและก้าวกระโดด ซึ่ง “การลงทุนที่ประสบความสำเร็จสองรายการ” ที่ผู้จัดการจอดวินแสดงความยินดีก่อนหน้านี้ จริงๆ แล้วหมายถึงสองกลุ่มใหญ่คือ “สัตว์อสูรบริโภคได้” และ “การป้องกันและรักษาโรคระบาด”
สิ่งที่ตามมาติดๆ กับ “โรคระบาดเดือนกันยายน” ก็คือ “ทุพภิกขภัยเดือนตุลาคม” แม้จะไม่ได้มาเร็วและรุนแรงเท่าโรคระบาด แต่ผลกระทบในอนาคตกลับลึกซึ้งยาวนานกว่า
หลัวซิวรู้ว่า ตอนนี้ “โรคระบาด” ระเบิดขึ้นแล้วจริงๆ และการลงทุนที่เขามอบหมายให้ธนาคารอาณาจักรทองคำจัดการ ก็ดันไปดักรออยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดพอดี การที่มูลค่าพุ่งขึ้นสี่สิบเท่าอาจจะดูเวอร์ แต่ถ้าคำนวณอย่างละเอียด นี่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล
และในเรื่องนี้ ก็มีผลมาจากกฎหมายหรือนโยบายที่ราชสำนักประกาศใช้ด้วย กอนซาโลกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่ง คือการที่ราชสำนักให้ผลตอบแทนสูงเพื่อ “กระตุ้นการลงทุน” นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้บางวงการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ผมดีใจมาก ที่ได้ยินผลลัพธ์เช่นนี้”
หลังจากฟังกอนซาโลรายงานจบ หลัวซิวก็โค้งคำนับเล็กน้อยให้รองผู้จัดการท่านนี้ เพื่อแสดงความขอบคุณ
ในเวลาหนึ่งเดือน เงินก้อนนี้งอกเงยขึ้นมาถึงยี่สิบเท่า การบริหารจัดการของกอนซาโลถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้วครับ” กอนซาโลโบกมือ กล่าวว่า “ท่านได้รับผลตอบแทน ก็ถือเป็นเกียรติของเราเช่นกัน”
“ขอบคุณอีกครั้งครับ” หลัวซิวพยักหน้า จากนั้นก็ถามกอนซาโลว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณกอนซาโล ผมอยากทราบว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ วงเงินที่ผมสามารถเรียกใช้ได้ในตอนนี้คือเท่าไหร่ครับ?”
“วงเงินที่เรียกใช้ได้จริง” เป็นคำถามที่จำเป็นมาก
ในวงการสำคัญใดๆ หากราชสำนักให้การสนับสนุน ก็จะมีนโยบายป้องกันควบคู่กันมาด้วย เช่น ข้อจำกัดเรื่อง “ภาษีการถอนทุน” และ “วงเงินที่เรียกใช้ได้”
ในด้านหนึ่ง เพื่อปกป้องสภาพคล่องของอุตสาหกรรมสำคัญ และเพื่อป้องกันนักลงทุนถอนทุนคืนในเวลาสำคัญจนทำให้อุตสาหกรรมพังพินาศ
ยักษ์ใหญ่จากภายนอกอย่าง “ธนาคารอาณาจักรทองคำ” ราชสำนักต้องการเงินทุนของพวกเขาเพื่อพยุงอุตสาหกรรมบางประเภท แต่ก็กลัวพวกเขาตลบหลัง ดังนั้น กฎหมายหลายข้อจึงถูกร่างขึ้นเพื่อป้องกันสถานการณ์พิเศษแต่ถึงตายเช่นนี้
“เรื่องนี้ เราคำนวณให้ท่านเรียบร้อยแล้วครับ”
กอนซาโลยิ้ม กล่าวว่า “แน่นอนว่าท่านไม่สามารถถอนทรัพย์สินมูลค่าสองล้านตั๋วแลกเงินออกไปได้ทั้งหมด นี่ผิดกฎหมายจักรวรรดิ และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการทำกำไรต่อเนื่องของเรา”
“แต่ท่านมีสิทธิ์ถอนทุนแบบปลอดภาษีได้หนึ่งในสิบ หรือก็คือสองแสนตั๋วแลกเงิน ในขอบเขตนี้ เราสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินของจักรวรรดิโนแลนให้ท่านได้ฟรีครับ”
“และหากเกินกว่านี้ ทุกๆ หนึ่งในสิบที่ท่านถอนเพิ่ม จะต้องเสียภาษีการเบิกถอนเพิ่มหนึ่งในสิบของยอดที่ถอน นี่เป็นข้อกำหนดในกฎหมายใหม่ของจักรวรรดิ เราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม”
“...”
“ผมเข้าใจแล้ว” หลัวซิวพยักหน้า
เขาคำนวณในใจไว้แล้ว ต่อให้ถอนออกมาแค่หนึ่งในสิบ—“สองแสนตั๋วแลกเงิน” นี่ก็เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว
—นั่นเทียบเท่ากับเหรียญทองโนแลนสองหมื่นเหรียญ! นี่คือจำนวนเงินที่สามารถหอบออกจากธนาคารอาณาจักรทองคำได้เลย!
“งั้นรบกวนช่วยถอนออกมาให้ผมหนึ่งในสิบด้วยครับ คุณกอนซาโล” หลัวซิวกล่าว “ในช่วงนี้ ผมมีความจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ”
“ได้ครับ คุณชายหลัวซิว”
กอนซาโลยิ้มตอบ “การได้บริการท่าน คือเกียรติของผม”
...
กอนซาโล · แมนสตัน พูดคุยกับหลัวซิวสั้นๆ อีกเล็กน้อย จากนั้นก็ออกจากห้องทำงานไปดำเนินการเรื่องการเบิกถอนให้หลัวซิว
หลัวซิวและอินดิสจึงนั่งรอเขาอยู่ในห้องทำงาน
ถอนกำไรออกไปหนึ่งในสิบ หลัวซิวยังเหลืออีกเกือบล้านแปดแสนตั๋วแลกเงินให้ดอกเบี้ยทบต้นต่อไป ไม่นานก็คงได้ส่วนที่ถอนไปคืนมา
“สองล้านตั๋วแลกเงิน... นี่มันระดับไหนกันนะ...”
ชั่วขณะหนึ่ง หลัวซิวถึงกับเหม่อลอย
ตอนแรกสุด เงินต้น “หนึ่งแสนตั๋วแลกเงิน” ที่ใช้ลงทุน มีมูลค่าเทียบเท่าคฤหาสน์พร้อมสนามหญ้าและเรือนรับรองในเมืองซีนาได้หนึ่งหลัง
ถ้าเป็นสองล้าน ก็คือคฤหาสน์ยี่สิบหลัง... ถ้าเทียบในวงการเหนือธรรมชาติ ก็พอจะสั่งทำอาวุธหรืออุปกรณ์ระดับ “ตำนาน” ได้สองชิ้น หรือระดับ “ตำนาน+” ได้หนึ่งชิ้น...
เมื่อความคิดล่องลอยไปไกล แววตาของหลัวซิวก็เริ่มฉายประกายแห่งความหวังถึงอนาคตที่สวยงาม
อย่างไรก็ตาม หลัวซิวก็ไม่ได้คิดจะถอนกำไรทั้งหมดออกมา
เมื่อ “สงครามแห่งการพิพากษา” รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนเหล่านี้จะยิ่งได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ถึงตอนนั้น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะใช้ทรัพย์สินมหาศาลนี้ แทรกซึมเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงได้
และด้วยเครดิตของสหพันธ์การค้าที่หนุนหลัง “ธนาคารอาณาจักรทองคำ” การเก็บรักษาทรัพย์สินผ่านหน้าต่างทองคำก็ปลอดภัยเพียงพอ หลัวซิวไม่กังวลว่าเมื่อ “สงครามแห่งการพิพากษา” ระเบิดขึ้น ทรัพย์สินเหล่านี้จะมลายหายไปในพริบตา
“...”
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากนอกห้องทำงานของกอนซาโล
รองผู้จัดการธนาคาร กอนซาโล · แมนสตัน เดินยิ้มเข้ามาพร้อมกับประคองกล่องทองคำทรงสี่เหลี่ยมไว้ในมือ
“คุณชายหลัวซิว ธนาคารดำเนินการให้ท่านเรียบร้อยแล้วครับ”
กอนซาโลกล่าว พร้อมกับยื่นกล่องทองคำมาตรงหน้าหลัวซิว “นี่คือทรัพย์สินสองแสนตั๋วแลกเงินที่ท่านเบิกถอน แลกเปลี่ยนเป็นเหรียญแพลตตินัมของจักรวรรดิเรียบร้อยแล้ว โปรดรับไว้ครับ”
“ขอบคุณครับ” หลัวซิวพยักหน้าขอบคุณ รับกล่องมา
มันเป็นกล่องทองคำใบเล็กที่ประณีตมาก ขอบกล่องสลักลวดลายสวยงาม ตรงกลางกล่องฝังคริสตัลสีขาวนวลที่เปล่งประกายจางๆ
การถอนเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หลัวซิวในชาติก่อนก็ไม่เคยมีประสบการณ์ จึงมองกอนซาโลด้วยสายตาเชิงถาม
“โอ้ คุณชาย ผมจะบอกวิธีเปิดให้ครับ”
กอนซาโลยิ้ม “โปรดวางนิ้วของท่านลงบนผลึกคริสตัล มันจะจดจำลักษณะบางอย่างของท่านไว้”
บ้าเอ๊ย สแกนลายนิ้วมือ... หลัวซิวอดบ่นในใจไม่ได้ แต่ก็ยิ้มรับและพยักหน้าขอบคุณ จากนั้นทำตามคำแนะนำของกอนซาโล วางนิ้วโป้งขวาลงไป
แผ่นคริสตัลสีขาวนวลเปล่งแสงนวลตาออกมาเป็นระลอก แสงนั้นกระจายออกไป ไม่นานก็ครอบคลุมทั่วทั้งกล่อง
กริ๊ก เสียงกลไกหมุนดังขึ้น ฝากล่องเลื่อนเปิดออกไปทางด้านข้าง
ในวินาทีที่กล่องเปิดออก แสงสีขาวเจิดจ้าส่องสว่างวาบ เหรียญแพลตตินัมหลายร้อยเหรียญปรากฏแก่สายตาหลัวซิว พวกมันถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบแน่นขนัดอยู่บนเบาะผ้าไหมสีชมพูอ่อน
ปึก หลัวซิวปิดกล่องลง ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ขอบคุณครับ คุณกอนซาโล ผมได้รับของแล้ว”
พูดจบ หลัวซิวก็เก็บกล่องเข้า “กำไลข้อมือมิติ” แสงสีฟ้าครามวาบขึ้น กล่องนั้นก็หายวับไปจากสายตาของทุกคน
เห็นภาพตรงหน้า กอนซาโลก็ยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรมากความ
“เอาล่ะ ธุระของเราเสร็จสิ้นแล้ว คุณกอนซาโล คงไม่รบกวนท่านนานกว่านี้”
หลัวซิวลุกขึ้นยืน กล่าวลากอนซาโลพร้อมกับอินดิส “เวลาไม่เช้าแล้ว เราต้องกลับแล้วครับ วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รู้จักท่าน และดีใจมากที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จากท่าน”
“เป็นเกียรติของผมเช่นกันครับ” กอนซาโลกล่าว
เขายกมือขวาขึ้นทาบหน้าอกซ้าย มืออีกข้างไพล่หลัง โค้งคำนับหลัวซิวอย่างนอบน้อม
“ช่างเป็นเช้าที่งดงาม หวังว่าในอนาคต เราจะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขอให้มิตรภาพยั่งยืนนาน”
“ขอมิตรภาพยั่งยืนนาน” หลัวซิวยิ้มตอบ
...
หลัวซิวและอินดิสจึงลาจากกอนซาโล เดินออกจากธนาคารอาณาจักรทองคำ
ตอนออกมา หลัวซิวไม่เห็นเงาของ “ผู้จัดการใหญ่” จอดวิน เมื่อพิจารณาถึงตัวตนที่อีกฝ่ายจงใจปิดบัง หลัวซิวจึงไม่คิดจะไปบอกลาเขาเป็นพิเศษ
ได้รับรู้สถานการณ์การลงทุนที่ราบรื่นจากกอนซาโล · แมนสตันแล้ว เป้าหมายหลักของวันนี้ก็ถือว่าบรรลุ
กำหนดการหลังจากนี้ คือวันพรุ่งนี้ไปที่สำนักงานสาขาสำนักตุลาการ เพื่อรับรายการเงินอุดหนุน (เงินชดเชย) ใหม่ที่ “มหาตุลาการ” ลานดอลจัดทำขึ้น และวันมะรืนไปที่สาขาคฤหาสน์ดาบทมิฬในเมืองซงหยวน เพื่อเข้าร่วมงานประมูลของเก่า...
ตารางงานหลักๆ ก็ประมาณนี้ และเหรียญแพลตตินัมสองร้อยเหรียญที่เพิ่งเบิกมาจาก “ธนาคารอาณาจักรทองคำ” ก็จะเป็นกระสุนดินดำหลักในการประมูลที่คฤหาสน์ดาบทมิฬในวันมะรืน!
หลังจากยืนยันเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง จิตใจของหลัวซิวก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก
ทันใดนั้น หลัวซิวรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวดูแปลกไป
เขาหันกลับไปมองอินดิส พบว่าแววตาของเธอดูเลื่อนลอย สีหน้าดูเหม่อลอย
“เป็นอะไรไป? อินดิส?” หลัวซิวถามเสียงเบา
“ข้า... ข้า...”
อินดิสอึกอัก เมื่อได้ยินเสียงของหลัวซิว ดวงตาสีเขียวมรกตที่เลื่อนลอยของอินดิสถึงค่อยๆ กลับมาโฟกัสได้บ้าง
“สองล้านตั๋วแลกเงิน... นี่ สองล้าน...”
อินดิสพึมพำ แววตาที่เคยใสกระจ่างดูเหมือนจะถูกบางสิ่งที่ขุ่นมัวแปดเปื้อน เหลือไว้เพียงความสับสนและงุนงง
“ตั๋วแลกเงินอาณาจักรทองคำหนึ่งแสนใบ... ทำไม... ถึงจู่ๆ กลายเป็นสองล้านไปได้?”
“...”
มุมปากของหลัวซิวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ส่ายหน้าเบาๆ
“เรื่องนี้ข้าคงอธิบายให้เจ้าเข้าใจยาก อินดิส”
หลัวซิวกล่าวเสียงเบา “นี่แหละคือความสนุกของก... ของ ‘การลงทุน’”
“...ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี” อินดิสส่ายหน้า
“แต่ช่างเถอะ” เธอกัดริมฝีปาก แววตากลับมาใสกระจ่าง กล่าวเสียงเบาหวิว “ข้าคิดว่า รู้มากเกินไปคงไม่ดีกับตัวข้า”
“เจ้ารู้มากพอแล้วล่ะ” หลัวซิวหัวเราะหึๆ กล่าว
...
เมืองซงหยวน ถนนสายทองคำ
ธนาคารอาณาจักรทองคำ
ผู้จัดการใหญ่ตัวจริงเสียงจริง จอดวิน ที่กำลังสัมผัสชีวิต “พนักงานต้อนรับ” หลังจากหลัวซิวและอินดิสออกจากธนาคารไป เขาก็มุดออกมาจากพุ่มไม้ข้างๆ
เขาปัดเศษใบไม้ออกจากตัว หยิบกิ่งไม้ที่ติดผมอยู่ออก สายตาลึกล้ำมองไปยังทิศทางที่หลัวซิวจากไป
“หลัวซิว · คาร์ลอส... บนตัวเจ้า มีกลิ่นอายของพวกเดียวกัน”
“...หรือว่าเจ้า ก็เป็นผู้ร่วมทางแห่ง [ความว่างเปล่า] เหมือนกัน?”
จอดวินพึมพำ มือเผลอลูบคาง เริ่มลูบไล้เคราที่ไม่มีอยู่จริง
“ข้าชื่นชมเจ้านะ หลัวซิว · คาร์ลอส ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่อยู่คู่กับความหยิ่งทะนง ความบ้าคลั่งที่แสวงหาทุกสิ่งแต่ก็ดูแคลนทุกสิ่งนั้น...”
“หวังว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติพอที่จะเป็น ‘พันธมิตร’ ในสักวันหนึ่งนะ”
...
[จบแล้ว]