- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 104-106
บทที่ 104-106
บทที่ 104-106
บทที่ 104 วิหคย่อมเลือกไม้เอนกาย
เมื่อเห็นภาพโปรไฟล์เล็กๆ ของนางสนมวังหลวง ในห้วงความคิด ดวงตาของซูเหรินก็พลันเบิกกว้างขึ้นชั่วขณะ
วินาทีต่อมา ซูเหรินรีบยกมือขึ้นปิดปากของฮ่อจั๋วในทันที
ฮ่อจั๋วหันมามองซูเหรินอย่างไม่เชื่อสายตา ด้วยความงุนงง
ซูเหรินอ้าปาก แต่ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ครู่ต่อมาซูเหรินสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก แล้วพูดเสียงเบา “ฮ่อจั๋ว เจ้ายังฟังข้าอยู่หรือไม่? หากเจ้ายังฟังข้าอยู่ละก็ เราจะทำตามแผนเดิม เจ้ากลับไปหาท่านเจ้าสำนักเดี๋ยวนี้! ล่อท่านเจ้าสำนักมาที่นี่โดยเร็ว”
ทำตามแผนเดิมอย่างนั้นหรือ?
แผนเดิมก็คือการไม่ต้องสนใจหลี่หลิง และดูนางถูกย่ำยี! หากท่านเจ้าสำนักมาถึงที่นี่แล้วนางยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ช่วยนาง! แต่หากท่านเจ้าสำนักมาถึงแล้วนางถูกฆ่าไปแล้ว นั่นก็ถือว่านางชะตาไม่ดีของนางเอง!
ฮ่อจั๋วกำหมัดแน่น เขาเบิกตากว้างมองซูเหริน
นั่นคือนายท่านนะ ผู้ซึ่งเป็นถึงนายเหนือหัวของพวกเขา!
พวกเขากำลังจะยืนดูนายท่านถูกย่ำยีอย่างนั้นหรือ!
พวกเขาไม่ควรบุกเข้าไปสู้ตายกับไอ้สัตว์นรกนั่นหรอกหรือ! มิใช่ว่าควรจะสละชีพเพื่อปกป้อง จนกว่าชีวิตจะหาไม่หรอกหรือ!
ทำไมถึงทำเช่นนี้? ทำไมถึงได้เลือกทางนี้? ทำไมมันถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
ตั้งแต่เล็กจนโต ฮ่อจั๋วได้รับการสั่งสอนมาเช่นนี้มาตลอดว่า…"นายถูกหยาม ข้าน้อยยอมตาย!"
อกของฮ่อจั๋วพลันสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ตั้งแต่จำความได้ เขาก็ติดตามซูเหริน! ยี่สิบปีแล้ว!
เขาคุ้นเคยกับการติดตามซูเหรินมากเกินไป! ซูเหรินคือพี่น้องของเขา และยังเป็นผู้บังคับบัญชาที่ออกคำสั่งแก่เขา!
ยี่สิบปีแห่งความภักดี! วันนี้นี่เอง เขาเพิ่งมารู้ว่าซูเหรินมีใจคิดทรยศต่อนายท่านแล้ว!
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?
ต่อให้เป็นยุคสิ้นโลก ซูเหรินก็ไม่เคยพูดกับเขาเรื่องการละทิ้งนายเก่า
แม้กระทั่งก่อนที่จะเข้ามาในสำนักจื้อหยวน ซูเหรินก็ไม่เคยพูดเช่นนี้กับเขา
ตอนนี้ ซูเหรินกลับให้เขายืนดูนายท่านถูกคนอื่นย่ำยีต่อหน้าต่อตา การที่พวกเขาทำเรื่องนี้นั้น ก็เท่ากับทรยศนายอย่างไม่อาจย้อนคืน ทรยศต่อศรัทธาที่พวกเขายึดมั่นมากว่ายี่สิบปีในโลกนี้!
ซูเหรินพูดเสียงเบา “ฮ่อจั๋ว เจ้ายังฟังข้าอยู่หรือไม่?”
แววตาของฮ่อจั๋วสับสนอย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสงบลง เวลาผ่านไปนานราวกับชั่วชีวิต ร่างกายของเขาก็ผ่อนคลายลง ในที่สุดก็พยักหน้าให้ซูเหริน
ฮ่อจั๋วเลือกเขา ไม่ได้เลือกนายเก่า ซูเหรินมีใบหน้าไร้อารมณ์แต่ในใจของเขาจะสบายดีได้อย่างไรกันเล่า แต่ทว่านี่คือทางเลือกที่เขาได้เลือกแล้วจริงๆ ซูเหรินคลายมือที่ปิดปากฮ่อจั๋วออก พลางกล่าวว่า “รีบไปหาท่านเจ้าสำนักเถอะ!”
ฮ่อจั๋วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว หันหลังกลับ แล้วเหินร่างจากไปโดยเท้าไม่ติดพื้น
เมื่อมองฮ่อจั๋วจากไปจนลับสายตา ซูเหรินก็หันกลับมา มองไปยังหลี่หลิงและหลินเมิ่งกูที่อยู่ตรงนั้น
ซูเหรินกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง จนเส้นเลือดปูดโปน ในใจเจ็บปวดอย่างที่สุด ทว่าเขากลับไม่คิดที่จะก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว
ในราชวงศ์ก่อน ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ราชสำนักก็ได้เลี้ยงหน่วยองครักษ์ลับไว้กลุ่มหนึ่ง ราชวงศ์ก่อนดำรงอยู่นานกว่าสามร้อยปี หน่วยองครักษ์ลับนี้ก็ดำรงอยู่สามร้อยปีเช่นกัน
ในช่วงสามร้อยปีนั้น สิ่งที่หน่วยองครักษ์ลับทำก็คือรับเลี้ยงเด็กกำพร้า สอนวรยุทธ์และจิตใจที่ภักดีต่อฮ่องเต้ หลังจากที่หน่วยองครักษ์ลับฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ก็จะให้พวกเขาแฝงตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านธรรมดา เพื่อสืบความลับของขุนนางทั้งร้อย
หน่วยองครักษ์ลับนี้ เดิมทีถูกตั้งขึ้นเพื่อสืบความลับของขุนนาง ในทางกลับกัน คนในหน่วยองครักษ์ลับกลับมีน้อยคนนักที่จะเข้าสู่ราชสำนักเป็นขุนนาง จนกระทั่งถึงการเปลี่ยนราชวงศ์ ปฐมกษัตริย์องค์ปัจจุบันค่อยๆ ปลดขุนนางจำนวนไม่น้อยออกไป อาจกล่าวได้ว่าในราชสำนักปัจจุบัน หาหน่วยองครักษ์ลับไม่พบอีกแล้ว
เนื่องจากราชวงศ์ปัจจุบันไม่ได้ละทิ้งการไล่ล่าราชวงศ์ก่อนและผู้ภักดีที่ยังหลงเหลืออยู่ ดังนั้นหน่วยองครักษ์ลับส่วนใหญ่จึงละทิ้งราชสำนัก พวกเขาต่างพากันซ่อนตัวอยู่ในยุทธภพ อ้างตนเป็นคนในยุทธภพ
หน่วยองครักษ์ลับเดิมทีกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในยุทธภพ ประกอบกับคนในยุทธภพเดิมก็มีความเป็นปรปักษ์ต่อราชสำนักอยู่บ้าง ดังนั้นหน่วยองครักษ์ลับเหล่านี้จึงไม่โดดเด่นในยุทธภพอันกว้างใหญ่ หน่วยองครักษ์ลับส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่รอดมาได้
ระหว่างหน่วยองครักษ์ลับยังสามารถติดต่อกันได้ เมื่อใดที่นายท่านตัวจริงปรากฏตัว หน่วยองครักษ์ลับเหล่านี้ก็จะสามารถรวมตัวกันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนนายท่าน
ซูเหรินและฮ่อจั๋วก็คือสององครักษ์ลับของราชวงศ์ก่อน ในจำนวนนี้ ซูเหรินเป็นผู้บังคับบัญชาของฮ่อจั๋ว สามารถสั่งการฮ่อจั๋วได้
เมื่อราชวงศ์ก่อนล่มสลาย ยังมีองค์หญิงสายเลือดตรงของราชวงศ์พระองค์หนึ่งโชคดีหนีรอดไปได้ แต่ในตอนนั้นเพื่อลดจำนวนผู้ที่รู้ความลับให้เหลือน้อยที่สุด แม้แต่ในหมู่องครักษ์ลับก็ไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ที่ใด
ซูเหรินและฮ่อจั๋วไม่รู้ว่านายท่านของพวกเขาจะปรากฏตัวเมื่อใด และในชีวิตนี้จะได้ปรากฏตัวหรือไม่
อย่างน้อยก่อนยุคสิ้นโลก องครักษ์ลับทุกคนต่างก็กำลังสะสมกำลังอย่างลับๆ รอคอยการปรากฏตัวของนายท่านอย่างเงียบงัน
ตัวอย่างเช่น องครักษ์ลับบางคนซ่อนตัวในหมู่ชาวบ้าน และทิ้งวรยุทธ์ของตน แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับการสะสมทรัพย์สินทุกวัน จนกลายเป็นผู้มั่งคั่งในท้องถิ่น โดยมีจุดประสงค์เดียวคือ เพื่อเก็บทรัพย์สมบัติมหาศาลไว้ให้นายท่านในอนาคต
ตัวอย่างเช่น องครักษ์ลับบางคนเข้าสู่ยุทธภพอย่างลึกซึ้ง ผ่านการต่อสู้หลายครั้ง สร้างพรรคที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ มีลูกศิษย์หลายพันคน เพียงรอนายท่านในอนาคตมาควบคุมพรรค เพื่อสร้างรากฐานให้นายท่าน
ตัวอย่างเช่น องครักษ์ลับบางคนท่องไปทั่วหล้าอย่างเงียบๆ พลางค้นหานายท่าน พลางรอคอยโอกาส
ซูเหรินและฮ่อจั๋วคือประเภทที่สาม
ทั้งสองคนต่างเป็นจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงเล็กน้อยในยุทธภพ ท่องไปทั่วหล้า ไม่มีใครสงสัยในที่มาของพวกเขา
แต่ทั้งหมดนี้ คือเรื่องก่อนยุคสิ้นโลก
ตอนนี้ยุคสิ้นโลกมาถึงแล้ว ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
กองกำลังและทรัพย์สมบัติใต้ดินที่องครักษ์ลับนับไม่ถ้วนพยายามสร้างขึ้นมา บัดนี้ถูกยุคสิ้นโลกนี้ทำลายไปกว่าครึ่งแล้ว
มีองครักษ์ลับมากมายที่ขาดการติดต่อ ไม่รู้เป็นตายร้ายดี
ซูเหรินและฮ่อจั๋วยังคงปฏิบัติตามความเคยชินหลายปีของพวกเขา ท่องไปทั่วหล้าพลางตามหานายท่าน พลางรอคอยโอกาส จากนั้นด้วยโชคชะตา พวกเขาก็ได้เข้ามาในสำนักจื้อหยวน
ราวกับเป็นความเคยชินในชีวิตหลายปี ซูเหรินอยากรู้ว่าสมบัติของสำนักจื้อหยวนคืออะไร จะสามารถเอามันมาครอบครองได้หรือไม่ เปลี่ยนเป็นทรัพย์สมบัติในมือของตน เพื่อในอนาคตจะได้ส่งต่อไปให้องครักษ์ลับคนอื่นๆ
แต่ทว่าการแสดงออกของโจวอี้ฉือในวันนั้น กลับเปลี่ยนแปลงความคิดหลายปีของซูเหรินไปโดยสิ้นเชิง
ในวันนั้น ซูเหรินให้ฮ่อจั๋วยุยงเหล่าคนยุทธภพกลุ่มนี้ ไปบีบให้โจวอี้ฉือพูดความจริงเรื่องขุมทรัพย์ของสำนักจื้อหยวนออกมา
แต่โจวอี้ฉือทำอย่างไร?
โจวอี้ฉือพลันเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง หัวเราะอย่างองอาจ หัวเราะอย่างอิสระ! เขาถึงกับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย!
เหล่าจอมยุทธ์ที่ถูกโจวอี้ฉือรับเข้ามาช่วยเหลือเหล่านี้ กลับเนรคุณ ไม่เพียงไม่สำนึกในบุญคุณที่โจวอี้ฉือปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี แต่กลับโลภในสมบัติของเขา
ในตอนนั้น หากโจวอี้ฉือไม่ระวังเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เหล่าจอมยุทธ์กลุ่มนี้เสียหน้า จนกลายเป็นศัตรูกัน และจ้าวพันธมิตรยุทธภพผู้นี้ก็มีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะเกิดความบาดหมางกับจอมยุทธ์หลายร้อยคนนี้ ด้วยบารมีของคนหลายร้อยนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้โจวอี้ฉือ จ้าวพันธมิตรยุทธภพผู้นี้ ไม่สามารถบัญชาการยุทธภพได้อีกต่อไป
แต่โจวอี้ฉือไม่โกรธ! เขาเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง พูดทุกอย่างออกมาตรงๆ ทำให้เหล่าจอมยุทธ์เหล่านี้เลื่อมใสเขาอย่างยิ่ง
ซูเหรินเองก็เลื่อมใสเขาอย่างยิ่งเช่นกัน
โจวอี้ฉือกล้าได้กล้าเสีย
คนที่ไม่โลภในผลประโยชน์เล็กน้อย ถ้าไม่ใช่เพราะมีใจกว้างขวางต่อใต้หล้า ก็คือมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่า
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สำหรับซูเหรินแล้ว เขาคือคนที่ตนอยากให้เป็นนายท่าน!
ใช่แล้ว!
ในชั่วขณะที่เห็นโจวอี้ฉือเงยหน้าหัวเราะอย่างองอาจนั้น ในใจของซูเหรินก็รู้สึกว่าโจวอี้ฉือเพียงพอที่จะเป็นกษัตริย์ เป็นนายท่านได้อย่างแท้จริง!
ซูเหรินตัดสินใจให้ทางรอดแก่ตัวเอง ด้วยการละทิ้งนายเก่าที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด จากนี้ไปเขาจะติดตามโจวอี้ฉือ และลองเดินตามทางเลือกของตัวเองในยุคสิ้นโลกนี้สักครั้ง!
อย่างไรเสียตอนนี้ก็เป็นยุคสิ้นโลกแล้ว องครักษ์ลับกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง เพราะความโกลาหลของซอมบี้ ทำให้ยากที่จะกลับมารวมตัวกันได้อีก เขายังจะยึดติดกับตัวตนเดิมของตัวเองไปทำไม! เขาสามารถทำตัวเป็นจอมยุทธ์ธรรมดาๆ ที่แท้จริง ติดตามโจวอี้ฉือ ใช้ชีวิตให้ดีในโลกที่โกลาหลนี้ได้!
แต่โลกนี้ยากจะคาดเดา
ในขณะที่ซูเหรินได้ละทิ้งการตามหานายเก่าไปแล้ว นายท่านตัวจริงผู้นี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา!
ที่แท้...ที่แท้... ที่แท้คุณหนูหลี่ผู้สง่างาม งดงามไร้ที่ติผู้นี้ ก็คือทายาทสายตรงของราชวงศ์ก่อน เป็นนายท่านเดิมของเขาซูเหริน
ไม่น่าแปลกใจที่นางช่างโดดเด่นเหนือใคร... ไม่น่าแปลกใจที่นางสามารถดึงดูดใจเหล่าจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจมากมาย... นางไม่ใช่สตรีธรรมดาอยู่แล้ว!
แต่ถึงกระนั้น ในยามนี้ ซูเหรินยังคงส่ายหน้าในใจ นายท่านที่เขาหมายปองในใจคือโจวอี้ฉือผู้เปี่ยมด้วยความองอาจ สามารถพลิกสถานการณ์ได้ในชั่วพริบตา สามารถโอบรับในสิ่งที่คนในใต้หล้าไม่อาจโอบรับได้ ไม่ใช่สตรีผู้อ่อนแออ่อนหวานบอบบางที่ทำให้คนรู้สึกสงสารเช่นนี้!
ถูกต้อง!
ลึกๆ ในใจ ซูเหรินดูถูกสตรีเช่นหลี่หลิง เขารู้สึกว่าสตรีที่อ่อนแอเช่นนี้ ไม่คู่ควรให้เขาซูเหรินทุ่มเททั้งชีวิต!
ในยุคสิ้นโลกอันโกลาหลเช่นนี้ ใครยังมีใจไปสงสารดอกไม้ที่บอบบาง! นายท่านที่เขาต้องการไม่ใช่แบบนี้เด็ดขาด
ซูเหรินหายใจถี่กระชั้น สองมือกำดินสีดำไว้แน่น เขาบอกกับตัวเองในใจว่า อย่าออกไป! อย่าออกไปเด็ดขาด! เจ้าอดทนผ่านวันนี้ไปได้ แล้วเจ้าก็จะไม่ใช่องครักษ์ลับซูเหรินอีกต่อไป เจ้าคือจอมยุทธ์ซูเหริน! จำไว้ว่าในอนาคต ชีวิตใหม่ของเจ้า อยู่ที่โจวอี้ฉือ!
ในหัวของซูเหรินกำลังเกิดพายุโหมกระหน่ำ
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจของซูเหรินและฮ่อจั๋วที่กำลังตัดสินใจ อีกด้านหนึ่ง เสียง “แคว้ก” ก็ดังขึ้น เสื้อตัวนอกของหลี่หลิงถูกฉีกออกจนหมด เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีขาวบาง เนื้อผ้าโปร่งที่อยู่ด้านใน
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 105 ข้าไม่ยอมมีชีวิตอันไร้ค่า
ในดวงตาของหลินเมิ่งกูสูญเสียสติไปโดยสิ้นเชิง เขามองจ้องหน้าอกของหลี่หลิงด้วยแววตาหื่นกระหาย หัวเราะเสียงดัง แล้วยกเสื้อตัวนอกที่ขาดรุ่งริ่งของหลี่หลิงโยนลงบนพื้น
ในชั่ววินาทีนั้น เมื่อเห็นท่าทางของหลินเมิ่งกูในยามนี้ หลี่หลิงก็ชักมีดสั้นที่ส่องประกายเย็นเยียบออกมาจากต้นขา อย่างรวดเร็ว แทงเข้าไปที่แผ่นหลังของหลินเมิ่งกู!
ในชั่วขณะที่ปลายมีดสั้นกำลังจะเจาะทะลุเสื้อผ้าของหลินเมิ่งกู มันก็พลันหยุดนิ่งอย่างกะทันหัน
หลินเมิ่งกูหรี่ตาแคบลง ราวกับว่ามีดวงตาอยู่ที่ด้านหลัง ฉับพลัน มือขวาตวัดไปด้านหลัง จับข้อมือข้างที่ถือมีดของหลี่หลิงไว้อย่างแม่นยำ
หลินเมิ่งกูหัวเราะพรืดออกมาอย่างเย้ยหยัน “แม่คนงามของข้า! ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่าตอนที่เจ้ากับโจวอี้ฉือปรึกษากัน ข้าได้ยินตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะ ข้าย่อมจำได้แน่นอนว่าโจวอี้ฉือมอบมีดดีๆ ให้เจ้าเล่มหนึ่ง”
หลี่หลิงหน้าไร้อารมณ์ “ใช่ นี่คือมีดที่โจวอี้ฉือให้ข้า”
ร่างของหลินเมิ่งกูค่อยๆ ก้มลงต่ำ เข้าใกล้หลี่หลิง “จะทำไปใยเล่า? แม่คนงามของข้า...เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่า ด้วยความต่างชั้นของวรยุทธ์ระหว่างเจ้ากับข้า เจ้าหนีไม่พ้นหรอก ที่นี่ไม่มีคนอื่น ไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้ เจ้าจะเสียเวลาไปทำไม”
หลินเมิ่งกูเลียริมฝีปาก “‘เห็ดน้อยผู้เด็ดนารี’ ของข้าอยู่บนเตียง ถือเป็นหนึ่งในยุทธภพเชียว เจ้า...ไม่อยากลองดูหน่อยหรือ?”
“ข้า...” หลี่หลิงก้มหน้าลงต่ำ ชักมือซ้ายออกมาจากใต้ร่างอย่างรวดเร็ว ดึงมีดสั้นอีกเล่มออกมาจากน่องซ้าย มีดสั้นคมกริบ กรีดไปที่ลำคอของหลินเมิ่งกู
เพราะเพิ่งจะหยุดมีดเล่มหนึ่งของหลี่หลิงได้ หลินเมิ่งกูจึงไม่คาดคิดว่าหลี่หลิงจะมีมีดอีกเล่ม ในแววตาของเขาฉายแววตกใจเล็กน้อย ในระยะที่ใกล้ขนาดนี้ หากไม่เพราะหลินเมิ่งกูมีวรยุทธ์สูงส่ง เกรงว่าคงหลบมีดเล่มที่สองนี้ไม่พ้น
หลินเมิ่งกูเอนตัวไปด้านหลัง หลบมีดสั้นที่คมกริบแล้วยกมือขึ้นปัดมีดสั้นในมือซ้ายของหลี่หลิงจนตก
หลี่หลิงดึงมีดเล่มที่สองออกมา หลินเมิ่งกูเอนหลังปัดมีดของหลี่หลิงตก การเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
แต่อาศัยช่องว่างเพียงชั่วพริบตานี้ หลี่หลิงไม่สนใจความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่มือขวา นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหลุดจากการควบคุมของหลินเมิ่งกู บิดตัวแทรกตัวออกมาจากระหว่างหลินเมิ่งกูกับเตียงหิน วิ่งหนีออกไปนอกถ้ำอย่างรวดเร็ว
หลี่หลิงหยุดฝีเท้าที่นอกถ้ำ “ข้า...ก็เตรียมมีดสั้นไว้เล่มหนึ่งเช่นกัน”
“ฮ่าฮ่าๆๆ...” หลินเมิ่งกูหัวเราะเสียงดัง “แม่คนงามของข้า เจ้าน่ารักเสียจริง! ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘สองคม’ ดีหรือไม่?”
พูดจบ หลินเมิ่งกูก็มีท่าทีสบายๆ ไม่รีบร้อน ค่อยๆ เดินไปหาหลี่หลิง “เอาล่ะๆ! แม่คนงามจะวิ่งไปที่ใด? ในโลกนี้ คนที่มีวิชาตัวเบาดีกว่าข้า มีไม่กี่คนหรอก เจ้าทำเช่นนี้หรือว่าอยากจะเล่นบทวิ่งไล่จับกับสามี?”
หลี่หลิงสูดหายใจเข้าลึกชั่วขณะ “ข้ารู้! ข้ารู้ว่าท่านมีวรยุทธ์สูงส่ง ต่อให้ข้าพยายามหนีสุดชีวิต ก็หนีไม่พ้น”
หลินเมิ่งกูยิ้มพยักหน้า สีหน้าบ่งบอกว่า “เด็กน้อยว่านอนสอนง่าย”
หลี่หลิงยิ้มเย็น พลางดึงปิ่นเงินแหลมคมอันหนึ่งออกมาจากมวยผม จ่อไปที่แก้มของตนเองอย่างไม่ลังเล “ปากก็พูดแต่แม่คนงามอยู่ได้ เจ้าก็แค่ชอบใบหน้านี้ของข้าไม่ใช่หรือ ดังนั้นถ้าข้าทำลายใบหน้านี้ เจ้าก็คงเสียแรงเปล่าในวันนี้สินะ?”
หลินเมิ่งกูหุบยิ้มบนใบหน้าทันที สีหน้าเย็นชาลง “เจ้ากล้าทำเช่นนั้นรึ?!”
“ข้ากล้า!” หลี่หลิงใช้ปิ่นเงินแทงเข้าไปในแก้ม ผิวที่ขาวเนียนถูกแทงทะลุในทันที หยดเลือดสีแดงสดหยดหนึ่งก็ไหลออกมาทันทีอย่างเด่นชัด “ฮ่าฮ่า... เจ้าคิดว่าเยียงไรเล่า? หลินเมิ่งกู ในเมื่อเสียแรงไปตั้งมาก เสียเวลาไปตั้งเท่าไหร่ สุดท้ายเจ้าจะได้แค่นางอัปลักษณ์ที่เสียโฉม!”
หลินเมิ่งกูหรี่ตาลงอย่างเชื่องช้า ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยความโกรธจนตัวสั่น เงียบไม่พูดอะไรสักคำ มองดูหยดเลือดสีแดงสดบนใบหน้าของหลี่หลิง
หลี่หลิงยิ้ม ในแววตามีความบ้าคลั่งเล็กน้อยพานให้น่ากลัว “ข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง! จะมาหวงแหนใบหน้าไปใยกันเล่า เจ้าอยากได้ข้าก็จะทำลายให้เจ้าดู!”
ในใจของหลี่หลิงคิดเช่นนี้จริงๆ
นางเคยตายด้วยน้ำมือของหลี่จิ้งซูมาแล้วครั้งหนึ่ง
โลกนี้ก็ไม่ใช่โลกที่นางคุ้นเคย
มองไปรอบๆ ทุกหนแห่งล้วนแปลกประหลาดน่ากลัว โลกนี้ทั้งโลก มีเพียงซอมบี้ มีเพียงความโกลาหลที่ลอยคว้าง หากไม่ใช่เพื่อการแก้แค้น บางครั้งหลี่หลิงก็ไม่รู้ว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ของนางคืออะไร
มีชีวิตอยู่ให้ดี แต่บางครั้งก็ช่างน่าสับสนเหลือเกิน
มีชีวิตอยู่ให้ดีเพื่ออะไร?
เพียงแค่พึ่งพาคำพูดสุดท้ายของเฉียนอี้เหนียงประโยคเดียว มันมีพลังงานมากพอที่จะค้ำจุนให้นางเดินต่อไปในโลกที่แปลกประดา พังทลาย และสับสนวุ่นวายนี้ไปตลอดชีวิตได้จริงหรือ?!
ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อนที่กล้าเชื่อใจได้อีกต่อไป บางครั้งนางพยายามให้กำลังใจตัวเองให้มองโลกในแง่ดี แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความแค้น นางต้องพยายามอดกลั้นอย่างที่สุดถึงจะไม่แสดงความเกลียดชังต่อโลกนี้ออกมา!
ทำไม?
ทำไมต้องเป็นข้า?
ข้าใช้ชีวิตดีๆ อยู่ในโลกของข้า ข้ายอมเป็นคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย! ข้าก็ไม่อยากเห็นโลกนี้ ที่แท้ ที่แท้หน้าตาที่แท้จริงของมันเป็นเช่นนี้...
เมื่อหลี่หลิงเห็นซางเสี่ยวจวินมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันของตนเองเช่นนั้น เมื่อหลี่หลิงเห็นเสิ่นล่างมีท่าทีเหลาะแหละแต่กลับสามารถฆ่าซอมบี้นับไม่ถ้วนได้ เมื่อหลี่หลิงเห็นนักสู้มากมายในโลกนี้ที่ตัดสินใจไปฆ่าซอมบี้เพื่อเกียรติยศ เพื่อความยุติธรรม หลี่หลิงราวกับได้เห็นดวงใจที่ส่องประกายดั่งทองคำทีละดวง ทีละดวง คนเหล่านั้นล้วนทำให้หลี่หลิงได้รับกำลังใจ นางจะรู้สึกยินดีในใจ นางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และนางก็อยากเป็นคนเช่นนั้น!
แต่เมื่อหลี่หลิงฝันในยามค่ำคืน นึกถึงใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของหลี่จิ้งซู นึกถึงทุกคนในตระกูลหลี่ ก็เช่นเดียวกับในยามนี้ เมื่อนางเห็น "เห็ดน้อยผู้เด็ดนารี" ผู้นี้ หลี่หลิงก็รู้สึกว่ามันช่างไร้สาระ
คำว่า “ผลประโยชน์” คำว่า “ความปรารถนาส่วนตัว” ได้อธิบายสิ่งต่างๆ มากมายในโลกนี้อย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องคิดอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องสงสัยอีกต่อไปว่าโลกใบนี้กำลังดำเนินไปอย่างโหดร้ายเพียงใด
ทุกอย่างช่างไร้สาระ
โลกนี้ช่างไร้สาระ
ในโลกนี้มีกี่คนที่ยังคงคลานอยู่ในโคลนตม ต่อสู้ดิ้นรนอยู่บนขอบเหวแห่งความเป็นความตาย และมีกี่คนที่ใช้สายตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึก มองชีวิตของคนเหล่านี้เป็นเพียงเศษหญ้า
นี่คือโลกที่หลี่หลิงเห็น มีทั้งสิ่งที่นางเคารพและโหยหาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างยิ่ง และก็มีสิ่งที่นางรู้สึกไร้รสชาตินับไม่ถ้วน
แต่ถึงแม้ว่าหลี่หลิงจะมองโลกนี้ออกในบางครั้ง นางก็กลับไม่สามารถหลุดพ้นจากตาข่ายขนาดใหญ่ของโลกนี้ได้ตลอดไป
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ ตกต่ำ หรือส่องสว่างดั่งดวงดาวในยามค่ำคืน หรือจะเป็นชีวิตที่ไร้จุดหมาย สับสน และสูญเปล่าไปโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายแล้ว ใครล่ะที่จะไม่หายไปในโลกเช่นนี้
ไม่มีใครหนีพ้นจากโลกที่ครึ่งหนึ่งงดงาม และอีกครึ่งหนึ่งไม่น่าพึงพอใจนี้ได้
เมื่อคิดพิจารณาทุกอย่างแล้ว หลี่หลิงก็เปลี่ยนความคิดของตนเองเกี่ยวกับอนาคตไปนานแล้ว อย่างเด็ดขาด
เช่นนี้ ตลอดไปล้วนเป็นเช่นนี้ เรื่องราวในโลกเป็นดั่งเมฆหมอก ชีวิตคนร้อยปีจะมีใครจดจำเจ้าได้? ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะจดจำใบหน้าของเจ้าได้?
ในเมื่อเป็นเช่นนี้
ชีวิตข้าต่ำต้อยดั่งเศษหญ้า ข้าไม่ยอมมีชีวิตอันไร้ค่า ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าก็คือตัวข้า ข้ายังสามารถไปทำในสิ่งที่ข้าอยากทำได้
ใบหน้าจะสำคัญอะไร?! ในเมื่อใบหน้ามีอะไรให้ต้องหวงแหนอีกแล้ว?!
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 106 โอ๊ย!!
เมื่อเห็นความจริงจังในแววตาของหลี่หลิง หลินเมิ่งกูก็หยุดฝีเท้า เขายืนอยู่ที่เดิม มุมปากยกยิ้มชั่วร้ายอย่างเจ้าเล่ห์
“แม่คนงามของข้า ข้าจะเล่าเรื่องหนึ่งให้เจ้าฟัง”
หลี่หลิงตะลึง ไม่คาดคิดเลยว่าในเวลานี้ หลินเมิ่งกูจะ “เล่าเรื่อง” มันหมายความว่าอะไร
หลินเมิ่งกูยิ้มเบาๆ ดวงตามองหลี่หลิง ค่อยๆ เอ่ยปาก เล่าเรื่อง “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนั้นเล็กมาก และก็ยากจนมากทีเดียว ทั้งหมู่บ้านมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน”
หลินเมิ่งกูยิ้มจางๆ ในน้ำเสียงมีความเย็นเยียบ “มีปีหนึ่ง ในหมู่บ้านมีหญิงสาวที่แต่งงานแล้วหายตัวไปคนหนึ่ง คนในหมู่บ้านตกใจมาก แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็หาหญิงสาวที่หายไปไม่พบ ต่อมาหมู่บ้านก็แจ้งทางการ แต่ไม่ว่าทางการจะสืบสวนอย่างไร ก็สืบไม่พบอะไรเลย”
หลี่หลิงขมวดคิ้ว
“ต่อมา ในหมู่บ้าน ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง ก็จะมีผู้หญิงหายไปคนหนึ่ง จากหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว ไปจนถึงป้าที่ทำงานในไร่นาทุกวัน จนถึงหญิงชราที่แก่ชรา...หายไปทีละคน ทีละคน สุดท้ายหมู่บ้านนั้นก็ไม่มีผู้หญิงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว”
หลี่หลิงฟังจนขนลุกไปทั้งตัว ความกลัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ อย่างเงียบๆ “เป็น...เป็นเจ้า ที่ทำเรื่องนี้?”
หลินเมิ่งกูก้มศีรษะลง ยิ้มอย่างเขินอาย “แม่คนงามของข้า! เจ้าเข้าใจความหมายของข้าแล้วหรือยัง?”
มือของหลี่หลิงที่ถือปิ่นเงินสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ในใจโกรธจนถึงขีดสุดจนแทบระเบิด และก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างไร้ยางอายถึงขีดสุด แต่กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
นางเข้าใจแล้ว!
หลินเมิ่งกูกำลังบอกนางว่า เขาหลินเมิ่งกู สามารถจับตัวผู้หญิงทั้งหมู่บ้านไปได้ ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร...ขอแค่เป็นผู้หญิง เขาก็จะไม่ปล่อยไป!
เขากำลังบอกนางว่า เขาหลินเมิ่งกู เวลาที่ลงมือกับผู้หญิง บางครั้งก็ไม่สนใจหน้าตาของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ! ต่อให้หลี่หลิงทำลายใบหน้าของตนเอง เขาหลินเมิ่งกู ก็ยังจะลงมือกับนางอยู่ดี!
หลินเมิ่งกูค่อยๆ เดินเข้าไปหาหลี่หลิง ยิ้มกล่าว “เชื่อฟังเถอะ! แม่คนงามของข้าจงเชื่อฟัง! ถ้าเจ้าไม่ทำลายใบหน้า ข้าก็จะให้เจ้าเป็นภรรยาเอกของข้า ในอนาคตในยุคสิ้นโลกนี้ข้าจะปกป้องเจ้า ให้เจ้ากินอิ่ม ให้เจ้าสวมใส่อบอุ่น ให้เจ้ามีชีวิตอย่างมีความสุข แต่ถ้า...เจ้ายังจะทำลายใบหน้า เหอะ...จุดจบของผู้หญิงในหมู่บ้านนั้น ก็คือจุดจบของเจ้า...”
เมื่อมองหลินเมิ่งกูที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ในใจของหลี่หลิงก็สั่นสะท้าน นางรู้สึกว่าในตอนแรกที่คิดจะใช้ปิ่นเงินทำลายใบหน้า ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ!
หลี่หลิงยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับยอมแพ้แล้ว
“อย่างนี้ก็ดีแล้วนี่!” หลินเมิ่งกูเดินเข้ามาใกล้หลี่หลิง ยกมือขึ้นไปคว้าปิ่นเงินของหลี่หลิง
ในชั่วพริบตา หลี่หลิงใช้ปิ่นเงินแทงไปที่หน้าอกซ้ายของหลินเมิ่งกู!
ในแววตาของหลินเมิ่งกูฉายแววโหดเหี้ยม แย่งปิ่นเงินของหลี่หลิงไปอีกครั้ง “เจ้ามันเกินไป—”
หลินเมิ่งกูยังพูดไม่ทันจบ ในขณะที่หลี่หลิงลงมือ ก็ฉวยโอกาสที่ความสนใจของหลินเมิ่งกูอยู่ที่ปิ่นเงิน ยกเท้าขึ้นอย่างแรง ใช้พลังทั้งหมดที่มี เตะไปที่เป้าของเขา
“โอ๊ย!!” หลินเมิ่งกูในขณะที่ปัดปิ่นเงินในมือหลี่หลิงตก ก็ร้องออกมาเสียงประหลาด เขามีสีหน้าขาวซีดจนไร้สีเลือด สองมือกุมเป้า ก้มตัวลงด้วยความเจ็บปวด
ณ ที่ไกลๆ ซูเหรินที่แอบดูอยู่ตลอดก็อ้าปากค้าง ตกตะลึงไปทั้งร่าง
หลี่หลิงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จุดนี้หลินเมิ่งกูคิดได้ ซูเหรินก็คิดได้
ซูเหรินมองดูหลี่หลิงและหลินเมิ่งกูต่อสู้กันอย่างเงียบๆ เขาพอจะได้ยินเสียงพูดคุยจากทางนั้นหนึ่งหรือสองประโยค แต่ก็ฟังไม่ชัดเจน
เมื่อหลี่หลิงหยิบมีดสองเล่มออกมา ซูเหรินก็ทั้งตกใจและเป็นห่วงนาง เมื่อหลี่หลิงใช้ปิ่นเงินแทงแก้มตัวเอง ซูเหรินก็ตกใจกับการกระทำของหลี่หลิง และก็สูดหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บแทนนาง
แต่ซูเหรินคาดไม่ถึงเลยว่า เรื่องราวจะพัฒนามาถึงจุดนี้ ถึงกับ…ถึงกับจะเป็นเช่นนี้?
“เชี่ย…เชี่ย?” ซูเหรินตกตะลึงไปทั้งร่าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอ้าปากพูดออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่ว่าในใจของซูเหรินที่แอบดูอยู่จะคิดอย่างไร ในตอนนี้หลี่หลิงยังไม่ได้หลุดพ้นจากหลินเมิ่งกู
หลี่หลิงเห็นหลินเมิ่งกูหน้าซีดขาวก้มตัวลง ก็รีบหันหลังวิ่งหนีทันที!
ซูเหรินเห็นฉากนี้ ร่างกายขยับเล็กน้อยกำลังลังเลที่จะออกไปช่วย แต่ทางนั้น หลินเมิ่งกูกลับร่างไหววูบ มาขวางอยู่ตรงหน้าหลี่หลิงอย่างรวดเร็ว!
ร่างของซูเหรินหยุดชะงักยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
หลินเมิ่งกูมือหนึ่งกุมเป้า มือหนึ่งดึงมือของหลี่หลิงไว้แน่นไม่ปล่อย “นังสารเลว หาที่ตายชัดๆ!”
พูดจบ หลินเมิ่งกูก็ยกมือขึ้นจะตบหน้าหลี่หลิง
หลี่หลิงหน้าไร้อารมณ์ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าที่ขาวผ่องดั่งหยก เครื่องหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบ คิ้วบางดั่งคันศร บนแก้มที่ขาวนวลยังมีหยดเลือดสีแดงสดที่บาดตาอยู่เล็กน้อย สตรีผู้เลอโฉมดวงตาสว่างไสว ในแววตามีความดูแคลนและความรังเกียจ และยังมีความไม่เกรงกลัว!
บาดแผลบนใบหน้าของหลี่หลิง เป็นเพียงการแทงผิวหนังเพียงเล็กน้อย แค่ดูแลให้ดี ไม่นานก็จะหายเป็นปกติ
นี่คือใบหน้าที่งดงามจับใจ
หยกขาวมีตำหนิเล็กน้อย ก็ทำให้คนรู้สึกสงสารแล้ว หรือว่าจะยังต้องตบลงไปบนแก้มที่ราวกับหยกนี้อย่างแรง ให้มีรอยฝ่ามือแดงๆ เพิ่มขึ้นมาอีก?!
ส่วนล่างของหลินเมิ่งกูยังคงเจ็บปวดอยู่อย่างหนัก แต่เขากลับไม่สามารถลงมือได้จริงๆ
มือขวาหยุดอยู่ที่ข้างแก้มของหลี่หลิงอยู่ครู่ใหญ่ หลินเมิ่งกูก็ยังคงดึงมือกลับ หลินเมิ่งกูเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ดึงมือหลี่หลิงอย่างแรง ลากนางกลับเข้าไปในถ้ำ
ครั้งแรกที่หลี่หลิงสามารถหนีออกมาจากระหว่างหลินเมิ่งกูกับเตียงหินได้ เป็นเพราะหลินเมิ่งกูมั่นใจในตนเอง คิดว่าหลี่หลิงมีมีดสั้นเพียงเล่มเดียว เมื่อมีดเล่มที่สองปรากฏขึ้น ในใจเขาก็ตกใจ แต่ก็ยังคงมั่นใจในตนเอง หลินเมิ่งกูรู้ว่าหลี่หลิงมีวรยุทธ์เพียงเล็กน้อย ไม่มีวิชาตัวเบา เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหนีรอดจากเงื้อมมือของเขาได้ นี่จึงทำให้เขาไม่ระวังชั่วขณะ ปล่อยให้หลี่หลิงวิ่งหนีออกไปนอกถ้ำได้ในที่สุด
ในครั้งที่สองหลี่หลิงสามารถโจมตีหลินเมิ่งกูได้ เป็นเพราะหลินเมิ่งกูได้ทำลายจิตใจของหลี่หลิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นเด็กสาวทั่วไปได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านเล็กๆ ที่น่าสะพรึงกลัวนั้น รู้ว่าตนเองหนีไม่พ้นแน่ แล้วยังต้องมาเผชิญหน้ากับผู้กระทำผิดเช่นเขาอีก จิตใจคงพังทลายไปแล้ว
ประกอบกับตอนนั้นหลี่หลิงได้หยิบมีดสองเล่ม ปิ่นเงินหนึ่งอันออกมาแล้ว หลินเมิ่งกูจึงรู้สึกจริงๆ ว่าหลี่หลิงหมดไพ่ในมือแล้ว สิ้นหนทางแล้ว ไม่มีทางต่อต้านได้อีก!
ในตอนนั้น หลินเมิ่งกูทั้งรู้สึกว่าหลี่หลิงไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านเขา และก็รู้สึกว่านางไม่มีความสามารถที่จะต่อต้านเขาได้เลย ที่ไหนจะคิดได้ว่าสตรีที่บอบบางงดงามเช่นหลี่หลิง จะถึงกับลงมือลงเท้าเตะเป้าของเขาเช่นนี้!
ความผิดพลาดสองครั้งล้วนเกิดจากความประมาท
มาถึงตอนนี้ หลินเมิ่งกูจะไม่ยอมให้หลี่หลิงมีการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกเด็ดขาด!
หลินเมิ่งกูลากหลี่หลิงเข้าไปในถ้ำ ดึงเชือกเส้นใหญ่ออกมาจากใต้เตียงหินที่ซ่อนไว้ จากนั้นเขาก็จัดการมัดหลี่หลิงจนแน่นหนาอย่างไม่ปรานี โดยไม่กล้าปล่อยให้นางเป็นอิสระอีกต่อไป
...
เหล่าชาวเน็ตที่กำลังติดตามดูละครเรื่องหลี่หลิงอยู่ เมื่อเห็นฉาก "โอ๊ย!!" ที่มักจะปรากฏในละครบ่อยๆ ก็พากันชื่นชมการแสดงอันยอดเยี่ยมของตัวร้ายชายผู้นี้
ชาวเน็ต "สาวน้อยผู้กลับสู่โลกมนุษย์" กล่าวว่า “ทุกครั้งที่เห็นฉากแบบนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะใจจริงๆ!!”
มีคนตอบกลับนางทันที “จริงๆ แล้วผู้หญิงโดนโจมตีในระดับเดียวกัน ก็เจ็บเหมือนกันนะ แค่ผู้ชายไม่จำเป็นต้องโจมตีผู้หญิงแบบนี้เท่านั้นเอง...”
ชาวเน็ตอีกคน "ถ้าฉันอยากจะบอกว่าฉันอยากนอนกับเธอ" คอมเมนต์ว่า “เมื่อก่อน ก็ไม่เข้าใจความเจ็บแบบนี้หรอก แต่ตอนนี้เข้าใจถ่องแท้แล้วจ้าาา”
คอมเมนต์ของชาวเน็ตคนนี้ดึงดูดความสนใจของชาวเน็ตคนอื่นๆ ทันที มีชาวเน็ตหลายคนกดไลค์ และตอบกลับว่า “ข้อมูลของเจ้าของโพสต์มีนัยยะสำคัญ...”
มีชาวเน็ตคนอื่นตอบกลับเขา “เจ้าของโพสต์กล้าหาญมาก”
ชาวเน็ต "มู่มู่ผ่านพงหญ้าใบไม้ไม่ติดตัว" บ่นว่า “นี่มันละครนางเอกสายแมรี่ซูนะ! ตัวร้ายชายที่ไร้ขีดจำกัดขนาดนี้ ถึงตอนนี้ยังไม่ลงมือกับนางเอกเลย เบื่อแล้วเนี่ยย...”
ยังมีชาวเน็ตตั้งกระทู้ยาววิเคราะห์เทคนิค "วิธีเอาตัวรอดจาก**ในสถานการณ์ที่ไม่มีสิ่งของภายนอก"
น่าเสียดาย กระทู้เทคนิคนี้ไม่ได้รับความสนใจ ชาวเน็ตพากันตอบกลับ “ไปในที่ไม่ปลอดภัย อย่าลืมพกอุปกรณ์ป้องกันตัวไปด้วย” ไม่นานกระทู้เทคนิคยาวๆ นี้ก็จมหายไป
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ