เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 98-100

บทที่ 98-100

บทที่ 98-100


บทที่ 98 โจรร้าย

ไม่นานนัก หลี่หลิงที่เห็นแสงไฟจากประทัดก็รีบวิ่งกลับมายังลานเล็กทันที

เมื่อเห็นหร่วนหยวนในสภาพใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้ชีวิต และสวมทับด้วยเสื้อผ้าบุรุษตัวโคร่ง หลี่หลิงก็รู้สึกประหลาดใจระคนกระวนกระวายเล็กน้อย “ท่านพี่หร่วน? เกิดอะไรขึ้นกับท่านหรือเจ้าคะ?”

พอเห็นหลี่หลิง ร่างกายที่อ่อนแอของหร่วนหยวนก็เหมือนได้พึ่งพิง นางน้ำตารื้นขึ้นมาทันที แล้วมองหลี่หลิงอย่างอ้อนวอน “น้องหลี่...ข้ากลัวเหลือเกิน ข้า...ข้าไม่มีเรี่ยวแรงเลย เจ้าช่วยข้าทีเถิด”

เมื่อเข้ามาในห้อง หลี่หลิงเดินเข้าไปใกล้หร่วนหยวน ใบหน้ายังคงงุนงง “ให้ข้าช่วย...เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”

โจวอี้ฉือถอยหลังไปสองสามก้าว สีหน้าเคร่งขรึม “แม่นางหลี่ ญาติผู้น้องของข้าเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ส่วนข้าเป็นบุรุษย่อมไม่สะดวกที่จะอยู่ดูแลนางเช่นนี้ รบกวนแม่นางช่วยจัดเสื้อผ้าให้นางด้วยเถิด”

เมื่อมองดูสภาพของหร่วนหยวนที่เหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แล้วหวนนึกถึงคำว่า “เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย” ในใจของหลี่หลิงก็บีบรัดด้วยความกังวล “ได้เจ้าค่ะ”

โจวอี้ฉือปิดประตูห้อง แล้วถอยออกไปยืนรออยู่ด้านนอก

หลี่หลิงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของโจวอี้ฉือที่คลุมร่างหร่วนหยวนอยู่ออก ตอนนั้นเองที่นางได้เห็นสภาพที่เรียกว่า “เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย” ของหร่วนหยวนอย่างชัดเจน

กระโปรงของหร่วนหยวนถูกฉีกจนขาดวิ่น ส่วนกางเกงชั้นในของนางถูกดึงลงไปกองอยู่ที่ข้อเท้า ร่างกายท่อนล่างของนางจึงเปลือยเปล่าทั้งตัว ขณะที่นางนั่งอยู่บนพื้นห้องอันเย็นเฉียบ

หลี่หลิงสูดหายใจเข้าลึก ในใจนึกถึงเรื่องโจรเด็ดบุปผาที่หร่วนหยวนเคยเล่าให้ฟังทันที “...ท่านพี่หร่วน เกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ?”

ใบหน้าของหร่วนหยวนซีดขาวราวกับคนตาย แต่นางก็พยายามปั้นรอยยิ้มที่ดูอ่อนแรงออกมา “ข้า...ข้าไม่เป็นไรแล้ว น้องหลี่ โชคดีที่ข้าใช้ประทัดนั่นทำให้มันตกใจแล้วหนีไป”

เมื่อพูดถึงคำว่า “คนผู้นั้น” หร่วนหยวนก็ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

หลี่หลิงใช้สองมือประคองร่างของหร่วนหยวน พยุงนางไปที่เตียงอย่างระมัดระวัง “ท่านพี่หร่วน มือท่านเย็นมาก ท่าน...อยากอาบน้ำเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”

หร่วนหยวนส่ายหน้า ดวงตาจ้องมองมาที่หลี่หลิง “น้องหลี่ ข้า...ข้าแค่อยากจะพักผ่อนสักครู่เท่านั้น เจ้าช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าทีเถิด ข้าไม่มีแรงจริงๆ”

หลี่หลิงพยักหน้า นางเข้าใจดีว่าที่หร่วนหยวนไม่มีแรง ไม่ใช่เพราะนางหมดเรี่ยวแรงทางกาย แต่เป็นเพราะนางตกใจกลัวอย่างสุดขีด! นางตกใจจนมือไม้อ่อนปวกเปียก ไม่มีแรงจะทำอะไรได้แล้วจริงๆ

หลี่หลิงหยิบเสื้อผ้าในห้องออกมา แล้วช่วยเปลี่ยนให้หร่วนหยวนจนเรียบร้อย

หร่วนหยวนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างแน่น “ข้ารู้สึกหนาวเหลือเกิน”

หลี่หลิงรีบเทน้ำร้อนถ้วยหนึ่ง แล้วส่งไปให้หร่วนหยวน

หร่วนหยวนใช้สองมือประคองถ้วยน้ำร้อนไว้ “น้องหลี่ ตอนที่ข้าจุดประทัดทำให้คนผู้นั้นตกใจแล้วหนีไป ข้าได้ยินเสียงของมันด้วยนะ”

หลี่หลิงตกใจเล็กน้อย “ท่านจำเสียงของมันได้หรือเจ้าคะ?”

หร่วนหยวนส่ายหน้า “ข้าฟังไม่ออกว่ามันเป็นใคร...แต่ข้ารู้ว่า คนผู้นั้นก็คือคนในสำนักจื้อหยวนนี่เอง ข้ามั่นใจว่าข้าเคยได้ยินเสียงนี้เมื่อไม่นานมานี้แน่นอน ตอนนี้ข้าไม่อยากพบใครทั้งนั้น! น้องหลี่ เจ้ารู้หรือไม่...มันมาเพื่อเจ้า”

หลี่หลิงรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาทันที “เพราะข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”

“คนผู้นั้นปรากฏตัวที่นี่ เดิมทีตั้งใจจะลงมือกับน้องหลี่ แต่...แต่ข้าดันเดินไปเจอเข้าเสียก่อน...”

เมื่อเห็นสีหน้าของหร่วนหยวนย่ำแย่เกินกว่าจะรับฟังเรื่องราวต่อได้ หลี่หลิงจึงพูดเสียงเบา

“ท่านพี่หร่วน ท่านพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ไว้รอท่านมีสติดีขึ้นเมื่อไหร่ พวกเราค่อยๆ เล่าให้ท่านเจ้าสำนักฟัง ให้ท่านเจ้าสำนักมาสืบสวน ตอนนี้หากท่านไม่อยากพูดก็อย่าเพิ่งฝืนเลย พักผ่อนให้เต็มที่เถิดเจ้าค่ะ”

หร่วนหยวนพยายามปั้นรอยยิ้มซีดเซียวที่ดูน่าเกลียดออกมา นางคว้ามือของหลี่หลิงไว้แน่น

“โชคดีจริงๆ! โชคดีที่วันนี้ข้ายังไม่ทันได้คืนประทัดนั่นให้น้อง” พูดจบนางก็เงยหน้ามองหลี่หลิง สายตาเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “น้องหลี่ คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่?”

“ได้สิเจ้าคะ” หลี่หลิงลุกขึ้น “ข้าจะไปบอกท่านเจ้าสำนักสักครู่ แล้วจะรีบกลับมา”

หร่วนหยวนพยักหน้า ก่อนจะล้มตัวลงนอน แล้วซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มอย่างสิ้นแรง

หลี่หลิงเปิดประตูห้องออกไป

โจวอี้ฉือยืนกอดอกอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู โจวอี้ฉือก็หันกลับมาทันที คิ้วขมวดเป็นปมลึก

“ญาติผู้น้องของข้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”

หลี่หลิงพูดเสียงเบา “นางตกใจกลัวมากเจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนัก ท่านพี่หร่วนบอกว่านางฟังออกว่าโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นก็คือคนในสำนักจื้อหยวนของเรานี่เอง”

โจวอี้ฉือระเบิดโทสะออกมาทันที เขาคำรามเสียงกร้าว “โจรร้าย! ช่างกล้าบ้าบิ่นนัก!”

หลังจากคำรามจบ โจวอี้ฉือเพิ่งสังเกตว่าตรงนี้มีเพียงหลี่หลิงอยู่คนเดียว เขาเกรงว่าท่าทางโกรธเกรี้ยวของตนจะทำให้หลี่หลิงตกใจ โจวอี้ฉือจึงเก็บกลิ่นอายคุกคามอันรุนแรงกลับคืน ระงับความโกรธในอกไว้ทันที

หลี่หลิงตกใจกับพลังกดดันอันรุนแรงของโจวอี้ฉือ จนเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พลังกดดันของยอดฝีมือระดับปฐพี แค่ปลดปล่อยออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้คนขวัญหนีดีฝ่อแล้ว หลี่หลิงพูดเสียงเบา

“ท่านพี่หร่วนตกใจมากจริงๆ คืนนี้ข้าจะนอนเป็นเพื่อนนาง พรุ่งนี้ท่านเจ้าสำนักค่อยมาสอบถามนางโดยละเอียดเถิดเจ้าค่ะ”

“คืนนี้ข้าจะส่งคนมาเฝ้าที่ลานนี้ให้แน่นหนา” โจวอี้ฉือโพล่งออกมา “วันนี้เป็นโชคดีที่แม่นางหลี่ไม่อยู่ที่นี่…” ราวกับรู้สึกว่าคำพูดของตนไม่ถูกต้องเหมาะสม โจวอี้ฉือจึงหยุดพูดแล้วกล่าวต่อว่า “คืนนี้รบกวนแม่นางหลี่ดูแลญาติผู้น้องของข้าด้วยเถิด”

หลี่หลิงส่ายหน้า “ท่านพี่หร่วนต้องมาเจอเรื่องตกใจในห้องนี้ ก็เพราะข้า...ข้ารู้สึกผิดจริงๆ เจ้าค่ะ”

โจวอี้ฉือกล่าวอย่างหนักแน่น “โจรร้ายนั่นกล้าทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ในสำนักจื้อหยวนของเรา ถือเป็นความผิดของข้าที่เป็นเจ้าสำนักเอง! เมื่อก่อนข้าก็ได้ยินเรื่องราวของโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นมาบ้าง ไม่คิดว่ามันจะกล้าบุกเข้ามาถึงในสำนักจื้อหยวน! แม่นางหลี่วางใจเถิด ข้าจะลากตัวโจรร้ายผู้นี้ออกมาให้ได้ เพื่อระบายความแค้นแทนญาติผู้น้อง! และเพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายไปเพราะมันด้วย!”

หลี่หลิงพยักหน้า การเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นสร้างความตกใจและความหวาดหวั่นให้นางอย่างมากเช่นกัน

หลี่หลิงเคยคิดว่า ขอเพียงอยู่ในสำนักจื้อหยวนแห่งนี้ โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นย่อมไม่กล้าเข้ามา ไม่กล้าลงมือเป็นแน่ ท้ายที่สุดในสำนักนี้ก็มียอดยุทธอยู่หลายสิบคน ทุกคนล้วนมีวรยุทธ์ แต่ใครจะคิดว่าในสำนักแห่งนี้เอง โจรเด็ดบุปผากลับกล้าลงมืออย่างอุกอาจ และเกือบจะ...ทำสำเร็จ

เพียงแค่คิดว่าในตอนนี้ ในสำนักจื้อหยวนแห่งนี้มีบุรุษผู้เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายกำลังแอบจับตามองนางกับหร่วนหยวนอยู่ หลี่หลิงก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว

หลี่หลิงพยักหน้าให้โจวอี้ฉือ ก่อนจะปิดประตูห้องกลับเข้าไป

คืนนั้น โจวอี้ฉือก็ออกคำสั่งทันที ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้ส่งคนมาเฝ้าลานเล็กแห่งนี้ผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างเข้มงวด

คืนนี้หร่วนหยวนใช้สองมือกอดแขนข้างหนึ่งของหลี่หลิงไว้แน่น แล้วนอนขดตัวอยู่ตลอดทั้งคืน

แขนของหลี่หลิงถูกกอดรัดจนเจ็บเล็กน้อย ชั่วครู่ต่อมาแขนก็เริ่มชา หลี่หลิงนอนนิ่งไม่ขยับ จ้องมองม่านบนเตียง ในใจพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อก่อนเพราะเรื่องโจรเด็ดบุปผา ทำให้นางออกจากสำนักนี้ไม่ได้ แต่บัดนี้นางยังคงอยู่ในสำนัก ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี

ในเมื่อยังคงไม่มีที่ใดปลอดภัย สู้ล่อให้งูออกมาจากโพรงเสียดีกว่า!

วรยุทธ์ของท่านเจ้าสำนักโจวอี้ฉือเป็นถึงอันดับสองของแผ่นดิน นับเป็นอันดับหนึ่งในระดับปฐพี ขอเพียงสามารถทำให้ท่านเจ้าสำนักจับตัวคนผู้นั้นได้ โจรเด็ดบุปผาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านเจ้าสำนักแน่

ถึงเวลานั้น หากกำจัดโจรเด็ดบุปผาที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนผู้นั้นได้ นางก็ไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้อีกต่อไป อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไปได้อย่างสบายใจ!

...

ในจักรวาลอันไกลโพ้น เหล่าชาวเน็ตที่กำลังดูไลฟ์สดผ่านจอทีวีต่างมีอารมณ์สงบนิ่งต่อเนื้อหาในวิดีโอ ในสายตาของชาวเน็ตเหล่านี้ นี่เป็นเพียงเนื้อเรื่องในทีวี ไม่ใช่คดีที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด จึงไม่มีใครตื่นเต้นตื่นตูมเป็นพิเศษ

ชาวเน็ต “วันนี้เจ้าเจ็บปวดใจสำนึกผิดแล้วหรือยัง” คอมเมนต์ว่า

“กล้องนี่ตามแต่นางเอก พอตามนางเอกกลับห้อง เปิดเสื้อผ้าตัวประกอบหญิงปุ๊บ จอก็ตัดดำปั๊บ...จะตัดดำก็ตัดไปเถอะ อย่างน้อยก็ควรมีเสียงบรรยายหน่อย ให้ฉันรู้ว่านี่มันเกิดขึ้นแล้ว? หรือว่ายังไม่สำเร็จกันแน่?”

มีคนตอบเขาว่า “เห็นชัดว่ายังไม่สำเร็จ ตอนหลังคุยกันก็เข้าใจแล้ว...การที่ทีวีถ่ายทำแบบนี้ ก็เพื่อเพิ่มความสมจริงล่ะมั้ง! จอตัดดำ ทำเหมือนตัวประกอบหญิงไม่ได้ใส่เสื้อผ้าจริงๆ อย่างนั้นแหละ”

ชาวเน็ต “รักที่สุดคือกลิ่นอายโบราณ คนโบราณ บทกวีโบราณ” วิพากษ์วิจารณ์ว่า “ทำไมนางเอกต้องไปตรวจสอบอันดับความแข็งแกร่งของคนที่มีชื่อพวกนั้นด้วย? เนื้อเรื่องก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เกริ่นไว้เลยนี่นา!”

ชาวเน็ต “โทษทีที่วันนี้ข้าไม่ได้อัดเจ้าให้ยับ” ตอบกลับว่า “ฮ่าๆๆ...นี่ไม่ใช่คนที่ประกาศว่าจะเลิกดูแล้วเรอะ ไหงยังอดใจไม่ไหวตามดูเนื้อเรื่องต่อล่ะ แถมยังโผล่มาคอมเมนต์อีก? เห็นชัดว่านางเอกคนนี้มีปูมหลังแน่นอน! ฉันดูออกตั้งนานแล้ว! ดูจากท่าทีที่เธอปฏิบัติต่อตัวประกอบชายคนนั้นก็รู้แล้ว ไม่แน่ว่าคนที่เธอตรวจสอบ ล้วนเป็นคนที่เธอรู้จัก รวมทั้งไอ้แม่ทัพใหญ่อะไรนั่นด้วย เผลอๆ เธออาจจะเป็นหลี่จิ้งซูเลยก็ได้นะ!”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 99 โจวอี้ฉือออกจากสำนัก

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลี่หลิง โจวอี้ฉือ และหร่วนหยวน ทั้งสามคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงของลานเล็ก เพื่อพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

หลี่หลิงและโจวอี้ฉือตั้งใจฟังหร่วนหยวนเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“...ก็เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ แล้วมันก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว” หร่วนหยวนลูบรอยช้ำบนข้อมือของตน “คนผู้นั้นพละกำลังมหาศาล และมีวรยุทธ์สูงส่งมาก มันสามารถจัดการข้าได้อย่างง่ายดาย ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งวิชาตัวเบาของมันก็น่ากลัวอย่างยิ่ง ตอนที่ร่างมันขยับไหว ข้ามองตามไม่ทันเลย”

โจวอี้ฉือกล่าวเสียงเครียด “ใช่! พอข้าเห็นสัญญาณที่เจ้าปล่อย ข้าก็รีบเหาะมาทันที แต่ถึงแม้ข้าจะมาด้วยความเร็วที่สุดแล้ว ก็ยังไม่ทันได้เห็นแม้แต่เงาด้านหลังของมันตอนที่มันจากไปเลย”

หร่วนหยวนกัดริมฝีปาก “ข้าสงสัยว่า คนผู้นั้นเป็นยอดฝีมือระดับปฐพี และสิ่งที่มันเชี่ยวชาญที่สุดก็คือวิชาตัวเบา”

โจวอี้ฉือพยักหน้า “โจรร้ายนั่นก่อเรื่องชั่วช้าในยุทธภพมานับไม่ถ้วน คนในยุทธภพต่างลือกันมานานแล้วว่า วรยุทธ์ของมันน่าจะอยู่ประมาณระดับปฐพีขั้นต่ำ แต่ทว่าวิชาตัวเบาของมันนั้นบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว”

แววตาของหร่วนหยวนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่น้ำเสียงกลับแฝงความหดหู่ “ญาติผู้พี่ น้องหลี่ ข้ามั่นใจว่าข้าเคยได้ยินเสียงของมันเมื่อไม่นานมานี้ มันต้องอยู่ในสำนักนี้แน่นอน เพียงแต่ตอนนั้นข้าสติแตกไปหมด เวลาก็รวดเร็ว ข้าจึงแยกแยะไม่ออก”

หลี่หลิงพลันเอ่ยคำพูดที่น่าตกใจออกมา “พวกเราจะรอให้มันมาจัดการอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ในเมื่อเมื่อคืนมันตั้งใจจะมาเล่นงานข้า เช่นนั้นก็ให้ข้าไปล่อมันออกมาเถอะเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้!” โจวอี้ฉือขัดขึ้นทันที “ข้าจะปล่อยให้แม่นางหลี่ สตรีผู้อ่อนแอเช่นเจ้าไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ได้เยี่ยงไร! แม่นางหลี่ ญาติผู้น้อง พวกเจ้าวางใจเถิด ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง จะไม่ยอมให้โจรร้ายนั่นทำร้ายพวกเจ้าได้แม้แต่ปลายเล็บ!”

หลี่หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเราต้องวางแผนให้รัดกุมก่อน ทำให้โจรร้ายนั่นผ่อนคลายความระมัดระวัง แล้วใช้ข้าล่อมันออกมา ถึงเวลานั้น ท่านเจ้าสำนักก็ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ขอเพียงท่านเจ้าสำนักปรากฏตัวได้ทันท่วงที ข้าก็จะไม่เกิดอันตราย แล้วยังสามารถจับตัวคนผู้นั้นได้ด้วย!”

“แต่ว่า…” โจวอี้ฉือขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจ

หลี่หลิงกล่าวช้าๆ “ท่านเจ้าสำนัก คนผู้นั้นอยู่ในสำนัก แต่พวกเรากลับไม่รู้ว่ามันเป็นใคร การป้องกันโจรเป็นพันวันก็อาจมีวันพลาดได้ พวกเราตกเป็นฝ่ายตั้งรับเช่นนี้ ไม่แน่ว่าเมื่อไหร่ มันอาจจะหาจังหวะทำร้ายคนได้อีก...”

โจวอี้ฉือส่ายหน้า “ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็ไม่เห็นด้วยที่แม่นางหลี่จะไปเสี่ยงอันตราย”

หลี่หลิงครุ่นคิด แล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้น ท่านเจ้าสำนัก ท่านมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่เจ้าคะ?”

หลี่หลิงถอนหายใจ “จะขับไล่ชาวยุทธเหล่านั้นออกจากสำนักจื้อหยวนให้หมดหรือ? หรือว่าจะให้ข้ากับท่านพี่หร่วนออกจากสำนัก? ให้พวกเราไม่ต้องพบปะกับชาวยุทธกลุ่มนั้น? ต่อให้ข้ากับท่านพี่หร่วนออกจากสำนัก ใครจะรับประกันได้ว่าคนผู้นั้นจะไม่แอบติดตามพวกเราไปอีก”

“ท่านเจ้าสำนัก” หลี่หลิงกล่าวอย่างจนใจ “ต่อให้ท่านมีวรยุทธ์ครอบแผ่นดิน แต่ท่านก็ไม่สามารถอยู่เฝ้าข้ากับท่านพี่หร่วนได้ตลอดเวลา และนอกจากท่านเจ้าสำนักแล้ว คนอื่นๆ ก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้นเลย...ต่อให้องครักษ์ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน สามารถต่อกรกับคนผู้นั้นได้ แต่หากคนผู้นั้นจับตัวข้าหรือท่านพี่หร่วนเป็นตัวประกันแล้วเหาะหนีไป ใครจะไล่ตามได้ทันเล่า?”

นับตั้งแต่งานเลี้ยงคราวนั้น ชาวยุทธในสำนักจื้อหยวนทุกคนต่างก็พักอยู่ห้องเดี่ยว โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นมีวิชาตัวเบาสูงส่ง คนอื่นๆ ที่อยู่ในลานเดียวกันย่อมไม่สามารถรู้การเคลื่อนไหวของมันได้เลย ต่อให้โจวอี้ฉือไปตรวจสอบว่าเมื่อคืนทุกคนไปที่ไหนมาบ้าง ก็คงสืบหาอะไรไม่พบ

และหากเลือกที่จะขับไล่ชาวยุทธทุกคนออกจากสำนักจื้อหยวนจริงๆ โจวอี้ฉือก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าโจรร้ายนั่นจะยังคงซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ สำนักจื้อหยวน รอคอยโอกาสลงมือหรือไม่

พวกเราอยู่ในที่สว่าง ศัตรูอยู่ในที่มืด นอกจากล่อให้โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นออกมาแล้ว ก็ไม่มีวิธีใดที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่านี้อีกแล้ว

“...” ใบหน้าของโจวอี้ฉือปรากฏความกระสับกระส่ายและความโกรธเกรี้ยวไร้ที่สิ้นสุด “หากข้ารู้ว่าเป็นใคร! ข้าจะใช้ฝ่ามือเดียวฟาดมันให้ตาย!”

“ท่านเจ้าสำนัก มีเพียงพวกเราล่อมันออกมาเท่านั้น ถึงจะทำให้ท่านเจ้าสำนักจับตัวมันได้อย่างแน่นอน” หลี่หลิงมองโจวอี้ฉืออย่างจริงจัง “ท่านเจ้าสำนัก...ถึงเวลานั้น ก็ต้องพึ่งความสามารถของท่านแล้ว”

เมื่อถูกสาวงามจ้องมองเช่นนี้ ดวงตาดำขลับที่เปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นมองมาอย่างอ่อนโยนและอ้อนวอน บุรุษใดในใต้หล้าจะสามารถเอ่ยคำว่า “ไม่” ออกมาได้ แม้แต่บุรุษผู้เก่งกาจอย่างโจวอี้ฉือก็ยังรู้สึกใจสั่นไหวไปชั่วขณะ สมองของเขายังคิดไม่ทัน ปากก็เอ่ยออกมาแล้วว่า “แม่นางหลี่วางใจ! ถึงเวลานั้น ข้าจะปกป้องเจ้าอย่างสุดกำลัง!”

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป ก็เท่ากับว่าได้ตอบตกลงในความคิดของหลี่หลิงแล้ว ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องเป็นคำพูด คำเดียวที่เอ่ยออกไป รถม้าสี่ตัวก็ไล่ตามไม่ทัน! จะกลับคำได้อย่างไร! ในใจของโจวอี้ฉือรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “...ก็ได้ พวกเรามาหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้งเถิด”

หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนนี้ หร่วนหยวนที่ปกติมักจะมีรอยยิ้มสบายๆ บนใบหน้า บัดนี้ใบหน้ากลับซีดขาว ราวกับว่าทั้งคนดูสงบนิ่งลงไปมาก หร่วนหยวนเอ่ยแทรกขึ้นมา “ญาติผู้พี่ หากจับตัวคนผู้นั้นได้ ถึงเวลานั้นท่านให้ข้าแก้แค้นได้หรือไม่?”

โจวอี้ฉือกล่าว “ย่อมได้อยู่แล้ว!”

...

ในวันนั้น โจวอี้ฉือก็ไปพูดคุยกับเหล่าชาวยุทธในสำนักจื้อหยวน บอกว่าหร่วนหยวนต้องการออกจากสำนัก เพื่อไปพักที่สำนักเล็กอีกแห่งที่อยู่ใกล้เมืองสักสองสามวัน เขาโจวอี้ฉือ จะไปส่งหร่วนหยวนด้วยตนเอง

สำนักจื้อหยวนนั้นร่ำรวย มีการสร้างสำนักเล็กๆ ไว้ข้างเมืองหลายแห่ง สำนักเล็กเหล่านี้เดิมทีเป็นสถานที่ที่โจวอี้ฉือใช้พักชั่วคราวเวลามาจัดการเรื่องราวในยุทธภพ ปัจจุบันแม้สำนักเล็กเหล่านี้จะอยู่ใกล้เมือง แต่ก็ยังอยู่ห่างจากเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้พอสมควร ขอเพียงจัดการซอมบี้ในสำนักเล็กให้หมด หร่วนหยวนพาผู้ติดตามไปสักสองสามคนพร้อมเสบียงอาหาร ก็สามารถไปพักที่สำนักเล็กได้หลายวันอย่างปลอดภัย

เหล่าชาวยุทธในสำนักจื้อหยวน แม้จะไม่ได้สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียด แต่พวกเขาก็ได้ยินเรื่องที่โจรเด็ดบุปผาเข้ามาในสำนักแล้ว บริเวณใกล้เคียงสำนักจื้อหยวนมีโจรเด็ดบุปผาอยู่ เมื่อคืนหร่วนหยวนก็ตกใจกลัวจนต้องออกจากสำนักไปหลบซ่อนสักพัก เพื่ออยู่ห่างจากโจรเด็ดบุปผา พวกเขาก็แสดงความเข้าใจและเห็นใจ

ชาวยุทธส่วนใหญ่ต่างรู้สึกโกรธแค้นโจรเด็ดบุปผาผู้นั้น พวกเขาอาสาตัวอยากจะมาเฝ้าลานเล็กที่หลี่หลิงอยู่ ในช่วงที่โจวอี้ฉือออกจากสำนักไป

โจวอี้ฉือปฏิเสธความหวังดีของชาวยุทธเหล่านี้ บอกพวกเขาว่า เขาได้จัดให้ผู้ติดตามผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าลานนี้ทั้งวันทั้งคืนแล้วอย่างเข้มงวด ชาวยุทธเหล่านั้นจึงพยักหน้ายอมแพ้

ท่ามกลางสายตาของทุกคนในสำนักจื้อหยวน โจวอี้ฉือพาหร่วนหยวนที่ดูเงียบขรึม พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกสองสามคนที่แบกเสบียงอาหาร ขี่ม้าจากสำนักจื้อหยวนไปอย่างเร่งรีบ

หลี่หลิงยังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักจื้อหยวนเช่นเดิม ไม่ได้เดินทางไปด้วย

นอกจากการกินข้าวกับหลินเมิ่งกูแล้ว หลี่หลิงก็แทบจะไม่ออกจากห้องเลย ตลอดทั้งวันนางจะฝึกพลังภายในอยู่ในห้องอย่างตั้งใจ นานๆ ครั้งที่เดินผ่านลานบ้าน หลี่หลิงกลับพบว่าฉินฮั่วนั่งอยู่กลางลานบ้านเพียงลำพัง

ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้า ฉินฮั่วหันกลับมาทันที พอเห็นว่าเป็นหลี่หลิง ดวงตาก็เปล่งประกาย เขายิ้มแล้ววิ่งมาอยู่ตรงหน้าหลี่หลิง “แม่นางหลี่!”

การที่ฉินฮั่วมาอยู่ที่ลานเล็กแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะทำเหมือนผู้ติดตามเหล่านั้น คอยปกป้องนาง หลี่หลิงเข้าใจในความหวังดีของเขา

หลี่หลิงกล่าว “ท่านกลับไปพักผ่อนที่ลานของท่านเถิด”

ฉินฮั่วรีบส่ายหน้า “แม่นางหลี่ ข้าเพียงแค่นึกถึงว่าในสำนักนี้ยังมีโจรร้ายเช่นนี้อยู่ ข้าก็นอนไม่หลับกินไม่ได้ ท่านให้ข้าเฝ้าท่านเถอะ อ้อ ไม่ใช่สิ ให้ข้าเฝ้าลานเล็กแห่งนี้ ปกป้องสตรีทั้งสามเช่นพวกท่าน ที่สำนักจื้อหยวนแห่งนี้ วรยุทธ์ของข้าฉินฮั่ว ถือว่าธรรมดามาก แต่มีคนเพิ่มอีกหนึ่งคน มีดวงตาเพิ่มอีกหนึ่งคู่ ก็จะสามารถปกป้องพวกท่านได้มากขึ้นอีกนิด”

หลี่หลิงก้มหน้าลง

ตอนที่รู้จักฉินฮั่วครั้งแรก เพราะเรื่องของหลี่จิ้งซู หลี่หลิงจึงเกลียดชังคนผู้นี้อย่างมาก ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย หลี่หลิงก็พบว่าฉินฮั่วผู้นี้ นอกจากบางครั้งจะดูซื่อบื้อไปบ้าง จริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง

นานวันเข้า หลี่หลิงก็ไม่สามารถนำเรื่องเหล่านั้นของหลี่จิ้งซูมาโกรธแค้นฉินฮั่วได้อีกต่อไป หลี่หลิงปฏิบัติต่อฉินฮั่วเหมือนคนรู้จักคนหนึ่งเท่านั้น

ไม่ว่าจะอย่างไร ฉินฮั่วก็หวังดีเสมอ

ฉินฮั่วมีวรยุทธ์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นเลย การที่ฉินฮั่วจะอยู่ที่ลานเล็กแห่งนี้หรือไม่ จริงๆ แล้วไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อแผน “ล่องูออกจากโพรง” ครั้งนี้มากนัก

ดังนั้นหลี่หลิงจึงไม่เกลี้ยกล่อมให้เขาจากไปอีก เพียงแต่กล่าวว่า “ท่านก็ระวังตัวและพักผ่อนให้ดีก็แล้วกัน”

“ขอรับ!” บนใบหน้าของฉินฮั่วปรากฏรอยยิ้มกว้างที่สดใส “ข้าจะพักผ่อนให้ดี! แม่นางหลี่ให้ข้าเฝ้าอยู่ที่ลานนี้ได้ ข้าก็ดีใจมากแล้ว! แม่นางหลี่ ข้า...ข้าจะปกป้องพวกท่านอย่างสุดกำลัง! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ยินดีที่จะทำ”

“ท่านก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน” พูดจบ หลี่หลิงก็กลับเข้าห้องไปเหมือนเช่นเคย

ฉินฮั่วตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เขาคิดว่าแม่นางหลี่เกลียดเขาถึงเพียงนั้น จะต้องขับไล่เขาไปเสียอีก!

ชั่วครู่ต่อมา ฉินฮั่วจึงได้สติ เขาเดินไปสองสามก้าว กลับไปนั่งที่ม้านั่งหินในลานเล็ก หลังยืดตรง

“เอ๊ะ” บนใบหน้าของฉินฮั่วปรากฏรอยยิ้มซื่อๆ “เมื่อครู่ เมื่อครู่ แม่นางหลี่กำลังเป็นห่วงข้าใช่หรือไม่นะ?”

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 100 เห็ดน้อยผู้เด็ดนารี

วันที่สองหลังจากโจวอี้ฉือออกจากสำนักไป

ตอนเที่ยง หลี่หลิงกำลังกินข้าวกับหลินเมิ่งกูในห้องโถง

เมื่อขาดหร่วนหยวนไป หลี่หลิงกับหลินเมิ่งกูก็ไม่มีอะไรจะพูดคุยกันได้ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเที่ยงวันนี้ ทุกมื้ออาหารบนโต๊ะอาหารจึงเงียบสงัด มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบกันเบาๆ

เมื่อกินอิ่มไปแปดส่วน หลี่หลิงยังคงคีบผักเข้าปากเงียบๆ แต่กลับได้ยินเสียงหลินเมิ่งกูเอ่ยขึ้นมา

“น้องหลี่ จอมยุทธ์น้อยที่ชื่อฉินฮั่วผู้นั้น เขาอยู่ที่ลานเล็กตลอดเลยนะ นี่ก็หนึ่งวันเต็มๆ แล้ว แม้แต่เมื่อคืนเขาก็แค่ไปเอาผ้าห่มผืนหนึ่งมานอนที่ลานเล็กนี่ ช่างเป็นคนที่ลำบากตัวเองจริงๆ!”

หลี่หลิงประหลาดใจเล็กน้อย

หลี่หลิงรู้ว่าเมื่อวานฉินฮั่วนั่งอยู่ในลาน แต่กลับไม่รู้ว่าแม้แต่ตอนกลางคืนเขาก็ไม่ได้กลับไปที่ลานของตน นางนึกว่าเขากลับไปนานแล้วเสียอีก

องครักษ์ที่โจวอี้ฉือส่งมาล้วนผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าที่ลานเล็ก เพราะเป็นระบบผลัดเวร จึงพูดได้ว่าลานเล็กแห่งนี้มีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา และวรยุทธ์ของผู้ติดตามเหล่านี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฉินฮั่วเลย การมีฉินฮั่วเพิ่มมาอีกคนก็ไม่ได้ต่างอะไรมากนัก

แม้ว่าผู้ฝึกวรยุทธ์ร่างกายจะแข็งแรง อดนอนสักคืนสองคืนร่างกายก็จะไม่เป็นอะไร แต่ในเมื่อมีผู้ติดตามที่มีวรยุทธ์เทียบเท่าฉินฮั่วอยู่แล้ว ฉินฮั่วสามารถไปพักผ่อนได้เต็มที่ แต่เขากลับยังคงอยู่ที่ลาน ไม่ใช่ว่าเป็นการสิ้นเปลืองแรงกายและเวลาโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ

หลี่หลิงอยากจะบอกว่าฉินฮั่วผู้นี้ที่ทั้งซื่อบื้อทั้งดื้อรั้น แต่เขาก็ตั้งใจจะปกป้องนาง นางจึงไม่สามารถว่ากล่าวเขาได้

หลี่หลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าทราบแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเกลี้ยกล่อมเขา ให้เขากลับไปพักผ่อนที่ลานของตน”

หลินเมิ่งกูหัวเราะเบาๆ ราวกับล้อเลียน “น้องหลี่งดงามถึงเพียงนี้ จอมยุทธ์น้อยฉินผู้นั้นคงกำลังตามเกี้ยวเจ้าอยู่ล่ะสิ? ไม่หลับไม่นอนตลอดทั้งคืน...ช่างเป็นการกระทำที่ทั้งโง่เขลาและน่าประทับใจจริงๆ เขาสามารถไปพักที่ห้องว่างในเรือนได้แท้ๆ แต่เพื่อไม่ให้คลาดสายตาจากห้องโถง จึงยอมนอนตากน้ำค้างในลานเล็กตลอดทั้งคืน...ความรู้สึกเช่นนี้ น้องหลี่รู้สึกใจสั่นบ้างหรือไม่?”

หลี่หลิงเงยหน้ามองหลินเมิ่งกูที่กำลังยิ้ม

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลี่หลิงมักจะรู้สึกว่าหลินเมิ่งกูคนนี้แปลกๆ มาโดยตลอด

เมื่อตอนที่นางเพิ่งเข้ามาในสำนักจื้อหยวน หร่วนหยวนก็เคยบอกว่า หลินเมิ่งกูเป็นคนเงียบมาก จริงๆ แล้ว นอกจากวันแรกๆ หลินเมิ่งกูก็แสดงท่าทีเงียบขรึมมาโดยตลอด นางแทบจะไม่สุงสิงกับหร่วนหยวนหรือหลี่หลิงเลย

ในทางกลับกัน หลินเมิ่งกูมักจะไปคลุกคลีอยู่กับท่านป้าเหลียง

หลินเมิ่งกูเคยช่วยชีวิตท่านป้าเหลียงไว้ ทั้งสองสนิทสนมกัน หลี่หลิงสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่รู้ทำไมพอคิดถึงภาพนักรบหญิงที่ชำนาญการขี่ม้า ยิงธนู แต่ทุกวันกลับวิ่งไปที่ห้องครัว ไปคลุกคลีอยู่กับท่านป้าเหลียงร่างใหญ่บึกบึน หลี่หลิงก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ไม่น้อย

ตามหลักเหตุผลแล้ว หลินเมิ่งกูไม่ควรจะสนิทสนมกับหร่วนหยวนมากกว่าหรือ ทั้งสองอายุห่างกันไม่ถึงห้าปี ทั้งยังเป็นนักยุทธหญิงเหมือนกัน หัวข้อสนทนาระหว่างทั้งสอง ไม่ควรจะมีมากกว่าท่านป้าเหลียงที่ทำอาหารหรอกหรือ

และในตอนนี้ หลินเมิ่งกูก็ราวกับกลายเป็นคนละคนกับที่หลี่หลิงเห็นครั้งแรก ไม่ได้เงียบขรึมและขี้อายอีกต่อไป

“น้องหลี่ เจ้ามองข้าทำไมหรือ?” หลินเมิ่งกูยิ้มอย่างเปิดเผย

สีหน้าท่าทางของหลินเมิ่งกูแตกต่างไปจากวันอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางไม่ใช่รอยยิ้มอายๆ ที่มักจะก้มหน้าเหมือนปกติ แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่จ้องมองหลี่หลิงเขม็ง ดวงตาเป็นประกายแวววาว

หลี่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย

ทันใดนั้น ในสมองของหลี่หลิงก็มีหลายความคิดผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

สมมตินะ…สมมติว่า ในสำนักจื้อหยวนแห่งนี้ไม่มีนางจะเป็นอย่างไร?

โจรเด็ดบุปผาซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ สำนักจื้อหยวน มันสังหารนักยุทธหญิงที่เดินทางมาขอพึ่งพิงสำนักจื้อหยวนในบริเวณใกล้เคียงจนหมดสิ้น! ถ้า...ถ้า...โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นตั้งใจจะสังหารหร่วนหยวนต่อไปตั้งแต่แรกเล่า?

เช่นนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าก่อนที่หลี่หลิงจะเข้ามาในสำนักจื้อหยวน โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นก็อาจจะเข้ามาก่อนแล้ว และ มัน! มันอาจจะซ่อนตัวอยู่ในที่ที่ใกล้หร่วนหยวนที่สุดหรือไม่?!

หลี่หลิงรู้สึกขนหัวลุกซู่ นางนึกถึงคำว่า “บุรุษปลอมเป็นสตรี” ทั้งสี่คำนี้ขึ้นมาทันที

ถ้าโจรเด็ดบุปผาไม่ได้คิดจะปล่อยหร่วนหยวนไปตั้งแต่แรก มันอาจจะปลอมตัวเป็นสตรีมาอาศัยอยู่ข้างๆ หร่วนหยวนนานแล้วหรือไม่?

ถ้าหลินเมิ่งกูที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นบุรุษปลอมตัวมาจริงๆ เช่นนั้น การที่นางเงียบขรึมก็เพื่อไม่ให้ตัวตนถูกเปิดเผย? การที่นางไปคลุกคลีอยู่กับท่านป้าเหลียงทุกวัน ก็อาจจะเป็นเพียงการใช้ท่านป้าเหลียงเป็นโล่กำบังตัวตนของตนเอง?!

หลี่หลิงเกร็งไปทั้งตัว กำตะเกียบในมือแน่น นางก้มหน้าลง ถามเสียงเบาช้าๆ “ท่านพี่หลิน ในคืนที่ท่านพี่หร่วนประสบเหตุร้าย ท่านอยู่ที่ใดเจ้าคะ?”

หลินเมิ่งกูเบิกตากว้างเล็กน้อย “น้องหลี่ เจ้าสงสัยข้าอย่างนั้นหรือ?”

ไม่รอให้หลี่หลิงพูดอะไร หลินเมิ่งกูก็หัวเราะออกมาดังลั่น นางคว้ามือของหลี่หลิงไปกดไว้ที่หน้าอกอวบอิ่มของตน “น้องหลี่ เจ้าลองจับดูสิ...”

สัมผัสนุ่มนิ่มในมือไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน

อืม...ใหญ่มากจริงๆ

หลี่หลิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย กล่าวต่อ “ข้าแค่ถามดูเท่านั้น”

มือของหลี่หลิงเพิ่งดึงออกมาจากมือของหลินเมิ่งกู ก็ถูกหลินเมิ่งกูคว้ากลับไปอีกครั้ง แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าอกของนาง แถมยังขยับเบาๆ อีกด้วย

หลี่หลิงตกใจจนผงะ นางลุกพรวดขึ้นทันที “เจ้า! เจ้า! เจ้า! หมายความว่ายังไงกันแน่?”

ให้ตายสิ! สมองของหลี่หลิงหมุนอย่างรวดเร็ว คิดไปไกลถึงเรื่องเลสเบี้ยน

เมื่อเห็นหลี่หลิงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ท่าทางเหมือนรับไม่ได้ หลินเมิ่งกูก็จับมือหลี่หลิงไว้ แล้วเงยหน้าหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ...”

“ปล่อยนะ!” หลี่หลิงพยายามดึงมือกลับ คราวนี้กลับดึงไม่ออกไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน หลี่หลิงจ้องเขม็งไปที่หลินเมิ่งกู “เจ้ามีวรยุทธ์สูงรึ? เจ้าเป็นใครกันแน่?!”

หลินเมิ่งกูใช้มือข้างหนึ่งออกแรงเพียงเล็กน้อย ร่างของหลี่หลิงก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของนางทันที

เมื่อใช้สองมือโอบกอดหลี่หลิงไว้ในอ้อมอก ใบหน้าของหลินเมิ่งกูก็ปรากฏสีหน้าเคลิบเคลิ้มอย่างถึงที่สุด นางซบหน้าลงกับไหล่ของหลี่หลิง สูดหายใจเข้าลึก “อืม...กลิ่นกายสาวพรหมจรรย์ที่ทั้งหอมหวานและบริสุทธิ์...แม่คนงามของข้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงเจ้าใจจะขาด!”

หลี่หลิงเคยได้ยินหร่วนหยวนบรรยายไว้ รู้ว่าโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นเรียกนางว่า “แม่คนงาม” หลี่หลิงเบิกตากว้าง “เจ้า! เจ้าคือไอ้โจรลัก—”

หลินเมิ่งกูยิ้ม ยังคงเป็นเสียงสตรี “ใช่แล้ว! แม่คนงามของข้าทายถูกแล้ว! ข้าก็คือคนที่พวกเจ้ากำลังตามหาอยู่…เห็ดน้อยผู้เด็ดนารี”

หากไม่ใช่เพราะตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย หลี่หลิงคงเกือบจะหัวเราะออกมา นางกล่าวเสียงแห้ง “เห็ดน้อยผู้เด็ดนารี?”

“ใช่แล้ว!” หลินเมิ่งกูใช้หน้าอกอวบอิ่มของตนถูไถแผ่นหลังของหลี่หลิง “ข้าตั้งชื่อเอง เป็นไงล่ะ ถูกใจเจ้าหรือไม่?”

หลี่หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นผู้ชาย?”

“ฮ่าๆๆ...” เมื่อมีคนงามอยู่ในอ้อมกอด หลินเมิ่งกูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่สามารถเก็บงำได้ “แน่นอน...เกิดเป็นชาย ข้าจะทำอะไรได้เล่า? หากข้าเกิดมาเป็นหญิงโดยกำเนิด ไม่แน่ว่าแม่คนงามของข้าอาจจะสนิทสนมกับข้ามากกว่านี้ก็ได้!”

“แล้วเจ้า...ทำไมถึงมีสภาพเป็นแบบนี้ได้?”

หลินเมิ่งกูยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย “แม่คนงามของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมมีวิธีของข้าเอง เจ้าอยากเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของข้าหรือไม่?”

หลี่หลิงไม่ตอบ แต่การเงียบไปก็ถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย

หลินเมิ่งกูใช้มือข้างหนึ่งจับมือหลี่หลิงไว้ แล้วหมุนตัวมาอยู่ตรงหน้าหลี่หลิง

หลินเมิ่งกูเงยหน้าขึ้น ยืดแขนข้างหนึ่งออก บิดขี้เกียจ

เสียง “กรอบแกรบ” แปลกๆ ดังขึ้นภายในร่างกายของหลินเมิ่งกู...

หลี่หลิงจ้องมองตาไม่กะพริบ เห็นร่างของหลินเมิ่งกูสูงขึ้น หน้าอกที่อวบอิ่มยุบหายไป ใบหน้าที่เคยธรรมดาและคล้ำเล็กน้อยกลับกลายเป็นใบหน้าของบุรุษที่หล่อเหลาองอาจ...

(จบบท)

 

อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ

 

จบบทที่ บทที่ 98-100

คัดลอกลิงก์แล้ว