- หน้าแรก
- หนทางสู่อมตะในโลกใบนี้
- หนทางสู่อมตะในโลกใบนี้ ตอนที่ 1
หนทางสู่อมตะในโลกใบนี้ ตอนที่ 1
หนทางสู่อมตะในโลกใบนี้ ตอนที่ 1
บทที่ 1: กำเนิดใหม่เซียนอมตะ
เมื่อตะวันคล้อยต่ำ แสงสุดท้ายของสนธยาอาบทั่วเมืองหนานชิว กำแพงเมืองสูงตระหง่าน มุมกำแพงมีมอสส์จับเขียวครึ้ม ผู้คน พ่อค้า และรถม้าเข้าแถวเรียงรายอยู่หน้าประตูเมืองเพื่อรอเข้าเมือง ถนนหนทางในเมืองตัดผ่านกันไปมา มีโรงเตี๊ยม ร้านค้า และซ่องนางโลมอยู่มากมาย เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ในตรอกซอกซอย ผู้คนกำลังร้องขายของหัตถกรรมอยู่ริมถนน นอกจากนี้ยังมีจอมยุทธ์จากยุทธภพที่กำลังตีฆ้องร้องป่าวเพื่อเรียกผู้คนมาชมการแสดง ควันไฟลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากลานบ้านแต่ละหลัง ทำให้ยามสนธยาดูเลือนราง
ฟางหวังในวัยสิบหกปีก้าวเข้าสู่ประตูจวนตระกูลฟาง เขาหล่อเหลาในชุดคลุมสีขาวรัดกุม มีทั้งความสง่างามของบัณฑิตและความองอาจของวีรบุรุษหนุ่ม คนรับใช้ที่เฝ้าประตูทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม และเขาก็พยักหน้าตอบรับโดยไม่ถือตัว
"ท่าเท้าไร้เงาสมคำร่ำลือจริงๆ ต่อจากนี้ไป แม้ศัตรูจะอยู่ห่างเพียงห้าก้าว ก็ไม่มีใครทำร้ายข้าได้"
ใบหน้าของฟางหวังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลังภายในของเขาได้บรรลุถึงระดับตำนานแห่งยุทธภพแล้ว ทั้งยังเชี่ยวชาญวิชากระบี่ วิชาฝ่ามือ และท่าเท้าชั้นยอดของโลก เขารู้สึกว่าตนเองนั้นไร้เทียมทาน
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็อายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น!
หลังจากกลับชาติมาเกิดได้สิบหกปี เขาก็ได้มาถึงจุดสูงสุดของชีวิต และสามารถเพลิดเพลินกับชีวิตได้นับจากนี้ไป
ฟางหวังเดินพลางวาดหวังถึงอนาคต คนรับใช้ตลอดทางต่างทักทายเขาและเรียกเขาว่าคุณชายสิบสาม
ฟางเหมิง ปู่ของฟางหวัง เป็นวีรบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฉีที่ยิ่งใหญ่และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกั๋วกงลำดับที่สอง ฟางอิน บิดาของเขา เป็นบุตรชายคนสุดท้องของฟางเหมิง ฟางหวังเป็นหลานชายคนที่สิบสามในบรรดาหลานสามรุ่น ดังนั้นเขาจึงถูกเรียกว่าคุณชายสิบสาม
ในราชวงศ์ที่คล้ายกับยุคโบราณนี้ บรรยากาศในจวนตระกูลฟางนั้นกลมเกลียวกันมาก ปราศจากการแก่งแย่งชิงดี ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่าฟางเหมิงยังคงกุมอำนาจอยู่
ด้วยความช่วยเหลือจากเส้นสายและชื่อเสียงของจวนกั๋วกง ฟางหวังเริ่มรวบรวมคัมภีร์ยุทธ์ตั้งแต่อายุสิบสองปี หลังจากฝึกฝนวรยุทธ์มาสี่ปี เขาสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาเป็นดารา (罡กัง ใช้ในการอธิบายการเดินตามดวงดาวในลัทธิเต๋า) และมีพละกำลังมหาศาลดุจช้างสาร ทว่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้ ทุกคนต่างคิดว่าเขาเป็นเพียงคุณชายตระกูลฟางที่ใฝ่ฝันถึงโลกแห่งยุทธภพ
เมื่อเดินเข้าไปในสวนแห่งหนึ่ง ฟางหวังเห็นกลุ่มสาวใช้กำลังรวมตัวกันพูดคุยอย่างออกรส เขามีหูทิพย์ สามารถได้ยินสิ่งที่พวกนางพูดคุยกันอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ห่างออกไปสิบจั้ง
"โจวเสวี่ยเป็นบ้าไปแล้ว วันนี้นางเที่ยวพูดไปทั่วว่าตระกูลฟางจะถูกล้างบาง"
"ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน นางช่างกล้านัก ไปหาคุณชายทุกคนในจวนเลย ตอนนี้ถูกบิดาของนาง ท่านคุณชายสี่ขังไว้ในห้องแล้ว"
"ใครจะกล้ามาทำลายจวนตระกูลฟางของเรา? แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่กล้า!"
"ชู่ว์ พูดจาไม่เข้าเรื่อง"
"คุณชายสี่ลำเอียงกับโจวเสวี่ยที่เป็นบุตรสาวบุญธรรมนัก เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็คงปล่อยออกมาแล้ว แต่พวกเจ้าได้ยินไหม? นางอ้างว่าตนเองกลับชาติมาเกิด ช่างน่าขันสิ้นดี"
หัวใจของฟางหวังกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า "กลับชาติมาเกิด"
กลับชาติมาเกิด?
หากฟางหวังไม่มีความทรงจำในชาติที่แล้ว เขาย่อมมองว่ามันเป็นเรื่องตลก ทว่า ตัวเขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์การกลับชาติมาเกิดอันน่าเหลือเชื่อ ดังนั้นเขาจึงต้องคิดว่า ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ?
ตระกูลฟางจะถูกล้างบาง?
ฟางหวังฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปยังลานบ้านของโจวเสวี่ย
ฟางเจิ้น ท่านอาสี่ เข้าร่วมกองทัพตั้งแต่ยังหนุ่มและเกือบถูกสังหารในสมรภูมิ โชคดีที่บิดาของโจวเสวี่ยสละชีวิตเพื่อช่วยเขาไว้ ถึงกระนั้น ฟางเจิ้นก็ยังคงพิการไปตลอดชีวิต หลังจากออกจากกองทัพ เขาก็นำเถ้ากระดูกของผู้มีพระคุณกลับมายังบ้านเกิด ในตอนนั้น มารดาของโจวเสวี่ยก็ล้มป่วยอยู่บนเตียงแล้ว พอได้ยินข่าวนี้ นางก็สิ้นหวังโดยสมบูรณ์และจากไปในวันนั้น ฟางเจิ้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับโจวเสวี่ยซึ่งยังเป็นทารกกลับมาที่จวนตระกูลฟางและรับเลี้ยงเธอเป็นบุตรสาวบุญธรรม
โจวเสวี่ยเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยออกจากบ้าน ฟางหวังเคยพบนางเพียงไม่กี่ครั้งตั้งแต่ยังเด็ก เขาจำได้ว่านางเป็นเด็กสาวขี้อาย อายุไล่เลี่ยกับเขา มีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มพอสมควร
ปกติแล้วท่านอาสี่จะปกป้องบุตรสาวของเขาอย่างยิ่ง โจวเสวี่ยไม่เคยถูกรังแก ดังนั้นเธอไม่น่าจะมีอาการป่วยทางจิต เธออาจจะเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดจริงๆ ก็ได้งั้นหรือ?
หัวใจของฟางหวังหนักอึ้ง พลังอำนาจแบบไหนกันที่จะสามารถกวาดล้างจวนฟางกั๋วกงได้ทั้งจวน?
นี่อาจจะเป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้?
จวนกั๋วกงมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่หนึ่งในห้าของเมืองหนานชิว เปรียบเสมือนเมืองซ้อนเมือง มีคนรับใช้ในจวนหลายพันคน บางครั้งฟางหวังก็เห็นฟางสิง ท่านอาของเขา กำลังฝึกวรยุทธ์ให้กับคนรับใช้
ตระกูลฟางเช่นนี้จะถูกทำลายได้อย่างไร?
ฟางหวังเร่งฝีเท้า โคจรพลังภายใน กลั้นหายใจ และใช้ท่าเท้าลี้ลับ เขามาถึงข้างหน้าต่างของโจวเสวี่ยอย่างเงียบกริบและตั้งใจฟัง
ในห้องเงียบสงัด แต่ด้วยการได้ยินของฟางหวัง เขาสามารถได้ยินเสียงหายใจของโจวเสวี่ยซึ่งค่อนข้างถี่กระชั้น เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้สงบใจเลย
ครู่ต่อมา
"เฮ้อ อย่างน้อยข้าก็เคยเป็นถึงเซียนจวินประจำภูมิภาค แต่ตอนนี้กลับต้องย้อนกลับมาในช่วงวัยเยาว์และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของครอบครัวได้ สวรรค์จงใจเล่นตลกกับข้าหรืออย่างไร? แม้จะเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้..."
ฟางหวังได้ยินเสียงถอนหายใจของโจวเสวี่ย ซึ่งเบามากจนคนธรรมดาไม่ได้ยิน
เซียนจวิน?
หัวใจของฟางหวังสั่นสะท้าน เขามาเกิดใหม่นานขนาดนี้ ได้ยินตำนานเกี่ยวกับเซียนและเทพเจ้ามามากมาย แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องการเกิดใหม่เลย อีกฝ่ายพูดจริงจังขนาดนี้ จะเป็นเรื่องจริงได้หรือ?
เขาไม่กล้าที่จะเสี่ยง ท้ายที่สุด ตัวเขาเองก็เป็นร่างที่กลับชาติมาเกิด ดังนั้นการได้พบกับผู้ที่เกิดใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อใดก็ตามที่เขานึกถึงการที่ตระกูลฟางจะถูกล้างบาง หัวใจของเขาก็ปั่นป่วนไปหมด พ่อแม่ในชาตินี้ของเขาดีกับเขามาก เช่นเดียวกับท่านอาทุกคน เขารักตระกูลฟางมาก และไม่ต้องการเห็นตระกูลฟางถูกล้างบาง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฟางหวังก็งัดหน้าต่างเปิดออกแล้วกระโดดเข้าไปในบ้าน
โจวเสวี่ยไม่ได้ตกใจ แต่กลับนั่งอยู่ที่โต๊ะและมองเขาอย่างใจเย็น
นางสวมชุดสีฟ้า แต่งหน้าอย่างประณีต และผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ถึงกระนั้น นางยังคงดูสง่างามและงดงาม รักษาท่วงทีของสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ไว้ได้
ทั้งสองสบตากัน และห้องก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
"ฝีมือของท่านไม่ธรรมดา ข้าไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำ ท่านเป็นใครกัน?" โจวเสวี่ยทำลายความเงียบและเอ่ยถาม
เมื่อฟางหวังได้ยินดังนั้น เขาก็แอบกำหมัดขวาไว้ในแขนเสื้อ
ตัวตนของข้าในจวนตระกูลฟางมันจืดจางขนาดนี้เลยหรือ?
ก็นะ สิบหกปีแรกเขาก็เก็บตัวจริงๆ ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นหรือหยิ่งผยองเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ
ฟางหวังกล่าวว่า "เจ้าบอกว่าเจ้ากลับชาติมาเกิด ข้ายินดีที่จะลองเชื่อเจ้า ในเมื่อเจ้าเป็นเซียนกลับชาติมาเกิด ในหัวของเจ้าต้องมีวิชาเซียนอยู่บ้าง ข้าไม่ขอให้เจ้าแสดงให้ดู แต่เจ้าสามารถสอนเคล็ดวิชาให้ข้าสักอย่างได้หรือไม่ ข้ามีวิธีพิสูจน์ความจริงด้วยตัวเอง ถ้าเป็นเรื่องจริง ข้าก็ยินดีที่จะเชื่อเจ้าและร่วมมือกับเจ้าเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตระกูลฟาง ท้ายที่สุด ข้าก็แซ่ฟางเช่นกัน"
ในห้วงความคิดของเขามีวัง สวรรค์อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาค้นพบเมื่อได้สัมผัสกับพลังภายในเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเริ่มฝึกฝนพลังภายในและวรยุทธ์ จิตสำนึกของเขาจะเข้าสู่เทียนกง ที่นั่นเขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกินไม่ต้องดื่ม และจิตสำนึกของเขาจะออกจากเทียนกงกลับสู่ความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเขาได้ฝึกฝนวิชาพิเศษเหล่านั้นจนสมบูรณ์แบบแล้วเท่านั้น
ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเทียนกงนานเพียงใด ในโลกความเป็นจริงกลับผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถเข้าสู่ขอบเขตตำนานแห่งยุทธภพได้ตั้งแต่อายุสิบหกปี
โจวเสวี่ยขมวดคิ้ว จ้องมองฟางหวังอย่างใกล้ชิด และไม่ได้พูดอะไรในทันที
ฟางหวังไม่ได้รีบร้อน เขานั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามกับเธอแล้วรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย
ดวงอาทิตย์ยามอัสดงนอกหน้าต่างค่อยๆ ลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายเป็นสีเลือด และภาพนั้นก็เต็มไปด้วยความงามอันน่าเศร้า
"ช่างเถอะ ข้าไม่สามารถออกจากจวนตระกูลฟางได้จริงๆ แม้ว่าข้าจะจำไม่ได้ว่าท่านเป็นใคร แต่ดูจากรูปลักษณ์ของท่านแล้ว ท่านต้องเป็นคนของจวนตระกูลฟางแน่นอน ท่านเป็นคนเดียวที่เต็มใจจะเชื่อข้า ดังนั้นข้าจะสอนวิชาควบคุมกระบี่ให้ท่าน วิชาควบคุมกระบี่เป็นวิชาพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตน และเป็นเส้นแบ่งระหว่างการบำเพ็ญเพียรของเซียนและวรยุทธ์"
โจวเสวี่ยพูดเบาๆ ฟางหวังพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยิน และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า
เขาทั้งหวังว่านี่จะเป็นเรื่องจริงและกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องจริง
ถ้าเป็นเรื่องจริง ตระกูลฟางก็จะตกที่นั่งลำบาก
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนและแสวงหาชีวิตอมตะก็จะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน...
หากสามารถบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้ ใครเล่าจะยังฝึกยุทธ์?
โจวเสวี่ยเริ่มเปิดเผยเคล็ดลับของวิชาควบคุมกระบี่ และฟางหวังก็ตั้งใจฟัง
เคล็ดวิชาควบคุมกระบี่คือการใช้พลังวิญญาณออกจากร่างเพื่อควบคุมกระบี่บิน ฟางหวังเคยได้ยินจากจอมยุทธ์ท่านหนึ่งว่าเมื่อร้อยปีก่อนมีปรมาจารย์กระบี่ที่สามารถทำได้ถึงระดับนั้น หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร?
โจวเสวี่ยพูดพลางสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย
นางถอนหายใจในใจ
"ข้ากำลังทำอะไรอยู่? ข้ากลับไปเชื่อใจเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เขาคงมาที่นี่เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่การที่เขาสามารถมาถึงหน้าต่างห้องนอนของข้าได้โดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แสดงว่าวรยุทธ์ของเขาก็ไม่ต่ำต้อย ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อเขาอยู่แล้ว..."
โจวเสวี่ยคิดเช่นนั้น และตระหนักว่านางทำเช่นนี้เพื่อระบายความคับข้องใจในใจ
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป โจวเสวี่ยก็ได้อธิบายแก่นแท้ทั้งหมดของวิชาควบคุมกระบี่จนจบ
ทันทีที่นางพูดจบ ในหัวของฟางหวังก็เกิดเสียงดังสนั่น และจิตสำนึกทั้งหมดของเขาก็มาถึงพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตาทันที
นี่คือเทียนกงของเขา!
เมื่อเขามาถึงครั้งแรก เขายืนอยู่นอกเทียนกงและสามารถเห็นป้ายที่มีคำว่า "เทียนกง" อยู่บนนั้น หลังจากนั้น เขาก็ปรากฏตัวอยู่ภายในเทียนกงโดยตรง
พื้นที่ของเทียนกงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แต่หลังจากที่เขาสสำรวจแล้ว เขาก็พบว่ามีเพียงโถงนี้โถงเดียว อาวุธสิบแปดชนิดถูกวางไว้ที่สองข้างของโถง เขายังสามารถจินตนาการถึงอาวุธและอุปกรณ์การต่อสู้และสร้างมันขึ้นมาได้ตามใจชอบ เขายังสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในโถงได้ด้วยเพียงความคิด
"เป็นเรื่องจริง... เป็นเรื่องจริง..."
ฟางหวังตื่นเต้นอย่างมาก หลังจากฟังคำอธิบายของโจวเสวี่ยเกี่ยวกับวิชาควบคุมกระบี่ เขาก็รู้สึกได้แล้วว่ามันลึกซึ้งมาก บัดนี้เมื่อเขาได้เข้ามาในเทียนกง ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าวิชาควบคุมกระบี่นั้นเป็นของจริง วิชาพิเศษเช่นนี้ต้องเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรของเซียนอย่างแน่นอน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แม้แต่วิชาบำเพ็ญเพียรของเซียน เขาก็สามารถเข้ามาฝึกในเทียนกงได้!
นี่หมายความว่าอะไร?
ในอนาคต เมื่อเขาบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน เขาจะประหยัดเวลาในขั้นตอนการฝึกฝนทักษะและคาถา ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา!
ฟางหวังอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดขีด
ตั้งแต่ยังเด็ก เขาอยากจะท่องไปทั่วโลก เดิมทีเขาวางแผนที่จะเดินทางรอบโลกหลังจากอายุครบสิบแปดปี โดยอาศัยวรยุทธ์ของเขาเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข บัดนี้เมื่อเขารู้ว่ามีการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนอยู่จริง ความปรารถนาที่จะท่องยุทธภพของเขาก็ยิ่งแรงกล้าขึ้น
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้ ฟางหวังก็นึกขึ้นได้ว่าตระกูลฟางจะถูกล้างบาง เขาจึงเริ่มฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่ทันที
การฝึกฝนในเทียนกงนั้นน่าเบื่อมาก เขาใช้เวลาเกือบยี่สิบปีในการบ่มเพาะพลังภายในจนสมบูรณ์แบบ เมื่อรวมกับทักษะการต่อสู้อื่นๆ แล้ว เขาดูเหมือนเด็กอายุสิบหกปี แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาอายุเจ็ดสิบหรือแปดสิบปีแล้ว โชคดีที่เทียนกงไม่ส่งผลกระทบต่ออายุขัยทางกายภาพของเขา
ฟางหวังเชี่ยวชาญเพลงกระบี่ระดับโลกและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเคล็ดวิชากระบี่ การทำความเข้าใจวิชาควบคุมกระบี่จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ทว่า วิชาควบคุมกระบี่ใช้พลังวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียร ในขณะที่เขามีพลังปราณแท้จริงของผู้ฝึกยุทธ์อยู่ในร่างกาย ไม่รู้ว่าพลังปราณแท้จริงจะสามารถใช้ควบคุมกระบี่ได้หรือไม่
เวลาผ่านไปเต็มๆ สิบปี ฟางหวังก็พากเพียรจนฝึกวิชาควบคุมกระบี่ได้สำเร็จสมบูรณ์
ขั้นสมบูรณ์แบบคือขอบเขตสูงสุดของวิชานี้ และการจะเชี่ยวชาญได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในวินาทีที่เขาบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบ จิตสำนึกของเขาก็กลับคืนสู่ความเป็นจริง
...
หลังจากที่โจวเสวี่ยอธิบายวิชาควบคุมกระบี่จบ นางก็จ้องมองฟางหวัง อยากเห็นว่าเขาจะแสดงสีหน้าอย่างไร ทว่า สีหน้าของฟางหวังกลับไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้นางผิดหวังเล็กน้อย
นางพูดทันทีว่า "ตอนนี้ ท่านเชื่อหรือไม่?"
ประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของฟางหวัง และมุมปากของเขาก็ยกขึ้น เผยให้เห็นจิตวิญญาณของวัยหนุ่มบนใบหน้าของเขา
"ข้าเชื่อ! วิชาพิเศษเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามารถฝึกฝนได้อย่างแน่นอน นับจากนี้ไป ข้าจะร่วมมือกับเจ้าเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตระกูลฟาง!" ฟางหวังกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน เขาตื่นเต้นอย่างมากและพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมตัวเอง
โจวเสวี่ยตกตะลึงและมองฟางหวังด้วยสีหน้าแปลกๆ
นางบอกไม่ถูกว่ารู้สึกโล่งใจ, ซาบซึ้ง, สิ้นหนทาง หรือขบขัน
ดวงอาทิตย์ยามอัสดงนอกหน้าต่างคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ราวกับจะบอกนางว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที นางทำได้เพียงเชื่อใจเด็กหนุ่มตรงหน้า เหมือนกับที่เด็กหนุ่มเชื่อใจนาง