เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 โลกแรกที่ฟื้นคืนชีพ: วิถีแห่งยุทธ์

บทที่ 32 โลกแรกที่ฟื้นคืนชีพ: วิถีแห่งยุทธ์

บทที่ 32 โลกแรกที่ฟื้นคืนชีพ: วิถีแห่งยุทธ์


บทที่ 32 โลกแรกที่ฟื้นคืนชีพ: วิถีแห่งยุทธ์

เย่เฉินกล่าววาจาออกมา กลายเป็นแสงสีทองสายแล้วสายเล่า รวมตัวกันเหนือศีรษะของเขาเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัว:

วิถีแห่งยุทธ์(武道 อู่เต้า)

เห็นได้ชัดว่ารอบๆ ตัวอักษรมีเงาร่างมนุษย์กะพริบอยู่ นั่นคือตัวละครกำลังภายในทีละคน มีทั้งระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง กำลังแสดงวิถีแห่งยุทธ์ต่างๆ

บางคนถือกระบี่ บางคนถือดาบ อาวุธแตกต่างกัน แต่ล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

เหล่าอสูรในที่นั้นต่างหลงใหล เนื่องจากความเข้าใจที่แตกต่างกัน วิชาการต่อสู้ที่ปรากฏในสมองของพวกเขาก็แตกต่างกันไป มีทั้งที่เน้นการฝึกฝนร่างกาย มีทั้งที่เน้นปราณแท้ มีทั้งที่เน้นการสร้างอาวุธ มีทั้งที่เน้นวิชาหุ่นเชิดจักรกล

วิถีแห่งยุทธ์เหล่านี้มีความลึกลับซับซ้อน มีความหลากหลาย

“หัวหน้าห้อง ท่านดูเร็ว นั่นคืออะไร?”

“เหมือนดาวเคราะห์กำลังตก”

“ทำไมข้าจึงรู้สึกว่า มันเกี่ยวข้องกับนิยายกำลังภายในที่ท่านอาจารย์เล่า?”

“ท่านไม่รู้สึกหรือว่าฟ้าดินราวกับมีปราณแท้เพิ่มขึ้นมากมาย นี่ไม่ใช่ลักษณะของวิถีแห่งยุทธ์หรือ?”

สุนัขสวรรค์และหมีดำต่างมีตาทิพย์ แม้จะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือสายตาที่แข็งแกร่งมาก สามารถมองเห็นได้ไกลนับร้อยลี้ ยิ่งไปกว่านั้นดาวเคราะห์กำลังตก ย่อมง่ายต่อการค้นพบ

พวกเขารีบเข้าใกล้หัวหน้าห้อง รายงานเรื่องนี้

เหล่าอสูรได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ต่างมองไปยังทิศตะวันออก เงยหน้าขึ้น เห็นเพียงดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งกำลังตกลงมา และความเร็วก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ

“นี่คือดาวเคราะห์อะไร? เหมือนกับดาวเคราะห์เมื่อวานหรือไม่?”

เมื่อวานเย่เฉินบรรยายคัมภีร์ วาจาของเขาราวกับดอกบัวผลิบาน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเศษเสี้ยวแห่งวิถีแห่งเต๋า รวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ ภายในมีฟ้าดินก่อกำเนิด หยินหยางแบ่งแยก เจ็ดประการเป็นผู้ปกครอง

ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็เป็นเช่นนั้นหรือ?

“นี่คือดาวเคราะห์วิถีแห่งยุทธ์”

หมีดำมีวิชาตาทิพย์ สามารถมองทะลุทุกสิ่ง ภายในคือโลกกำลังภายในขนาดเล็ก มีโอกาสมากมาย

บัดนี้ตกลงมา ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก!

กล่าวคือ นับจากวันนี้ไป วิถีแห่งยุทธ์จะฟื้นคืนชีพ

การฟื้นคืนของปราณวิญญาณครั้งที่เจ็ดที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยการฟื้นคืนหลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ปราณวิญญาณเท่านั้น แต่อาจรวมถึงวิถีแห่งยุทธ์ เวทมนตร์ วิถีแห่งกระบี่ ความลึกลับ เทพในตำนาน และอื่นๆ

ปราณวิญญาณเป็นเพียงคำเรียกโดยรวม สิ่งที่ต้องฟื้นคืนชีพจริงๆ มีมากมาย

ไม่น่าแปลกใจที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า นี่คือยุคสุดท้ายของวิถีแห่งเต๋า และเป็นยุคแห่งโชคลาภครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย

มันจะรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง และอันตรายสุดขีด!

ดาวเคราะห์วิถีแห่งยุทธ์?

นี่น่าจะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สินะ?

เหล่าอสูรตื่นเต้นขึ้นมา ต่างมองไปยังท่านอาจารย์ เขายังคงเล่านิยายกำลังภายใน และกำลังจะจบเรื่องราวแล้ว

เรื่องราวความรักที่น่าอิจฉา

โลกกำลังภายในที่น่าปรารถนา แก้แค้นอย่างสะใจ

ผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ที่น่าประทับใจ เพื่ออาณาจักรและปวงประชา

โอกาสและโชคลาภที่น่าหลงไหล แปลกประหลาดและแสนอันตราย!

...

“ท่านอาจารย์!”

ลิ่วจื่อกระตือรือร้นขึ้นมา ถึงขั้นร่ายรำไม้เท้าลิงอย่างสนุกสนาน เขาคุกเข่าลงต่อหน้าเย่เฉิน เกาหูเกาแก้ม ส่งเสียงร้อง จากนั้นจึงเอ่ยปากว่า “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากออกไปท่องยุทธภพ ไม่ทราบว่าท่านจะอนุญาตหรือไม่?”

ดาวเคราะห์วิถีแห่งยุทธ์กำลังตกลงมา นี่คือโอกาส เขาไม่อยากพลาดไป

เขาสูงเพียงหนึ่งเมตรเศษ ดวงตาเปล่งแสง ราวกับดวงตาเพลิงทอง เห็นได้ชัดว่าความคิดของเขาได้ล่องลอยออกไปไกลแล้ว

จิตใจของลิงและวานรนั้นว่องไวที่สุด ยากที่จะฝึกฝน บัดนี้เขามีจิตใจแห่งวิถีแห่งยุทธ์ หากต้องการรั้งไว้ก็คงรั้งไม่อยู่ ส่วนเขาจะสามารถจากไปได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพยักหน้าของท่านอาจารย์

หืม?

เย่เฉินจิบน้ำเล็กน้อย รู้สึกชุ่มคอ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดลิ่วจื่อจึงต้องการออกไปท่องยุทธภพ ทั้งที่เขายังเด็ก

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉินจำเป็นต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของเขา จึงส่ายศีรษะว่า “เจ้ายังไม่สามารถจากไปได้ ส่วนเหตุผลนั้น ข้ากลัวว่าเจ้าจะก่อเรื่องวุ่นวายภายนอก จนทำร้ายตนเอง”

“เจ้าก็รู้ว่า...”

【ติ๊ง! โลกนี้ได้ฟื้นคืนวิถีแห่งยุทธ์แล้ว โปรดส่งศิษย์สองคนลงจากภูเขาเพื่อคว้าโอกาส ผลตอบแทนของโฮสต์จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ】

ขณะที่เย่เฉินกำลังจะโน้มน้าวลิ่วจื่อ ทันใดนั้นเสียงเตือนของระบบก็ดังขึ้นในสมองของเขา

นับตั้งแต่ได้รับระบบจนถึงตอนนี้ ระบบแทบไม่เคยเอ่ยปากพูดเลย! เย่เฉินถึงกับสงสัยว่าระบบยังอยู่หรือไม่ หากไม่ใช่เพราะเขายังสามารถอ่านห้องสมุดหมื่นวิถีในสมองได้ พลิกดูหนังสือได้อย่างอิสระ เขาคงกลัวว่าระบบจะจากไปแล้ว

ส่งศิษย์สองคนลงจากภูเขาเพื่อคว้าโอกาสแห่งวิถีแห่งยุทธ์?

เหตุใดการฟื้นคืนของปราณวิญญาณจึงมาเร็วกว่ากำหนด?

นี่ไม่ถูกต้อง

เย่เฉินส่ายศีรษะเล็กน้อย หากกล่าวอย่างเคร่งครัด การฟื้นคืนของปราณวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่จะปะทุอย่างสมบูรณ์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเท่านั้น

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่เฉินพลันเงียบไป

ในเมื่อจำเป็นต้องส่งศิษย์ลงจากภูเขา งั้นก็ต้องคัดเลือกอย่างเข้มงวด

ลิ่วจื่อมีนิสัยกระตือรือร้น แต่ก็เชื่อฟังคำสั่ง เพียงแต่ค่อนข้างหุนหันพลันแล่น บางครั้งก็ใจร้อน

หากมีคนใช้กลอุบาย เขาย่อมต้องตกหลุมพราง ไม่เหมาะที่จะท่องยุทธภพ ต้องมีคนที่มีความสุขุมและกล้าหาญไปด้วย

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉินก็เอ่ยปากว่า “ยังมีใครยินดีลงจากภูเขาอีก?”

“ข้ายินดีขอรับ! ท่านอาจารย์!”

“ท่านอาจารย์ มีข้าด้วย”

“ข้าก็อยากลงทะเบียน”

“ลงจากภูเขา? ข้าเองก็อยากไป”

ท้ายที่สุดพวกเขาล้วนเป็นอสูรปีศาจ ต่างปรารถนาโลกของมนุษย์ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนใหญ่ที่ลงทะเบียนคืออสูรที่ยังไม่ได้แปลงร่างอย่างสมบูรณ์ ส่วนหวงอู๋เฉวีย หลินหลิงเอ๋อร์ หูเม่ยเอ๋อร์ เสี่ยวหง และมหาอสูรอื่นๆ ที่แปลงร่างอย่างสมบูรณ์แล้ว ต่างเงียบไป

พวกเขาคิดว่าการอยู่ข้างท่านอาจารย์คือโชคลาภที่แท้จริงมากกว่า

โอกาสอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ คนอื่นต่างแย่งชิงกัน แต่พวกเขากลับต้องการจากท่านอาจารย์ไปเนี้ยนะ? ช่างไร้สาระจริงๆ!

แต่ความปรารถนาของอสูรแต่ละตนล้วนแตกต่างกัน พวกเขาจึงไม่ขัดขวาง

หืม?

เย่เฉินสามารถตัดสินได้ว่าศิษย์คนใดลงทะเบียนจากเสียงของพวกเขา ไม่คิดเลยว่าจะมีคนลงทะเบียนมากมาย ในจำนวนนี้มีอาชาสวรรค์(เทียนหม่า)  หวังอู่ หยวนต้าเซิ่ง เสี่ยวจิน และศิษย์อื่นๆ

สี่คนนี้ติดตามตนเองมานานกว่าสองปีแล้ว นับเป็นศิษย์เก่า ปกติก็ค่อนข้างสุขุม อาชาสวรรค์ยิ่งระมัดระวังมาก ปกติมีปัญหาอะไรมักจะขอคำแนะนำจากตนเองและหัวหน้าห้องเสมอ

(ปกติเย่เฉินจะเรียกลูกศิษย์เป็นชื่อนะครับ)

หากต้องการส่งศิษย์ลงจากภูเขา อาชาสวรรค์สามารถนับเป็นหนึ่งคนได้ แถมเด็กคนนี้ยังมีพรสวรรค์อย่างหนึ่ง คือวิ่งได้เร็วมาก

การท่องยุทธภพย่อมเหมาะสมอย่างยิ่ง

หากสู้ไม่ไหว ก็สามารถหนีได้

ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขามากนัก

ส่วนอีกคนหนึ่ง สามารถเลือกหวังอู่ได้ เขาค่อนข้างซื่อสัตย์และอดทนที่สุด

“หวังอู่กับเสี่ยวหม่า พวกเจ้าสองคนลงจากภูเขาเถิด!”

เย่เฉินเอ่ยปาก ตัดสินใจ

เมื่อคำพูดนี้จบลง เหล่าอสูรพลันเงียบไป

ว้าก...

ลิ่วจื่อถึงกับโยนไม้เท้าลงบนพื้น นอนลงกลิ้งไปมาบนพื้น ดูไม่พอใจ ไม่ยินยอม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ท้ายที่สุดคำพูดของท่านอาจารย์ก็เหมือนราชโองการ เขาไม่กล้าโต้แย้ง ไม่สามารถต่อต้านได้ ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม

อันที่จริงเขาก็รู้ดีว่า ท่านอาจารย์ไม่ไว้ใจตนเองเท่านั้น

หลังจากร้องไห้และก่อความวุ่นวาย เขาก็ลุกขึ้นอีกครั้ง เก็บไม้เท้า แล้วถอยกลับไปในกลุ่มอสูรอย่างเงียบๆ

อาชาสวรรค์และหวังอู่เดินออกมา

อาชาสวรรค์มีปีก มีแสงสีทองส่องประกาย เท้าทั้งสี่มีเมฆหมุนวน ขนเงางามราวกับสามารถใช้เป็นกระจกได้ ส่องแสงสะท้อนผู้คน

มันสามารถแปลงร่างได้ แต่ชอบรูปลักษณ์เดิมของตนเอง จึงไม่ค่อยแปลงร่างเป็นเด็กหนุ่ม

เต่ามังกรหวังอู่ถือมีดทำครัวเล่มหนึ่ง ใบหน้าดูซื่อสัตย์ ความสูงประมาณหนึ่งเมตรหกสิบเซนติเมตร อายุประมาณสิบหกปี หน้าตาธรรมดา เมื่ออยู่ในฝูงชนแทบไม่มีใครจดจำได้

เขาหัวเราะคิกๆ ดวงตาเล็กๆ คู่นี้มีประกาย

“ขอบคุณท่านอาจารย์!”

หวังอู่คุกเข่าลง อาชาสวรรค์ก็ทำตามอย่างรวดเร็ว คุกเข่าลงบนพื้น แล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “ศิษย์ไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด ขอท่านอาจารย์โปรดดูแลสุขภาพของตนเอง เมื่อศิษย์กลับมา จะนำของดีจากภายนอกมาปรนนิบัติท่านอาจารย์”

“แต่ว่า... ก่อนจากไป ศิษย์มีคำขอหนึ่ง”

“พูดมา”

“ขอท่านอาจารย์โปรดมอบบทกวีให้ศิษย์หนึ่งบท โดยมีคำว่าสายลมและสายฟ้า”

“ได้!”

เย่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในสมองเกิดแสงสว่างวาบขึ้น เอาล่ะ เขาพอมั่นใจแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 32 โลกแรกที่ฟื้นคืนชีพ: วิถีแห่งยุทธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว