- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 370 - ฆ่าไม่โปรดสัตว์ เลื่อนขั้นสองขุนพลเจิงซุ่น
บทที่ 370 - ฆ่าไม่โปรดสัตว์ เลื่อนขั้นสองขุนพลเจิงซุ่น
บทที่ 370 - ฆ่าไม่โปรดสัตว์ เลื่อนขั้นสองขุนพลเจิงซุ่น
บทที่ 370 - ฆ่าไม่โปรดสัตว์ เลื่อนขั้นสองขุนพลเจิงซุ่น
ราตรีนั้น ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ดวงจันทร์สว่างดาราเบาบาง
บนพื้นดิน กระโจมค่ายทหารทอดตัวยาวเหยียดราวกับทิวเขา
ทะเลเลือดลมลอยล่อง พลิกตัวไปมา ย้อมครึ่งฟ้ายามค่ำคืนให้เป็นสีแดง
ภายในป้อมปราการของกองทัพต้าซี ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ
ราวกับกำลังจัดงานเลี้ยง ตั้งหม้อใหญ่หลายใบ ฆ่าวัวฆ่าแกะตัวอ้วนพี
พลสวมเกราะหลายคนมือเท้าคล่องแคล่ว ล้างเลือดคาว เอาเครื่องในออก
บ้างก็ทอด บ้างก็ต้ม
ไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยฟุ้งออกไป
ยั่วน้ำลายผู้คนให้กลืนลงคอเอือกใหญ่
"ท่านนายกองร้อยช่างเกรียงไกรยิ่งนัก รับตำแหน่งวันแรกก็ฆ่ากองทัพเทียนหนานจนแตกพ่ายกลับไป"
"ราชาหมาป่าทองคำถูเชวี่ยท่องสนามรบมาสิบกว่าปี ไม่เคยพ่ายแพ้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกท่านนายกองร้อยสังหารในสนามรบ"
"สร้างชื่อให้กองทัพต้าซี ทำลายขวัญกองทัพเทียนหนาน"
"เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง ก็สร้างผลงานใหญ่ สุดยอดจริงๆ"
"ได้ยินว่าพ่อของถูเชวี่ยคือนายกองพันในกองทัพเทียนหนาน เป็นแม่ทัพเฒ่าที่ดุดันมาก"
"กลัวอะไร ท่านนายกองร้อยจัดการได้อยู่แล้ว"
"..."
ทหารคนสนิทกว่าร้อยนายที่เคยเป็นของถูเหรินหง จับกลุ่มนั่งล้อมวงกันสามสี่คน
กระซิบกระซาบ พูดคุยเสียงดัง
พร้อมทั้งดื่มเหล้าคำโต กินเนื้อคำใหญ่ อย่างมีความสุข
บนใบหน้าของทุกคน ต่างมีสีหน้าตื่นเต้นไม่มากก็น้อย
เพราะกองทัพน้อยใหญ่ใต้สังกัดเทพโลหิต ล้วนยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่
ถ้าโชคดี ได้ติดตามนายกองที่เก่งกาจเหมือนแม่ทัพไร้พ่าย ตัวเองก็พลอยได้อานิสงส์กอบโกยผลงานไปด้วย
ตอนนี้เห็น "นายกองร้อยจางเซี่ยนจง" ผู้นี้ เก่งกล้าสามารถในการรบขนาดนี้
ทหารคนสนิทที่เพิ่งเสียเจ้านายไป ต่างดีใจจนเนื้อเต้น
รู้สึกแค่ว่าถูเหรินหง ตายดีแล้ว
ท่านจางเซี่ยนจงต่างหาก คือนายกองที่คุ้มค่าแก่การติดตาม
ส่วนพลสวมเกราะคนอื่นๆ เพราะฐานะต่ำต้อย จึงไม่มีสิทธิ์ร่วมโต๊ะ
ได้แต่หดตัวอยู่ข้างๆ คอยยกกับข้าวส่งเหล้า ผ่าฟืนก่อไฟ ทำงานหนักๆ
"ตัวตนจางเซี่ยนจงนี้ สร้างชื่อในกองทัพต้าซีได้แล้ว แถมยังได้รับความสนใจจากตี้นวี่อินหรูจื้อ
ในเมื่อไม่มีพิรุธ ก็รักษามันต่อไป"
จี้หยวนนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน ฟังคำเยินยอที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย เลือกที่จะนิ่งเงียบ ดื่มเหล้าคนเดียว
ตอนนี้เขาคือนายกองร้อยที่มีอำนาจทหาร เพิ่งสร้างผลงานฆ่าราชาหมาป่าทองคำมาหมาดๆ
เรียกได้ว่าชื่อเสียงบารมีกำลังพุ่งถึงขีดสุด ย่อมไม่มีพวกตาบอดคนไหน กล้าเข้ามาวุ่นวาย
ต้องรู้ว่า ในกองทัพต้าซี สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุด
คือพวกอารมณ์แปรปรวน ฆ่าคนเป็นผักปลา
เมื่อเทียบกับพวกนายกองร้อย นายกองพัน ที่ชอบใช้หัวคนทำจอกเหล้า ให้พลสวมเกราะกลืนถ่านไฟแสดงโชว์ หรือดูคนกินคนเป็นอาหาร
"จางเซี่ยนจง" ที่พูดน้อยเงียบขรึม ถือว่าสุภาพอ่อนโยนมากแล้ว
"เข้าสู่สังกัดเทพโลหิต แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มเขี้ยวเล็บสี่เทพ มาถูกทางจริงๆ"
จี้หยวนค่อยๆ ลิ้มรสเหล้าเลือดเดือดที่เป็นของขึ้นชื่อในทะเลทรายโกบี จิตใจดิ่งลึก กระตุ้นแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน
แสงสว่างกระเพื่อม วาดตัวอักษรโบราณ
[กุศล: ห้าพันเจ็ดร้อยแต้ม]
[อิมเต็ก: ห้าพันเจ็ดร้อยแต้ม]
"ไม่ว่าเมื่อไหร่ การตีมอนสเตอร์ย่อมได้ผลตอบแทนสูงกว่าการปล่อยบอท"
จี้หยวนยิ้มพอใจ เขาเข้าร่วมกองทัพต้าซีไม่ถึงวัน ก็เก็บเกี่ยวกุศลและอิมเต็กไปกว่าสองพันแต้ม
ลองคิดดูสิ ถ้าได้เป็นนายกองพัน นายกองหมื่น แล้วกวาดล้างกองทัพเทียนหนาน กองทัพอินเป่ย กองทัพเลี่ยตง ให้เกลี้ยง
จะไม่ต้องกังวลเลยว่าเทพมงคล เทพหายนะที่สถิตในดวงชะตา จะเลื่อนขั้นไม่ได้
"เพียงแต่ รู้สึกว่าจะเหนื่อยหน่อย
กลางวันเป็นนายพันกองปราบฝ่ายเหนือ ยุ่งกับราชกิจ
กลางคืนยังต้องรับใช้เทพโลหิต นำทัพทำศึก..."
จี้หยวนหรี่ตา ความคิดเตลิด นึกถึงความคิดที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากสี่เทพก่อนหน้านี้
มาดูตอนนี้ เท่ากับว่าต้องทำงานห้าที่คนเดียวหรือเปล่า
รับใช้ตัวตนสูงสุดสี่องค์ด้วยตัวคนเดียว
วาสนานี้ใหญ่เกินไป เกรงว่าจะรับไม่ไหว
"อยากจะกอบโกยของขวัญและคำอวยพรให้เยอะหน่อย ก็ไม่ง่ายเลย"
จี้หยวนเก็บความคิด แววตากลับมาสงบนิ่ง
จากประสบการณ์อันโชกโชนในการติดต่อกับสี่เทพนอกด่าน รู้สึกว่ามีเพียงเทพโลหิตที่ค่อนข้างจริงใจ
ส่วนพวกยอดคน จอมโทสะ ราชันย์มังกร ส่วนใหญ่มักมีเจตนาไม่ดี
ของขวัญและคำอวยพรที่ให้ ล้วนเป็นยาพิษเคลือบน้ำตาล
"ยอดคนชอบวางแผน วางหมาก ชื่นชมความสิ้นหวังของสาวก
จอมโทสะแม้จะ 'เมตตา' และ 'รักทุกคน' แต่ชอบเล่นกับร่างกาย
ราชันย์มังกรต้องการให้ถวายจิตวิญญาณและแก่นแท้ แช่ในเหล้าเลิศรสที่ปรุงจากเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา... ช่างเถอะ ข้าขอรับใช้เทพโลหิตต่อไปดีกว่า"
จี้หยวนส่ายหน้าเบาๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้ตัวตน "จางเซี่ยนจง" แฝงตัวอยู่ในกองทัพต้าซีใต้สังกัดตี้นวี่ต่อไป
เขารู้สึกสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า เทพโลหิตยึดครองมัชฌิมโลกธาตุมากมาย
เลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตเป็นหมูหมาวัสดุสิ้นเปลือง ใช้วิธีเลี้ยงกู๋ฝึกทหาร
นอกจากการใช้สงครามและการฆ่าฟันมาเติมเต็มความว่างเปล่าแล้ว
ต้องมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้นแน่
"เก้าชายแดน คือเหลียวตง ด่านซั่วเฟิง เขาจ้าวเหยา เมืองเจวี๋ยอวิ๋น ระเบียงเลี่ยไห่ ป้อมปราการหมางฮวาง... รวมเก้าเมืองทหารขนาดยักษ์
จากภูเขาขาวแม่น้ำดำไปจนถึงทะเลทรายเวิ้งว้าง ทอดยาวหลายแสนลี้
สิ่งที่องค์อริยะคิด คืออาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศ ป้อมปราการแข็งแกร่ง ปกป้องทวีปเสวียน ต้านทานการรุกรานจากภายนอก"
จี้หยวนกลับมาที่กระโจมนายกองร้อย พิจารณาแผนที่หนังสัตว์ที่แขวนอยู่ คิดในใจว่า
"หากข้าเป็นมหาจอมมารใต้สังกัดเทพโลหิต... ควรตีด้านซั่วเฟิงก่อน แล้วล้อมเขาจ้าวเหยา นำปีศาจนับล้าน ตัดมังกรยักษ์เก้าชายแดนตัวนี้ที่เอว
สุดท้ายค่อยกัดกินระเบียงเลี่ยไห่ที่มีสภาพอากาศเลวร้าย แล้วเคี้ยวกระดูกแข็งอย่างเหลียวตง"
นิ้วมือของเขาสัมผัสแผนที่หนังสัตว์ ค่อยๆ ลากผ่านตำแหน่งที่ตั้งทัพของสี่ขุนศึกในโลกใบนี้
ความคิดที่ผุดขึ้นในใจคือ เมืองทหารเก้าชายแดนของราชวงศ์จิ่ง หรือว่าจะสอดคล้องกับเก้ามหาจอมมารใต้สังกัดเทพโลหิต?
"หวังแค่ว่าองค์อริยะจะปิดด่านสำเร็จ ทะลวงผ่านขอบเขตที่หกได้จริงๆ แล้วมาสู้กับสี่เทพสักตั้ง
ไม่อย่างนั้น ทิศทางของประวัติศาสตร์ใหม่ทวีปเสวียนนี้ น่าเป็นห่วงหน่อยๆ"
จี้หยวนจิตใจว้าวุ่นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลับไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงใหญ่ปูหนังเสือ
แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินสั่นไหว แสงสว่างกระเพื่อม สะท้อนสามระดับชั้น ฟ้า ดิน มนุษย์
เทพเจ้า เซียน เจ้าที่ในสามภพ ล้วนปรากฏขึ้นในศาลเจ้าโบราณแต่ละแห่ง
กุศลและอิมเต็กราวกับควันลอยอ้อยอิ่ง ค่อยๆ กระจายออกไป
ราวกับกลายเป็นพลังธูปเทียน คดเคี้ยวเลี้ยวลด ชี้ไปยังระดับต้นกำเนิดภูตผีเทพเจ้า
"สองขุนพลเจิงซุ่น (เพิ่มลด) จงเลื่อนขั้นให้ข้า"
จี้หยวนแววตาแน่วแน่ ยึดคติใช้ก่อนได้เปรียบก่อน
เขาเทกุศลและอิมเต็กหลายพันแต้มลงไปทันที เพื่อจุดไฟเลื่อนขั้นเทพอาฆาตองค์นั้น
เห็นเพียงภายในศาลเจ้า ปรากฏเงาสองร่าง
ร่างหนึ่งหน้าแดง นามว่า "ขุนพลเจิง" (ขุนพลเพิ่ม) ถือป้ายไฟและป้ายเสือ
ร่างหนึ่งหน้าเขียว นามว่า "ขุนพลซุ่น" (ขุนพลลด) ถือหอกสามง่ามและธงสามเหลี่ยม
พวกเขาทั้งสองเคยเป็นปีศาจร้ายที่ทำร้ายผู้คนในโลกมนุษย์ เล่ากันว่าถูกพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ปราบ จนกลายมาเป็นผู้พิทักษ์ข้างกาย
ถูกเรียกรวมกันว่า "กวนเจี้ยงโส่ว" (ยอดขุนพลเจ้าหน้าที่) มีหน้าที่ตรวจสอบโลกมนุษย์ ท่องเที่ยวแดนวิญญาณ
หากพูดถึงระดับชั้นในยมโลก อาจจะอยู่เหนือกว่าหัววัวหน้าม้า ยมทูตขาวดำเสียอีก
ก่อนหน้านี้ จี้หยวนกวาดตามองศาลเจ้าระดับดินของต้นกำเนิดภูตผีเทพเจ้ามากมาย
รู้สึกไม่ค่อยถูกใจ ไม่ค่อยเข้ากับตัวเองนัก
สุดท้ายก็เลือกสองขุนพลเจิงซุ่น ที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์ของพระกษิติครรภ์ คุมทหารผี และดูแลการลงทัณฑ์
"ฆ่าไม่โปรดสัตว์... ตรงกับนิสัยข้าพอดี"
จิตของจี้หยวนค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ราวกับวิญญาณหลุดลอย เข้าสู่ดวงชะตาที่เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า
จิตวิญญาณอันเข้มข้นราวกับฝนฤดูใบไม้ผลิโปรยปราย ชะตาอันรุนแรงพวยพุ่งออกมา
ค่อยๆ ชักนำเทพอาฆาตแห่งยมโลกทั้งสององค์นี้ วาดรูปร่างและเจตจำนงออกมา
ซ่า ซ่า ซ่า
ฉับพลันนั้น ไอหยินปกคลุมฟ้าดิน ราวกับกระแสน้ำหลากม้วนตัว ห่อหุ้มตัวเขาไว้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ จี้หยวนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงใหญ่ ถึงได้ลืมตาขึ้น
ประกายตาเจิดจ้า ราวกับกระแสไฟ
ตาซ้ายฉายแสงสีเขียวคล้ำ ตาขวาแฝงแววสีแดงสด
เต็มไปด้วยจิตสังหารและไออาฆาตพุ่งเสียดฟ้า
เทพอาฆาตเลื่อนขั้น กวนเจี้ยงโส่ว
...
...
วัดสุ่ยอวิ๋น เรือนรับรองเหยี่ยนชุ่ย
สวี่ไหวอิงที่พักรักษาตัวมานาน ในที่สุดก็เดินลงจากเตียง สีหน้าซีดเซียวหายไปจนหมดสิ้น
ราวกับหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
เลือดลมที่แผ่ออกมาจากทั่วร่าง ราวกับเตาหลอมไฟแรง
รวมตัวกันเป็นสายรุ้งยาว พาดผ่านแนวนอน โดดเด่นสะดุดตา
นี่คือปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่จะปรากฏเมื่อฝึกคัมภีร์เต๋าสายเสินเซียวจนลึกล้ำถึงขีดสุด
สวมชุดพรตสีฟ้าคราม ถือหยกหยูอี้ สวี่ไหวอิงที่หน้าตาหล่อเหลาอยู่แล้ว
ยามนี้ อยู่ท่ามกลางทิวทัศน์เงียบสงบของเรือนรับรองเหยี่ยนชุ่ย ดูราวกับเทพเซียนลงมาจุติที่ไม่กินอาหารมนุษย์
"น้องหญิงขอแสดงความยินดีกับศิษย์พี่ไหวอิง อาการบาดเจ็บหายดี แถมวรยุทธ์ยังก้าวหน้า แตกดับแล้วกำเนิดใหม่"
หยางพิงเอ๋อร์ทั่วร่างเหมือนมีไอน้ำปกคลุม นิมิตนางเซียนผลุบโผล่ ยิ่งดูยั่วยวนใจคน
"ต้องขอบคุณน้องพิงเอ๋อร์ หากไม่ใช่เจ้าไปขอร้องไต้ซือปิงชิง ข้าคงไม่มีวาสนาเช่นนี้"
สวี่ไหวอิงยิ้มบางๆ ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความมั่นใจที่พุ่งพล่านเหมือนเมื่อก่อน
ท่วงท่าของอัจฉริยะ เรียกได้ว่าเหมือนเดิมทุกประการ
"ศิษย์พี่ไหวอิงไม่ต้องถ่อมตัว ด้วยพรสวรรค์และรากฐานของท่าน ก็โดดเด่นในรุ่นเดียวกันอยู่แล้ว
จี้เก้าชนะท่านกับอวี๋ชิงเฟยได้ ก็แค่อาศัยวิชาเทพวัดหวงเจวี๋ย และการชี้แนะจากปรมาจารย์ด้วยตัวเองเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับความสำคัญจากตำหนักบูรพา ทรัพยากรวรยุทธ์ไม่มีทางขาดแคลน
องค์รัชทายาทก็ไม่ใชคนขี้เหนียว คงมีรางวัลให้ไม่น้อย
กลับกัน ศิษย์พี่ไหวอิง แม้จะเป็นศิษย์สายสืบทอดหลัก
แต่ก็ก้าวมาทีละก้าว จากศิษย์นอกเลื่อนเป็นศิษย์สายตรง
ความลำบากในนั้น ยากจะบรรยายได้หมด"
หยางพิงเอ๋อร์พูดจาอ่อนหวาน ทุกคำพูดล้วนโดนใจสวี่ไหวอิง
ทำให้เมฆหมอกในใจเขาจางลงไปหลายส่วน
"ฮ่าๆๆ น้องพิงเอ๋อร์ช่างรู้จักปลอบใจคน แต่ข้าแซ่สวี่จะไม่เพราะแพ้ให้จี้เก้าครั้งเดียว แล้วจิตเต๋าหมองหม่น เกิดปมในใจ ไม่กล้าเผชิญหน้าอีกหรอก"
สวี่ไหวอิงเชิดหน้าขึ้น พูดด้วยความฮึกเหิมว่า
"ผ่านเคราะห์กรรมกายาธรรมแตกสลายครั้งนี้ ความเข้าใจของข้าต่อแก่นแท้คัมภีร์เต๋าสายเสินเซียว กลับก้าวหน้าไปอีกขั้น
ขอแค่สะสมพลังอีกสักระยะ จะต้องทะลวงผ่านด่านขอบเขตที่สี่ได้อย่างราบรื่นแน่นอน
เส้นทางวรยุทธ์เลือดลม ปรมาจารย์ขอบเขตที่ห้าที่ประสบความสำเร็จช้ามีนับไม่ถ้วน
มักจะเป็นพวกที่ตอนแรกราบรื่น ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
พอเจออุปสรรค ก็ลุกไม่ขึ้นอีกเลย"
ในดวงตาของหยางพิงเอ๋อร์ฉายแววเย้ยหยัน และความดูถูกต่อสวี่ไหวอิง
คำพูดเหล่านี้ของอีกฝ่าย ไม่ใช่กำลังว่าตัวเองอยู่หรือ
หากไม่ใช่วัดสุ่ยอวิ๋นเห็นว่าเขามีประโยชน์ ยอมทุ่มทุน
ศิษย์สายตรงเขาเจินอู่ผู้นี้ คงหมดอาลัยตายอยาก จมปลักไปนานแล้ว
หากสวี่ไหวอิงจิตใจมั่นคงดั่งเหล็กกล้าจริงๆ
ไม่หวั่นไหวต่อการแพ้ชนะ ไม่ถูกรบกวนด้วยความสมหวังหรือผิดหวัง คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ
เขาก็คงไม่ถูกวัดสุ่ยอวิ๋นควบคุมได้ง่ายๆ ตกอยู่ในกำมือ
"พวกผู้ชายโสโครกพวกนี้ ล้วนแต่หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนา
คุยโวเรื่องปณิธานอันยิ่งใหญ่ ชี้แนะแผ่นดิน แต่พอเจาะเปลือกนอกที่เสแสร้งนั้นเข้าไป ก็ล้วนเป็นหัวหอกเงินเทียนขี้ผึ้งที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมทั้งนั้น"
ความคิดของหยางพิงเอ๋อร์หมุนวน แต่แววตายังคงเปี่ยมด้วยความรักใคร่ ราวกับเลื่อมใสอย่างยิ่ง
"น้องพิงเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าจะไปสำรวจถ้ำสวรรค์เจินจวิน ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว วรยุทธ์เพิ่มพูน
กายาเต๋าสวรรค์ที่หลอมสร้างเป็นครั้งที่สอง สมควรแก่ตำแหน่งอันดับหนึ่งในระดับผลัดเปลี่ยนโลหิตขั้นสาม เพียงพอที่จะคุ้มครองเจ้าได้"
ช่วงนี้ สวี่ไหวอิงเจอกับหยางพิงเอ๋อร์บ่อยครั้ง และยังได้ถ่ายทอดลมปราณกับไต้ซือปิงชิงแห่งวัดสุ่ยอวิ๋น
จิตใจของเขาหลงใหลในรูปสัมผัส สับสนวุ่นวาย แต่กลับไม่รู้ตัวเลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ศิษย์สายตรงเขาเจินอู่ผู้นี้ ไม่มีทางพูดจาอวดดีเช่นนี้แน่
"ดีมาก อาจารย์ได้ตรวจสอบตำแหน่งของถ้ำสวรรค์เจินจวินไว้แล้ว
แดนวิญญาณจมดิ่ง ฝังดินเก่า ทุกสิ่งทุกอย่างในยุคบรรพกาลและยุคโบราณ ล้วนจมอยู่ในนั้น
บวกกับประตูนรกปิด ทางนรกขาด หยินหยางแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
คนนอกอยากจะเข้าไป ยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์"
หยางพิงเอ๋อร์แกล้งทำหน้าดีใจ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า
"เพียงแต่วัดสุ่ยอวิ๋นสืบทอดมายาวนาน ก็พอมีวิธีลับอยู่บ้าง
สามารถอาศัยยามจื่อ หยินหยางบรรจบ ใช้ของใช้คนตายคุ้มกาย ก้าวเข้าสู่แดนวิญญาณที่แท้จริงซึ่งถูกปกคลุมด้วยไอหายนะและหมอกมรรคา"
สวี่ไหวอิงฟังแล้วหนังตากระตุก แสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างชัดเจน ถามด้วยความตกใจว่า
"ทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ"
ต้องรู้ว่า เขาเป็นศิษย์สายตรงเขาเจินอู่ รู้เรื่องที่มาที่ไปของสำนักต่างๆ ในยุทธภพเป็นอย่างดี
เรื่องราวความลับของโลกคนเป็น แดนวิญญาณ ที่ถูกฝังอยู่ในประวัติศาสตร์โบราณ ก็พอรู้บ้าง
ตั้งแต่ยุคราชวงศ์จันทร์ทมิฬในยุคโบราณ สงครามสี่อริยะ
หยินหยางแยกจากกัน กลายเป็นเรื่องที่แทบทุกคนรู้กันดี
ตอนนี้หยางพิงเอ๋อร์กลับบอกว่า วัดสุ่ยอวิ๋นมีวิชาลับที่สามารถเหยียบย่างเข้าสู่แดนวิญญาณได้
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต้องสะเทือนเลือนลั่น ดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่ายแน่นอน
"ศิษย์พี่ไหวอิงอย่าได้แปลกใจ ยุคบรรพกาล สามศาสนาล้วนเคยมีความคิดเกี่ยวกับแดนวิญญาณ
พุทธสร้างวัฏจักรหกวิถีขนาดย่อม เต๋าบูชาเจ้าแห่งยมโลก... ล้วนต้องการเปิดหยินหยางอีกครั้ง
เพราะหยินหยางตัดขาด ทำให้คนกับผีอยู่ปะปนกัน พลังวิญญาณขุ่นมัว สภาพแวดล้อมการฝึกตนเลวร้ายลงทุกวัน นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
หากไม่แก้ไข นานไปต้องเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง
วิธีใช้ของใช้คนตายคุ้มกายของวัดสุ่ยอวิ๋น ก็เป็นหนทางที่หาได้จากสายสืบทอดสำนักเงาในยุคโบราณ"
หยางพิงเอ๋อร์ยิ้มตอบ กล่าวเสียงเรียบ
สำนักเงา หรือเรียกอีกอย่างว่า "สำนักเร้นลับ"
ครอบคลุมกว้างขวาง แทบจะรวมอาชีพทางโลกทั้งหมดไว้
เช่น ช่างทำกงเต็ก ร่างทรง ช่างเย็บศพ คนเดินวิญญาณ คนให้ยืมมีด... เป็นต้น
สายสืบทอดหลักยุคโบราณประสบเคราะห์กรรม สำนักพังทลาย
มีช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทายาทสำนักเงาเหล่านี้รุ่งเรืองมาก
วิธีการที่พวกเขาใช้ ก็ไม่ค่อยเน้นการดูดซับพลังวิญญาณ มักใช้เลือดเนื้อและวิญญาณของตนเองเป็นสื่อ
ดังนั้นคนในสำนักเงา มักจะอายุสั้นหรือพิการ ยากจะตายดี
จนกระทั่งต่อมา ร้อยสำนักบูชาวรยุทธ์ อาชีพทางโลกที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า "ภูตผีปีศาจ" เหล่านี้
ถึงได้เงียบหายไป ไร้ร่องรอย
"คนเดินวิญญาณ สามารถสื่อสารหยินหยาง เชิญภูตผี วิธีที่พวกเขาพึ่งพา คือใช้ของใช้คนตายเป็นเปลือก ห่อหุ้มไอหยางในตัวไว้
แล้วอาศัยแม่น้ำสามสาย คือ ลืมเลือน เหลือง นรก เข้าสู่ดินแดนวิญญาณที่ถูกปิดผนึก
เมื่อก่อนยังต้องเตรียมเงินผ่านทาง เพื่อให้คนแจวเรือพวกนั้นพาข้ามไป
ตอนนี้แม่น้ำเหลืองแห้งขอด แม่น้ำนรกเปลี่ยนทาง แม่น้ำลืมเลือนซ่อนเร้น
ก็ต้องเปลี่ยนเป็นวิธีอื่น"
หยางพิงเอ๋อร์เล่าความลับเหล่านี้อย่างละเอียด ราวกับไว้ใจสวี่ไหวอิงอย่างที่สุด
ฝ่ายหลังรู้สึกซาบซึ้งใจ รู้สึกว่าคุณหนูสามจวนเหลียงกั๋วกงผู้นี้มีใจให้ตนจริงๆ
"ข้าจะทำให้พิงเอ๋อร์ผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด แต่ว่า... ไต้ซือปิงชิงจะทำอย่างไร? การถ่ายทอดพลังก่อนหน้านี้ ข้ากับไต้ซือใกล้ชิดสนิทสนม นางดูมีใจให้ข้าอย่างเห็นได้ชัด"
สวี่ไหวอิงลำบากใจอยู่ชั่วขณะ ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ถอนหายใจยาวว่า
"ในโลกนี้จะมีวิธีที่สมบูรณ์ทั้งสองฝ่ายได้อย่างไร เดิมทีข้ามุ่งมั่นในมรรคา ละทิ้งเรื่องรักใคร่
แต่ตอนนี้กลับได้รับความเมตตาจากหญิงงามล้นเหลือ คงได้แต่ใช้ร่างกายนี้ชดใช้แล้ว"
ควบทั้งศิษย์และอาจารย์?
เขาคิดถึงตรงนี้ นึกถึงดวงตายั่วยวนมากรักของไต้ซือปิงชิง แล้วมองไปที่รูปลักษณ์นางเซียนที่บริสุทธิ์หลุดโลกของหยางพิงเอ๋อร์
อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนวูบที่ท้องน้อย ตัณหากำเริบ จินตนาการไปไกล
"สิ่งโสโครก น่ารังเกียจ"
หยางพิงเอ๋อร์ฝึกปราณหกปรารถนาลวงใจ จะไม่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของสวี่ไหวอิงได้อย่างไร นางหันหน้าหนีเล็กน้อย สีหน้าแสดงความรังเกียจอย่างยิ่ง
"เป็นอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ ผู้ชายในโลกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสกปรก ขอแค่มีหน้าตาสักหน่อย ก็จูงจมูกได้ง่ายๆ
พวกที่มีจิตเต๋ามั่นคง มองทะลุรูปลักษณ์ภายนอกได้จริงๆ มีน้อยนัก"
ธิดาพรหมจรรย์รุ่นปัจจุบันของวัดสุ่ยอวิ๋นผู้นี้ ปากก็ยิ้มแย้ม มองสวี่ไหวอิง
แต่อีกใจกลับนึกถึงจี้เก้าที่มีแววตาดุจเหยี่ยวและสุนัขป่า คิ้วตาเย็นชาผู้นั้นขึ้นมาเฉยๆ
ทันใดนั้น ก็ถอนหายใจเบาๆ อีกครั้ง
หากไม่กำจัดมารในใจนี้ กายาธรรมดอกบัวขาวคงสำเร็จยาก
[จบแล้ว]