- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 220 - หลวงจีนชุดดำ ราชโองการแกนหยกขาว ความห้าวหาญของปรมาจารย์
บทที่ 220 - หลวงจีนชุดดำ ราชโองการแกนหยกขาว ความห้าวหาญของปรมาจารย์
บทที่ 220 - หลวงจีนชุดดำ ราชโองการแกนหยกขาว ความห้าวหาญของปรมาจารย์
บทที่ 220 - หลวงจีนชุดดำ ราชโองการแกนหยกขาว ความห้าวหาญของปรมาจารย์
คำทำนายร้ายประโยคเดียวของเจ้าอาวาสวัดหวงเจวี๋ยที่ว่า "หมาป่าอยากกินแกะ"
เคยทำให้จิตใจของหยางหงผู้มีตำแหน่งสูงส่งต้องมัวหมอง รู้สึกเหมือนมีกางปลาติดคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เดิมทีเขาไม่เชื่อเรื่องดวงชะตาคำทำนาย แต่เมื่อนึกถึงความมหัศจรรย์ต่างๆ ของฮ่องเต้
ได้เห็นกับตาว่าไป๋จงปา ไต่เต้าจากสามัญชนคนธรรมดาแห่งไหวโย่ว ขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุดในโลกมนุษย์
เอาชนะหานซื่อต้งแห่งลัทธิมังกรทะยานฟ้า
เอาชนะเฉินหงจีผู้นำค่ายพรรคทางน้ำแดนใต้
รวมถึงจางจิ่วสือพี่ใหญ่แห่งค่ายโจรป่าแดนเหนือ
จนถึงขั้นนี้ก็จำต้องเชื่อ!
หากไม่มีลิขิตสวรรค์เมตตา?
ฮ่องเต้จะทะยานขึ้นเป็นมังกรครองบัลลังก์ได้อย่างไร!
จากเด็กเลี้ยงวัว เณรน้อย ขอทานยาจก
สู่ทหารเลวกองทัพกบฏ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และประมุขแห่งราชวงศ์!
ตีชิงแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เข้าครอบครองราชบัลลังก์แห่งราบลุ่มแม่น้ำกลาง?!
"เจ้าโล้นน้อย แต่โบราณมาลิขิตสวรรค์ยากหยั่งถึง
เจ้าว่า 'ฟ้า' แท้จริงแล้วคือสิ่งใด?
เทพเซียนยุคบรรพกาล? ผู้ยิ่งใหญ่ยุคโบราณ? หรือว่าสิ่งที่อยู่นอกด่าน?"
หยางหงเกิดความรู้สึกสะท้อนใจ
ต่อให้บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ ก็ยังเหมือนปลาตัวน้อยในคลื่นลมแม่น้ำใหญ่ ไม่อาจหลีกหนีการถูกกระแสธารพัดพาไปได้
"ท่านกั๋วกงเป็นถึงปรมาจารย์ ห่างจากขอบเขตมหาธรรมชาติเพียงก้าวเดียว
ได้หลอมรวมกับฟ้าดิน รู้แจ้งในความลึกลับมานานแล้ว คำตอบย่อมอยู่ในใจ ท่านจะมาลำบากถามอาตมาทำไม"
เสวียนหมิงยิ้มขื่น
สำหรับศิษย์พุทธะอย่างเขา หากระดับธรรมและระดับพลังยังไม่ถึง ขั้นรู้ไปก็ไม่ดี
มิฉะนั้นอาจทำลายจิตพุทธะ สูญเสียสมาธิ ได้ไม่คุ้มเสีย
"เจ้าโล้นน้อยช่างไร้ความกล้า หากข้าไม่เจอกับหยางซิว ก็คงไม่เก็บคำทำนายร้ายของหลวงจีนแก่นั่นมาใส่ใจ
น่าเสียดาย ปีนั้นเจอกันที่ตีนเขา พอเห็นลักษณะหมาป่าเหลียวหลังนั่น ก็เกิดความรู้สึกประหลาดว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว"
แววตาของหยางหงเปิดปิด ราวกับมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ สว่างจ้า
"ข้ากรำศึกมาครึ่งค่อนชีวิต ฆ่าฟันฝ่ากองซากศพออกมา เป็นทหาร เป็นขุนพล เป็นแม่ทัพ จนได้รับบรรดาศักดิ์กั๋วกง
เพียงเพราะคำทำนายร้ายประโยคเดียว สวรรค์จะกำหนดให้ข้าต้องตายด้วยน้ำมือของลูกหมาป่าตัวหนึ่งเชียวหรือ? น่าขำสิ้นดี!"
หลวงจีนเสวียนหมิงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
เขาเพิ่งจะเปิดแดนจิตภายในสำเร็จได้ไม่นาน
คำว่าลิขิตสวรรค์ หนักหนาเกินไปสำหรับเขา แบกรับไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้นเหลียงกั๋วกงเป็นบุคคลระดับไหน?
ยอดคนแห่งวิถีการทหารที่เคยสังหารล้างเมืองถึงหกเมือง ฆ่าเชื้อพระวงศ์ร้อยชนเผ่าจนแทบสิ้นซาก!
หากไม่ใช่เพราะบารมีอันเจิดจรัสของฮ่องเต้บดบังประกายความสามารถของหยางหงไว้
การประเมินค่าในยุคปัจจุบัน น่าจะสูงส่งกว่านี้อีกขั้น
ว่าไปแล้ว การที่เขาได้นั่งรถม้าร่วมกับเหลียงกั๋วกง ก็เพราะอาศัยบุญเก่าสัมพันธ์เดิม
มิเช่นนั้นต่อให้เป็นหัวหน้าฝ่ายวัดเสวียนคงมาเอง ก็อาจไม่มีคุณสมบัติให้เขามองด้วยหางตา
ดังนั้น เสวียนหมิงจึงได้แต่ก้มหน้าสวดมนต์ ไม่พูดไม่จา
"ไม่ปิดบังเจ้า ตอนนั้นข้าเกิดจิตสังหารรุนแรง แทบอยากจะตบลูกหมาป่านั่นให้ตายคามือ
ไม่สนว่าสวรรค์กำหนดอะไร ไม่สนว่าดวงชะตาจะข่มกันอย่างไร
ขอแค่ข้าดีดนิ้วฆ่าไอ้หมาป่าเหลียวหลังตัวนี้ คอยดูซิว่ามันจะกินแกะได้อย่างไร?"
ร่างกำยำของหยางหง ห่อหุ้มอยู่ใต้เสื้อคลุมขนสัตว์หนาหนัก
ผมขาวโพลนเกล้าสวมมงกุฎทอง ดูราวกับเสือร้ายหมอบอยู่บนเนินเขา แผ่กลิ่นอายดุร้ายรุนแรงออกมา
"แล้วทำไมท่านกั๋วกงถึงไม่ลงมือ?"
เสวียนหมิงถาม
"สุดท้ายข้าก็อดทนไว้ นึกขึ้นได้ว่าปีนั้นพอกลับถึงเมืองหลวง เคยไปถามเมิ่งเสวียนจีที่กรมโหรหลวง ว่าอะไรคือหมาป่ากินแกะ
เขาแก้คำทำนายออกมาคำเดียวว่า 'ตะกละ' แล้วก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก
พวกที่เชี่ยวชาญการคำนวณ รู้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เวลาพูดจามักต้องปิดบัง
เพราะถ้าพูดชัดเจนเกินไป เข้าใจง่ายเกินไป ก็เท่ากับแพร่งพรายลิขิตสวรรค์ มักจะโดนทัณฑ์สวรรค์ อายุสั้นตายไว"
ตะกละ หมาป่า กิน หยาง
เสวียนหมิงท่องในใจ รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที
เป็นคำทำนายร้ายแรงจริงๆ
คำว่ากิน หมายถึงกินจนเกลี้ยงไม่เหลือซาก
เหลียงกั๋วกงมีกิจการใหญ่โต อำนาจบารมีล้นฟ้า
ดวงพิฆาตแบบไหนกัน ถึงจะกัดกินเขาจนหมดสิ้นได้?
"ในเมื่อสวรรค์กำหนดให้ข้าต้องตายด้วยน้ำมือของหมาป่าเหลียวหลัง งั้นข้าก็จะขอลองสู้กับมันดูสักตั้ง!"
หยางหงพูดเน้นทีละคำ สีหน้าหยิ่งผยอง
ไอทมิฬสีเขียวคล้ำที่หว่างคิ้ว ราวกับดวงตาแนวตั้ง น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
บนเกี้ยวหยก ตะวันรอนสาดส่องผู้คนและสิ่งของ ราวกับย้อมด้วยเลือด
กลิ่นอายรุนแรงเฉพาะตัวของปรมาจารย์ พุ่งทะยานเสียดฟ้า!
ครืนๆๆ!
ราวกับเสียงฟ้าคำรามทึบๆ ดังต่อเนื่อง!
เมฆดำก้อนใหญ่ก่อตัว ซ้อนทับกันราวขุนเขา
ค่อยๆ กดต่ำลง ราวกับจะถล่มทับผืนดิน
กองทหารม้าสามร้อยนายที่เปิดทางอยู่ด้านหน้า ม้ากิเลนดำใต้ร่างต่างพากันกระสับกระส่าย ส่งเสียงร้องยาวเหยียดฟ้า
ชายฉกรรจ์แปดคนที่หามเกี้ยวระดับผลัดเปลี่ยนโลหิตสมบูรณ์ถึงกับเหงื่อตกราวกับฝน หายใจหอบดังฟ้าร้อง
นี่คือความเผด็จการของปรมาจารย์!
กายตนผสานกับฟ้าดิน ก่อเกิดแดนจิตภายนอก
เพียงแค่ความคิดเดียว ก็สามารถทำให้หิมะตกในเดือนหก ฟ้าคำรามในหน้าหนาว
"ท่านกั๋วกงคิดจะแข่งกับสวรรค์ ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก
หากสามารถไขกุญแจทองได้จริง ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสต่อเส้นทางยุทธ์ ทะลวงด่านสู่มหาธรรมชาติ!"
เสวียนหมิงจิตใจกระจ่างแจ้ง รีบตอบสนองทันที
วิถีการทหารคือยอดเขาที่สี่ของวรยุทธ์สายเลือดลม
มันแตกต่างจากสามลัทธิศาสนา เดินในเส้นทางดุดันที่มุ่งไปข้างหน้า ใช้การฆ่าฟันขัดเกลาจิตใจ
หากมียอดคนปรากฏตัวขึ้น
สุดท้ายล้วนต้องพยายามพุ่งชนตำแหน่ง "เจ้าแห่งการทหาร" "เทพสงคราม" หรือ "นักฆ่าล้างบาง"
คล้ายกับการบรรลุมรรคา บรรลุธรรมในยุคบรรพกาล
เหลียงกั๋วกงในวัยหนุ่มพรสวรรค์น่าทึ่ง กระดูกยุทธ์ชั้นเลิศ แทบจะถูกกำหนดให้เป็นมหาปรมาจารย์
มีหวังจะได้เป็น "นักฆ่าล้างบาง"
แต่ผลคือปะทะกับหลี่ปู้ฟู่ผู้พิทักษ์ลัทธิมังกรทะยานฟ้า โดนวิชาดาบสามอินสังหารมารเล่นงาน
ทำลายรากฐาน ตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไป
สุดท้ายได้เพียงตำแหน่ง "เจ้าแห่งการทหาร"
นับเป็นเรื่องน่าเสียดายใหญ่หลวง
เจ้าอาวาสวัดหวงเจวี๋ยกล่าวคำทำนายร้าย หมาป่าตะกละกินแกะ
แต่เรื่องของวาสนา เน้นที่ความสมดุลขึ้นลง
ถ้าเหลียงกั๋วกงหันกลับมา กัดกิน "หมาป่าตะกละ" ตัวนั้นเสียเอง
เท่ากับทำลายสถานการณ์ตาย รอดพ้นจากความตาย มีโอกาสสูงที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาธรรมชาติ
"ดังนั้นข้าจึงรับหยางซิวเป็นลูกบุญธรรม ถ่ายทอดวรยุทธ์ ตั้งใจฟูมฟัก
เลี้ยงดูความจองหอง ความบ้าคลั่งของมัน... น่าเสียดายที่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง ก็ถูกไอ้บ้านนอกเหลียวตงฆ่าซะก่อน"
หยางหงรู้สึกเสียดาย ก่อนที่จะเจอกับหยางซิวที่มีลักษณะหมาป่าเหลียวหลัง
เขาเคยคิดว่าจงผิงหนานคือหมาป่าตะกละที่วาสนาข่มตนเองอยู่
คนผู้นี้ไม่รู้ไปเรียนวิชาดาบสามอินสังหารมารของลัทธิมังกรทะยานฟ้ามาจากไหน
วาสนาเข้มข้น กล้าหาญมุ่งมั่น
ผ่านด่านสังหารขุนพลมาตลอดทาง แทบไม่มีใครขวางได้
ต่อให้จวนเหลียงกั๋วกงลงมือหลายครั้ง ก็ไม่อาจหยุดยั้งการผงาดขึ้นมาราวกับดาวหางของจงผิงหนาน
จนกระทั่งตำหนักบูรพาออกหน้า ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีดวงชะตาเจ็ดสังหาร ไม่ใช่หมาป่าตะกละในชะตา
"ลองคิดดู หลวงจีนแก่แห่งวัดหวงเจวี๋ย คำทำนายร้ายประโยคเดียวกลับรบกวนจิตใจข้ามาถึงยี่สิบปี
ดังนั้นพวกหัวล้านชั่วๆ ทั่วหล้า สมควรตายให้หมด!"
เสวียนหมิงได้ยินดังนั้น หนังตากระตุกเบาๆ
นิ้วกลางและนิ้วโป้งขวาขยับยืดหด ราวกับพระโพธิสัตว์ถือแจกันหยกเทน้ำ
ลมปราณภายในแผ่ซ่านไปทั่วร่างทันที ราวกับพรมน้ำทิพย์ สลายไอสังหารเย็นยะเยือกที่หยางหงปล่อยออกมา
"ท่านกั๋วกงโปรดระงับโทสะ อาตมาเป็นศิษย์วัดเสวียนคง
คำทำนายร้ายของเจ้าอาวาสวัดหวงเจวี๋ย จะมาโทษอาตมาได้อย่างไร"
โบราณว่า ปรมาจารย์พิโรธ ฟ้าดินเปลี่ยนสี
ไอสังหารเพียงเสี้ยวเดียวของหยางหง เพียงพอจะบดขยี้จิตใจยอดฝีมือระดับสี่
ต่อให้เสวียนหมิงฝึกสมาธิมา ก็ต้องตั้งสติรับมือ ระมัดระวังตัว
"วัดหวงเจวี๋ยเป็นพวกหัวล้านชั่วที่เกาะแข้งเกาะขาฮ่องเต้ พวกเจ้าวัดเสวียนคงจะดีกว่าสักแค่ไหนเชียว?
เจ้าอานเดิมทีเป็นซื่อจื่อ ควรจะสืบทอดกิจการตระกูลหยาง กลับถูกล่อลวงไปบวชเป็นพระ
ถ้าไม่เห็นแก่หน้าอิ้นคง ข้าคงยกทัพไปถล่มประตูวัด เผาหอคัมภีร์ ทำลายเจดีย์ โค่นพระพุทธรูปสูงเก้าวานั่นไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว!"
หยางหงหรี่ตา น้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าชราพลันบึ้งตึง
เป็นที่รู้กันดีว่า หยางอานบุตรชายคนโตของเหลียงกั๋วกงมีปัญญาญาณมาแต่กำเนิด
เล่ากันว่า ตอนยังแบเบาะไม่ร้องไม่หัวเราะ ลงพื้นก็เดินได้
ไม่เพียงอ่านหนังสือรอบเดียวจำได้ สัตว์ร้าย ม้าพยศที่เลี้ยงไว้ในจวน พอเห็นเขาก็จะก้มหัวให้
"ศิษย์พี่เสวียนอานเป็นพุทธบุตรกลับชาติมาเกิด ในงานฉลองครบเดือน ตอนจับของเสี่ยงทาย เขาคว้าลูกประคำเส้นหนึ่ง
เด็กทารกไม่กี่ขวบ ก็สามารถสยบม้ามังกรโลหิตได้
เหมือนพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดสัตว์ในยุคบรรพกาล จับมังกรไฟใส่บาตร
สิ่งเหล่านี้เพียงพอจะพิสูจน์ว่า ศิษย์พี่เสวียนอานมีวาสนากับพุทธศาสนาอย่างยิ่ง วันหน้าต้องบรรลุธรรมแน่นอน"
เสวียนหมิงกล่าวอย่างจริงใจ
"ต่อให้เจ้าพูดจนดอกพิกุลร่วง จะลบความแค้นที่ข้าเสียลูกชายไปได้อย่างไร?
ข้ายังบอกว่าอาจารย์เจ้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเทศนา เกิดมามีวาสนากับหมัดข้า ทำไมไม่เห็นเขามาให้ข้าซ้อมสักทีล่ะ!?"
หยางหงแค่นหัวเราะ เพราะเขาไม่ชอบพุทธศาสนา
วัดวาอารามในเขตอู่ลู่ของเมืองหลวงและมณฑลต้าหมิงจึงถูกรื้อทำลายจนหมดสิ้น ไม่เหลือพระสงฆ์แม้แต่รูปเดียว
เห็นได้ว่าคำขู่เผาวัดเสวียนคง สำหรับเหลียงกั๋วกงผู้นี้ ไม่ใช่แค่คำพูดพล่อยๆ
เสวียนหมิงจนปัญญา ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
ภายใต้ราชวงศ์จิ่ง นอกจากฮ่องเต้ที่ปิดด่านอยู่
ก็มีเพียงเว่ยกั๋วกง เหิงกั๋วกงที่ไม่อยู่แล้ว ถึงจะกดดันคนผู้นี้ได้
"ช่างเถอะ สามลัทธิหกสำนัก สำนักขงจื๊อมีแต่พวกหัวโบราณคร่ำครึ สำนักเต๋าหนึ่งเขาหนึ่งนิกาย แทบไม่ยุ่งทางโลก
กลับเป็นพุทธศาสนาของพวกเจ้า ที่ดูเหมือนจะรุ่งเรือง
รุ่นก่อนมีวชิระพิโรธอิ้นคง พระนักธรรมเสวียนหมิง หลวงจีนดอกบัว และพระธุดงค์ไร้นามอีกรูป รวมกันเป็นสี่อริยสงฆ์ที่กรมโหรหลวงจัดอันดับ
รุ่นนี้ยิ่งมีคนเก่งไม่ขาดสาย เจ้าโล้นน้อยก็นับเป็นคนหนึ่ง ลูกชายไม่เอาไหนของข้าก็นับเป็นคนหนึ่ง
ยังมีหลวงจีนมารชุดดำใต้สังกัดยั้นอ๋องอีก..."
หยางหงเอนหลังพิงเก้าอี้ เอ่ยชื่อคนเหล่านี้ออกมา
บ้างเป็นปรมาจารย์รุ่นใหญ่ บ้างเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
"อาตมาระหว่างทางเข้าเมืองหลวง เคยประลองธรรมกับศิษย์พี่เต้ากวงแห่งวัดเทียนเจี้ยครั้งหนึ่ง
คนผู้นั้นวาจาคมกริบ แฝงแววฆ่าฟัน อาตมาเทียบไม่ได้
แน่นอนว่า ศิษย์พี่เสวียนอานย่อมเหนือกว่ามาก"
เสวียนหมิงยืดอก สำหรับเสวียนอานที่ถูกมองว่าเป็นพุทธบุตรคนใหม่ของวัดเสวียนคง เขายอมรับอย่างหมดใจ
ส่วนหลวงจีนมารชุดดำที่เหลียงกั๋วกงเอ่ยถึง มีที่มาไม่ธรรมดา
มาจากวัดเล็กๆ แตกฉานทั้งพุทธและเต๋า ระดับพลังลึกล้ำมาก
อายุไม่ถึงสามสิบก็จะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ เข้าออกจวนยั้นอ๋องบ่อยครั้ง ได้รับการยกย่องเป็นแขก
เป็นคู่แข่งตัวฉกาจในการชิงตำแหน่งผู้นำพุทธศาสนาทั่วหล้า!
"เจ้าโล้นน้อย พอกลับวัดไป ฝากคำพูดถึงลูกชายข้าด้วย
บอกไอ้ลูกอกตัญญูที่มุ่งแต่จะเป็นพระนั่นว่า พ่อมมันปีนี้จะจัดงานฉลองอายุแปดสิบสี่
โบราณว่า เจ็ดสิบสาม แปดสิบสี่ ยมบาลไม่เชิญก็ไปเอง
วันเกิดปีนี้ ให้มันลงเขามาเจอหน้ากันสักครั้ง ตัดขาดความอาวรณ์สุดท้าย
บรรดาศักดิ์กั๋วกง มันไม่อยากได้ ก็... ยกให้คนอื่น"
หยางหงหลับตาครุ่นคิด
ลูกชายคนโตหยางอานปลงผมบวช เข้าสู่ประตูธรรม
ลูกคนรองหยางเชวี่ยไร้ความสามารถ สติปัญญาธรรมดา
ลูกสาวคนเล็กแม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ทำการใหญ่ไม่ได้
สำหรับจวนกั๋วกงแล้ว นับว่าตระกูลกำลังตกต่ำลงจริงๆ
"ท่านกั๋วกงพูดเกินไปแล้ว ปรมาจารย์อายุยืนถึงสองร้อยปี ไหนเลยจะเหมือนคนธรรมดา..."
เสียงของเสวียนหมิงยังไม่ทันขาดหาย ก็ถูกลมปีศาจสายหนึ่งตัดบทกลางอากาศ
ราวกับทรายปลิวหินกลิ้ง ร่างมหึมาร่างหนึ่งกดเมฆลงมา ขวางหน้าขบวนทัพ บีบให้เกี้ยวหยกหยุดลง
พอมองให้ชัด ที่แท้เป็นสิงโตหยกเขียวสูงสองจั้ง ขนหนาเหมือนพรม ดวงตาสว่างเหมือนโคมไฟ
รอบตัวมีเมฆหมอก ลมดำม้วนตลบ ลากร่างปีศาจกำยำหนักหลายพันชั่ง
"ปีศาจ!"
"บังอาจนัก!"
"เดรัจฉานจากไหน กล้ามารบกวนขบวนรถม้าของจวนเหลียงกั๋วกง!"
"......"
สามร้อยทหารม้าดึงบังเหียนแน่น ม้ามังกรใต้ร่างต่างพยศ เพราะถูกกลิ่นอายปีศาจกระตุ้น
พวกเขาตั้งรับทันที จัดขบวนทัพอย่างรวดเร็ว แสงดาบสว่างจ้าเชื่อมต่อกันเป็นแพ
เลือดลมรวมตัวกลายเป็นเสือลายพาดกลอนที่มีไอสังหารเข้มข้น พุ่งเข้าใส่ลมปีศาจสีดำที่โถมเข้ามา
"ข้า... มาส่งข่าวแทนเจ้านาย พวกเจ้าอย่าลงมือนะ! ถ้าทำข้าขนร่วงสักเส้น เจ้านายต้องโกรธแน่!"
สิงโตหยกเขียวเห็นท่าไม่ดี ความลำพองใจเมื่อครู่หายวับ ตัวสั่นรีบตะโกน
คนคุ้มกันของจวนเหลียงกั๋วกงดุร้ายเกินไปแล้ว เอะอะก็ฆ่าแกง อยู่ที่หอเช่อจี้ปลอดภัยกว่าเยอะ
"เมิ่งเสวียนจีไม่ได้ขยับตัวมาเกือบสามสิบปีแล้ว เหมือนก้อนหิน
เขากับข้าไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกัน มีอะไรจะพูด?"
หยางหงไม่ลืมตา ยกมือเบาๆ ห้ามไม่ให้ทหารม้าที่จัดขบวนแล้วบุกโจมตี
พวกนี้ล้วนเป็นทหารกล้าในกองทัพ ทหารผ่านศึกที่เขาฝึกมากับมือ
ไม่เพียงผลัดเปลี่ยนโลหิตสมบูรณ์ ยังรู้ระเบียบวินัย รู้จักการจัดขบวนทัพ
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับสี่ ก็ต้านทานการบุกโจมตีไม่กี่ระลอกไม่ได้
"เจ้านายข้า ขอให้ท่านกั๋วกงไว้หน้าเขาบ้าง"
สิงโตหยกเขียวพยายามจะแสดงอำนาจบารมี แต่ขนทั่วตัวกลับปลิวไสวไม่หยุด
"หือ?"
หยางหงยังคงนิ่งดั่งขุนเขา
"จี้หยวนเป็นศิษย์จดชื่อของเจ้านายข้า"
สิงโตหยกเขียวกลัวจับใจ พูดตะกุกตะกักว่า
"เจ้านายหวังว่าท่านกั๋วกงจะเมตตา อย่าสร้างความลำบาก"
หยางหงหนังตากระตุก ค่อยๆ ลืมตา ถามเสียงต่ำว่า
"ตาเฒ่าเมิ่งเสวียนจีเคยบอกไม่ใช่เหรอว่า ชาตินี้ชะตาขัดกับเลขเจ็ด รับศิษย์ได้แค่หกคน โผล่ศิษย์จดชื่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
สิงโตหยกเขียวขาสี่ข้างสั่นพั่บๆ แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
"เพิ่งรับเมื่อไม่นานนี้เอง"
เสวียนหมิงที่นั่งอยู่ด้านนอกเกี้ยวแววตาฉายแววประหลาดใจ
จี้เก้าคนนั้น ถึงกับได้เป็นขุนนางในหอเช่อจี้
แถมยังเป็นศิษย์จดชื่อของเจ้ากรมโหรหลวง!
มีมหาปรมาจารย์อันดับต้นๆ ในทำเนียบภูผานทีมาขอความเมตตา...
"ให้เมิ่งเสวียนจีไปหาใหม่"
หยางหงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งอย่างหาได้ยาก แล้วส่ายหน้าว่า
"ไหนๆ ก็แค่จดชื่อ ไม่ใช่ศิษย์สายตรง เป็นตายก็ไม่สำคัญเท่าไหร่
จี้หยวนฆ่าแขกของข้า มันต้องตาย ใครก็ปกป้องไม่ได้"
สิ้นคำพูด หนักแน่นดั่งขุนเขา
สัมผัสได้ถึงท่าทีเด็ดขาดและกลิ่นอายรุนแรงของเหลียงกั๋วกง สิงโตหยกเขียวกลัวจนไม่กล้าหายใจแรง ค่อยๆ ถอยไปข้างๆ
มันที่ตัวเล็กน่าสงสารและไร้ทางสู้ ก็แค่คนส่งข่าวเท่านั้น
ท่านกั๋วกงผู้มีรังสีอำมหิตน่ากลัวผู้นี้ไม่ไว้หน้า เว้นแต่เจ้านายจะลงมาจากหอด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้น...
"ยกเกี้ยว!"
หัวหน้าทหารม้าตวาด
ยังไม่ทันที่เกี้ยวหยกจะถูกยกขึ้น
ตึก! ตึก! ตึก!
บนถนนหลวง มีเสียงเร่งรีบดังขึ้น
คนผู้หนึ่งควบม้าเร็วมา ฝุ่นตลบดั่งมังกร
"ตำหนักบูรพามีราชโองการ! เหลียงกั๋วกงช้าก่อน! มีราชโองการ!"
ชั่วพริบตา ก็มาถึงหน้าเกี้ยว
"วันนี้คึกคักจริง คนแล้วคนเล่า มาขวางข้า"
มุมปากหยางหงกระตุก เหลือบมองขุนนางน้อยผู้ส่งราชโองการที่คุกเข่าข้างเดียว
พูดให้ถูกคือ มองไปที่แกนหยกขาวระดับหนึ่งที่คนผู้นั้นชูขึ้นสูงด้วยสองมือ
ราชโองการของฮ่องเต้ ราชโองการของรัชทายาท มีเจ็ดสีห้าระดับ
ประกาศแต่งตั้งอ๋องและขุนนางบรรดาศักดิ์ ล้วนใช้หยกขาว
ระดับหนึ่งสองใช้แกนเขาแรดดำ ระดับสามสี่ใช้แกนปิดทอง
แบ่งแยกชัดเจน น้อยนักที่จะสับสนปะปนกัน
"ข้าแก่ชรา ร่างกายไม่แข็งแรง โรคเก่ากำเริบ ขออภัยที่ลุกขึ้นรับราชโองการไม่ได้
ขงเอ้อร์ เจ้ารับมาแทนข้าเถอะ"
หยางหงพูดเรียบๆ
"รับทราบ!"
หัวหน้าทหารม้าพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่ารับราชโองการจากตำหนักบูรพา แล้วส่งต่อขึ้นไป
ภายใต้แรงกดดัน ขุนนางน้อยผู้ส่งสารไม่กล้าปริปาก ได้แต่ปล่อยให้ทำตามใจ
"องค์รัชทายาทก็จะปกป้องจี้เก้าคนนี้ด้วย?"
หยางหงอ่านจบ กำราชโองการแกนหยกขาวลายเมฆมงคลแน่น พูดเสียงเรียบว่า
"ขุนนางชราไม่อาจรับคำสั่ง หลังจากสังหารเด็กคนนี้แล้ว จะไปขอขมาที่ตำหนักบูรพาเอง
จี้หยวนฆ่าลูกบุญธรรมและแขกของข้าอย่างโหดเหี้ยม เป็นคนจองหองพองขน ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา เป็นตัวหายนะที่ทำลายบ้านเมือง
หากไม่รีบกำจัด เกรงว่าจะก่อให้เกิดภัยใหญ่หลวง
องค์รัชทายาทรักคนเก่ง เป็นเรื่องดี
แต่ก็ต้องเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง คนเก่งแต่ไร้คุณธรรม รับภาระใหญ่ไม่ได้"
สิ้นคำพูดนี้ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางน้อยผู้ส่งสารที่อยู่ใต้รถ หรือหลวงจีนเสวียนหมิงบนเกี้ยว
ต่างหน้าเปลี่ยนสี ตกใจ
"ไม่ไว้หน้ากรมโหรหลวง ไม่รับราชโองการตำหนักบูรพา... ราชสำนักจะเกิดพายุใหญ่อีกแล้ว!"
หลวงจีนเสวียนหมิงเริ่มเสียใจ บางทีเขาไม่ควรเดินทางมาพร้อมเหลียงกั๋วกง
ไม่เห็นองค์รัชทายาทอยู่ในสายตาเช่นนี้ ลำพองใจ ทำตามอำเภอใจ แถมยังกุมอำนาจทหาร
ต่อให้สนิทสนมกับฮ่องเต้แค่ไหน ความสัมพันธ์พี่น้องลึกซึ้งเพียงใด ก็ต้องมีวันใช้หมด
ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร?
ไม่มีใครตอบได้
เกี้ยวถูกยกขึ้นอีกครั้ง ขบวนอันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านถนนหลวง
ตะวันรอนดั่งเลือดกำลังจะลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสุดท้าย
ระยะทางห้าสิบลี้ พริบตาเดียวก็ผ่านไป
เงาทะมึนของเมืองหลวงเทียนจิงปรากฏให้เห็นลางๆ อยู่ตรงหน้า
ในเวลาที่ฟ้ากำลังจะมืดมิใช่มืด บนถนนดินเหลืองที่รถม้าสัญจร มีเงาร่างผอมแห้งเดินสวนมา
ฝีเท้าไม่หยุด จีวรพลิ้วไหว
"ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต หันกลับคือฝั่ง"
หลวงจีนสังหารขวางอยู่ตรงกลาง มองไปที่หยางหงซึ่งนั่งอยู่บนเกี้ยวหยก เสียงดังราวกับระฆังใบใหญ่:
"ในเมื่อไม่มีทางไป ไยต้องดึงดันจะไปข้างหน้า"
ไม่มีคำสั่งจากท่านกั๋วกง สามร้อยทหารม้าไม่หยุด
ขงเอ้อร์ที่เป็นหัวหน้าชักดาบคาดเอวที่ตีร้อยครั้งออกมา ม้ามังกรใต้ร่างพ่นลมหายใจขาวออกมาสองคำ
สี่เท้ากระโจน กลายเป็นเงา กระโดดสูง แล้วเหยียบลงมาอย่างแรง
"อมิตาพุทธ"
หลวงจีนสังหารไม่ขยับตัว ร่างผอมแห้งราวกับเข็มสมุทร ยืนตระหง่าน
ครึ่งลมหายใจต่อมา คนหงายม้าล้ม ดาบหักสะบั้น
ทหารม้านับร้อยที่บุกเข้ามาอย่างดุดัน ล้วนมีจุดจบเช่นเดียวกัน
ม้ามังกรหนักหลายพันชั่งชนเข้ากับหลวงจีนชราที่ผอมแห้ง เลือดเนื้อแทบระเบิด ตายคาที่ทันที
สามร้อยทหารม้าสวมเกราะ จัดตั้งขบวนทัพ
เสือลายพาดกลอนที่รวมตัวกันพุ่งชนหลวงจีนสังหาร ก็แตกสลายในพริบตา
เพียงครึ่งก้านธูป สามร้อยคนตายเจ็บเกลี้ยง
เลือดไหลนอง เศษเนื้อกระจายเกลื่อน ราวกับนรกอเวจี
หลวงจีนชรารูปนั้น ยังคงไม่รีบร้อน เดินช้าๆ จนมาถึงหน้าเกี้ยว
ราวกับอรหันต์ทองคำที่ไม่บุบสลาย ศาสตราวุธ ภัยพิบัติใดๆ ก็ทำอันตรายไม่ได้
"วิชาสายระฆังทอง ดูระดับไม่ออกชั่วคราว..."
หยางหงสองมือกดที่นั่ง ไอทมิฬสีเขียวคล้ำพวยพุ่ง ดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วแทบจะลืมตา
"เรื่องมีได้แค่สามครั้ง เมิ่งเสวียนจีขวางทาง ข้าเห็นแก่ที่เป็นขุนนางร่วมราชสำนักไม่ถือสา
ตำหนักบูรพาลงราชโองการ ข้าเป็นขุนนาง ก็ไม่อาจพูดมาก
หลวงจีนเฒ่า เจ้าเป็นพวกนอกรีตมาจากไหน กล้ามาขวางทางข้า!?"
หลวงจีนสังหารก้มหน้า พนมมือว่า:
"ท่องเที่ยวทั่วทิศไร้ที่มา วัดรอยเท้าปราบมารทั่วหล้า พระธุดงค์ต่ำต้อย ไม่อยู่ในสายตาผู้มีอำนาจ ไม่เข้าหูผู้สูงศักดิ์
อาตมาเพียงขอให้ท่านกั๋วกง ถอยสักก้าว"
หยางหงโน้มตัวมาข้างหน้า แววตาฉายเจตนาฆ่า:
"ถ้าข้าไม่ถอย เจ้าจะทำไม?"
หลวงจีนสังหารหน้าเรียบเฉยดุจบ่อน้ำโบราณ ถือบาตรว่า:
"ลองดูสิ"
[จบแล้ว]