- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 140 - อายุขัยยี่สิบแปดปี สายตาที่มองลงมาจากความว่างเปล่า
บทที่ 140 - อายุขัยยี่สิบแปดปี สายตาที่มองลงมาจากความว่างเปล่า
บทที่ 140 - อายุขัยยี่สิบแปดปี สายตาที่มองลงมาจากความว่างเปล่า
บทที่ 140 - อายุขัยยี่สิบแปดปี สายตาที่มองลงมาจากความว่างเปล่า
ในหอพิงลม จี้หยวนนั่งอยู่ในงานเลี้ยง
มือขวายันดาบปักวสันต์ มือซ้ายถือถือกาสุราหยกเขียว
เขามีทั้งรังสีอำมหิตจากการฆ่าฟัน กลิ่นคาวเลือดจากการตัดหัว และกลิ่นเหล้าที่รุนแรง
ท่าทางผ่อนคลาย พูดคุยยิ้มแย้ม แต่กลับกดดันจนทั้งงานเงียบกริบ!
งานเลี้ยงที่ตระกูลอวี๋เป็นเจ้าภาพนี้ คนที่มีวรยุทธ์สูงสุดและตำแหน่งใหญ่สุด ควรจะเป็นสือฉินหู่ แม่ทัพผู้ถือธงแห่งกองพันเต่าทมิฬ
แต่เมื่อจี้หยวนขึ้นหอมานั่งร่วมโต๊ะ ชุดบินปลาลายงูเหลือมขาวนั้น เหมือนมีไฟลุกท่วม
ราวกับเทพหายนะจุติ ทำให้คนขวัญผวา
กลับมีบารมีทัดเทียมจนแยกไม่ออก
นอกหอลมฝนกระหน่ำ ในหอกลิ่นเลือดคละคลุ้ง
เจิงหลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวสั่นเทิ้ม มือไม้สั่น หน้าซีดเผือด
หัวของหลัวเหมิ่ง ผู้บัญชาการกองปราบฝั่งตะวันออก กลิ้งอยู่บนโต๊ะ ดวงตาที่เบิกโพลงยังมีความหวาดกลัวและไม่ยินยอม จ้องเขม็งมาที่เขา
ความหนาวเหน็บพุ่งจากฝ่าเท้า ขึ้นไปตามกระดูกสันหลัง
อึก อึก
เจิงหลี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สมองเหมือนถูกแช่แข็ง คำถามผุดขึ้นมาไม่หยุด
ไหนว่าวางแผนฆ่าคน ทำไมหลัวเหมิ่งถึงโดนตัดหัว?
ฮู่เจ็ด ไหนเจ้ารับปากข้าเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะกำจัดจี้จิ่วหลางได้แน่ๆ?
แล้วตอนนี้จะทำยังไง?
อ้างว่าปวดฉี่แล้วชิ่งหนีดีไหม?
ความคิดฟุ้งซ่านตีกันยุ่งเหยิง จับต้นชนปลายไม่ถูก
ทันใดนั้น ฝ่ามือข้างหนึ่งก็ตบลงบนโต๊ะ
ปัง!
แก้วชามกระโดด เจิงหลี่สะดุ้งเฮือก เกือบหงายหลังตกเก้าอี้
เห็นเพียงจี้หยวนดื่มเสร็จ วางกาสุราหยกเขียวลง
เหมือนฤทธิ์เหล้าจะขึ้นหน้า ปรายตามองมาเย็นชา ถามเสียงเข้มว่า
"นายท่านเจิง ทำไมไม่ดื่มเหล้า? หรือรังเกียจข้า?
เห็นว่าจี้คนนี้ตำแหน่งเล็ก อายุน้อย ไม่คู่ควรดื่มกับท่าน?"
เจิงหลี่ตัวสั่นงันงก พูดว่า "ไม่กล้า" ติดๆ กันหลายคำ รีบยกจอกเหล้าขึ้น
"จะขี้เหนียวไปทำไม? เปลี่ยนเป็นชาม!"
จี้หยวนเลือดลมสูบฉีด เหมือนคนเมา แววตาฉายแววบ้าบิ่น
"มาๆๆ! นายท่านเจิงคอแข็ง!
เป็นลูกผู้ชายใจกว้าง! ดื่มอีกชาม!"
อึก อึก อึก
คอเจิงหลี่ขยับไม่หยุด เหมือนวัวกินน้ำ
ไม่ถึงครึ่งเค่อ กาสุราหยกเขียวบนโต๊ะ ไหเหล้าเจี้ยนหนานเซาชุนใต้โต๊ะ ก็ถูกเทลงท้องจนเกลี้ยง
ปกติเขาก็ชอบกินดื่มเคล้านารี มักเชิญเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวมาดื่มกันสนุกสนาน
แต่จะทนการคะยั้นคะยอที่ป่าเถื่อนแบบนี้ได้ยังไง เทใส่ปากชามแล้วชามเล่า เหมือนเทน้ำ
การดื่มเหล้ากลัวที่สุดคือรีบและเร็ว
ถ้าเจอทั้งสองอย่าง ต่อให้เป็นเซียนสุราพันจอกไม่เมา ก็ต้องลงไปกองใต้โต๊ะ
"ท่านนายกองร้อย... ดื่มไม่ไหวแล้วจริงๆ! ไว้... ไว้ชีวิตด้วย!"
เจิงหลี่ไม่รู้ดื่มไปกี่แก้ว ท้องป่อง พะอืดพะอม
ลิ้นคับปาก พูดตะกุกตะกัก ไม่ไหวแล้วจริงๆ
"นายท่านเจิง ท่านนี่ไม่รู้ใจกันเลย จี้คนนี้เห็นท่านเป็นสหาย จริงใจเชิญท่านดื่ม
ทำไม ไม่ไว้หน้ากันหน่อยรึ?"
จี้หยวนหิ้วไหเหล้าใบสุดท้าย มุมปากยกยิ้ม
"ข้า... ผิดไปแล้ว ท่านนายกองร้อย อย่าล้อข้าน้อยเล่นเลย"
เจิงหลี่หัวหมุน ตาลาย แยกทิศเหนือใต้ไม่ออก
มาถึงขั้นนี้ เขาจะไม่รู้ได้ไงว่าจี้หยวนกำลังเล่นงานเขา
ต่อให้ดื่มเหล้าหมดห้องเก็บของตระกูลอวี๋ คืนนี้ก็คงเดินออกจากหอพิงลมได้ยาก
"อ้อ นายท่านเจิงเป็นคนดีศรีอำเภอว่านเหนียน จะมีความผิดอะไร? ไหนลองว่ามาซิ"
จี้หยวนเอนตัวไปข้างๆ โอบไหล่เจิงหลี่อย่างสนิทสนม
เขาตัวสูง กระดูกหนัก แรงเยอะ
แค่วางมือลงไป ก็กดทับจนนายท่านเจิงหายใจไม่ออก
"ข้าไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของฮู่ถิงและหลัวเหมิ่ง รับปากจะเป็นพยานเท็จให้พวกมัน
ยิ่งไม่น่ารู้เห็นเป็นใจ รู้ว่าพวกมันคิดการกบฏ แต่กลับไม่รีบรายงานหน่วยมังกรทมิฬ"
เจิงหลี่หน้าแดงก่ำ เหมือนเมาแล้วพูดความจริง คายแผนการที่ฮู่ถิงและหลัวเหมิ่งตกลงกับเขาออกมาจนหมดเปลือก
เยี่ยฮุยหวงผู้บัญชาการกองปราบฝั่งตะวันตก และสือฉินหู่แม่ทัพใหญ่แห่งกองพันเต่าทมิฬที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้น สีหน้าต่างกันไป
แน่นอน คนที่ตกใจที่สุดหนีไม่พ้นหลินอิ๋งซิ่ว
นางเอามือปิดปาก เหมือนยังหวาดผวา
ถ้านายกองร้อยกองปราบฝ่ายเหนือ มาตายในบ้านตระกูลอวี๋อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่จริงๆ
ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำหงเหอก็ล้างมลทินไม่หมด!
"ใต้เท้าทั้งสองได้ยินแล้ว ฮู่ถิง หลัวเหมิ่ง ฟางเชียน สมคบคิดกับเศษเดนลัทธิกระดูกขาว ตอนนี้ได้รับโทษทัณฑ์แล้ว ยังมีข้อโต้แย้งอะไรอีกหรือไม่?"
จี้หยวนกวาดตามองรอบหนึ่ง มือซ้ายล็อกคอเจิงหลี่
กดไหล่เขา แล้วกระแทกลงไปแรงๆ!
หัวอ้วนๆ กระแทกกับโต๊ะ ดังทึบ
เลือดเหนียวข้นเปรอะไปครึ่งหน้า ทำให้เจิงหลี่ขวัญกระเจิง ร้องขอชีวิต
"ในเมื่อคนร้ายรับสารภาพแล้ว หลัวเหมิ่งสมควรตายจริงๆ กองปราบห้าเมืองจะไม่หาเรื่องท่านนายกองร้อยจี้แน่นอน!"
เยี่ยฮุยหวงดูทิศทางลมเก่ง รีบแสดงจุดยืนทันที
เขากับหลัวเหมิ่งก็แค่คนรู้จักผิวเผิน ปกติไม่ได้ไปมาหาสู่กัน
ไม่จำเป็นต้องล่วงเกินดาวรุ่งพุ่งแรงของหน่วยมังกรทมิฬเพื่อคนตายคนเดียว
"นายกองร้อยจี้เคยคิดจะเข้ากองทัพบ้างไหม? แม่ทัพใหญ่เกาแห่งกองพันเต่าทมิฬ ชื่นชมท่านมาตลอด พูดถึงชื่อท่านหลายครั้ง
ดาบเมื่อครู่นี้ จิตสังหารเฉียบคม รวดเร็วดั่งสายฟ้า หาดูได้ยากยิ่งนัก!
ถ้าท่านยอมเข้ากองทัพ จะต้องเป็นวิชาทหารชั้นเลิศแน่นอน!"
สือฉินหู่ตรงไปตรงมากว่า ไม่สนใจเลยว่าใครตาย กลับเอ่ยปากชวน
ในเมื่อจี้หยวนกล้าถือดาบฆ่าฮู่ถิงและหลัวเหมิ่งต่อหน้าธารกำนัล ย่อมต้องมีเหตุผลและสิ่งที่พึ่งพาได้
นายกองร้อยหนุ่มผู้นี้ลงมือหลายครั้ง พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คนบุ่มบ่าม ไม่ยอมให้ใครจับจุดอ่อนได้ง่ายๆ
คำถามนี้ ก็แค่ถามเพื่อเป็นคำตอบให้กองปราบห้าเมืองและกองพันเต่าทมิฬเท่านั้น
เผื่อมีการสอบสวนภายหลัง จะได้ไม่ยุ่งยาก
"ขอบคุณท่านแม่ทัพสือที่หวังดี และขอบคุณแม่ทัพใหญ่เกาที่เมตตา
เพียงแต่จี้คนนี้นิสัยดื้อรั้น หยิ่งยโสจนชิน ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ
เกรงว่าจะทนกฎทหารไม่ไหว ก่อเรื่องใหญ่กว่าเดิม"
จี้หยวนบีบนิ้ว เหวี่ยงคอเสื้อเจิงหลี่ออกไป
ร่างนั้นเหมือนหมาตาย กระแทกเข้ากับมุมตึก
โดนกระแทกทีเดียว ของเสียต่างๆ ก็พุ่งออกมาจากปาก
"ฮ่าๆๆ คนเรามีความชอบต่างกัน ไม่ต้องพูดมาก
สือคนนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกองร้อยที่คลี่คลายคดีใหญ่ สร้างผลงานมหาศาล
วิญญาณนั่น ชัดเจนว่าเป็นเศษเดนลัทธิกระดูกขาว ซ่อนตัวลึกขนาดนั้น ยังโดนลากไส้ออกมาได้!
นายกองร้อยจี้วางแผนได้ยอดเยี่ยม! เก่งกาจจริงๆ!"
สือฉินหู่ถอนหายใจเบาๆ ไม่บังคับ
ราชวงศ์จิ่งมีกองทัพสิบเจ็ดกองพัน เมล็ดพันธุ์อัจฉริยะก็ไม่ด้อยไปกว่าหกสำนักสามลัทธิเท่าไหร่
การชวนจี้หยวน ก็แค่เสียดายคนเก่ง ยังไม่ถึงขั้นตื๊อไม่เลิก ขาดเขาไม่ได้
"สืบคดีจับกุม ไต่สวนขังคุก เป็นงานของหน่วยมังกรทมิฬ กองพันเต่าทมิฬยุ่งไม่ได้
ดึกแล้ว สือคนนี้ขอตัวก่อน"
สือฉินหู่ลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ดั่งขุนเขา
งานเลี้ยงคืนนี้ แม้จะไม่ได้แตะตะเกียบ
แต่ได้เห็นนายกองร้อยจี้ใช้ดาบฟันกองปราบห้าเมือง ตัดหัวหลัวเหมิ่ง ก็ถือว่าคุ้มค่าที่มา
ใช้หัวคนแกล้มเหล้า ใช้การฆ่าฟันเพิ่มรสชาติ ถูกปากแม่ทัพผู้ถือธงคนนี้ยิ่งนัก
"เรื่องหลัวเหมิ่ง... เยี่ยคนนี้จะส่งหนังสือรายงานขึ้นไปเอง
ผิดถูกชั่วดี เห็นกันอยู่ตำตา นายกองร้อยจี้ไม่ต้องกังวล"
เยี่ยฮุยหวงยิ้มประจบ
พอนึกถึงภาพจี้หยวนดึงหัวคนหลุดติดมือมา ก็รู้สึกเย็นวาบที่คอ
อยู่กับคนผู้นี้ อันตรายเกินไป!
ไม่อยู่แล้ว ไปดีกว่า!
ชั่วพริบตา หอพิงลมก็ว่างเปล่า
"ฮูหยินใหญ่ตระกูลอวี๋ รบกวนส่งคนไปที่ว่าการอำเภอ เรียกนายกองธงเล็กหลี่และเผย ให้พวกเขามาคุมตัวเจิงหลี่กลับไปสอบสวนอย่างละเอียด"
จี้หยวนหันไปมองหลินอิ๋งซิ่วที่พยายามเบือนหน้าหนี ไม่มองหัวเปื้อนเลือดนั่น
"ท่านนายกองร้อย... ยังมีอะไรสั่งอีกไหมเจ้าคะ?"
หลินอิ๋งซิ่วรู้สึกยำเกรง ก้มหน้าถาม
นายกองร้อยจี้ผู้นี้อายุน้อย แต่บารมีล้นเหลือ ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับท่านปู่ตระกูลอวี๋
"เก็บกวาดที่นี่ให้สะอาด แล้วเอาน้ำร้อนมาอ่างหนึ่ง"
จี้หยวนนั่งยันดาบ หว่างคิ้วมีความเย็นชาเล็กน้อย
พอหลินอิ๋งซิ่วลงไป ชั้นบนสุดก็เหลือเขาคนเดียว
ลมฝนพัดประตหน้าต่าง ดังเปาะแปะ
จิตดิ่งลึก แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินปรากฏตัวอักษรโบราณขึ้นมา
【ลิขิตชะตาดับสูญ】
【สามารถช่วงชิงได้หนึ่งเส้น】
【หรือเปลี่ยนเป็นแก่นมรรคาดูดซับ】
【สังหารศิษย์ยอดคน】
【สะสมกุศลยี่สิบเค่อ】
【สะสมอิมเต็กยี่สิบเค่อ】
"ลิขิตชะตาของอวี๋ตงไหล... ไม่มีอะไรน่าสนใจ เปลี่ยนเป็นแก่นมรรคา"
จี้หยวนแววตาไหววูบ เลือกสุ่มชิง 【วิญญาณมั่นคง】 มาบดขยี้ดูดซับ
อาศัยเมฆมงคลห้าสีที่มีราศีเข้มข้นเหนือศีรษะ เขาจงใจหลีกเลี่ยงลิขิตชะตาสีขาว 【ศิษย์ยอดคน】 เส้นนั้น
ลางสังหรณ์เตือนว่า ถ้าช่วงชิงมาหลอมรวม จะเกิดผลร้ายแรงตามมา
ดูจากสีสัน สถานะของอวี๋ตงไหล ดูเหมือนจะสูงกว่ากูหงจื่อขั้นหนึ่ง
กุศลและอิมเต็กที่ได้มา ก็มากกว่าไม่น้อย
"หืม? ทำไมมีลิขิตชะตาโผล่มาอีกเส้น?"
จี้หยวนเดินลมปราณรวบรวมชีพจรที่เรือนซ่อนเมฆ จากนั้นสังหารฟางเชียน ฮู่ถิง หลัวเหมิ่ง อวี๋ตงไหล สี่คนรวด
กลับมาที่หอพิงลม ยังต้องเผชิญหน้ากับสือฉินหู่และเยี่ยฮุยหวง ตัวแทนของกองพันเต่าทมิฬและกองปราบห้าเมือง
จิตใจเหนื่อยล้าเล็กน้อย จนกระทั่งตอนนี้ถึงสังเกตเห็นว่าในแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน มีดวงดาวลิขิตชะตาดวงที่สิบสี่ลอยขึ้นมา
ผลุบๆ โผล่ๆ แสงสลัวไม่ชัดเจน
รอจนก่อตัวสมบูรณ์ ก็เปลี่ยนจากเทาเป็นขาวอย่างรวดเร็ว แล้วปรากฏสีเขียว
สุดท้าย กลับกลายเป็นสีเข้มข้น เผยให้เห็นสีม่วงอันสูงส่ง
【ไขกระดูกเผาผลาญ (ม่วง)】: 【คนเหมือนไส้ตะเกียง เลือดเหมือนไฟ ย่อมมีวันมอดไหม้ดับสูญ ได้รับลิขิตชะตานี้เสริม เลือดลมจะแข็งแกร่งสุดขีด ฝึกฝนไม่มีคอขวด แต่จะเผาผลาญพลังชีวิตตัวเองอย่างรุนแรง อายุขัยสิ้นสุดที่ยี่สิบแปด เป็นสิ่งที่ผู้ถูกเลือกจากเทพโลหิตได้รับ ทุกครั้งที่ทะลวงขั้น จะได้รับรางวัลจากเทพโลหิต】
"นี่คือ... ผลตอบแทนที่อวี๋ตงไหลมอบให้ข้า? ศิษย์ยอดคน? ผู้ถูกเลือกจากเทพโลหิต?"
จี้หยวนแววตาเย็นเฉียบ เม้มปากแน่น
อายุขัยยี่สิบแปดปี?
แปลว่าข้าเหลือเวลาอีกสิบสามปี?
แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินสั่นไหว ปรากฏตัวอักษรโบราณอีกหลายบรรทัด
【พรจากเทพโลหิต】
【อาคมโลหิตนรก: ใชกับตัวเอง เลือดลมเพิ่มขึ้นหลายเท่า พลังต่อสู้เพิ่มขึ้นมหาศาล คงอยู่ได้ประมาณหนึ่งก้านธูป】
【มารโลหิต: ต้มเลือดลมให้เดือด กลายเป็นเปลวไฟร้อนระอุ หลอมละลายทุกสรรพสิ่ง】
ในร่างกาย จู่ๆ ก็มีพลังเพิ่มมาสองสาย
ใต้ลิขิตชะตาและดวงชะตา มีตัวอักษรเลือดสองตัวก่อตัวขึ้น
นรก, มาร
ราวกับวิชาเต๋าในตำนาน แค่คิดก็กระตุ้นใช้ได้ทันที
"ข้ามีแผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดิน ลิขิตชะตาสีม่วง... ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีอะไรต้องกลัว"
จี้หยวนจิตใจสงบนิ่ง เขาไม่กังวลเรื่องอายุขัยในวันหน้า
กลับกังวลสถานะผู้ถูกเลือกจากเทพโลหิตมากกว่า ว่าจะส่งผลร้ายอะไรกับตัวเองไหม
ถ้าหน่วยมังกรทมิฬจับได้ จะไม่โดนตราหน้าว่าเป็นพวกลัทธินอกรีตบูชาเทพมารหรือ?
"ข้าฆ่าศิษย์ยอดคนไปสองคนติดๆ กลับถูกยัดเยียดลิขิตชะตา 【ไขกระดูกเผาผลาญ】 ของผู้ถูกเลือกจากเทพโลหิตมาให้? มันเรื่องอะไรกัน?"
ขณะที่จี้หยวนกำลังงุนงง จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น
ลมฝนกระแทกประตูหน้าต่าง พุ่งเข้ามา
หอพิงลมที่เงียบสงบ ราวกับตกลงไปในอีกโลกหนึ่ง
หนวดเล็กๆ นับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งเข้ามาจะคว้าชุดบินปลาลายงูเหลือมขาว จะลากเขาเข้าไป
ภาพลวงตาภูเขาศพทะเลเลือดปกคลุมจิตใจ ร่างมหึมาสูงเสียดฟ้าค่อยๆ ปรากฏขึ้น
เหยียบย่ำทะเลเลือดไร้ขอบเขต เหมือนมีสิ่งมีชีวิตนับล้านล้านกำลังกรีดร้องหรือโห่ร้องอยู่ในนั้น
ตามมาด้วยเสียงอันยิ่งใหญ่ราวกับตอนเปิดฟ้าผ่าดิน ดังระเบิดข้างหูเหมือนเสียงฟ้าร้อง
"สังเวยเลือดแด่เทพโลหิต..."
"ผู้ใดบังอาจรุกรานเทียนจิง!"
เสียงฟ้าคำรามที่ยิ่งใหญ่กว่ากลิ้งผ่านท้องฟ้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวไหลบ่าลงมาราวกับน้ำตก ปกคลุมระยะแปดร้อยลี้ ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องเงยหน้ามอง
องค์ฮ่องเต้ออกจากฌาน?
[จบแล้ว]