เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 146 การกดขี่

เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 146 การกดขี่

เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 146 การกดขี่


เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 146 การกดขี่

เจียงหยามองใบหน้าที่น่ากลัวของอวี๋เย่และลอบมีความสุขอยู่ในหัวใจ

ชายชราผู้นี้บังคับให้เขาพามาที่นี่ เจียงหยาเป็นผู้ใช้วิญญาณระดับหนึ่งและเป็นเพียงผู้เยาว์ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงก้มศีรษะนำทางชายชราเท่านั้น

เจียงหยาถูกกดขี่โดยชายชรา มันจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกอิจฉาบุคลิกที่เย็นชาของฟางหยวน

สำหรับอวี๋เย่ เขาต้องการสั่งสอนเด็กน้อยที่หยิ่งยโสผู้นี้สักสองสามครั้ง แต่เพื่อใบไม้แห่งชีวิต เขาจึงต้องอดทน "น้องชายฟางหยวน อย่าได้กล่าวเช่นนั้น เจ้ายังเด็ก เจ้ายังไม่เข้าใจความสำคัญเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ของมนุษย์ เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าจะต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ลองคิดดู ในอนาคต หากเจ้ามาขอความช่วยเหลือจากข้าและได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?"

'สายสัมพันธ์ของมนุษย์? อ่อนหัด!' ฟางหยวนหัวเราะเสียงเย็นอยู่ในหัวใจ

ความร่วมมือเกิดขึ้นเพียงเพราะความอ่อนแอของมนุษย์

สายสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญบนโลกมนุษย์ เพราะมันไม่มีความแตกต่างระหว่างความแข็งแกร่งของมนุษย์ธรรมดา แต่บนโลกวิญญาณของผู้ฝึกตนใบนี้ มันกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

สายสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้คน หากคนผู้หนึ่งมีความแข็งแกร่งมากพอ พวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสายสัมพันธ์ดังกล่าว

แต่นี่เป็นแนวคิดของปีศาจ เป็นธรรมชาติที่ฟางหยวนจะไม่กล่าวออกมา

อย่างไรก็ตามเมื่อเขาถูกรบกวน บางทีเขาอาจต้องทำธุรกิจครั้งนี้

ดังนั้นเขาจึงเริ่มกล่าว "แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการขาย ใบไม้แห่งชีวิตหนึ่งใบราคาหกสิบแปดหินวิญญาณ ท่านต้องการเท่าใด?"

"อา!" อวี๋เย่สะดุ้งกับราคาของมันอยู่ที่หน้าประตูห้องก่อนจะเร่งถาม "น้องชายฟางหยวน ราคานี้สูงเกินไปหรือไม่?"

ฟางหยวนเย้ยหยัน "เช่นนั้นท่านก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ ท่านสามารถใช้คะแนนผลงานแลกเปลี่ยนใบไม้แห่งชีวิตกับตระกูล"

อวี๋เย่หัวเราะขมขื่น "ข้าจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ใบไม้แห่งชีวิตทั้งหมดของตระกูลถูกขายให้แก่บุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับเหยาจี้แห่งห้องโถงพยาบาลเท่านั้น น้องชายฟางหยวน โปรดขายให้ข้าด้วย จากที่ข้าเห็น ราคาของมันควรจะอยู่ที่หกสิบหินวิญญาณ"

"ข้าไม่ใช่สถานสงเคราะห์คนชรา อย่าทำให้ข้าเสียเวลา เจ็ดสิบหินวิญญาณ หากไม่ซื้อก็ไปซะ" ฟางหยวนตอบ

ได้ยินเช่นนี้ช่วยไม่ได้ที่อวี๋เย่จะยิ่งขุ่นเคือง "ฟางหยวน เหตุใดเจ้าจึงทำธุรกิจเช่นนี้?"

ฟางหยวนหัวเราะ "มันจะเปลี่ยนไปตามเวลา เจ็ดสิบสองหินวิญญาณ ท่านทำให้ข้าเสียเวลาและทำให้ข้ารู้สึกไม่มีความสุข ดังนั้นข้าจะเพิ่มราคาขึ้นไปอีกทุกครั้งที่ท่านกล่าวเรื่องไร้สาระออกมา ข้าหวังว่าท่านจะรีบตัดสินใจ"

อวี๋เย่กลายเป็นเคร่งเครียด เขาต้องการกล่าวบางคำ แต่ทุกครั้งที่เขาเปิดปาก ราคาจะพุ่งสูงขึ้น ตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงหุบปากลงเท่านั้น

ใบหน้าของอวี๋เย่เปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับแดง ขณะที่เจียงหยาลอบหัวเราะอยู่ในหัวใจ

สุดท้ายแล้วเขาจึงกัดฟันกล่าว "ตกลง ข้าซื้อมัน ข้าต้องการห้าใบ"

"ท่านสามารถมอบหินวิญญาณให้กับเจียงหยาและรอรับใบไม้แห่งชีวิตในอีกสามวัน" ฟางหยวนกล่าว

นี่เป็นการกดขี่อย่างชัดเจน แต่การซื้อขายแลกเปลี่ยน แน่นอนว่าเงินสำคัญที่สุด

ดังนั้นอวี๋เย่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากมอบถุงเงินหลายใบให้กับเจียงหยา

มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยขณะส่งมอบถุงเงิน เพราะมันเป็นเงินเก็บตลอดหลายปีของเขา แต่ตอนนี้พวกมันกลับถูกส่งมอบให้แก่พ่อบ้าหน้าเลือดผู้หนึ่ง

สุดท้ายเขาจึงเดินจากไปด้วยความขัดใจอย่างที่สุด

"ท่านฟางหยวน นี่เป็นการแก้เผ็ดที่สาแก่ใจจริงๆ แต่ข้าเกรงว่ามันจะสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้อาวุโสอวี๋เย่ ชายชราผู้นี้ เมื่อครั้งยังเยาว์ เขามักจะสร้างปัญหาให้กับทุกคนที่เขาไม่พอใจและจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ"เจียงหยากล่าวอย่างระมัดระวังอยู่หน้าห้อง

"ปล่อยเขาไป ผู้อาวุโสที่ต้องพึ่งพาสถานะเพื่อกดขี่ผู้เยาว์ เขาจะต้องถูกตระกูลกำจัดออกไปในที่สุด" ฟางหยวนเปิดประตูออกมารับถุงเงินจากเจียงหยา

ท่ามกลางภัยพิบัติคลื่นหมาป่า ตระกูลต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่แน่นอนว่ามันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคัดกรองสมาชิก

การมีชีวิตอยู่ของชายชราผู้นี้ถือเป็นสูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงถูกกำหนดให้ต้องจากไป

ฝูงหมาป่าจะขับไล่หมาป่าชราและหมาป่าพิการออกจากฝูง ในสังคมมนุษย์ก็ไม่แตกต่าง แต่พวกเขาจะไม่แสดงออกอย่างชัดเจนและจะปิดบังโฉมหน้าปีศาจร้ายไว้ด้วยหน้ากากแห่งแสงสว่างโดยใช้วิธีระดมผู้ใช้วิญญาณชรากลุ่มนี้ให้เข้าสู่สนามรบเป็นการกำจัดจุดอ่อนออกไป

แล้วอวี๋เย่จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร?

แต่การอยู่ในระบบ เป็นสมาชิกในสังคม พวกเขาย่อมไม่มีทางเลือก

ตระกูลใช้เหตุผลเพื่อปกป้องครอบครัวในการบังคับให้พวกเขาออกไปต่อสู้และเสียงสละ แล้วพวกเขาจะสามารถปฏิเสธงั้นหรือ?

บนโลกมนุษย์ หากกษัตริย์ต้องการให้ผู้ใดตาย พวกเขาก็ไม่สามารถมีชีวิต แต่ยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนยินดีต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าเหนือหัว นี่คือความเย้ายวนใจและความโหดร้ายของระบบ

"ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติคลื่นหมาป่า ผู้ใช้วิญญาณเฒ่าเหล่านี้จะต้องออกไปต่อสู้ แล้วมีกี่คนที่สามารถรอดชีวิต? ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงใบไม้แห่งชีวิตห้าใบ กระทั่งห้าสิบใบ มันก็ยังไม่เพียงพอให้พวกเขาหลบหนีจากความตาย" ฟางหยวนหัวเราะเสียงเย็น

ได้ยินน้ำเสียงของฟางหยวน ช่วยไม่ได้ที่เจียงหยาจะรู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง

เขารู้สึกถึงกลิ่นอายที่เย็นเยียบจากฟางหยวน มันราวกับสายลมที่หนาวเหน็บจากขั้วโลกเหนือซึ่งทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะเงยศีรษะขึ้นมา

ฟางหยวนจ้องมองเจียงหยาด้วยดวงตาที่ดำมืด "นับจากนี้นอกจากเวลาที่กำหนด อย่าได้มาหาข้า หากเจ้ากล้าฝ่าฝืนกฎของข้าก็จงเตรียมรับมือกับผลที่จะตามมา ที่ข้าขายใบไม้แห่งชีวิตให้กับเจ้าก็เป็นเพียงเพราะความสัมพันธ์ที่ดีของข้ากับพี่ชายเจ้าเท่านั้น แต่ทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้าเอง"

ได้ยินถ้อยคำของฟางหยวน เจียงหยาไม่กล้าเปิดปากแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงสภาพที่น่าเศร้าของอวี๋เย่ ช่วยไม่ได้ที่เหงื่ออันเย็นเยียบจะไหลลงมาจากหน้าผากของเขา

"ต่อไปนี้เพิ่มราคาของใบไม้แห่งชีวิตเป็นเจ็ดสิบหินวิญญาณ" ฟางหยวนกล่าวต่อ

"เจ็ดสิบ!?" เจียงหยาตกใจและต้องกลืนน้ำลายคำโตลงคอ แต่หลังจากนั้นดวงตาของเขากลับส่องประกายเพราะเขาสามารถมองเห็นหินวิญญาณจำนวนมากที่จะหลั่งไหลเข้ามา

แต่เขายังค่อนข้างหวาดกลัวและเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบา "ท่านฟางหยวน การเพิ่มราคาเช่นนี้ ผู้คนจะคิดว่าเราแสวงหาผลประโยชน์ในคราวเคราะห์ของพวกเขาหรือไม่? หากพวกเราทำเช่นนี้ มันอาจทำให้ผู้คนไม่พอใจ"

"ผู้คนไม่พอใจ? ฮืม แล้วพวกเขาจะทำสิ่งใดได้? ทำตามที่ข้าสั่ง หากบางคนต้องการสร้างปัญหา บอกพวกเขาว่าใบไม้แห่งชีวิตเป็นของข้า" ฟางหยวนเย้ยหยัน

"ได้ ได้ ได้" เจียงหยาพยักหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน นี่เป็นคำพูดที่เขาต้องการได้ยินจากฟางหยวนมากที่สุด

ทั้งหมดก็คือเขาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งที่ไม่สามารถรับมือผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นเขาจึงต้องโยนปัญหาเหล่านั้นให้กับฟางหยวน

แม้แต่แมลงตัวเล็กตัวน้อยยังมีวิธีเอาชีวิตรอดของตนเอง ความในใจของเจียงหยา ฟางหยวนจะไม่รู้ได้อย่างไร

ด้วยความแตกต่างของระดับการบ่มเพาะและความแตกต่างของประสบการณ์ มันทำให้ฟางหยวนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป

เมื่อใดที่เขาใช้งานวิญญาณรากพฤกษาทองแดง เขาจะกลายเป็นผู้ใช้วิญญาณระดับสองขั้นสุดยอดที่ใกล้เคียงกับระดับสาม มันเป็นการเติบโตก้าวแรกและหมายถึงชีวิตที่จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในอดีตเขาจำเป็นต้องกดตนเองให้ต่ำเพราะความแข็งแกร่งของเขายังไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้เขาสามารถกดขี่ผู้คนและมีเพียงการกดขี่ที่จะทำให้เขาได้รับผลประโยชน์สูงสุด

สำหรับเรื่องนี้เจียงหยายังมีประโยชน์กับเขาอยู่บ้าง แม้เจียงหยาจะทำเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยแต่ตราบเท่าที่เจียงหยาไม่ฝ่าฝืนกฎของเขา ฟางหยวนก็ยังสามารถอนุโลม

หากเป็นช่วงเวลาสงบสุข พวกเขาอาจพบปัญหา แต่ตอนนี้ตระกูลกำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติคลื่นหมาป่า ผู้ใดจะสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้?

ทั้งหมดก็คือหลังจากภัยพิบัติคลื่นหมาป่า ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าหมู่บ้านแสงจันทร์บรรพกาลจะยังคงอยู่หรือไม่?

ครึ่งเดือนต่อมา

ฝูงหมาป่าสายฟ้าราวกับคลื่นทะเลที่สาดซัดเข้ามาอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ผู้ใช้วิญญาณต้องล่าถอยกลับมาอย่างต่อเนื่อง

"ซ่งหยวนเจิ้น เจ้าต้องอดทนเอาไว้ หมู่บ้านแสงจันทร์บรรพกาลอยู่อีกไม่ไกลแล้ว" ซ่งเจียวม่านตะโกนเสียงดังไปยังสมาชิกที่นอนอยู่บนพื้น

"พี่สาวผู้นำ ข้าไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว ข้ามีบางสิ่งในหัวใจที่ต้องบอกท่าน..." ซ่งหยวนเจิ้นพยายามสูดหายใจด้วยใบหน้าที่ราวกับกำลังจะตาย

"เอาล่ะ พูดมา!" ซ่งเจียวม่านร้องไห้ เธอรู้มานานแล้วว่าซ่งหยวนเจิ้นแอบรักเธออยู่ แน่นอนว่าเธอรู้ว่าเขาต้องการกล่าวสิ่งใด

ซ่งหยวนเจิ้นพยายามกล่าวถ้อยคำสุดท้ายในชีวิต "ข้า...รัก...ท่าน"

หลังจากนั้นเขาจึงเสียชีวิตลงด้วยอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรงจนเกินเยียวยา

"พี่สาว เหตุร้าย! หมาป่าสายฟ้าเดือดอีกฝูงกำลังใกล้เข้ามา!" ผู้ใช้วิญญาณสายตรวจสอบกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

ซ่งเจียวม่านวางร่างของซ่งหยวนเจิ้นลงบนพื้น เธอเป็นหัวหน้ากลุ่มที่ต้องดูแลสมาชิกทุกคน

คนตายจากไปแล้ว แต่คนเป็นยังต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของโลกใบนี้ต่อไป

"พวกหมาป่าบัดซบ! ที่นี่จะเป็นที่ตายของพวกเจ้า!" ซ่งเจียวม่านสบถสาปแช่งด้วยร่างกายที่ยั่วยวนและใบหน้าที่งดงามของเธอ

ได้ยินถ้อยคำของหัวหน้า สมาชิกในกลุ่มจึงสามารถสงบจิตใจลงได้เล็กน้อย

ซ่งเจียวม่านสามารถสังหารหมาป่าสายฟ้าเดือดหนึ่งตัวและสามารถรับมือฝูงหมาป่าสายฟ้าเดือดสองฝูง แต่กับฝูงหมาป่าสายฟ้าเดือดถึงสี่ฝูง สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงการล่าถอยและส่งสัญญาณของความช่วยเหลือเท่านั้น

"ไปที่หุบเขา!" ซ่งเจียวม่านตะโกนออกคำสั่งหมียักษ์ให้ปกป้องสมาชิกในกลุ่ม

หมียักษ์สองตัวที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยซ่งเจียวม่านกระโดดออกมาจากด้านหลังของเธอ ตัวหนึ่งสีน้ำตาล อีกตัวสีดำ อย่างไรก็ตามร่างกายของพวกมันทั้งสองกลับเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย

หมีทั้งสองตัวถูกทิ้งไว้ต่อต้านฝูงหมาป่า ขณะที่พวกเธอล่าถอยออกไป หมีดำต่อสู้กับหมาป่าหลายสิบตัวก่อนจะถูกสังหารในที่สุด

วิญญาณที่อยู่ในร่างหมีดำลอยออกมาและบินกลับไปหาซ่งเจียวม่าน

นี่คือวิญญาณผู้พิทักษ์หมี

มันสามารถปลูกถ่ายเข้าไปในร่างของหมีเพื่อเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นทาส

แน่นอนว่ามันสามารถใช้ได้กับหมีธรรมดาเท่านั้น เพราะวิญญาณผู้พิทักษ์หมีเป็นเพียงวิญญาณระดับสองที่ยังไม่สามารถควบคุมราชาหมี

หากมันสามารถควบคุมราชาหมี แม้จะเป็นราชันร้อยอสูรที่อ่อนแอที่สุด มันก็ยังมีประโยชน์อย่างมากเพราะนั่นหมายความว่าเธอหรือเขาจะกลายเป็นผู้บังคับบัญชาฝูงหมีนับร้อยนั่นเอง

"ตอนนี้พวกเราทำได้เพียงภาวนาให้กำลังเสริมมาถึงอย่างรวดเร็วที่สุด" ซ่งเจียวม่านถอนหายใจ

แม้พวกเขาจะล่าถอนกลับมายังหุบเขา แต่วิกฤตยังไม่ถูกแก้ไข

"หือ" เป็นเพียงเวลานี้ที่เสียงสายหนึ่งดังขึ้นจากเนินเขาด้านบน

ทุกคนเงยหน้าขึ้นไป

"มันเป็นเขา..."

"ผู้ใช้วิญญาณฟางหยวน!"

ในจังหวะนี้ผู้ใช้วิญญาณทั้งเจ็ดของตระกูลซ่งกลับแสดงออกด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน


พรุ่งนี้งด

จบบทที่ เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 146 การกดขี่

คัดลอกลิงก์แล้ว