เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ฉินเซวียน ปะทะ จวี๋ฮัวกวน

บทที่ 15 ฉินเซวียน ปะทะ จวี๋ฮัวกวน

บทที่ 15 ฉินเซวียน ปะทะ จวี๋ฮัวกวน


บทที่ 15 ฉินเซวียน ปะทะ จวี๋ฮัวกวน

เมื่อได้ยินคำพูดของเชียนเต้าหลิว ฉินเซวียนก็เข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามปกป้องเขา ทว่าในยามนี้ จุดประสงค์ในการไปยังเมืองแห่งการสังหาร ไม่ใช่เพียงเพื่อหลบหนีเชียนสวินจี๋และรักษาชีวิต หรือเพื่อปี่ปี่ตงอีกต่อไป

แต่เพื่อตัวเขาเอง เพื่อครอบครองเขตแดนเทพสังหาร และเพื่อแก่นแท้ของงูอัคคีสิบเศียรต่างหาก

"ขอท่านมหาปุโรหิตโปรดอนุมัติด้วย" เขาก้มศีรษะประสานมือคารวะ ท่าทีเด็ดเดี่ยวไม่เปลี่ยนแปลง

สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศภายในโถงหออาวุโสอันกว้างใหญ่ก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง

เชียนเต้าหลิวขมวดคิ้ว จ้องมองฉินเซวียนนิ่งงัน ไม่มีใครล่วงรู้ความคิดของเขา

ปุโรหิตห้า พรหมยุทธ์ปีกแสง กระซิบข้างหู "เฮ้ พี่ใหญ่ ข้าว่าเจ้าหนูฉินเซวียนใจเด็ดไม่เบา ทำไมไม่ตามใจเขาหน่อยล่ะ?"

"กวงหลิง หุบปาก มหาปุโรหิตย่อมมีวิจารณญาณของท่านเอง" ปุโรหิตสี่ พรหมยุทธ์ราชสีห์ ร่างสูงใหญ่กำยำไว้หนวดเคราเฟิ้ม กอดอกถลึงตาใส่

พรหมยุทธ์ปีกแสงเบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ หันไปมองสองพี่น้อง เชียนจวินและเจี่ยงหมอ "เฮ้ เจ้าหก เจ้าเจ็ด ฉินเซวียนเป็นศิษย์ของพวกเจ้านะ จะไม่พูดอะไรหน่อยรึ?"

ส่วนปุโรหิตสาม พรหมยุทธ์ชิงหลวน และปุโรหิตรอง พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำนั้น เขาไม่กล้าไปสะกิด สองคนนี้หยิ่งยโสยิ่งกว่าใคร แถมความแข็งแกร่งยังน่าสะพรึงกลัวจนหลุดโลก พรหมยุทธ์ราชสีห์ที่เป็นถึงปุโรหิตสี่ยังเป็นเหมือนรุ่นน้องต่อหน้าพวกเขา

กวงหลิงย่อมไม่โง่พอที่จะหาเรื่องใส่ตัว

ปุโรหิตหก พรหมยุทธ์เชียนจวิน ผู้สุขุมเยือกเย็น เอ่ยเสียงเรียบ "ข้าฟังแต่มหาปุโรหิตเท่านั้น"

และปุโรหิตเจ็ด พรหมยุทธ์เจี่ยงหมอ ก็เกาหัวแกรกๆ พร้อมยิ้มซื่อ "ข้าก็เหมือนกัน"

"เฮ้อ... ถามไปก็เปล่าประโยชน์" กวงหลิงถอนหายใจด้วยความเสียดาย ละสายตากลับมาและไม่พูดอะไรอีก

ท่ามกลางเสียงถอนหายใจ เชียนเต้าหลิวที่ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากอย่างราบเรียบ "ในเมื่อเจ้าดึงดันจะไปให้ได้ ข้าก็จะไม่ฝืนใจ แต่เจ้าต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่า เจ้ามีความแข็งแกร่งพอที่จะเอาชีวิตรอดในเมืองแห่งการสังหาร"

"น้อมรับคำชี้แนะจากมหาปุโรหิต" ฉินเซวียนรู้ดีว่าเชียนเต้าหลิวกำลังทดสอบฝีมือของเขา

"อืม" เชียนเต้าหลิวพยักหน้าช้าๆ ทันใดนั้นก็ปลดปล่อยคลื่นพลังวิญญาณออกมา แล้วตะโกนเสียงเข้ม "กุ่ยเม่ย, เยว่กวน"

สิ้นเสียงไม่ทันไร เงาร่างดุจภูตพรายสองสาย สีทองหนึ่ง สีดำหนึ่ง ก็วูบผ่านประตูโถงเข้ามา

ชายเสื้อยาวของฉินเซวียนสะบัดพลิ้วทั้งที่ไร้ลม เขาได้ยินเสียงแหวกอากาศดังขึ้นจากทางซ้ายและขวา

วินาทีต่อมา กุ่ยเม่ยและเยว่กวนก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเชียนเต้าหลิว หันหลังให้ฉินเซวียน คุกเข่าข้างหนึ่งลงและกล่าวด้วยความเคารพ "ท่านมหาปุโรหิต"

เชียนเต้าหลิวโบกมือ กุ่ยเม่ยและเยว่กวนจึงลุกขึ้นไปยืนด้านข้าง

เขาหันไปกล่าวกับฉินเซวียน "เจ้าเป็นคนเสนอให้จี๋เอ๋อร์ไปเมืองแห่งการสังหาร ย่อมต้องรู้ดีว่าที่นั่นเป็นสถานที่เช่นไร ในเมืองแห่งการสังหาร ห้ามใช้ทักษะวิญญาณ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งพื้นฐานล้วนๆ"

"คู่ต่อสู้ที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าคือสองคนนี้ หากเจ้าสามารถเอาชนะพวกเขาทีละคนได้โดยที่ไม่มีฝ่ายใดใช้ทักษะวิญญาณ ข้าก็จะไม่คัดค้านอีก"

เชียนเต้าหลิวชี้ไปที่เยว่กวนและกุ่ยเม่ย

เขามีเหตุผลที่เลือกเยว่กวนและกุ่ยเม่ยเป็นคู่ต่อสู้ของฉินเซวียน

เมืองแห่งการสังหาร นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา ก็เป็นพันธมิตรของสำนักวิญญาณยุทธ์มาโดยตลอด ใช้เป็นที่คุมขังวิญญาณจารย์ชั่วร้าย

ดังนั้น เชียนเต้าหลิวจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองแห่งการสังหารอย่างลึกซึ้ง

ตามการคาดการณ์ของเชียนเต้าหลิว ยอดฝีมือระดับราชทินนามพรหมยุทธ์จะไม่ปรากฏตัวในสนามประลองนรก

เพราะผู้ที่สามารถก้าวถึงขอบเขตนี้ได้ในยุคปัจจุบัน เกือบทั้งหมดล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวและเอาชนะอุปสรรคมานับไม่ถ้วน

การชนะรวดร้อยครั้งในสนามประลองนรกโดยอาศัยพลังวิญญาณที่แก่กล้าอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่เส้นทางนรกนั้นยังคงอันตรายอย่างยิ่ง

ทักษะประเภทเขตแดนแม้จะล้ำค่า แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกชายไม่ได้เรื่องของเขา แม้จะมีพรสวรรค์ไม่พอจนไม่สามารถปลุกเขตแดนทูตสวรรค์ได้ แต่ก็ยังไม่ยอมไปฝึกฝนที่เมืองแห่งการสังหาร

พูดตรงๆ ก็คือกลัวตายนั่นเอง ไม่ยอมเสี่ยงสูญเสียทุกอย่างที่มีอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ราชทินนามพรหมยุทธ์อาจจะไม่ปรากฏตัว แต่ระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ก็ยังมีอยู่บ้าง

หากฉินเซวียนไม่สามารถเอาชนะวิญญาณพรหมยุทธ์ตัวต่อตัวได้ การไปที่นั่นก็เท่ากับการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงเส้นทางนรกที่อันตรายยิ่งกว่าวิญญาณพรหมยุทธ์เสียอีก

"เอาชนะพวกเรา?" เยว่กวนและกุ่ยเม่ยชะงักไปชั่วขณะ

ต้องรู้ก่อนว่าพวกเขาไม่ใช่ไก่กาอาราเล่ที่ไหน แต่เป็นวิญญาณพรหมยุทธ์ระดับแปดสิบเก้า

หากทะลวงได้อีกเพียงขั้นเดียว ก็จะเข้าสู่ระดับราชทินนามพรหมยุทธ์

ต่อให้ไม่ใช้ทักษะวิญญาณ พวกเขาก็ไม่ใช่คู่มือที่ราชาวิญญาณจะมาเทียบเคียงได้

ยิ่งราชาวิญญาณคนนั้นก็ห้ามใช้ทักษะวิญญาณด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่

ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่หกปุโรหิตก็ยังขมวดคิ้วพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

พวกเขาจงรักภักดีต่อตระกูลเชียนและเชียนเต้าหลิวอย่างถึงที่สุด เพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งของมหาปุโรหิต เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ

"ผีเฒ่า ท่านมหาปุโรหิตขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหรือเปล่า?" เยว่กวนกระซิบถามกุ่ยเม่ย

กุ่ยเม่ยถลึงตาใส่ เสียงแหบพร่าตอบกลับ "หุบปาก เบญจมาศ มหาปุโรหิตย่อมมีเหตุผลของท่าน"

เมื่อเทียบกับเยว่กวน เขารู้วิธีวางตัวได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

"ผู้อาวุโสเยว่กวน ผู้อาวุโสกุ่ยเม่ย ท่านใดจะเข้ามาก่อน?" ฉินเซวียนมองทั้งสอง มือขวาเปล่งแสงสีแดงพร้อมเสียงนกฟีนิกซ์ร้อง ก้องกังวาน กระบี่ฉางหมิงปรากฏขึ้นในมือ เขาชี้ปลายกระบี่ไปที่กุ่ยเม่ยและเยว่กวน

มีเพียงวิญญาณยุทธ์ที่ปรากฏ ไร้ซึ่งวงแหวนวิญญาณ เขาตอบคำถามด้วยการกระทำ

เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของทุกคนก็เคร่งขรึมขึ้น บรรยากาศเริ่มตึงเครียด

เยว่กวนและกุ่ยเม่ยสบตากัน ไม่ได้ตอบคำถาม แต่หันไปมองมหาปุโรหิตเชียนเต้าหลิวแทน ฝ่ายหลังโบกมือ แล้วนำหกปุโรหิตถอยร่อนไปยืนสังเกตการณ์อยู่ที่ส่วนลึกสุดของโถง หน้าผารูปปั้นทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์

"ข้าก่อนแล้วกัน" เยว่กวนเดินออกมาเผชิญหน้ากับฉินเซวียน เสียงของเขาแหลมสูง สวมชุดเกราะสีทองพร้อมสนับมือที่มีกรงเล็บและรองเท้าบูทส้นสูง ดูสง่างามกึ่งหญิงกึ่งชาย

ทั้งสองยืนห่างกันสามสิบก้าว เขากวักมือเรียก ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เข้ามาเลย พ่อหนุ่มฉินเซวียน ให้ข้าดูหน่อยซิว่าเจ้าพัฒนาไปถึงไหนแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา"

"ล่วงเกินแล้ว" ฉินเซวียนตั้งท่า เตรียมพร้อม กระตุ้น 'วิชาลมหายใจหุบเขาปีศาจ' ภายในกาย ถ่ายเทพลังวิญญาณลงสู่ตัวกระบี่ ซึ่งเปล่งแสงเจิดจ้าดั่งเปลวเพลิงและสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

เพลงกระบี่แนวขวาง โจมตีด้วยชั้นเชิง แสวงหาความได้เปรียบ เพื่อเปิดทาง; เพลงกระบี่แนวตั้ง โจมตีด้วยพลานุภาพ แสวงหาเนื้อหนัง เพื่อปิดบัญชี การเปิดและปิดคือวิถีแห่งฟ้าดิน

เยว่กวนเป็นวิญญาณจารย์สายโจมตี การใช้เพลงกระบี่แนวขวางที่บ้าคลั่งดุจสายลม เกรี้ยวกราดดั่งเกลียวคลื่น ด้วยอานุภาพสั่นสะเทือนปฐพี รังสีอำมหิต ความเร็วปานสายฟ้าแลบ กระบวนท่าพลิกแพลงไร้รูปแบบ และทุกดาบหมายเอาชีวิต ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจหายคอ จึงเหมาะสมที่สุดในการรับมือกับเขา

เคร้ง—

เสียงกระบี่กังวานก้อง ฉินเซวียนตวัดกระบี่ยาว ลากไปกับพื้น ร่างทั้งร่างพุ่งเข้าหาเยว่กวนเป็นวิถีโค้งรูปตัว S ปลายกระบี่ครูดกับพื้นหออาวุโสที่ปูด้วยวัสดุพิเศษจนเกิดประกายไฟแลบ ก่อนจะมอดดับไป

"เข้ามา" เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของฉินเซวียน เยว่กวนก็เริ่มจริงจังขึ้นเล็กน้อย ตั้งท่ารอรับ

แต่ก็แค่จริงจังขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น เขาไม่ได้กางเกราะพลังวิญญาณด้วยซ้ำ

เขาตั้งใจจะใช้พลังวิญญาณอันมหาศาลต้านรับการโจมตีของฉินเซวียนด้วยมือเปล่าที่สวมสนับมือโลหะ

เคร้ง—

ในระยะห่างประมาณห้าก้าวจากเยว่กวน ฉินเซวียนเปลี่ยนท่ากระบี่กะทันหัน กระโดดลอยตัวขึ้นสูง จับกระบี่ในท่ากลับมือ แล้วฟาดฟันลงมา

"นี่มัน..." ดวงตาของเจ็ดปุโรหิตหรี่ลงพร้อมกัน แววตาประหลาดใจฉายวาบขึ้นในดวงตาของพวกเขาเป็นเอกฉันท์

และกุ่ยเม่ย ด้วยความเป็นห่วง จึงตะโกนเตือนเสียงหลง "ไอ้เบญจมาศงี่เง่า หลบเร็ว!"

อย่างว่า คนในเกมมักหน้ามืดตามัว คนดูมักตาใส

"อะไรนะ..."

แม้จวี๋ฮัวกวนจะงุนงง แต่ความเข้าใจโดยนัยและความเชื่อใจอย่างสุดซึ้งที่มีต่อกุ่ยเม่ยมาหลายปี ทำให้เขาดีดตัวหลบการโจมตีของฉินเซวียนไปตามสัญชาตญาณ

วินาทีต่อมา ฉินเซวียนก็ลงสู่พื้น ปราณกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวสีแดงฉานพุ่งออกไป พร้อมเสียง แครก พื้นหออาวุโสที่หล่อจากวัสดุพิเศษถึงกับเกิดรอยแยกเป็นทางยาว

จบบทที่ บทที่ 15 ฉินเซวียน ปะทะ จวี๋ฮัวกวน

คัดลอกลิงก์แล้ว