- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 150 - ประโยคเดียวทำเอาผู้หญิงไปไม่เป็น
บทที่ 150 - ประโยคเดียวทำเอาผู้หญิงไปไม่เป็น
บทที่ 150 - ประโยคเดียวทำเอาผู้หญิงไปไม่เป็น
บทที่ 150 - ประโยคเดียวทำเอาผู้หญิงไปไม่เป็น
น้ำที่หยดลงมาปีแล้วปีเล่าได้ย้อมหินจนดำสนิท หินงอกหินย้อยประดับอยู่ทุกมุมของถ้ำ ตะไคร่น้ำสีเขียวเข้มเกาะอยู่บนนั้นส่องแสงสลัว ทำให้ที่นี่ดูแปลกประหลาดและลึกลับยิ่งขึ้น
โหย่วซูหันหลัง พิงผนังหินพักผ่อน ผ่านศึกหนักที่ไม่รู้ว่ากินเวลานานเท่าไหร่เมื่อครู่ เขาดูเหมือนจะหมดแรง ต่อให้เขาชำนาญวิชาฝึกคู่ เผชิญหน้ากับจีเสวี่ยรั่วที่ค่อยๆ เข้าถึงอารมณ์จนถึงขั้นคลุ้มคลั่ง เขาก็เริ่มจะรับมือไม่ไหว
คำโบราณว่าไว้จริงๆ "งูมีนิสัยมักมากในกาม" เผ่าปีศาจงูช่างน่ากลัวจริงๆ...
อยู่ในถ้ำเหมือนกัน บรรยากาศวาบหวามเหมือนกัน เขานึกถึงเรื่องราวกับศิษย์น้องอีกครั้ง เขาเดิมคิดว่าความยั่วยวนที่ซ่อนอยู่ใต้รูปลักษณ์เอาแต่ใจของศิษย์น้องเป็นแค่ดอกไม้ไฟที่วูบเดียวดับ ตอนนี้มาคิดดู บางทีนั่นอาจจะเป็นด้านที่ไม่มีใครรู้ของนาง
เขาเริ่มคิดถึงอานุภาพของเคล็ดเลี้ยงกระบี่เจิ้งหยางขึ้นมาทันที ตั้งแต่พบว่ามันจะทำให้ไฟราคะในตัวเขาแรงขึ้น เขาก็ไม่ได้ฝึกมันอีกเลย เขาหลงคิดว่าตัวเองหนุ่มแน่นแข็งแรง ตอนนี้ถึงรู้ว่าในโลกนี้มีแต่วัวที่เหนื่อยตาย ไม่มีดินที่ถูกไถจนเสีย
มิน่าหอซูซานถึงมอบเคล็ดเลี้ยงกระบี่เล่มนี้ให้เขา... ที่แท้ก็เพื่อเตรียมไว้สำหรับชีวิตที่ไร้ยางอายกับศิษย์น้องในวันข้างหน้า
และข้างหลังโหย่วซู จีเสวี่ยรั่วกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น บนตักคลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำ บุคลิกสงบนิ่งสง่างาม หากไม่ใช่เพราะแก้มที่แดงระเรื่อและผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ยากจะจินตนาการว่านางเพิ่งผ่านความบ้าคลั่งมาหมาดๆ
ที่ลำคอขาวผ่องของนาง มีลวดลายงูสีขาวปรากฏขึ้นลางๆ ทั่วร่างมีหมอกดำหนาทึบลอยอ้อยอิ่ง นั่นคือเลือดเทพที่นางขับออกมาจากร่างกาย
หลังจากหมอกดำหายไปจนหมด นางถึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในดวงตางามคู่นี้กลับเป็นม่านตาแนวตั้งเหมือนงู เย็นชาและอันตราย แต่เพียงพริบตาเดียวก็กลับเป็นปกติ กลายเป็นตาดำขาวที่สดใส
"ฟู่ว..."
จีเสวี่ยรั่วพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ร่างกายของนางผ่านความเปลี่ยนแปลงที่เหลือเชื่อมามากเกินไปในเวลาสั้นๆ ทำให้ตอนนี้ที่นางได้ชีวิตใหม่รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น
ปีศาจตันของน้องสาวก่อนหน้านี้สีบริสุทธิ์มากแล้ว ตอนนี้ปีศาจตันเม็ดใหม่ที่โหย่วซูสร้างให้นาง ไม่เพียงขาวบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน ยังใหญ่กว่าเดิมมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นปีศาจตันชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง
"ขอบคุณ..." จีเสวี่ยรั่วกล่าวขอบคุณเสียงเบาหวิว
หูโหย่วซูกระดิก ไม่ได้หันไปเพียงแค่รับคำเบาๆ
นางมองแผ่นหลังที่โดดเดี่ยวของโหย่วซู จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคนตาบอดที่หดตัวอยู่มุมห้องคนนี้น่าสงสารแปลกๆ
กลับดูเหมือนนางที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนี้ ต่างหากที่เป็นลูกค้าซื้อบริการที่พอเสร็จกิจก็เย็นชาไร้น้ำใจ
เรื่องฝึกคู่นี้ดูเหมือนโหย่วซูเอาเปรียบนาง แต่พอดำเนินไปถึงช่วงหลัง นางเป็นฝ่ายรุกไล่ต้อนเขานานแล้ว ภายใต้การกระตุ้นทั้งทางกายและทางใจ นางเสียสติไปในช่วงหลัง แยกไม่ออกแล้วว่าตัวเองทำเพื่อรีดเร้นออกมาเติมเต็มปีศาจตันให้มากหน่อย... หรือจมดิ่งในความปรารถนาของตัวเองจนถอนตัวไม่ขึ้น...
เขาคงเหนื่อยแย่แล้วสินะ?
"อะแฮ่ม"
จีเสวี่ยรั่วกระแอมสองทีกลบเกลื่อนความขัดเขิน นางอยากชวนคุยแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน คิดอยู่ครู่หนึ่งถึงพูดว่า: "หลิงรั่วพูดถูก เจ้าก็เก่งใช้ได้นะ"
?
โหย่วซูทำหน้างง พี่น้องจะสนิทกันแค่ไหนก็ไม่น่าจะคุยเรื่องแบบนี้กันมั้ง?
"ก็พอไหวมั้ง..." โหย่วซูหัวเราะแก้เก้อ รับคำชมแบบนี้จากพี่สาวภรรยาไม่ลงจริงๆ
"เจ้าคิดอะไรอยู่?" จีเสวี่ยรั่วหัวไว ฟังน้ำเสียงโหย่วซูก็รู้ว่าตัวเองพูดผิด รีบแก้ตัวว่า "ข้าหมายถึงกายาของเจ้าเก่ง หลิงรั่วบอกว่าเจ้าเป็นกายาเตาหลอมสวรรค์ เป็นกายาชั้นยอดสำหรับการฝึกคู่ มีความสามารถในการสร้างปีศาจตันใหม่ ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน คิดว่าเป็นคำโกหกที่หลิงรั่วพูดแก้ตัวให้เจ้า นึกไม่ถึง... ว่าจะมีกายาที่เก่งกาจขนาดนี้จริงๆ"
กายาเตาหลอมสวรรค์?
โหย่วซูเข้าใจที่มาที่ไปอย่างรวดเร็ว ศิษย์น้องเพื่อไม่ให้ความลับเรื่องพลังไท่ซุ่ยรั่วไหล เลยแต่งเรื่อง 'กายาเตาหลอมสวรรค์' อะไรนั่นขึ้นมา
"ข้าก็หมายถึงกายานี้ก็พอไหวเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น เทียบกับพวกกายาเซียนโดยกำเนิดพวกนั้นไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นคุณหนูจีคิดว่าข้าคิดอะไรอยู่?"
จีเสวี่ยรั่วได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความโกรธ คิดในใจว่าเจ้าสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์นี่แกล้งทำเป็นสุภาพบุรุษเชียวนะ แค่นเสียงว่า:
"ไม่มีอะไร กายาก็พอไหวจริงๆ น่าเสียดายที่คนเนี่ย... ไม่ค่อยไหวไปหน่อย"
โหย่วซูเลิกคิ้วกระบี่ เป็นผู้ชายเกลียดที่สุดคือถูกผู้หญิงดูถูกว่าไม่ไหว จึงโต้กลับว่า: "คุณหนูจีคงลืมเสียงร้องระงมในถ้ำเมื่อกี้ไปแล้วมั้ง ข้าปิดปากยังปิดไม่มิด ถ้าพวกเราถูกเจอตัว คุณหนูจีต้องรับผิดชอบเต็มร้อยเลยนะ"
จีเสวี่ยรั่วตาโตทันที รู้สึกริมฝีปากยังมีไออุ่นจากฝ่ามือของโหย่วซูหลงเหลืออยู่ นางสูดหายใจลึกพูดว่า: "เจ้าถูกเข็มตำ จะไม่ร้องเจ็บหรือไง?"
"คุณหนูจีพูดมีเหตุผล ครั้งหน้าข้าถูกเข็มตำ ข้าก็จะร้อง 'อือ อือ อา อา' เหมือนกัน" โหย่วซูพูดหน้าตาเฉย ไม่โกรธเลยสักนิด
"เจ้า!"
จีเสวี่ยรั่วโกรธจนอกกระเพื่อม เตรียมจะลุกขึ้นไปเอาเรื่องโหย่วซู แต่กลับพบว่าช่วงล่างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง แถมยังมีความเปียกชื้นที่ยังไม่แห้ง ทำให้นางทรุดตัวลงพิงผนังอีกครั้ง ลุกไม่ขึ้น
นางทุบหินระบายแค้น เกลียดความอ่อนแอของตัวเอง ใบหน้าสวยกลับมาเย็นชาสูงส่งทันที นางพูดเสียงเคร่งว่า:
"ขี้เกียจเถียงกับเจ้า ลืมเรื่องนี้ซะ! ห้ามพูดถึงอีก! ที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ก็นับเป็นจริง ข้าจะไม่ขวางเจ้ากับหลิงรั่ว แต่เจ้ากับข้าก็จะไม่เจอกันอีก!"
"ควรจะเป็นเช่นนั้น"
โหย่วซูไม่พูดมากความ เขารู้ว่าเป็นทิฐิของเด็กสาวผู้แข็งแกร่งคนนี้กำลังทำงาน อยู่ในสภาวะย้อนแย้งที่ไม่รู้ว่าจะโกรธหรือจะขอบคุณดี
ต่างฝ่ายต่างเงียบไปครู่หนึ่ง โหย่วซูถึงถามหยั่งเชิงว่า:
"คุณหนูจีหายดีหมดแล้วหรือ?"
"อืม"
จีเสวี่ยรั่วกลอกตาใส่ กำลังใช้วิชาชำระล้างทำความสะอาดผ้าเช็ดหน้าเพื่อเช็ดคราบสกปรกช่วงล่างของตัวเองอย่างเงียบเชียบ ที่นางไม่ใช้วิชาชำระล้างทำความสะอาดร่างกายโดยตรง ก็เพราะไม่อยากให้เสียงดังเกินไปจนโหย่วซูรู้ตัว
ผ้าขาวที่เปื้อนเลือดพรหมจรรย์ของนาง ถูกนางเก็บไว้อย่างดี ในใจรู้สึกสูญเสียบอกไม่ถูก
"ดังนั้นอวี้เจินคิดจะใช้เม็ดบัวที่เปื้อนพิษร้าย มาเพาะเลี้ยงมนุษย์เงือกเพื่อเลี้ยงดูปีศาจร้ายก้นทะเลสาบนั่นหรือ?" โหย่วซูรู้สึกว่าจีเสวี่ยรั่วน่าจะรู้อะไรมากกว่าตน
"เจ้าเดาถูกแล้ว เกรงว่าสระอวี้หวนคงวิจัยวิชานี้มาหลายปีแล้ว ก่อนหน้าเสี่ยวอวี๋ มีสาวใช้สระอวี้หวนสองคนที่กลายเป็นเงือกถูกโยนลงไปในสระน้ำดำนั่น และสาวใช้สองคนนั้น ก็เป็นแค่มนุษย์เงือกที่ประสบความสำเร็จเพียงสองคนจากตัวทดลองที่ล้มเหลวนับร้อยของสระอวี้หวน แต่ที่ข้าไม่เข้าใจคือ สระอวี้หวนเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดแดนศักดิ์สิทธิ์กำเนิดวิญญาณ พวกเขาเป็นขุมกำลังชั้นยอดของห้าทวีปแล้ว ทำไมต้องเลี้ยงดูเทพมารด้วย?"
โหย่วซูได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในห้วงความคิด เขานึกถึงหมิงคุน (ปลาวาฬยักษ์แห่งความมืด) ที่เจอนอกเมืองชูอวิ๋นขึ้นมาทันที
ในคำบอกเล่าของเจ้าเมืองหลิ่ว บนทวีปทั้งห้าความจริงยังมีปีศาจร้ายที่แข็งแกร่งที่หลงเหลือเมื่อพันปีก่อนซ่อนตัวอยู่ใต้ดินอีกมากมาย 'วารีเทพ' ใต้สระอวี้หวน หรือว่าจะเป็นตัวที่ซ่อนตัวมาตั้งแต่พันปีก่อนเหมือนกัน?
โหย่วซูเล่าทฤษฎีที่ตัวเองรู้ให้จีเสวี่ยรั่วฟังรอบหนึ่ง จีเสวี่ยรั่วก็พูดว่า: "สระอวี้หวนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี เกรงว่าปีศาจร้ายใต้ดินนี่คงอยู่ที่นี่ก่อนที่สระอวี้หวนจะถือกำเนิดเสียอีก... ไม่อย่างนั้นขุมกำลังชั้นยอดอย่างสระอวี้หวน เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกปีศาจร้ายแทรกซึมกลางคันโดยไม่รู้ตัว"
"สระอวี้หวนไม่ได้มีคนอยู่ตั้งแต่แรกหรือ?" โหย่วซูแปลกใจเล็กน้อย
"พวกเขาบอกว่าเป็นชนพื้นเมือง ความจริงก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มแรกที่มาสร้างถ้ำที่พักในสระอวี้หวนเท่านั้น"
มาก่อนได้ก่อน ผู้แข็งแกร่งครอบครอง นี่เป็นกฎเหล็กที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในโลกผู้บำเพ็ญเพียร
"ลองคิดในมุมกลับ หลังจากพบปีศาจร้าย วิธีการที่โง่ที่สุดก็คือเพื่อรักษาชื่อเสียงของสระอวี้หวนไว้จึงไม่เปิดเผยเรื่องปีศาจร้าย แล้วกำจัดปีศาจด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นกลับมาเลี้ยงดูปีศาจร้ายนะ"
โหย่วซูเท้าคาง คิดยังไงก็คิดไม่ออก
คนเราเอาตัวเองไปเลี้ยงเสือ ย่อมต้องหวังผลประโยชน์จากเสือ แต่สถานการณ์จริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น
โหย่วซูเหมือนจะเชื่อมโยงอะไรบางอย่างที่สำคัญมากได้ หันขวับไปถามว่า:
"คุณหนูจี ท่านว่าการเหี่ยวเฉาของสระอวี้หวน จะเกี่ยวกับปีศาจร้ายตัวนี้ไหม?"
จีเสวี่ยรั่วแยกขาเรียวงามเหมือนตะเกียบหยกออกเล็กน้อย นางกำลังเช็ดน้ำหวานระหว่างขาอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่แตะโดนก็รู้สึกเสียวซ่านบอกไม่ถูก
ตอนที่โหย่วซูหันขวับกลับมา นางตกใจจนสะดุ้งโหยง รีบหนีบขาแน่นปิดบังภาพอุจาด นางตั้งใจจะอาละวาด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าโหย่วซูตาบอด ถึงได้หน้าแดงหันข้างไปพูดว่า:
"เจ้าหมายความว่ายังไง?"
โหย่วซูไม่ได้แบ่งสมาธิใช้จิตสัมผัสตรวจสอบว่าจีเสวี่ยรั่วทำอะไรอยู่ หยิบป้ายปราบมารในอกเสื้อออกมาพูดว่า:
"มองภาพรวมทุกคนที่เจอหลังจากเข้าสระ ข้าแอบใช้ป้ายปราบมารตรวจสอบทุกคนแล้ว พวกเขาไม่มีร่องรอยของการถูกปีศาจสิง และไม่มีสัญญาณของการถูกล่อลวง นี่หมายความว่าอะไร?"
จีเสวี่ยรั่วหยุดมือ ในใจเกิดคลื่นยักษ์ถาโถม:
"เจ้าจะบอกว่าคนสระอวี้หวนเลี้ยงดูปีศาจร้าย ไม่ใช่เพื่อต้องการพลังของมัน? หรือว่า... ไม่ใช่เพื่อตัวมัน?"
"ถูกต้อง!" โหย่วซูนั่งตัวตรง พูดต่อ "ตามข้อสันนิษฐานของคุณหนูจี ปีศาจร้ายตัวนี้อยู่ที่นี่ก่อนสระอวี้หวนจะถือกำเนิด งั้นพวกเราลองเดาอย่างกล้าหาญดู สระอวี้หวนไม่ใช่แดนศักดิ์สิทธิ์ที่สวรรค์ประทานให้ แต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปีศาจร้ายตัวนี้สร้างขึ้น!"
จนกระทั่งได้ยินคำตอบที่เหลือเชื่อนี้กับหู จีเสวี่ยรั่วถึงได้สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ นางถามอย่างลังเลว่า: "แต่ปีศาจร้ายไม่ควรจะเน่าเหม็นสกปรกหรือ? จะให้กำเนิดแดนวิญญาณที่เต็มไปด้วยไอเซียนแบบนี้ได้ยังไง?"
นี่เป็นภาพจำฝังหัวที่มีต่อปีศาจร้ายของนางที่เป็นตัวแทนของผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ แต่โหย่วซูเคยสัมผัสความมหัศจรรย์ของไท่ซุ่ยด้วยตัวเอง ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าพลังของปีศาจร้ายไม่อาจวัดด้วยสามัญสำนึกได้
"คุณหนูจี ไม่มีใครเข้าใจปีศาจร้ายจริงๆ หรอก รวมทั้งท่านและข้าด้วย" โหย่วซูเตือนอย่างจริงจัง
จีเสวี่ยรั่วถอนหายใจยาว เผลอกดชายกระโปรงให้แน่นขึ้น รู้สึกไม่เพียงใจที่เย็นไปครึ่งหนึ่ง ระหว่างขาก็เย็นวาบ
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็สมเหตุสมผลแล้ว... ความมหัศจรรย์ของสระอวี้หวนมาจากปีศาจร้ายก้นทะเลสาบตัวนี้ และสระอวี้หวนกำลังจะเหี่ยวเฉา แสดงว่าปีศาจร้ายตัวนี้ก็ใกล้จะไม่ไหวแล้ว ดังนั้นคนสระอวี้หวนเพื่อรักษาแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองพึ่งพาอาศัย ถึงไม่เสียดายที่จะใช้การปิดตัวไม่ยุ่งกับโลกภายนอกมาปกปิดความจริง และยังพยายามหาทางเลี้ยงดูปีศาจร้าย สัตว์ประหลาดก้นทะเลสาบสำหรับพวกเราคือเทพมาร แต่สำหรับพวกเขาที่พึ่งพาอาศัยมันมากว่าสองพันปี คือวารีเทพตัวจริง!"
ข้อสันนิษฐานนี้น่ากลัวเกินไป แต่พอลองคิดดูละเอียดๆ กลับสมเหตุสมผลมาก ใครจะไปคิดว่าภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามของสระอวี้หวน กลับมีปีศาจร้ายสกปรกเป็นเลือดเนื้อ
เพราะความประทับใจที่สระอวี้หวนมอบให้ผู้คนนั้นสวยงามเกินไป จนเมื่อมันกลายเป็นชั่วร้าย เจ้าจะเผลอคิดไปในทางที่เลวร้ายที่สุดโดยไม่รู้ตัว เหมือนผู้ชายมองหญิงคณิกาที่สูงส่งที่สุดในหอนางโลมจะรู้สึกละอายใจ แต่พอแม่เล้ากระซิบข้างหูเจ้าว่านางบนเตียงร่านมาก ความคิดในหัวก็จะเปลี่ยนเป็นอยากทำให้นางกลายเป็นหญิงร่านที่ต่ำต้อยที่สุดทันที
เพราะคนเราก็เป็นแบบนี้ ชอบเห็นความแตกต่างที่สุดขั้ว
"คุณหนูจีคิดเหมือนข้าเลย" โหย่วซูพยักหน้า "แต่พวกนี้ก็เป็นแค่การคาดเดา อยากจะยืนยันจริงๆ เกรงว่าต้องพึ่งมันมาช่วยพิสูจน์"
พูดจบ โหย่วซูก็เอาป้ายปราบมารอันนั้นมาเขย่าในมือ
"เจ้าหมายถึง จิตวิญญาณของหลีมังกรขาวตัวนั้น?"
จีเสวี่ยรั่วปากเผยอเล็กน้อย ตอนนางพ้นขีดอันตรายครึ่งหลับครึ่งตื่นก็เคยเห็นปลาขาวตัวน้อยตัวนั้น ตอนนั้นยังนึกว่าตาฝาด
"ใช่ ความจริงมันไม่ใช่จิตวิญญาณ มันก็เป็นปีศาจร้ายเหมือนกัน แถมมันเป็นสายจ้าวแห่งความฝัน สามารถทำให้คนตกอยู่ในภาพมายาได้ แค่ไม่รู้ทำไมป้ายปราบสารถึงตรวจจับไอปิศาจของมันไม่ได้ ตอนนี้มันพักฟื้นอยู่ในป้ายปราบมาร ถ้าพวกเราอยากรู้คำตอบ มีแต่ต้องพึ่งมัน"
"พวกเราเชื่อใจมันได้หรือ?"
"ในสระอวี้หวนอันกว้างใหญ่นี้ นอกจากพวกเราสองคน สิ่งที่เชื่อใจได้อาจจะมีแค่มันแล้ว" โหย่วซูเก็บป้ายปราบมารอย่างดี
จีเสวี่ยรั่วเหลือบมองโหย่วซู ในใจรู้สึกแปลกๆ นางย่อมรู้ว่าคำพูดของโหย่วซูไม่มีความหมายแฝงเรื่องชู้สาว แต่เขาสองคนเพิ่งจะแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้ง คำว่า 'เชื่อใจได้แค่กันและกัน' ฟังในหูนางยังไงก็มีความหมายแฝง
"ถ้าข้าเดาไม่ผิด การปลุกมันต้องมีค่าตอบแทนสินะ"
"คุณหนูจีฉลาด มันหิวมาก ข้าลองป้อนของให้มันกินหลายอย่างแต่ก็ล้มเหลว มันชอบกินของอยู่อย่างเดียว"
"อะไร?"
"เม็ดบัวของบัววิญญาณสระอวี้หวน"
จีเสวี่ยรั่วได้ยินดังนั้น รีบคลำสร้อยคอในอกเสื้อ พบว่าว่างเปล่าจริงๆ นางขมวดคิ้วเรียวทันที "เจ้าล้วงเอาไปให้มันกินกับมือหรือ?"
ตอนสื่อสารกันเมื่อกี้ นางไม่ยอมให้โหย่วซูแตะต้องส่วนอื่นนอกจากเอวของนางเลย นึกไม่ถึงว่าเจ้านี่จะลงมือไปนานแล้ว
"ฟ้าดินเป็นพยาน มันไปกินเองต่างหาก"
โหย่วซูเปิดเผยตรงไปตรงมา ถึงขั้นรู้สึกว่าความยึดติดของผู้หญิงคนนี้ช่างประหลาดแท้ เรื่องที่ใกล้ชิดที่สุดก็ทำไปแล้วยังจะมาถือสาเรื่องนี้อีก
"ดังนั้นเป้าหมายของพวกเราตอนนี้ คือหาเม็ดบัวอื่นมาปลุกมัน"
จีเสวี่ยรั่วแปลกใจเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลิงไถขั้นกลางคนอื่น เวลาแบบนี้สิ่งที่คิดน่าจะเป็นการหนีเอาตัวรอดหรือป้องกันตัว ทำไมถึงทำท่าอยากจะสืบเรื่องราวของสระอวี้หวนให้กระจ่างแบบนี้?
"เจ้าไม่กลัวตายจริงหรือ? บางทีเจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่ พวกเขาอาจจะไม่เจอเจ้าตลอดไปก็ได้ รอแผนการชั่วร้ายของสระอวี้หวนถูกเปิดโปง เจ้าก็ยังรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ได้"
โหย่วซูกลับเงยหน้ามองจีเสวี่ยรั่ว ยิ้มกว้างว่า:
"คุณหนูจีไม่ได้คิดเหมือนข้าหรอกหรือ? ท่านรู้ทั้งรู้ว่าสระอวี้หวนอาจจะไม่ธรรมดาแต่ก็ยังเลือกมาที่นี่ แสดงว่าท่านก็มีเหตุผลที่ต้องได้บัวหัวใจมาให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะยอมหดหัวอยู่ที่นี่แล้วยอมแพ้ได้ยังไง? ท่านดูไม่เหมือนคนที่ยอมมอบชะตาชีวิตให้คนอื่นกำหนดนะ"
จีเสวี่ยรั่วเพิ่งเคยรู้สึกว่าคำพูดของเจ้าตาบอดนี่ฟังดูเข้าหูเป็นครั้งแรก นางดั้นด้นมาไกลหมื่นลี้ แถมยังต้องเจอทั้ง 'เปลี่ยนร่าง' แล้ว 'เสียตัว' สารพัดความลำบาก คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างนาง ย่อมไม่มีทางยอมเสียเปรียบฟรีๆ แน่
ตอนนี้ไม่เพียงนางต้องได้บัวหัวใจมาให้ได้ นางยังอยากจะปั่นป่วนแผนการของสระอวี้หวนให้เละเพื่อแก้แค้น แม้นางจะเป็นแค่หลิงไถขั้นกลาง แต่นางก็ไม่มีวันดูถูกพลังของตัวเอง เพราะนางคือจีเสวี่ยรั่ว
และเจ้าตาบอดที่ยิ้มแย้มแจ่มใสคนนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความคิดเหมือนนาง ตั้งแต่บนเรือของผู้เฒ่าอวี๋ ตอนที่ยืมน่างของเสี่ยวอวี๋เกลี้ยกล่อมให้โหย่วซูจากไปแล้วถูกเขาปฏิเสธ นางก็น่าจะตระหนักถึงจุดนี้ได้แล้ว
"คนบ้าชัดๆ" จีเสวี่ยรั่ววิจารณ์เช่นนั้น
"คนบ้าก็เลยมาอยู่ด้วยกันไง"
รอยยิ้มของโหย่วซูออกมาจากใจ ในสถานการณ์สิ้นหวัง เพื่อนร่วมรบที่มีอุดมการณ์เดียวกันย่อมทำให้อุ่นใจกว่าคนที่เป็นกลาง
จีเสวี่ยรั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างอิสระเช่นกัน ชั่วพริบตานั้นรัศมีสูงส่งแผ่กระจาย งดงามจนคนไม่กล้ามองตรงๆ นางอาศัยแสงสลัวพิจารณาใบหน้าที่เหมือนถูกแกะสลักของโหย่วซู คนที่ชินกับการเดินนำหน้าเผ่าพันธุ์เพื่อนทำประโยชน์ให้เผ่างูอย่างเงียบๆ อย่างนาง เพิ่งเคยมีความรู้สึกได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคนอื่นเป็นครั้งแรก
ความรู้สึกแบบนี้... ดูเหมือนจะไม่เลวนะ
เดี๋ยว...
ทำไม ทำไมถึงรู้สึกอีกแล้ว?!
จีเสวี่ยรั่วจู่ๆ ก็รู้สึกท้องน้อยร้อนวูบวาบ ความรู้สึกซาบซ่านที่คุ้นเคยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง กระตุ้นประสาทของนางไม่หยุด
นางฝืนยันตัวขึ้น แอบแค้นความไร้ความสามารถของตัวเองในใจ:
จีเสวี่ยรั่วเอ๋ยจีเสวี่ยรั่ว เขาแค่พูดประโยคเดียวเองนะ... ต้องขนาดนี้เลยหรือ? ข้าว่าเจ้าคงหิวจัดจริงๆ แล้วล่ะ!
โหย่วซูเห็นจีเสวี่ยรั่วไม่พูดไม่จา นึกว่าตัวเองพูดผิด พอลองคิดดูดีๆ ก็ใช่ ชัดๆ ว่าจะขีดเส้นแบ่งเขตแดนกับพี่สาวภรรยาแล้ว ตอนนี้พูดแบบนี้ดูเหมือนจะทำให้เข้าใจผิดได้ รีบอธิบายว่า:
"คุณหนูจีอย่าเข้าใจผิด ที่ข้าพูดหมายถึงความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน เพราะตอนนี้พวกเราตกอยู่ในอันตราย มีพันธมิตรเพิ่มอีกคนก็มีกำลังเพิ่มขึ้น รอออกจากสระอวี้หวนได้แล้ว ท่านกับข้าก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก"
จีเสวี่ยรั่วฟังแล้ว กลับรู้สึกเหมือนโหย่วซูกำลังรังเกียจนาง เหมือนมีแค่นางคนเดียวที่มองอีกฝ่ายเป็นพวกพ้อง นางจึงมองค้อนโหย่วซูด้วยความอับอายระคนโกรธว่า:
"เจ้าอยากจะตัดความสัมพันธ์กับข้าขนาดนั้นเลยหรือ? ผู้ชายไร้น้ำใจแบบนี้ทุกคนเลยหรือไง?"
ในใจโหย่วซูเกิดเครื่องหมายคำถามอันใหญ่เบ้อเริ่ม ได้แต่ถอนใจว่าความคิดผู้หญิงนี่ช่างแปรปรวนจริงๆ ชัดๆ ว่าคนที่ตกลงว่าจะไม่เจอกันอีกตอนแรกก็คือนาง คนที่ว่าเขาไร้น้ำใจก็คือนาง
เขากำลังจะอธิบายอีกสองประโยค แต่ถูกเสียงครางแผ่วเบาขัดจังหวะ:
"อือ อา..."
เสียงอะไร?!
โหย่วซูมุมปากกระตุก เสียงนี้ชัดเจนว่าเป็นเสียงของจีเสวี่ยรั่ว ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดพล่อยๆ ของเขาฤทธิ์แรงเกินไป หรือหัวหน้าเผ่างูคนนี้ถูกยั่วยุง่ายเกินไป...
ทำไมพูดประโยคเดียวก็ติดสัดได้ล่ะ?
"อะแฮ่ม คุณหนูจีท่านไม่เป็นไรนะ?"
โหย่วซูถามหยั่งเชิง ต่อให้เป็นอะไร ด้วยศีลธรรมแล้วโหย่วซูก็คงสนองให้นางไม่ได้อีกแล้ว
จีเสวี่ยรั่วปิดปากเสียใจไม่ทัน นางทนความเจ็บปวดจากการถูกผ่าขาได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะแพ้ให้กับความสุขสมบ้าๆ นี่ อดโมโหไม่ได้ว่า: ทำไมร่างกายของปีศาจงูถึงได้ไวต่อความรู้สึกขนาดนี้นะ!
"ไม่เป็นไร! เจ้านั่งไกลๆ หน่อย! วิชายุทธ์ข้ามีปัญหานิดหน่อย พักฟื้นเองสักครู่ก็หาย" จีเสวี่ยรั่วพยายามทำเสียงให้เย็นชาห่างเหินที่สุด
"งั้นท่านก็พักฟื้นดีๆ นะ..."
โหย่วซูพูดพลางเขยิบตัวออกห่างไปเงียบๆ สองสามก้าว แต่ในถ้ำแห่งนี้เงียบสงัดขนาดนี้ นอกจากเสียงหยดน้ำก็มีแต่เสียงแห่งความสุขนี้ที่ได้ยิน ดูท่าคุณหนูจีคงจะพักฟื้นด้วยตัวเองบ่อย
จีเสวี่ยรั่วกำลังพยายามกดความร้อนรุ่มที่ท้องน้อย แต่ไม่ได้ผลเลยสักนิด นางรู้สึกแปลกใจมาก ทันใดนั้นก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้!
นี่ไม่ใช่นางติดสัดเพราะคำพูดของโหย่วซู!
แต่เป็นความรู้สึกที่น้องสาวส่งมา! เป็นนังตัวดีหลิงรั่วที่กำลังช่วยตัวเอง!
ก่อนหน้านี้นางรู้สึกว่าความรู้สึกที่เชื่อมต่อกับน้องสาวขาดหายไป คิดว่าคงเป็นเพราะน้องสาวกำลังรับการชำระล้างประสาทสัมผัสเลยถูกปิดกั้น นางเลยดีใจที่ความเจ็บปวดเจียนตายของนางก่อนหน้านี้ไม่ได้ส่งไปถึงน้องสาว
แต่นึกไม่ถึงว่าช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้! นังตัวดีนี่มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน มีสุขกลับร่วมเสพ! นางต้องรู้สึกถึงความสุขสมที่ทำให้คนลุ่มหลงระลอกนั้นเมื่อกี้แน่ๆ ตอนนี้เลยยังไม่หายอยาก เริ่มช่วยตัวเองซะแล้ว!
จีหลิงรั่ว! เจ้าช่วยมีคุณธรรมสตรีหน่อยได้ไหม!
จีเสวี่ยรั่วพิงผนังหิน หน้าแดงก่ำดั่งเลือด เหงื่อหอมท่วมตัว ตัวสั่นระริกไม่หยุด ในใจทั้งโกรธทั้งอาย
ดันมีผู้ชายที่สนองนางได้อยู่ข้างๆ พอดี ตอนนี้นางกัดฟันแน่น แทบอยากจะรีบกลับไปลงโทษน้องสาวตามกฎตระกูลเดี๋ยวนี้เลย
ทันใดนั้น นางที่สายตาพร่ามัวเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง รูม่านตาหดเกร็งเท่าเมล็ดถั่วทันที!
"กรี๊ด!!"
โหย่วซูที่อยู่ไกลๆ ได้ยินเสียงร้องตกใจของจีเสวี่ยรั่ว แอบชมในใจว่า 'รุนแรงเหมือนกันนะเนี่ย' แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ถูก!
มีใครที่ไหนทำเรื่องแบบนี้เอง แล้วร้องน่ากลัวขนาดนี้?!
(จบแล้ว)