- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 110 - กระบี่เปิดประตูเขา
บทที่ 110 - กระบี่เปิดประตูเขา
บทที่ 110 - กระบี่เปิดประตูเขา
บทที่ 110 - กระบี่เปิดประตูเขา
"เพิ่งจะอู้งานก็มีคนมากวน น่ารำคาญไหมเนี่ย?"
ในห้องกลิ่นอายโบราณที่อบอวลด้วยกลิ่นหมึกและกลิ่นชา หลังกองเอกสารที่วางซ้อนกันเป็นภูเขาบนโต๊ะ ชายชราวัยหกสิบคนหนึ่งเอนกายบนเก้าอี้โยกหลับตาพักผ่อน ในมือยังแกว่งถ้วยชาเบาๆ พอรู้สึกว่ามีคนมาเยือน ก็บ่นพึมพำในลำคออย่างหงุดหงิด
"ชื่อ?" ชายชราไม่ลืมตา ถามเสียงเย็น
"โหย่วซู" เด็กหนุ่มชุดดำตอบอย่างไม่ถ่อมตนและไม่เย่อหยิ่ง แล้วเสริมว่า "โหย่วที่แปลว่าท่องเที่ยว ซูที่แปลว่าใบงา (จื่อซู)"
ได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสหลิวถึงลืมตาที่ปิดอยู่ครึ่งหนึ่งขึ้น มองโหย่วซูตรงหน้าแวบหนึ่ง แววตาแฝงประกายคมกริบ น้ำเสียงไม่ค่อยเป็นมิตร
"เจ้าก็คือศิษย์สายตรงที่ผู้อาวุโสสิบสามรับมาใหม่ โหย่วซู?"
"ผู้น้อยเองขอรับ" โหย่วซูคารวะอย่างนอบน้อม
"เจ้ายังรู้จักมานะ!" ผู้อาวุโสหลิวพ่นลมออกจมูก สีหน้าไม่พอใจ "ไม่ว่าศิษย์คนไหน เข้าสำนักเสวียนเซียวเรื่องแรกที่ต้องทำคือมารายงานตัวที่หอคัมภีร์ เจ้ากลับลากยาวมาตั้งห้าวันกว่า อย่าบอกนะว่าคิดว่าเป็นศิษย์สายตรง แล้วจะไม่สนใจกฎระเบียบก็ได้? หรือว่าอาจารย์เจ้าผู้อาวุโสสิบสาม คิดว่าผู้อาวุโสตัวเล็กๆ อย่างข้าควรต้องไปเชิญเจ้าถึงที่?"
โหย่วซูรู้สึกแปลกๆ ผู้อาวุโสหลิวคนนี้แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในยี่สิบสามผู้อาวุโสรอง เขารู้สึกว่าคำตัดพ้อของอีกฝ่ายไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่พุ่งเป้าไปที่ซือเหนียงที่เป็นผู้อาวุโสหลักผู้อยู่เบื้องหลังเขาต่างหาก
"ผู้น้อยไม่มีเจตนานั้น ท่านอาจารย์ยิ่งไม่มีเจตนานั้น"
โหย่วซูน้ำเสียงจริงใจ ความคิดแล่นเร็ว แล้วกล่าวต่อ
"ผู้น้อยมาช้าเป็นความผิดของผู้น้อยเอง แต่ที่มาช้า ก็เพราะคำพูดประโยคหนึ่งของท่านอาจารย์จริงๆ"
ผู้อาวุโสหลิวเลิกเปลือกตาขึ้น คิ้วขาวขมวดมุ่น "คำพูดอะไร?"
"ท่านอาจารย์บอกข้าว่า ผู้อาวุโสหลิวทำงานที่หอคัมภีร์อย่างทุ่มเทมาเป็นร้อยปี เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งในสำนัก ข้าเพิ่งมาใหม่ การมาเยี่ยมคารวะครั้งแรกจำเป็นต้องเตรียมของขวัญเล็กน้อย เพื่อแสดงความเคารพ"
โหย่วซูยืดตัวตรง กล่าวขอโทษอีกครั้ง "น่าเสียดายที่ผู้น้อยหัวทึบ คิดเรื่องของขวัญนี้อยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ เลยล่าช้าไปบ้าง"
สิ้นเสียง ในมือโหย่วซูก็ประคองกระปุกชาห่อสวยงามไว้แล้ว มันคือชาดอกกล้วยไม้หยกขาวที่มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่นช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
ผู้อาวุโสหลิวเลิกคิ้วขาว กดที่วางแขนเบาๆ เก้าอี้โยกก็เอนมาข้างหน้าอัตโนมัติ ให้เขานั่งตัวตรง เขาพิจารณากระปุกชาในมือโหย่วซู แล้วมองชาในถ้วยตัวเอง สุดท้ายสายตาก็มาหยุดที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม มุมปากยกยิ้มขึ้น กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า
"ถือว่าเจ้ามีน้ำใจ ไม่นึกว่าผลงานเล็กน้อยของตาแก่อย่างข้า จะอยู่ในสายตาของผู้อาวุโสสิบสามผู้สันโดษด้วย เรื่องรายงานตัว ขอแค่ทำให้เสร็จภายในเจ็ดวันหลังเข้าสำนักก็พอ แค่ข้าเป็นคนใจร้อน งานเยอะ ไม่ชอบยืดเยื้อ แถมขึ้นยอดเขาดอกบัวไม่ได้ เลยไหว้วานผู้อาวุโสสามช่วยเร่งให้ เจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร เอาของขวัญกลับไปเถอะ"
โหย่วซูยิ้มบางๆ ตอนแรกเขานึกว่าผู้อาวุโสหลิวมีแค้นส่วนตัวกับซือเหนียง แต่พอลองคิดดูก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ท่าทางของผู้อาวุโสหลิว เหมือนพนักงานออฟฟิศแก่ๆ ที่แค่อยากเกษียณเร็วๆ ใครทำให้เขาทำงานไม่เสร็จ เขาก็แค้นคนนั้น
"ผู้อาวุโสหลิวเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่ของขวัญขอขมา แต่เป็นของขวัญพบหน้า"
"อย่าพูดมาก ทำตามขั้นตอนให้จบก่อน"
โหย่วซูจึงหุบปากอย่างรู้งาน
"วันเดือนปีเกิด อายุ ภูมิลำเนา ภูมิหลังครอบครัว ประวัติก่อนเข้าสำนัก บอกข้ามาให้หมด"
โหย่วซูบอกไปทีละอย่าง สีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
เพราะผู้อาวุโสหลิวไม่ต้องลงมือ พู่กันบนโต๊ะก็เขียนเองโดยอัตโนมัติ
"สิบแปดปีระดับหลิงไถขั้นกลาง? แถมยังตาบอด?!"
ผู้อาวุโสหลิวพิจารณาโหย่วซูไปพลาง ยกถ้วยชาขึ้นเตรียมจิบเพื่อกลบเกลื่อนความตกใจ แต่พอนึกถึงชาดอกกล้วยไม้หยกขาวในมือโหย่วซู ก็รู้สึกว่าชาในปากจืดชืด เลยวางลง
"ในเมื่อตาบอด ทำไมไม่ใช้ผ้าปิดตา?"
"ตาของผู้น้อยไม่ได้กลัวแสง และไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัว ทำไมต้องใช้ผ้าปิด?"
ผู้อาวุโสหลิวจ้องตาที่ใสแต่ไร้แววของโหย่วซู แล้วกล่าวว่า
"คนตาบอดไม่ถือไม้เท้า ไม่ปิดตา แล้วใครจะรู้ว่าเจ้าตาบอด?"
โหย่วซูมุมปากกระตุก "ผู้น้อยไม่เคยรู้สึกว่าตาบอดมีอะไรพิเศษ ทำไมต้องให้คนอื่นรู้?"
ผู้อาวุโสหลิวมองโหย่วซูอย่างมีความหมาย แล้วเปลี่ยนเรื่อง
"ด้วยอายุเท่านี้ทำได้ถึงระดับนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ แต่วิถีการบำเพ็ญเพียรเน้นที่ความยั่งยืนยาวนาน นำหน้าชั่วคราวไม่ได้หมายความว่าอะไร อีกอย่างในสำนักเสวียนเซียวเสือซ่อนมังกรซ่อน อย่าได้ลำพองตน"
"โหย่วซูจะจดจำไว้"
จากนั้นผู้อาวุโสหลิวก็ถามคำถามง่ายๆ อีกนิดหน่อย โหย่วซูก็ตอบตามความจริงทั้งหมด
"รับไป"
ผู้อาวุโสหลิวลุกขึ้น ยื่นป้ายไม้แผ่นหนึ่งให้โหย่วซู นี่คือหลักฐานแสดงตนศิษย์สายตรงสำนักเสวียนเซียว
ปกติตามนิสัยเขา เขาจะโยป้ายให้ศิษย์รับเอง แต่พอรู้ว่าโหย่วซูตาบอด ในใจก็เกิดความนับถือขึ้นมาบ้าง จึงยื่นให้ด้วยมือตัวเอง
"ขอบคุณผู้อาวุโสหลิว"
"อื้ม ตามข้ามา ทดสอบเสร็จก็จบแล้ว" ผู้อาวุโสหลิวเดินนำออกจากห้อง ฝีเท้าเชื่องช้า
โหย่วซูไม่รีบตามไป แต่วางกระปุกชาในมือลงบนโต๊ะก่อน
"เจ้าทำอะไร? บอกให้เอากลับไปไง?"
"ผู้น้อยกลัวตอนทดสอบจะไม่สะดวกถือ ขอวางไว้ก่อน"
"จำไว้ว่าต้องเอาไปด้วย"
ผู้อาวุโสหลิวมองเด็กหนุ่มตาบอดผู้นี้อย่างลึกซึ้ง แล้วเดินนำทางต่อ
...
"เจ้าไม่ถามว่าทดสอบอะไร?"
ผู้อาวุโสหลิวเดินนำหน้า ไม่หันหลังกลับ ถามลอยๆ
"น้ำมาใช้ดินกั้น ทหารมาใช้ขุนพลต้าน ถามหรือไม่ถาม ก็เหมือนกัน"
"พูดก็ถูก แต่การทดสอบนี้สำหรับเจ้า ถือว่าไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง"
สิ้นเสียง ผู้อาวุโสหลิวก็หยุดเดิน ตรงหน้าเขา คือประตูหินยักษ์สองบาน
พวกมันประกอบกันเป็นประตูบานคู่ บนประตูหินแกะสลักรูปเขาเทพเหิงเกาที่นูนออกมาและยิ่งใหญ่อลังการ ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่พุ่งเข้าปะทะหน้า เมฆหมอกเลือนรางและตัวภูเขาดูสมจริงราวกับมีชีวิต ไม่เหมือนของตาย
โหย่วซูมองไม่เห็นลวดลายบนประตูหิน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามา
"มีแต่ศิษย์ที่อาจารย์รับถ่ายทอดวิชาด้วยตัวเองเท่านั้นถึงเรียกว่าศิษย์สายตรง (เจินฉวน) ศิษย์สายตรงทุกคนมีความสำคัญต่อสำนักเสวียนเซียวอย่างยิ่ง อัจฉริยะมีมากมายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีพรสวรรค์จะกลายเป็นศิษย์สายตรงของเสวียนเซียวได้ มีเพียงผู้ที่จิตใจผ่านเกณฑ์เท่านั้นถึงจะเข้าเขาเทพ เป็นศิษย์สายตรง แม้ผู้อาวุโสสิบสามจะยอมรับเจ้าเป็นศิษย์ แสดงว่าคงพิจารณาจิตใจเจ้ามาแล้ว แต่ขั้นตอนก็ต้องทำ"
"ประตูบานนี้เป็นของวิเศษที่ตกทอดมาตั้งแต่ห้าพันปีก่อน ตำนานเล่าว่าบรรพชนเซียนเหิงเกาเป็นผู้แกะสลักด้วยตนเอง ไว้สำหรับพิสูจน์จิตใจและตัวตน ปัจจุบันถูกสำนักเสวียนเซียวเก็บรักษาไว้ที่นี่ ทุกคนที่มาเขาเทพ ต่างมีเหตุผลและความปรารถนาของตัวเอง เจ้ามองภูเขาบนประตู ก็จะเห็นความปรารถนาในใจ กุญแจเปิดประตู ก็ซ่อนอยู่ในนั้น"
โหย่วซูฟังผู้อาวุโสหลิวเล่าจบ ถึงเข้าใจว่าทำไมผู้อาวุโสหลิวถึงบอกว่าการทดสอบนี้ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เขาเป็นคนตาบอด มองไม่เห็นแม้แต่ภูเขา แล้วจะหากุญแจได้ยังไง?
"หอคัมภีร์แม้จะเปิดกว้างสำหรับศิษย์ทุกคน แต่ไม่ได้แปลว่าหนังสือที่เก็บไว้จะธรรมดา แต่เพราะความใจกว้างที่รองรับทุกสิ่ง หลังประตูบานนี้ คือของสะสมที่ล้ำค่าที่สุดของหอคัมภีร์ ศิษย์สายตรงที่เปิดประตูได้ จะได้รับคัมภีร์โบราณจากในหอหนึ่งเล่ม"
"มีศิษย์สายตรงที่เปิดประตูไม่ได้ด้วยหรือ?" โหย่วซูถาม
"แน่นอน ผู้ที่จิตใจไม่ผ่านเกณฑ์ย่อมสมควรถูกปลดจากคุณสมบัติศิษย์สายตรง สำนักเสวียนเซียวไม่ทำเรื่องเลี้ยงเสือให้เป็นภัยหรอก แต่ศิษย์สายตรงล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างดีจากเหล่าผู้อาวุโส ผู้ที่ไม่ผ่านจึงมีน้อยมาก"
ผู้อาวุโสหลิวเห็นโหย่วซูเอาแต่กวาดตามองภาพสลักภูเขาหินตรงหน้าอย่างเงียบงัน ก็ถอนใจในใจ ดวงตาคือหน้าต่างของดวงวิญญาณ ขาดการมองเห็น เส้นทางบำเพ็ญเพียรย่อมมีอุปสรรคมากมาย เขาไม่ได้มองอนาคตของโหย่วซูในแง่ดีนัก
"ถ้าเจ้าดูไม่ออกว่าเป็นยังไง ข้าเปิดประตูแทนเจ้าได้ เพราะเจ้าเป็นคนตาบอดถือเป็นกรณีพิเศษ แต่เจ้าจะได้หนังสืออะไร หรือจะได้หนังสือไหม ข้ารับประกันไม่ได้นะ"
ผู้อาวุโสหลิวลูบเคราขาว อยากเห็นอารมณ์ด้านลบพวกความกังวล หรือความเจ็บปวดบนใบหน้าสงบนิ่งของคนตาบอดบ้าง แต่กลับไม่พบอะไรเลย โหย่วซูแค่มองประตูหินเงียบๆ ผู้อาวุโสหลิวพยักหน้าเงียบๆ แค่จิตใจที่มั่นคงของเด็กหนุ่มนี้ก็พอให้เขาชื่นชมแล้ว
ความจริงเรื่องโหย่วซูตาบอดเขารู้มานานแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดผู้สูงส่งเป็นคนมาทักเขาด้วยตัวเอง อนุญาตว่าถ้าโหย่วซูเปิดประตูไม่ได้ ให้เขาเปิดแทนได้เป็นกรณีพิเศษ
"ข้าอยากลองดู"
โหย่วซูจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น ผู้อาวุโสหลิวมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"เจ้ามองเห็นประตูเขาหรือ?"
โหย่วซูส่ายหน้า ในสายตาของโหย่วซู มีแค่สีเขียวโบราณที่เลือนรางเป็นปื้นใหญ่ รูปลักษณ์ของเขาเทพเหมือนถูกหมอกบัง
"ไม่เห็นประตูเขา ก็ผลักประตูเปิดไม่ได้ เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวทำไม"
ผู้อาวุโสหลิวเข้าใจความดื้อรั้นและทระนงตัวของคนตาบอดอย่างโหย่วซูดี เป็นถึงอัจฉริยะตาบอดที่หายาก แต่ต้องมาถูกประตูกีดกันเพราะมองไม่เห็น ย่อมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เป็นธรรมดา
โหย่วซูยังคงหันหน้าเข้าหาประตูเขาตรงหน้า ไม่หวั่นไหว
ขณะที่เขาจ้องมองประตูบานนี้ จู่ๆ ก็เกิดสัมผัสทางจิตวิญญาณขึ้นมาสายหนึ่ง—ที่หลังประตูบานนี้ มีบางอย่างกำลังเรียกหาเขา
สัมผัสนี้รุนแรงมาก และทำให้โหย่วซูรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า อยากได้มันมา มีแต่ต้องพึ่งตัวเองผลักประตูบานนี้เท่านั้น
"ผู้อาวุโสหลิวพูดผิดแล้ว"
โหย่วซูก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว ยิ้มว่า
"บรรพชนเซียนมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล ความหมายของการสร้างประตูนี้ อยู่ที่การเห็นจิตใจที่แท้จริง ไม่ใช่เห็นประตูเขา ผู้น้อยตามืดมิด แต่ใจไม่ต่างจากคนทั่วไป จะมีเหตุผลที่คนตาบอดพิสูจน์จิตใจไม่ได้เชียวหรือ? ผู้อาวุโสหลิว อย่าดูถูกคนตาบอดเลย"
ผู้อาวุโสหลิวจ้องมองโหย่วซูที่บุคลิกเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันอย่างตะลึงงัน รู้สึกเหมือนเขาดูถูกเด็กหนุ่มตาบอดคนนี้ไปจริงๆ
"ตามใจเจ้า ผลักไม่เปิดค่อยเรียกข้า คนหนุ่มสาวอย่าห่วงหน้าตาชั่ววูบ"
ในขณะเดียวกัน สัมผัสวิญญาณของโหย่วซูก็ครอบคลุมประตูหินทั้งหมดแล้ว แต่น่าเสียดายที่สแกนได้แค่โครงร่างคร่าวๆ มองไม่เห็นรูปลักษณ์จริง
โหย่วซูขมวดคิ้วแน่น หรือเขาจะเดาผิดจริงๆ? ตอนบรรพชนเซียนสร้างประตูหินบานนี้ ไม่ได้เผื่อแผ่ถึงคนตาบอดจริงๆ หรือ?
มีผู้อาวุโสหลิวอยู่ข้างๆ โหย่วซูจะฝืนเปิดตาก็เป็นไปไม่ได้ เขาสูดหายใจลึก ให้ตัวเองสงบลง
ประตูนี้มีไว้เพื่อพิสูจน์จิตใจ จิตใจแต่ละคนต่างกัน กุญแจเปิดประตูที่ได้ย่อมต่างกัน
แล้วกุญแจของข้าคืออะไร?
ทันใดนั้น เอวของโหย่วซูก็รู้สึกแปลกๆ กระบี่โม่ซงสั่นไหวอย่างอดรนทนไม่ไหวเพื่อตอบรับความสับสนของเขา!
กระบี่ คือกุญแจของเขา!
โหย่วซูรู้แจ้งทันที "วิ้ง" เสียงหนึ่งดังขึ้น กระบี่โม่ซงออกจากฝักอย่างงดงาม เขาถือมันไว้แนบอก ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังประตูหินยักษ์สองบานที่สลักภาพเขาเทพทั้งลูก
ผู้อาวุโสหลิวมองดูทั้งหมดนี้ด้วยความตื่นตระหนก เขาสังเกตเห็นว่าปราณทั่วร่างของโหย่วซูถักทอเข้ากับประตูหินอย่างแน่นหนา เห็นได้ชัดว่าเข้าสู่สภาวะเห็นจิตใจเพราะประตูหินแล้ว เขาไม่กล้าตวาดขัดจังหวะการกระทำที่ลบหลู่นี้ของโหย่วซู เพราะผู้อาวุโสสูงสุดยังเคยบอกเขาว่า
ถ้าโหย่วซูเปิดประตูได้ นั่นจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน! ห้ามรบกวนเด็ดขาด!
เขาจึงมองดูโหย่วซูที่ยืนถือกระบี่นิ่งสงบ สัมผัสถึงเจตจำนงกระบี่ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บนร่างเด็กหนุ่มระดับหลิงไถคนนี้ เหม่อลอยไปนาน
เสียงหนึ่งปลุกเขาให้ตื่น
"เล่าหลิว บนโต๊ะเจ้ามีชาดอกกล้วยไม้หยกขาวกระปุกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? นี่มันชาชั้นดีนะ ตาแก่ยังจะงกเก็บไว้อีก ฮ่าๆๆ โดนข้าจับได้แล้วสิ!"
ผู้มาเยือนอายุมาก รูปร่างอ้วนท้วน ดูมั่งคั่งแต่ไม่ดูแก่ชราเลอะเทอะ คือผู้อาวุโสจู หนึ่งในยี่สิบสามผู้อาวุโสรอง
ผู้อาวุโสหลิวได้สติ ถลึงตาใส่ผู้มาเยือน ตะคอกเสียงเบา "เอะอะอะไร นั่นไม่ใช่ชาข้า ของเขา!"
ผู้อาวุโสจูมองตามสายตาผู้อาวุโสหลิว พบว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถือกระบี่จะเปิดประตูเขา เขาตกใจ เตรียมจะเข้าไปห้ามทันที
ผู้อาวุโสหลิวรีบขวางเขาไว้ "อย่าขยับ! เขาคือโหย่วซู!"
"โหย่วซู?!"
ผู้อาวุโสจูเป็นเพื่อนสนิทกับผู้อาวุโสหลิว ย่อมเคยได้ยินเรื่องโหย่วซูจากปากเพื่อน "เขาจะพังประตูเข้าไปรึ?"
"เจ้าดูดีๆ อีกที"
ผู้อาวุโสสำนักเสวียนเซียวทุกคนอย่างน้อยก็ระดับฮว่าอวี่ ผู้อาวุโสจูตกใจจนไขมันบนหน้าสั่น
"นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนยืมของภายนอกเข้าฌาน เขาทำลายประตูมานานแค่ไหนแล้ว?"
ผู้อาวุโสหลิวมองกระถางธูปรุปสัตว์ข้างระเบียง ธูปดอกหนึ่งไหม้หมดแล้ว
"หนึ่งก้านธูปแล้ว"
ผู้อาวุโสจูพยักหน้า อารมณ์หยอกล้อเรื่องเพื่อนงกของตอนแรกเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขาเดินไปสองก้าว มองคิ้วกระบี่ที่ขมวดมุ่นของโหย่วซู กล่าวอย่างประหลาดใจ
"แค่ธูปเดียว ก็ถึงขั้นถามไถ่เต๋าของใจแล้ว?"
"รอดูกันเถอะ..." ผู้อาวุโสหลิวถอนใจยาว
ขณะนี้ในทะเลความรู้ของโหย่วซู เขาเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ฝ่าหมอกหนาออกมาเป็นชั้นๆ
ในดวงตาทั้งสอง ภาพประตูหินสองบานค่อยๆ ชัดเจนขึ้น รูปลักษณ์เขาเทพบนนั้นเริ่มมีสีสันสมจริง ราวกับเขาเผชิญหน้ากับยอดเขายักษ์ที่เสียดแทงฟ้าดินอยู่จริงๆ
โหย่วซูยืนอยู่ตีนเขายักษ์ ระหว่างฟ้าดินพลันมีเสียงดังกัมปนาท
"เจ้าขึ้นเขาทำไม?"
โหย่วซูตอบ "ขึ้นเขาเพื่อบำเพ็ญเพียร"
"ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความคิด เจ้าขาดหนึ่งในเจ็ดสัมผัส เต๋าไม่สมบูรณ์ ลงเขาไปซะ"
โหย่วซูตอบ "ข้าบำเพ็ญเพียร ก็เพื่อเติมเต็มเจ็ดสัมผัส"
"ดวงตาเจ้าบริสุทธิ์ไร้มลทิน แต่กลับมองไม่เห็น นี่คือลิขิตสวรรค์ การขาดสัมผัสทางตาสำหรับเจ้า เป็นเรื่องดี ลงเขาไปซะ"
"ลิขิตสวรรค์ฝืนไม่ได้หรือ?"
โหย่วซูกุมด้ามกระบี่ ขำในใจ ใครจะมาตัดสินแทนคนอื่นได้ว่าสถานการณ์ไหนดีหรือไม่ดี เจตจำนงกระบี่ "ม่อซ่ง" (อย่าปอดแหก) พลุ่งพล่าน เขาตะโกนก้อง
"ข้าจะมองโลกใบนี้ให้ได้!"
"เห็นฟ้าดิน เห็นสรรพสัตว์ เห็นตนเอง หรือเห็นความจริง? ข้าให้เจ้าได้อย่างหนึ่ง ลงเขาไปซะ"
แรงกดดันหนักอึ้งนับพันชั่งกดทับโหย่วซู ทำให้ขยับไม่ได้
โหย่วซูรอยยิ้มไม่จางหาย ก้าวเท้าออกไปอย่างแรง เงยหน้าขึ้น เส้นเลือดปูนโปนบนคอ เขาคำรามใส่ยอดเขาว่า
"ข้า! จะเอาทั้งหมด!"
กระบี่ในมือออกจากฝักอย่างองอาจ ปราณกระบี่โหมซัด สาดซัดสู่ท้องนภา
ทันใดนั้น ป่าเขานิ่งสงบ สรรพเสียงเงียบงัน พื้นที่ตรงนี้ราวกับกระจกแตก หลุดร่วงลงมาเป็นชิ้นๆ
และในสายตาของสองผู้อาวุโสที่ยืนอ้าปากค้าง ประตูบานใหญ่ที่เก่าแก่และหนักอึ้งได้เปิดออกแล้ว เด็กหนุ่มชุดดำเพิ่งเก็บกระบี่เข้าฝัก ก็เดินเข้าสู่ความมืดมิดหลังประตูที่มองไม่เห็นอย่างสง่าผ่าเผย
(จบแล้ว)