- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าพ่อมือถือ
- บทที่ 5 ผู้ร่วมก่อตั้งหมายเลข 2
บทที่ 5 ผู้ร่วมก่อตั้งหมายเลข 2
บทที่ 5 ผู้ร่วมก่อตั้งหมายเลข 2
บทที่ 5 ผู้ร่วมก่อตั้งหมายเลข 2
พอเห็นว่าจ้าวเถียจู้ยอมสละก้นของตัวเองเพื่อเงินเดือน...
เฉินโม่ยืนนิ่งแข็งทื่อทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามตัวเล็กๆ
“พี่เฉิน!” จ้าวเถียจู้เน้นย้ำ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ!”
เมื่อมองดูท่าทางไม่เป็นโล้เป็นพายของจ้าวเถียจู้ เฉินโม่ก็ทั้งโกรธทั้งขำ เขารู้ดีว่าที่หมอนี่เล่นตลกไปเรื่อยก็เพื่อทำให้เขาลืมอารมณ์ด้านลบที่เกิดจากเถ้าแก่หวัง
เฉินโม่ไม่เกรงใจ ถีบเข้าไปที่ก้นของเขาเต็มแรงหนึ่งที
เขาด่าอย่างอารมณ์เสีย “ฉันถามจริงเหอะ ในหัวแกทั้งวันมันมีแต่เรื่องอะไรวะ! ฉันถามแกหน่อย รู้ไหมว่าแถวนี้มีห้องแล็บแบตเตอรี่ที่ไหนบ้าง ที่พอจะขอยืมหรือเช่าได้!”
จ้าวเถียจู้พอได้ยินคำนี้ ตาก็เบิกกว้างทันที ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วแอบพึมพำในใจ ดูท่าพี่เฉินจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วนะ รู้จักปรับอารมณ์ตัวเองเป็นแล้ว
เขารีบลุกขึ้นจากพื้น ตบฝุ่นตามตัว ยิ้มแฉ่งแล้วพูดว่า “ขอแค่ไม่ใช่ให้ไปขายก้นน่ะพี่เฉิน! ต่อให้พี่อยากได้ดาวบนฟ้า ผมก็จะไปหามาให้!”
เฉินโม่เผลอหัวเราะกับท่าทางของจ้าวเถียจู้ เขาสงบสติอารมณ์แล้วพูดอย่างจริงจัง “เอาล่ะ! ยังไม่ต้องประกอบออเรนจ์ รุ่นที่ 1 แล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมตัวใหม่ฉันมีไอเดีย เดี๋ยวอาจจะต้องเอามาใส่ ทดสอบเสร็จค่อยตัดสินใจผลิตจริง เอางี้! ฉันให้แกหยุดครึ่งวัน แกไปช่วยฉันหาห้องแล็บแบตเตอรี่ที”
จ้าวเถียจู้พอได้ยินว่าได้หยุด ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที กระโดดโลดเต้นเหมือนตัวตลก ร้องเสียงดัง “หยุดครึ่งวัน! เยี่ยมไปเลย ขอแค่พี่เฉินไม่ให้ผมไปขายก้นก็พอ!”
เฉินโม่ยิ้มพลางถลึงตาใส่เขา “หยุดงานก็ไม่จ่ายเงินเดือนนะเฟ้ย!”
จ้าวเถียจู้ ไอ้คนกะล่อนคนนี้ ก็ยิ้มหน้าทะเล้นตอบกลับ “อัยหยา! ถ้าพี่เฉินจะมาไม้นี้ งั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าจะหาห้องแล็บแบตเตอรี่เจอรึเปล่านะ!”
เฉินโม่ทั้งโกรธทั้งขำ เตะก้นเขาไปอีกที ชี้หน้าแล้วหัวเราะ “ไอ้เด็กนี่! วันนี้ถือว่าให้แกหยุดแบบได้เงินเดือนก็ได้ รีบไปหาห้องแล็บได้แล้ว!”
จ้าวเถียจู้รีบทำท่าเลียนแบบขันทีเฒ่าในทีวี ดัดเสียงแหลมร้องว่า “พ่ะย่ะค่ะ!” จากนั้นก็กระโดดเหยงๆ ออกจากโรงงานเล็กๆ ของออเรนจ์ เทคโนโลยีไป
ว่ากันถึงที่สุดแล้ว จ้าวเถียจู้ก็เป็นแค่ลูกชายคนโตจากครอบครัวเกษตรกรดั้งเดิมธรรมดาๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นแค่เด็กกะโปโลที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะก็มาหางานทำที่เซินเฉิงเท่านั้น!
ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเฉินโม่กำลังจะกลับโรงเรียน แล้วใจดีไปดึงไอ้เด็กนี่ไว้บนรถไฟ ป่านนี้เขาคงตาม "คุณอา" ใจดีสองคนบนรถไฟไป 'ลงบ่อ' ที่ต่างประเทศ ไปทำ 'เหมืองถ่านหินเถื่อน' แบบนั้นเพื่อหา "เงินที่ได้มาอย่างยากลำบาก" ที่แม้แต่คนต่างชาติยังไม่ยอมทำ
แค่ไม่กลัวความลำบากก็จะหาเงินได้ นี่คือความคิดซื่อๆ ของจ้าวเถียจู้ในตอนที่เพิ่งมาหางานที่เซินเฉิงใหม่ๆ
ในช่วงเวลาหนึ่ง จริงๆ แล้วเฉินโม่ก็เคยเป็นเด็กโง่ที่คิดแบบนี้เหมือนกัน
ตอนที่เฉินโม่เรียนมหาวิทยาลัย เขาก็อาศัยทรัพยากรที่มี ไปรับพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 'รีเฟอร์บิช' ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากหัวเป่ยเฉียงมาปล่อยขายต่อใน 'เถาเป่า'
ตอนที่เริ่มดูแลไอ้เด็กนี่ ให้มันมาวิ่งซื้อของให้ ไอ้เด็กดื้อหัวรั้นคนนี้ก็ยังไม่สำนึกบุญคุณ คิดว่าเฉินโม่ขัดขวางไม่ให้เขาไปหาเงินก้อนโตที่ได้มาอย่างยากลำบากในต่างประเทศกับ "คุณอา" ใจดีสองคนนั้น
ต่อมาเฉินโม่ก็เอาหนังสือพิมพ์ข่าวที่ "คุณอา" ใจดีสองคนนั้นถูกจับ โยนไปตรงหน้าไอ้เด็กจ้าวเถียจู้ มันก็ยังไม่ทันได้คิดอะไร
เฉินโม่เลยตัดสินใจเปิดหนังเรื่อง 'คนมืด...บอดโลภ...เหี้ยม' ให้มันดู มันถึงได้เพิ่งจะมารู้ตัวทีหลัง
ว่าตอนที่ตัวเองมาหางานที่เซินเฉิง โดนคนเลวสองคนนี้หมายหัวเอาไว้ ถือว่าเฉินโม่ช่วยชีวิตเขาไว้แท้ๆ จากนั้นจ้าวเถียจู้ก็เลยฝากฝังชีวิตที่หนักไม่ถึงร้อยจินนี้ไว้กับพี่เฉินของเขา
เรื่องราวต่อจากนั้นก็คือ จ้าวเถียจู้ทำงานพาร์ทไทม์ไปเรื่อยในหัวเป่ยเฉียง พอมีเวลาว่างบ้างก็มาช่วยเฉินโม่วิ่งซื้อของ สะสมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกถอดแยกมาประกอบ
ตอนนี้พอเฉินโม่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยก็ก่อตั้งออเรนจ์ เทคโนโลยีขึ้นมาทันที และสิ่งแรกที่เขาทำคือไปตามจ้าวเถียจู้ที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะมา ให้มาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งของออเรนจ์ เทคโนโลยีเป็นพนักงานหมายเลข 2
ทันทีที่ก้าวออกจากประตูโรงงานเล็กๆ ที่ออเรนจ์ เทคโนโลยีเช่าอยู่ แสงแดดที่แผดเผาก็โอบล้อมร่างของจ้าวเถียจู้ทันที เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วเดินตรงไปยังร้านขายของชำริมถนน
เขาซื้อไอติมแท่งหนึ่ง พอกัดไปคำแรก ความเย็นฉ่ำก็พัดพาความร้อนออกไปได้บ้าง เขาทั้งเลียไอติมไปพลาง บ่นพึมพำในใจไปพลาง
ครั้งนี้พี่เฉินเหมือนจะตาสว่างแล้วแฮะ!
นี่คงเป็นอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ชอบพูดกันว่า 'ในโชคร้ายมีโชคดี ในโชคดีมีโชคร้าย'
เถ้าแก่หวังมาบีบคั้นพี่เฉิน กลับกลายเป็นว่าเขาดันวิจัยอะไรบางอย่างออกมาได้จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพของแบตเตอรี่นี่มันจะดีแค่ไหน หวังว่ามันจะดีกว่าในตลาดสักหน่อย พอให้ได้ทุนคืนมาบ้างก็ยังดี!
จ้าวเถียจู้กินไอติมหมดในไม่กี่คำ โยนไม้ทิ้งไปส่งๆ ยกมือเช็ดปาก แล้วเริ่มคิดว่าจะไปหาห้องแล็บแบตเตอรี่ที่ไหนดี
เขาคิดถึงเถ้าแก่จางที่เคยรู้จักตอนไปทำงานพาร์ทไทม์ที่แผงลอยหมายเลข 17 ก่อน
เคยได้ยินเถ้าแก่จางโม้ว่าตัวเองเส้นสายกว้างขวาง ไม่แน่ว่าอาจจะรู้ว่ามีห้องแล็บแบตเตอรี่ที่ไหนบ้าง
ดังนั้น จ้าวเถียจู้จึงรีบจ้ำอ้าวไปยังแผงลอยหมายเลข 17 ของเถ้าแก่จาง
เมื่อมาถึงแผงลอยเล็กๆ ขนาดประมาณ 2.3 เมตรของเถ้าแก่จาง เขากำลังนั่งกลุ้มใจอยู่กับมือถือที่ถูกถอดชิ้นส่วนเครื่องหนึ่ง
จ้าวเถียจู้ยิ้มแฉ่งเข้าไปหา “เถ้าแก่จาง! ยุ่งอยู่เหรอครับ?”
เถ้าแก่จางเงยหน้าขึ้นมามองเขาแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างอารมณ์ไม่ดี “อ้าว! นี่มันเถียจู้นี่หว่า ลมอะไรหอบแกมา? ไม่ไปง่วนอยู่กับการทำมือถือ 'เทคโนโลยีอันดับหนึ่งแห่งหัวเป่ยเฉียง' ของพี่เฉินแก แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
ย้อนไปตอนที่เฉินโม่เพิ่งมาหัวเป่ยเฉียงใหม่ๆ ยังไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ประกาศปาวๆ ว่าจะทำให้พวกคู่แข่งที่เอาแต่ 'เปลี่ยนเคสเป็นเทคโนโลยี' ได้เห็นว่ามือถือที่แท้จริงมันเป็นยังไง
หลังจากนั้น คู่แข่งส่วนใหญ่ในหัวเป่ยเฉียงก็มองไอ้ทหารใหม่ที่ไม่ประสีประสาอย่างเฉินโม่เป็นตัวตลก
เมื่อเจอเถ้าแก่จางแซว จ้าวเถียจู้ไม่โกรธ เขายิ้มแหยๆ แล้วเล่าเรื่องให้เถ้าแก่จางฟังอีกครั้ง
เถ้าแก่จางก็ไม่ได้คิดจะลำบากใจอะไรเขา ฝีมือการถอดและประกอบเครื่องของจ้าวเถียจู้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
รอให้ไอ้มือถือ 'ส้ม' 'แตงโม' 'สับปะรด' อะไรนั่นของเฉินโม่มันเจ๊งไปก่อน แล้วค่อยดึงตัวไอ้เด็กนี่มาทำงานให้ตัวเอง
เถ้าแก่จางขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ห้องแล็บแบตเตอรี่เหรอ... หายากหน่อยนะ แต่ฉันได้ยินมาว่าแถวชานเมือง มีบริษัทเล็กๆ ที่ทำวิจัยพลังงานใหม่แห่งหนึ่ง ที่นั่นอาจจะมีห้องแล็บก็ได้ แต่เขาจะยอมให้เช่ารึเปล่า อันนี้ฉันไม่รู้นะ”
จ้าวเถียจู้พอได้ยิน ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบขอบคุณ “ขอบคุณครับเถ้าแก่จาง! นี่ช่วยผมได้เยอะเลย ไว้เดี๋ยวผมเลี้ยงเหล้า!” พูดจบ เขาก็หันไปเรียกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ราคา 20 หยวน มุ่งหน้าไปยังชานเมืองทันที
เดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย จ้าวเถียจู้หอบแฮ่ก ในที่สุดก็มาถึงบริษัทพลังงานใหม่ที่เถ้าแก่จางบอก
“พี่ชาย! เอาไป” จ้าวเถียจู้ยื่นบุหรี่ 'ไป๋ซา' ให้คนขับวินฯ อย่างคล่องแคล่ว “รอผมตรงนี้สิบนาทีนะ เดี๋ยวกลับด้วย!”
ที่หน้าประตูบริษัท รปภ. ขวางเขาไว้ด้วยท่าทีระแวดระวัง
จ้าวเถียจู้รีบอธิบายจุดประสงค์ที่มา รปภ. ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกให้เขารอที่หน้าประตู ส่วนตัวเองเข้าไปรายงาน
ผ่านไปสักพักใหญ่ รปภ. ก็ออกมา ข้างหลังมีชายวัยกลางคนสวมแว่นตาและเสื้อกาวน์สีขาวเดินตามมาด้วย
ชายคนนั้นมองจ้าวเถียจู้ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถามว่า “คุณบอกว่าอยากจะเช่าห้องแล็บแบตเตอรี่ของเรา? จะเช่าไปทำอะไร?”
จ้าวเถียจู้เกาหัว เล่าเรื่องที่เฉินโม่พัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมชนิดใหม่และต้องการการทดสอบให้ฟังคร่าวๆ
ชายวัยกลางคนฟังจบก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ห้องแล็บของเราปกติใช้เอง ไม่ค่อยให้คนนอกเช่าหรอก อีกอย่างแบตเตอรี่ที่มาจากโรงงานเล็กๆ ของพวกคุณน่ะ มันจะเชื่อถือได้เหรอ?”
จ้าวเถียจู้ได้ยินแบบนั้นใจก็หล่นวูบ แต่ก็ยังกัดฟันพูดต่อไป “พี่ชาย! อย่าเห็นว่าพวกเราเป็นโรงงานเล็กๆ นะครับ พี่เฉินของพวกเราเก่งมาก ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเซินเฉิง อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาคือศาสตราจารย์หลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ลิเธียมเลยนะ!”
เขาหยิบบุหรี่ส่งให้ชายวัยกลางคนในเสื้อกาวน์อย่างคล่องแคล่ว แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สูบบุหรี่ เลยโบกมือปฏิเสธ แต่ท่าทีบนใบหน้าก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวเถียจู้เห็นว่าพอมีลุ้น ก็รีบอ้อนวอนเขาทันที
“พี่ชาย! ถือว่าช่วยพวกเราหน่อยเถอะครับ ให้พวกเราเช่าใช้หน่อย ค่าเช่าคุยกันได้!”
ชายวัยกลางคนมองท่าทางจริงใจของจ้าวเถียจู้ ประกอบกับว่าเขารู้จักศาสตราจารย์หลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ลิเธียมจากมหาวิทยาลัยเซินเฉิงคนนั้นจริงๆ ก็เลยเริ่มลังเล
“เอางี้แล้วกัน คุณกลับไปรวบรวมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ของพวกคุณมาให้ผมชุดหนึ่งก่อน ผมขอศึกษาดูก่อน ถ้ามันมีคุณค่าพอจริงๆ ผมค่อยพิจารณาให้คุณเช่า”
จ้าวเถียจู้พอได้ยิน แม้ว่าจะยังไม่ได้เช่าห้องแล็บในทันที แต่อย่างน้อยก็พอมีความหวัง เขารีบพยักหน้าขอบคุณ แล้วหันหลังเดินกลับ
ขณะที่เดิน เขาก็คิดในใจไปด้วยว่า พอกลับไปแล้วจะบอกเรื่องนี้กับเฉินโม่ยังไงดี
ถ้าเกิดพี่เฉินยังทำตัวเป็น 'บัณฑิตโลกสวย' ถือทิฐิหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมเอาข้อมูลแบตเตอรี่ที่ตัวเองวิจัยมาให้คนอื่นดูจะทำยังไง
ช่างมันเถอะ! เรามันก็แค่ลูกจ้าง จะไปกังวลแทนเถ้าแก่อย่างพี่เฉินทำไมกัน!
เดี๋ยวพอกลับไป ค่อยเล่าตามความจริงแล้วกัน
กว่าจ้าวเถียจู้จะนั่งมอเตอร์ไซค์กลับมาถึงหัวเป่ยเฉียงก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนลงรถ จ้าวเถียจู้ยื่นบุหรี่ไป๋ซาราคาถูกให้คนขับวินฯ อย่างมีน้ำใจ ป่านนี้เขาคงโดนทิ้งไว้ที่ชานเมืองที่นกไม่ขี้นั่น แล้วคนขับคงกลับไปก่อนแล้ว
(จบตอน)