- หน้าแรก
- ไลฟ์สดประเมินสวรรค์
- บทที่ 269 เรื่องที่เคยทำไว้
บทที่ 269 เรื่องที่เคยทำไว้
บทที่ 269 เรื่องที่เคยทำไว้
แฟนคลับเก่าเมื่อเห็นแฟนคลับใหม่เข้ามา ก็ช่วยตอบคำถามให้อย่างกระตือรือร้น แต่คำพูดแบบนี้คนทั่วไปฟังแล้วจะเชื่อได้ยังไง?
“ก็เอาแต่โม้ไปเถอะ จะเป็นไปได้ยังไง พวกเราเชื่อแต่วิทยาศาสตร์ การมองแวบเดียวแล้วรู้ปีของสิ่งของ แถมยังรู้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมอีก ผมไม่เชื่อหรอก”
“น้องนักศึกษาคนนี้ช่างมองโลกแคบเสียจริง อาจารย์ฉินของพวกเราไม่ใช่คนธรรมดานะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตดูสิ ผลงานที่ผ่านมาของอาจารย์ฉินล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น”
“ใช่เลยค่ะ การกระทำของอาจารย์ฉินสามารถบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้อย่างแน่นอน ฉันไม่เคยเห็นใครที่มองแวบเดียวก็สามารถแยกแยะของเก่าว่าเป็นของจริงหรือของปลอม แถมยังรู้ยุคสมัยของอักษรโบราณได้อีกด้วย และอาจารย์ฉินคือยอดฝีมือคนแรกที่ทำให้ฉันนับถือว่ามีความสามารถแบบนี้”
“ใช่เลย พ่อหนุ่มคนนี้ยังเด็กเกินไป รีบไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตซะ อย่ามาขายหน้าที่นี่เลย ถ้าขืนพูดอะไรออกมาอีกสองสามประโยคแล้วถูกผู้ชมในไลฟ์สดนี้ถล่มเข้าล่ะก็ นายจบเห่แน่”
กลุ่มนักศึกษาแพทย์หนุ่มสาวจึงไม่กล้าพูดอะไรมากอีกต่อไป เพราะเมื่อดูจากจำนวนคนในไลฟ์สด ก็พอจะรู้ได้ว่าคนในนี้ต่อให้ไม่มีฝีมือ ก็ต้องมีอิทธิพลอยู่บ้าง
แต่ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา อาจกล่าวได้ว่าโลกทัศน์ของพวกเขาได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ปกติพวกเขาจะไม่ได้เข้ามาในไลฟ์สดของฉินเยี่ย แต่ก็เคยดูไลฟ์สดของคนอื่นมาบ้าง
ของขวัญในไลฟ์สดมีมูลค่าเท่าไหร่ พวกเขารู้ดี พวกเขาไม่เคยเห็นใครส่งจรวดอย่างเด็ดขาดขนาดนี้ แต่พอมาถึงไลฟ์สดนี้แล้วถึงได้รู้ว่าจรวดเป็นเพียงของขวัญระดับเริ่มต้นเท่านั้น
“นี่มันอะไรกัน ของขวัญไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือไง ส่งกันอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ ตอนนี้อาจารย์ฉินคงจะร่ำรวยมหาศาลแล้ว แค่ของขวัญที่ส่งในวันเดียวก็พอให้ฉันใช้ชีวิตไปได้ค่อนชีวิตแล้ว”
ประโยคนี้ก็ไม่ผิดนัก เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้พอเห็นภาพนี้ก็ถึงกับอ้าปากค้าง ต้องรู้ไว้ว่าไลฟ์สดของฉินเยี่ยในหนึ่งวันมีรายได้หมุนเวียนอาจสูงถึงร้อยล้านหรือมากกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึงตอนที่เทียนเซี่ยลงมือ
“ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นสมาชิกใหม่ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง อาจารย์ฉินของพวกเราไม่เคยเป็นคนที่ขาดเงิน ของขวัญส่วนใหญ่ท่านก็จะคืนให้ แต่พวกเราไม่อยากให้ท่านคืนน่ะสิ”
“ฉันจะบอกให้ฟังแบบนี้แล้วกัน บัญชีนี้ถึงจะเป็นบัญชีส่วนตัวของอาจารย์ฉิน แต่เจ้าหน้าที่เบื้องหลังของแพลตฟอร์ม ทั้งหมดต้องฟังคำสั่งของอาจารย์ฉิน”
“ถ้าไม่เชื่อนายก็ลองสังเกตดูสิ ทั่วทั้งแพลตฟอร์มไลฟ์สดจะมีใครสามารถคืนของขวัญทั้งหมดได้ภายในหนึ่งนาที ฉันบอกเลยว่าอาจารย์ฉินของพวกเราทำได้”
เรื่องนี้เป็นความจริง ทุกครั้งที่ฉินเยี่ยเห็นคนที่ดูเหมือนยังเป็นเด็กส่งของขวัญให้ เขาก็จะคืนของขวัญกลับไปเสมอ แต่โชคดีที่โดยทั่วไปแล้ว เด็กประถมจะไม่ค่อยมาดูไลฟ์สดของฉินเยี่ยแล้วส่งของขวัญ
เมื่อมองดูเอฟเฟกต์พิเศษที่ลอยฟุ้งไปทั่วจอ นักศึกษากลุ่มนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะคนตรงหน้าต่อให้ไม่มีฝีมือทางการแพทย์จริงๆ สถานะทางสังคมก็ยังคงเหนือกว่าพวกเขามาก ถ้าจะบอกว่าสามารถบีบพวกเขาให้ตายได้ ก็คงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
บุคคลที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ พวกเขาจะกล้าไปหาเรื่องได้ยังไง?
“ถึงผมจะนับถือมาก แต่ก็ยังอยากจะดูว่าอาจารย์ฉินคนนี้จะรักษาโรคยังไงกันแน่ เรื่องอาการป่วยของคุณท่านอี้ช่วงนี้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว คนในแวดวงแพทย์ต่างก็รู้ดีว่าใครที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ ครึ่งชีวิตหลังก็คงจะร่ำรวยมหาศาลแล้ว”
“ใช่เลย ถึงพวกเราจะมาจากคณะแพทย์ และในมุมมองทางวิชาชีพแล้วพวกเราย่อมเชี่ยวชาญกว่าอาจารย์ฉินอย่างแน่นอน แต่พวกเราก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าอาจารย์ฉินจะสามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้จริงๆ หรือเปล่า”
“ต้องรู้นะว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นประกาศขอความช่วยเหลือที่ครอบครัวของพวกเขาโพสต์ไว้ ถ้าหากรักษาอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าให้หายได้ ก็จะได้รับทรัพย์สินมหาศาลทันทีเลยนะ”
คนนับไม่ถ้วนเริ่มขุดคุ้ยโพสต์ขอความช่วยเหลือฉบับนั้นที่บ้านของอี้เหยียนเคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้
จุดที่เด่นที่สุดบนโพสต์ขอความช่วยเหลือก็คือเงินรางวัล 10 ล้าน โดยระบุว่าถ้าหากสามารถรักษาอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าให้หายได้ เงิน 10 ล้านก็จะเข้าบัญชีทันที
“เตรียมน้ำร้อนอ่างหนึ่งมาให้ผม ตอนนี้ผมจะเริ่มลงมือแล้ว อาการป่วยของเขาจะปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้ ด้วยร่างกายของเขาอีกไม่นานก็จะทนไม่ไหว ถ้าวันนี้ผมไม่ได้มา ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เขาก็จะเริ่มอาเจียนเป็นเลือดแล้ว”
พอได้ฟังประโยคนี้ อี้เหยียนก็ยังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ถึงแม้แพทย์ทุกคนจะตรวจพบแล้วว่าในร่างกายของท่านผู้เฒ่ามีโรคอยู่ แต่เมื่อมองดูท่าทางของท่านแล้วก็ยากที่จะมองออก แม้ว่าบางครั้งท่านจะหมดสติไป แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่อ่อนแอเลย
แต่ตอนนี้คำพูดประโยคเดียวของฉินเยี่ยกลับเปิดโปงทุกอย่าง ท่านผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆ จึงถามอย่างไม่เข้าใจ
“จะเป็นไปได้ยังไง ถึงแม้ฉันจะถูกตรวจพบว่าในร่างกายมีสารพิษอยู่ แต่หมอก็บอกแล้วว่าร่างกายของฉันอย่างน้อยก็ยังทนได้อีกสองสามเดือน จะอาเจียนเป็นเลือดในวันพรุ่งนี้ได้ยังไง”
ฉินเยี่ยยิ้มเบาๆ วางโทรศัพท์ของตัวเองไว้ข้างๆ แล้วปิดเสียงไมโครโฟน
“เมื่อครู่อยู่ในไลฟ์สด ผมไม่สะดวกที่จะพูด หรือว่าท่านผู้เฒ่าไม่รู้ว่าตัวเองถูกพิษได้ยังไง และถูกพิษอะไร ของแบบนี้โรงพยาบาลจะตรวจไม่เจอได้ยังไง ท่านนี่พูดเหมือนไม่ได้พูดเลยนะครับ”
เป็นไปตามคาด เมื่อฉินเยี่ยพูดประโยคนี้ออกมา บนใบหน้าของท่านผู้เฒ่าก็พลันปรากฏร่องรอยคล้ายถูกคลุมด้วยฝุ่น ดูขมุกขมัวเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่
“คุณปู่คะ ที่อาจารย์ฉินพูดมันหมายความว่ายังไงกันแน่ หรือว่าท่านรู้ว่าตัวเองถูกพิษอะไร ท่านรีบสารภาพออกมาเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งทำให้การรักษายุ่งยากขึ้นไปอีก”
พอได้ฟังดังนั้น ท่านผู้เฒ่าถึงค่อยพยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวเสียงเบา
“อันที่จริง ก่อนหน้านี้ฉันเคยทำเรื่องไม่ดีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่น่าจะร้ายแรงขนาดนี้ถึงจะถูกนะ หรือว่าเป็นเพราะเรื่องนั้นจริงๆ”
ครั้งนี้ฉินเยี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น ท่านคิดว่าผมจะมองออกได้ในทันที แล้วหยิบมันขึ้นมาพูดหรือครับ ถึงท่านจะอยากร่ำรวย แต่บ้านของท่านก็มีเงินมากพอแล้ว เงินทองสำหรับพวกท่านแทบไม่มีความหมายอะไรเลย แล้วทำไมท่านถึงต้องไปเสี่ยงแบบนี้ด้วย”
“ผมบอกท่านได้เลยว่าการปล้นสุสานไม่ใช่เรื่องดี ถ้าปล้นสุสานสำเร็จแล้วไม่ได้แตะต้องของที่ไม่สะอาดอะไรมาก็ยังไม่เป็นไร แต่ถ้าแปดเปื้อนมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้ท่านตกนรกทั้งเป็น มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย”
แค่คำพูดไม่กี่ประโยค ก็ราวกับดาบนับหมื่นเล่มที่แทงทะลุหัวใจของท่านผู้เฒ่าจนพรุนไปหมด