เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

STBI : ตอนที่ 14 129,600 อาณาเขต

STBI : ตอนที่ 14 129,600 อาณาเขต

STBI : ตอนที่ 14 129,600 อาณาเขต


การทดสอบคุณสมบัติเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพลังงานฟ้าดิน

อันที่จริง ทะเลวิญญาณนั้นตรวจจับได้ยาก แต่สามารถสัมผัสได้ เพราะสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงที่อธิบายไม่ได้กับแก่นแท้ของวิญญาณที่แท้จริง

ตราบใดที่ทะเลวิญญาณมีสีที่อยู่เหนือกว่าสีส้ม ก็จะมีพรสวรรค์ในการฝึกฝน และ ไม่สามารถปกปิดการตรวจจับภายใต้ผลึกวิญญาณได้

แต่ ไป๋ตงหลิน ไม่สามารถทำให้ ผลึกวิญญาณเกิดปฏิกิริยาใด ๆ นี่เป็นตัวบ่งชี้ว่า สีของทะเลวิญญาณของเขาแท้จริงก็คือสีแดง เป็นเพียง มนุษย์ธรรมดา ที่ไม่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลัง

เดิมที ไป๋เจียง วางแผนจะพาน้องชายของเขาไปที่ นิกายกระบี่ซวนเยว่ ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับนิกาย แม้ว่า ไป๋ตงหลิน จะมีพรสวรรค์ระดับสีส้มต่ำที่สุด ก็ไม่มีใครกล้าที่จะดูถูกเขา

แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่มีพรสวรรค์ในเส้นทางการบ่มเพาะพลัง เขาไม่สามารถรู้สึกถึงพลังงานฟ้าดินในโลกได้

นี่ช่างขัดกับสามัญสำนึกจริง ๆ !

เขากำลังจะเดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ ไม่ทราบสถานการณ์ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะพาน้องชายไปกับเขาด้วย ซึ่งทาง นิกาย คงจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น

อีกทั้ง มันยังไม่มีความหมายที่จะอยู่ในนิกายกระบี่ซวนเยว่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคุณสมบัติในการบ่มเพาะพลัง ในเวลานี้ ไป๋เจียง ก็ตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

แต่ ไป๋ตงหลิน กลับมีใบหน้าที่สงบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเพียงแค่รู้สึกละอายใจเล็กน้อย

ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็มีไพ่ตาย ที่ไม่พังทลายอยู่ในครอบครอง

แต่ทว่า ไป๋เจียง กลับคิดว่า น้องชายของเขาที่มีความทะเยอทะยานตั้งแต่น้อย อาจจะเสียใจกับเรื่องนี้

กล่าวอีกนัยนึงคือ เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่สามารถทำใจเชื่อเรื่องนี้ได้

สิ่งนี้มันยิ่งทำให้เขาเสียใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น เขาจึงลุกขึ้นเดินไปมา และ ครุ่นคิดอยู่ครุ่นนึง ก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นได้และหยิบหนังสือบางอย่างออกมาจากแหวนมิติของเขาพร้อมกับวางบนโต๊ะ :

“น้องชาย เจ้ารู้เกี่ยวกับเส้นทางการบ่มเพาะพลังมากแค่ไหน?”

จากสิ่งที่ ไป๋ตงหลิน ได้เห็นและได้ยินมาก่อนหน้านี้ มันมีแค่ทฤษฏีไม่มีอะไรที่เป็นเชิงปฏิบัติ ดังนั้น กล่าวตามตรง เขาแทบจะไม่รู้อะไรเลย

แม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เขารู้มาในอดีต จะเหมือนกับ โลกในปัจจุบันของเขาหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดมันออกมา

เพราะเขาไม่กล้าที่จะหยิบยกเอาสิ่งที่อยู่ในนวนิยายที่เขาเคยอ่านก่อนหน้านี้มาใช้ เพราะตัวตนในปัจจุบันของเขา คือ เด็กน้อย ที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเกี่ยวกับเส้นทางการบ่มเพาะพลัง ดังนั้นเขาจึงได้กล่าวถามพี่รองของเขา :

“ข้าไม่รู้อะไรเลย พี่รองโปรดชี้แนะ!”

ไป๋เจียง ได้พยักหน้าและเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง เนื่องจาก น้องชายของเขามีความตั้งใจที่แน่วแน่ ทำให้เขาตกลงที่จะสอนรายละเอียดเหล่านี้

หลักปฏิบัติในโลกนี้ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ มีทั้งหมด 3 ประการ : ร่างกาย ปราณ และ จิตวิญญาณ

ร่างกาย ก็คือ สาระสำคัญ

พลังปราณ ก็คือ พลังงานที่รวบรวมมาจากไอพลังฟ้าดิน

จิตวิญญาณ ก็คือ แก่นแท้ของวิญญาณ

ต้นกำเนิดของ ทักษะ พลัง และ ความลึกลับทั้งหมดในโลก ล้วนเกิดขึ้นจาก ข้อกำหนดทั้ง 3 ประการนี้

โดยทั้ง 3 ประการนี้ก็แบ่งออกเป็นหลายเส้นทาง โดยไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถครอบครองทั้ง 3 สิ่งพร้อมกันได้ ดังนั้น จึงมีเส้นทางการบ่มเพาะพลังที่แตกต่างออกไปเฉพาะคน

แต่กระแสหลักของโลกนี้ เป็นการใช้พลังปราณ หรือก็คือ การกลั่นไอพลังงานฟ้าดินมาเป็นพลังปราณในร่างกายของตัวเอง

สิ่งนี้ได้ดำเนินไปตามประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่าในสมัยโบราณ ก็มีเส้นทางการบ่มเพาะพลังที่หลากหลายเช่นเดียวกัน ว่ากันว่าสิ่งเหล่านี้ ถูกเผยแพร่โดยเหล่าเทพเจ้า พวกเขาเรียกเส้นทางการฝึกนี้ว่า ‘ชินโต’ แต่ทว่าวิธีการฝึก ก็ได้ถูกลบเลือนหายไปในหน้าประวัติศาสตร์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ไป๋เจียง ได้หยุดลงชั่วคราว และ ชี้ไปที่หนังสือบนโต๊ะ

“น้องชาย พี่ชายคนนี้ได้รับหนังสือเล่มนี้มาโดยบังเอิญ และ ได้เรียนรู้ว่ามีเส้นทางการบ่มเพาะพลังที่แตกต่างไปจากการฝึกฝนโดยใช้พลังปราณอยู่ แม้จะไม่ไม่มีพลังปราณ พวกเขาก็ยังนับเป็นผู้อมตะในหมู่อมตะ”

“โดยพวกเขาเรียกคนที่ฝึกการฝนเหล่านี้ว่า ผู้ฝึกวรยุทธ์!”

“เนื่องจากมีผู้ฝึกยุทธ์ ก็ย่อมมีผู้ฝึกวรยุทธ์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ ดูเหมือนจะมีมากกว่า และ ผู้ฝึกวรยุทธ์ ก็ค่อนข้างหายากมาก อีกทั้งมันคงยากที่จะได้ยินเกี่ยวกับพวกเขาในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้”

ไป๋เจียง ได้กล่าวบอก ไป๋ตงหลิน ทุกคำที่เขารู้เกี่ยวกับ ผู้ฝึกวรยุทธ์

ผู้ฝึกวรยุทธ์ เน้นไปที่การบ่มเพาะร่างกาย ซึ่ง ตรงข้ามกับ ผู้ฝึกยุทธ์ที่บ่มเพาะพลังโดยใช้พลังปราณในการเกื้อหนุนร่างกาย

ไป๋เจียง เชื่อว่า น้องชายของเขา มีความเหมาะสมที่จะฝึกฝนทักษะบ่มเพาะร่างกายดังนั้นเขาจึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด

“น้องชาย ตามบันทึกในหนังสือเล่มนี้ ผู้ฝึกวรยุทธ์เน้นไปที่การฝึกความสามารถทางกายภาพ โดยอาศัยความพากเพียร และ เจตจำนงค์อันแรงกล้า แม้ว่า พรสวรรค์ทางจิตวิญญาณนั้นจะสำคัญ แต่ทว่า ก็ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะมีมัน ดังนั้นเส้นทางการฝึกฝนร่างกายจึงพิเศษเป็นอย่างมาก หากมีการเหนี่ยวนำที่ดี ก็สามารถดูดซับไอพลังฟ้าดินมาพัฒนาร่างกายได้”

“ดังนั้นข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถติดตามเส้นทางการบ่มเพาะร่างกายได้”

หลังจาก ไป๋เจียง พูดจบ เขาก็นั่งดื่มชา และ ปล่อยให้ น้องชายของเขาแยกแยะข้อมูล

ไป๋ตงหลิน ได้เหลือบมอง พี่รองของเขา โดยไม่พูดอะไร โดยพื้นฐานแล้ว การฝึกทักษะบ่มเพาะพลัง จำเป็นจะต้องมีความเหมาะสม แน่นอนว่าเขาเองก็อยากจะไปเส้นทางนี้ แต่เขาไม่มีทางเลือก

แต่เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นฟูของเขา เขาก็เชื่อมั่นว่าตนเองเหมาะสมที่จะเดินไปบนเส้นทางการบ่มเพาะร่างกายมากที่สุด

ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสามัญสำนึกที่เขาได้รับมาจากนวนิยายก่อนหน้านี้ มันจึงไม่ยากที่เขาจะสามารถฝึกฝนทักษะบ่มเพาะร่างกายได้

“พี่รอง เช่นนั้นข้าจะหาพวกสำนักฝึกร่างกายได้ที่ไหน?”

ไป๋เจียง ได้วางถ้วยชาลง ดวงตาของเขาได้ปรากฏความลังเล เขารู้ว่าตราบใดที่เขาพูดออกไป น้องชายของเขา อาจจะเริ่มต้นการเดินทางของเขา

แต่เมื่อเขาเห็นความแน่วแน่บนใบหน้าของ ไป๋ตงหลิน เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถปฏิเสธที่จะพูดได้

หลังจากเข้าใจความทะเยอทะยานของน้องชายของเขา เขาก็ถอนหายใจและกล่าวออกมา :

“พี่ชายคนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอยู่ที่ไหนและไกลแค่ไหน เพียงแต่รู้ว่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีสถานที่ฝึกฝนทักษะบ่มเพาะร่างกายอยู่ สถานที่แห่งนั้นถูกเรียกว่า ‘ดินแดนรกร้าง’ ทางทิศตะวันออก

สถานที่แห่งใหม่

ไป๋เจียง ได้กล่าวพูดออกมา

โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่มีชื่อเรียกว่า อาณาจักรเทียนหยวน โดย อาณาจักรเทียนหยวน เป็นโลกที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก

มันได้แบ่งออกเป็น 129,600 อาณาเขต ทั้งใหญ่และเล็ก

อาณาจักรหนานหยาง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกเรียกว่า ‘เก้าดินแดนสามอาณาเขต’ มันเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่ห่างไกลจากโลกนี้

แม้แต่เหล่าปุถุชนยังคิดเลยว่าพวกนักพรตเต๋าธรรมดายังเป็นสิ่งที่สุดยอดมากสำหรับโลกใบนี้

พวกเขาเชื่อว่าประเทศของตัวเองคือโลกทั้งใบตั้งแต่เกิดจนตาย

แต่อันที่จริงพวกเขาหารู้ไม่ว่าประเทศของพวกเขาแท้จริงแล้วเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ส่วนนึงในโลกใบนี้เท่านั้น

ประเทศหนานหยาง มีอาณาเขตครอบคลุมมากกว่า 96 ล้านตารางกิโลเมตร โดยมีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน

และมีดินแดนอีกหลาย 10 แห่ง ในประเทศที่มีขนาดเท่ากับประเทศหนานหยาง และ ยังมีพวกประเทศเล็ก ๆ อีกหลายประเทศ หากรวมทั้งหมด ก็อาจจะมีประชากรมากกว่า 100,000 ล้านคน

แต่นี่เป็นเพียงพื้นที่ห่างไกลขนาดเล็กเพียงเท่านั้น

ไป๋ตงหลิน รู้สึกว่าสมองของเขากำลังทำงานผิดปกติ นี่คือโลกบ้าอะไรกัน? โลกแห่งเวทย์มนตร์?

หลังจากหายช็อคแล้ว ไป๋ตงหลิน ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ต้องขอบคุณอิทธิพลจากนวนิยายของเขา ที่ทำให้เขาไม่รู้สึกกลัว

อีกทั้งยังมีภาพห้วงมิติเหล่านั้น ที่เขาจำได้ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น เต่าตัวใหญ่ หรือ งูยักษ์เก้าหัว

หลังจากเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้ว เดิมทีเขาก็ไม่ควรจะรู้สึกแปลกใจอะไรอีกเลย

ในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องทำกก็คือคิดเกี่ยวกับวิธีการไปยังดินแดนรกร้างและมองหาสำนักที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนร่างกาย

ดินแดนรกร้างนี้ มีระดับสูงกว่า เก้าดินแดนสามอาณาเขตของพวกเขา หนทางยังอีกยาวไกล และ มันคงเป็นช่วงที่ยากลำบาก

เพียงแต่หากไม่รู้สึกสิ้นหวัง ก็จะไม่สิ้นหวัง

หลังจากเห็นน้องชายของเขานิ่งเงียบไปนาน ไป๋เจียง ก็พอจะคาดเดาได้ว่า น้องชายของเขากำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงได้กล่าวพูดต่อ :

“เก้าดินแดนสามอาณาเขตของพวกเรานั้นอยู่ห่างไกลเกินไป และ ไม่มีประตูมิติใด ถูกสร้างขึ้น สำหรับประตูมิติที่ใกล้ที่สุดสำหรับพวกเรา ก็คือ อาณาเขตเล่ยเจ๋อ สิ่งนี้ยังสามารถไปยังดินแดนรกร้างได้”

แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ที่จะไปดินแดนรกร้างผ่านประตูมิติในอาณาเขตนั้น แต่อาณาเขตเล่ยเจ๋อ ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตรายจำนวนมากระหว่างทาง ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ ไป๋เจียง จะรู้สึกลังเลเมื่อพูดถึงสิ่งนี้

แต่ทว่า ไป๋ตงหลิน กลับไม่ได้หวาดกลัว เพราะเขามีร่างกายที่เป็นอมตะ

จบบทที่ STBI : ตอนที่ 14 129,600 อาณาเขต

คัดลอกลิงก์แล้ว