- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 23 มีรางวัลนำจับไหม?
ตอนที่ 23 มีรางวัลนำจับไหม?
ตอนที่ 23 มีรางวัลนำจับไหม?
หนึ่งแสน... ในใจของเฝิงจวินกระตุกวูบ ให้ตายสิ เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ
แน่นอนว่ารถมอเตอร์ไซค์ถูกเขาเอาไปเก็บไว้แล้ว เดิมทีเขาก็รู้สึกเดือดดาลกับเจ้าเด็กเหลือขอที่หยิ่งผยองพวกนี้อยู่แล้ว ยิ่งยัยเด็กเปรตนั่น พอเอ่ยปากพูดออกมาแต่ละคำก็ราวกับพ่นอึ แถมยังข่มขู่เขาอีก
ความอดทนของนายเฝิงไม่ได้มีมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเขาพบว่ามอเตอร์ไซค์ของอีกฝ่ายล้วนเป็นของดีทั้งนั้น เขาจึงตัดสินใจลงมือทันที
เขาอยากออกไปสำรวจในดินแดนรกร้าง การมีมอเตอร์ไซค์สักคันย่อมเป็นอะไรที่วิเศษที่สุด เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มีเงินเหลืออยู่มากนัก อย่าว่าแต่มอเตอร์ไซค์ชั้นดีเลย แค่แบบธรรมดา ๆ ซื้อมาแล้วก็คงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
การเข้าออกมิติรกร้างหนึ่งครั้งต้องใช้แต้มพลังงาน ทว่าการได้มอเตอร์ไซค์ชั้นดีมาสองคันก็ถือว่าคุ้มค่ากับแต้มพลังงานที่เสียไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงฉวยโอกาสตอนที่ฟ้ามืดและพวกนักบิดกำลังทะเลาะกับชายชราอยู่ ตอนที่เดินผ่านมอเตอร์ไซค์ เขาก็เข้าไปในมิติสองครั้งติดต่อกัน เพื่อนำมอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันเข้าไปเก็บไว้
ตอนนี้พอได้ยินว่ามอเตอร์ไซค์คันหนึ่งอาจมีราคาสูงถึงแปดแสน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำถูกแล้ว
ต่อให้ตอนนี้ต้องเอามอเตอร์ไซค์ออกมาหนึ่งคันเพื่อแลกกับเงินหนึ่งแสน ก็ยังคุ้มค่ากับแต้มที่อุทิศไป
แน่นอนว่าแม้ในใจจะหวั่นไหว แต่เขาก็ไม่มีทางทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้น ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเยาะอย่างไม่ใส่ใจ “เงินเยอะดีนี่ เงินเยอะแล้วยังจะมาเสียดายค่าไฟแค่นี้อีก? เอาเงินมาห้าหมื่นก่อนสิ... แล้วฉันจะลองดูว่าพอจะช่วยหารถให้ได้ไหม”
“หืม?” ใบหน้าของเจ้าหัวเกรียนพลันมืดทะมึน “แกมันหน้าด้านหน้าทนจริง ๆ... ฉันให้เงินแกห้าหมื่น แล้วแกกล้ารับหรือเปล่าล่ะ?”
“เหอะ ๆ” เฝิงจวินหัวเราะเบา ๆ “นายก็เอาออกมาก่อนสิ จะได้รู้ว่าฉันกล้าหรือไม่กล้า? อย่าดีแต่ปากล่ะ?”
เจ้าหัวเกรียนกำลังร้อนใจจนแทบเป็นไฟ ไม่อยากจะมาต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย ที่จริงแล้วเขารู้สึกเสียดายรถสุดที่รักของตัวเองมาก “ฉันไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับแก จะถามแค่คำเดียว เห็นมอเตอร์ไซค์ฉันบ้างไหม?”
“ไม่เห็น” เฝิงจวินส่ายหน้า ตอบอย่างเด็ดขาด
“โกหก” ยัยเด็กเปรตตะโกนขึ้นมา “ตอนพวกเรามา แกไม่เห็นเหรอ?”
เฝิงจวินกลอกตาขึ้น ตอบแบบขอไปที “ตอนพวกเธอมา ฉันไม่เห็นมอเตอร์ไซค์สักคัน เห็นแต่ไฟหน้ารถ”
การถูกไฟหน้าที่สว่างจ้าส่องใส่ตรง ๆ ทำให้มองอะไรไม่เห็นจริง ๆ
“ฉันไม่ได้ถามถึงตอนแรกสุด” เจ้าหัวเกรียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันถามว่า เมื่อกี้ตอนที่แกเดินผ่านรถของฉัน แกเห็นมันไหม?”
“ไม่เห็น” เฝิงจวินตบกระเป๋ากางเกง ตอบอย่างเกียจคร้าน “ฉันมัวแต่ก้มหน้าเล่นมือถือน่ะ”
“โกหก!” ยัยเด็กเปรตตะโกนลั่น แล้วหันไปมองเจ้าหัวเกรียน “พี่เฟย... เราแจ้งตำรวจกันเถอะ!”
แก๊งเด็กแว้นแจ้งตำรวจ? เฝิงจวินได้ฟังแล้วก็อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง สมัยนี้มีเรื่องแปลกประหลาดได้ทุกอย่างจริง ๆ
แต่เมื่อมูลค่าความเสียหายสูงถึงแปดแสน ก็ถือเป็นคดีลักทรัพย์ครั้งใหญ่ได้เลยทีเดียว
“เผียะ” เสียงดังขึ้นหนึ่งครั้ง เจ้าหัวเกรียนหันขวับ ตบหน้ายัยเด็กเปรตที่อยู่ข้าง ๆ ไปฉาดใหญ่ “หุบปากไปซะ!”
ยัยเด็กเปรตถึงกับนิ่งอึ้งไปตรงนั้น จากนั้นก็กรีดร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พี่เฟย... พี่ตบฉันเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันต้องมารถหายในที่ซังกะบ้วยนี่เหรอ?” เจ้าหัวเกรียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคำรามลั่น “แจ้งความ แจ้งความบ้านแม่เธอสิ... มอเตอร์ไซค์ฉันเป็นรถดัดแปลง เธอกลัวฉันไม่โดนตำรวจจับหรือไง?”
“ไปตายซะเถอะ!” ยัยเด็กเปรตกรีดร้องพร้อมกับยกขาขึ้นกระแทกเข่า
ฐานะทางบ้านของเธอธรรมดาทั่วไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสมัยนี้ล้วนเป็นลูกคนเดียว เธอก็เช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยลำบากอะไรมาก่อน รู้ว่าต้องประจบคนรวย แต่ถ้าจะให้แตกหักกันจริง ๆ เธอก็ไม่กลัว
ในตอนนั้นเอง เสียงไซเรนก็ดังมาจากที่ไกล ๆ ไม่รู้ว่าพลเมืองดีคนไหนโทรไปแจ้งตำรวจ
เมื่อได้ยินเสียงนี้ คนที่กำลังทะเลาะกันก็หยุดชะงัก รีบขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ทันที หลังจากเสียงท่อดังสนั่นหวั่นไหว คนทั้งหมดในที่เกิดเหตุก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหลือทิ้งไว้เพียงยัยเด็กเปรตคนเดียว เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปาดน้ำตาแล้วรีบเดินจากไป
ชายชรามองเหตุการณ์อย่างเยือกเย็น เดิมทีคิดจะเข้าไปขวาง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าและส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
ช่วยไม่ได้ เขาไม่กล้าเข้าไปขวางจริง ๆ ชายชราคนหนึ่งไปแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาว ถ้าข่าวลือแพร่ออกไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
เฝิงจวินหันหลังและเดินจากไปเช่นกัน
เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ วันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาสอบสวนอีกครั้ง เพื่อสืบถามว่ามอเตอร์ไซค์สองคันที่ถูกขโมยไปนั้นเป็นมาอย่างไร
ไม่ใช่ว่าพวกเขารู้สึกว่าการหายไปของมอเตอร์ไซค์นั้นพิลึก แต่ประเด็นสำคัญคือพวกเขาต้องการหารถทั้งสองคันให้เจอ เมื่อมีหลักฐานแล้ว ก็จะสามารถดำเนินคดีกับคนบางกลุ่มในข้อหาดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์โดยผิดกฎหมายได้
แม้กระทั่งเจ้าหัวเกรียนที่ถูกเรียกว่า “พี่เฟย” ก็ยังถูกตำรวจพาตัวมาด้วย
พี่เฟยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงยืนกรานเสียงแข็งว่าวันนั้นเขาไม่ได้ขี่รถมา
แต่ตำรวจกลับคุมตัวเขาไปสอบถามผู้คนรอบ ๆ ว่า “มีใครเห็นหมอนี่ขี่รถเมื่อคืนนี้บ้างไหม?”
คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ยึดคติว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว อีกทั้งบ้านของพี่เฟยก็ถือเป็นผู้มีหน้ามีตาในเมือง ใครจะอยากยื่นหน้าออกไปเป็นพยานให้?
ตำรวจมาหาเฝิงจวินด้วยเช่นกัน หลังจากฟังคำพูดของตำรวจจบ เขาก็นิ่งเงียบไปนาน
ตำรวจรออยู่ครู่ใหญ่ก็เริ่มหมดความอดทน “ถามอะไรก็ตอบมาสิ”
“ผมจะพูดอะไรได้ล่ะ?” เฝิงจวินกางมือออกอย่างจนปัญญา แล้วหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้าจะให้ผมพูดนะ เรื่องแบบนี้ พวกคุณน่าจะตั้งรางวัลนำจับหน่อย ถึงจะรวบรวมเบาะแสได้ง่าย”
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ต้องตั้งรางวัลนำจับเลยเหรอ? ตำรวจแทบจะโมโหจนควันออกหู ไอ้เด็กนี่ช่างกล้าคิดจริง ๆ
แต่ในวินาทีถัดมาเขาก็คิดอะไรบางอย่างออก จึงมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วถามด้วยสีหน้าแปลก ๆ “หมายความว่า... คุณอยากเรียกเงินจากตำรวจงั้นเหรอ?”
เฝิงจวินยังคงหัวเราะแห้ง ๆ พลางมองหน้าอีกฝ่าย ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
แต่ตำรวจกลับมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะแบล็กเมล์ เพียงแต่... จะมาเรียกเงินจากตำรวจเนี่ยนะ? พวกเรายังไม่รู้เลยว่าจะไปหาเงินจากใคร
เขาโกรธจนหัวเราะออกมา “การให้ความร่วมมือกับตำรวจในการสืบสวนคดีเป็นหน้าที่ที่พลเมืองทุกคนพึงกระทำ เรื่องนี้คุณน่าจะรู้นะ?”
เฝิงจวินเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ พยักหน้าแสดงว่าตัวเองรู้ดี
อารมณ์ของตำรวจยิ่งเดือดพล่านขึ้น น้ำเสียงก็เข้มขึ้นด้วย “ผมถามอยู่ก็ตอบมาสิ! ใครจะไปเข้าใจภาษามือ!”
เฝิงจวินพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่เต็มใจสองคำ “ทราบครับ”
เป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตจริง ๆ ตำรวจทำการประเมิน แต่เขาจะไม่ลดละความพยายาม กลับเพิ่มแรงกดดันเข้าไปอีก “งั้นคุณก็น่าจะรู้ด้วยว่าการให้การเท็จต้องรับโทษจำคุก จริงไหม?”
เฝิงจวินพยักหน้าอีก เว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างลังเลอีกสองคำ “ทราบครับ”
น้ำเสียงของตำรวจเข้มงวดยิ่งขึ้น “งั้นบอกผมมาเดี๋ยวนี้ เมื่อวานเขาขี่รถอะไร?”
แต่สีหน้าของเฝิงจวินกลับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ตอบแบบไม่แยแส “เมื่อวานเขาขี่รถมาด้วยเหรอครับ? ผมไม่เห็นนะ”
เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ยอมถูกข่มขู่ ก็ในเมื่อบอกใบ้ให้ชัดเจนแล้วว่าต้องจ่ายเงิน
ถ้าไม่ให้เงิน แล้วทำไมผมต้องให้เบาะแสกับคุณด้วยล่ะ? ช่วยคุณแล้วก็เท่ากับผมสร้างศัตรูส่วนตัวน่ะสิ
แน่นอนว่าน้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้พูดนั้นก้าวร้าวเกินไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาไม่เต็มใจให้เบาะแส ถ้าหากยอมพูดจาดี ๆ เพื่อเป็นการสั่งสอนแก๊งเด็กแว้นและรักษาความสงบสุขของพื้นที่ การที่เขาจะให้ความร่วมมือก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
แต่ตอนนี้... อย่าได้หวังเลย มีปัญญาก็ไปสืบเอาเองสิ
ตำรวจถูกคำพูดนี้ทำเอาโกรธจนแทบกระอักเลือด เมื่อครู่เขายังคิดว่าอีกฝ่ายกลัวเขาแล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงในใจเขาก็รู้ดีว่าคดีนี้ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก การข่มขู่ของเขาก็เป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น
ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จำเป็นต้องกดดันต่อไปอีกครั้ง “คุณกล้ารับผิดชอบคำพูดตัวเองไหม?”
เฝิงจวินเหลือบตามอง ตอบอย่างเนือย ๆ “คำพูดที่ผมรับผิดชอบได้มากที่สุดก็คือ ตอนนั้นแสงไฟมันจ้าเกินไป ผมเลยตาลาย มองอะไรไม่ชัดเจน นี่คือความจริง... ส่วนคุณจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว”
คำพูดนี้ช่างไหลลื่นเป็นปลาไหล ไม่ยอมรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แทบจะขาดแค่ประโยคที่ว่า “อย่ามาถามผม” เท่านั้น
ท่าทีแบบนี้คือการไม่ให้ความร่วมมืออย่างชัดเจน แต่ตำรวจก็จนปัญญาจะคาดคั้นจริง ๆ
ตำรวจจ้องเขาเขม็งอยู่ครู่ใหญ่ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายไม่สนใจสายตาที่ดุร้ายของเขาเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นเขาจึงได้แต่แค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วพาเจ้าหัวเกรียนหันหลังกลับไป “อย่าให้ผมรู้นะว่าคุณมีความลับปิดบังอยู่”
นี่เป็นเพียงคำพูดไว้เชิง จากนั้นเขาก็ควรจะเดินจากไปอย่างหงอย ๆ
ทว่าในตอนนั้นเองก็มีเสียงเบา ๆ ดังมาจากนอกประตูใหญ่ จากนั้นรถสามล้อไฟฟ้าคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู บนกระบะรถยังมีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า… ตงเฟิงเอ็กซ์เพรส
พนักงานส่งของเป็นชายวัยสามสิบต้น ๆ ชุดทำงานของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เขาไม่ได้ลงจากรถ แต่นั่งอยู่บนเบาะหน้าของสามล้อแล้วตะโกนเสียงดัง “เฝิงจวิน เฝิงจวินอยู่ไหม? ออกมารับพัสดุด้วย”
เฝิงจวินยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ตำรวจคนนั้นก็พูดขึ้นก่อน “เขาคือเฝิงจวิน ส่งพัสดุอะไรมา?”
พนักงานส่งของเห็นดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก “ตำรวจเหรอครับ?”
เฝิงจวินได้ยินก็ฉุนกึก “ผมรับพัสดุอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับตำรวจด้วย คุณมีสิทธิ์อะไรมาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผม?”
ตำรวจมองเขาอย่างสงสัย มุมปากปรากฏรอยยิ้มประหลาด “โย่ แค่นี้ก็โมโหแล้ว... ดูท่าจะมีปัญหาจริง ๆ สินะ?”
เฝิงจวินตอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “คุณอยากรู้ ผมเข้าใจได้ แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมซื้ออะไรมาก็ไปขอหมายค้นมาแล้วกัน”
พูดจบเขาก็หยิบมือถือออกมาทันที เปิดโหมดถ่ายวิดีโอ เพื่อป้องกันอีกฝ่ายทำอะไรไม่สมเหตุสมผล
ตำรวจคนนี้นึกอยากจะพูดขึ้นมาจริง ๆ ว่า ‘ผมสงสัยว่าพัสดุของคุณอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของส่วนรวม ผมมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบได้ทันที’
แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบมือถือขึ้นมา สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่มองดูนิ่ง ๆ
ทว่าพนักงานส่งของไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว พอเห็นสถานการณ์ดังนั้นจึงรีบหยิบกล่องพัสดุออกมาทันที
มันเป็นกล่องกระดาษใบใหญ่ขนาดหนึ่งตารางเมตรและสูงราวครึ่งตัวคน ดูแล้วค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หนักมากนัก
พนักงานส่งของยกกล่องกระดาษลงมาอย่างง่ายดาย แล้วพูดอย่างรวดเร็ว “เซ็นรับด้วยครับ”
เฝิงจวินเหลือบมองตำรวจ ตำรวจเองก็มองเขากลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นกัน