- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 21 โง่หรือแกล้งโง่
ตอนที่ 21 โง่หรือแกล้งโง่
ตอนที่ 21 โง่หรือแกล้งโง่
เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อพนักงานขายสาว เฝิงจวินยิ้มแหย ๆ ให้เธอ “ขอบคุณครับ ขอบคุณคุณมากจริง ๆ”
หลังจากคำว่าขอบคุณ ต้องเติมคำว่า “คุณ” เข้าไปด้วย ถึงจะแสดงออกถึงความจริงใจได้
พนักงานขายสาวหน้าแดงเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระซิบ “คุณทิ้งไอดีแอปเหลียวเหลียวไว้ได้นะคะ... อืม ฉันช่วยคุณดูของได้ค่ะ”
เฝิงจวินอึ้งไปครู่หนึ่ง หน้าตาฉันตอนนี้…บุคลิกดีขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงกับมีสาวสวยมาจีบ?
คนที่ทำงานบริการ โดยเฉพาะในสถานที่ขายสินค้าราคาสูงแบบนี้หาคนหน้าตาไม่ดีได้ยาก พนักงานขายสาวคนนี้สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร รูปร่างผอมเพรียว หน้าตาอย่างน้อยก็ต้องมีแปดสิบคะแนน สวยกว่าเสี่ยวหลี่แน่นอน
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแดงขึ้นเล็กน้อย เฝิงจวินกลัวว่าเธอจะรู้สึกอับอาย จึงรีบหยิบมือถือเหมาหลินที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เปิดคิวอาร์โค้ดแอปเหลียวเหลียวของตัวเอง ให้อีกฝ่ายสแกน
โชคดีที่ซื้อโทรศัพท์ใหม่! ต่อหน้าสาวสวย ถ้ายังใช้มือถือเครื่องเก่าเครื่องนั้นอยู่ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะหยิบออกมาแล้วเสียฟอร์มหรือไม่ แค่ความเร็วในการเปิดที่ชักช้า ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว
จริง ๆ แล้ว เฝิงจวินก็รู้สึกดีกับหญิงสาวคนนี้เช่นกัน โสดมานานขนาดนี้แล้ว หรือว่า... จะหาแฟนคบเล่น ๆ สักคนดีไหม? แต่ในวินาทีต่อมา ความคิดของเขาก็ถูกดึงกลับไปที่เรื่องโอกาสพิเศษอีกครั้ง รอให้อีกฝ่ายสแกนเสร็จ เขาก็ยิ้มให้เธอเล็กน้อย “ขอบคุณมากครับ... ‘เย่ชิงอี’?”
“ชื่อจริงฉันเองค่ะ” พนักงานขายสาวยิ้มเล็กน้อย สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ “หลี่ต้าฝูยินดีให้บริการอย่างสุดความสามารถค่ะ”
เฝิงจวินก็ยิ้มเช่นกัน ส่งอั่งเปาให้อีกฝ่ายทันที “ขอให้มีความสุขนะครับ”
ธุรกิจบริการในประเทศไม่สนับสนุนการให้ทิป พนักงานขายสาวส่ายหน้า “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันรับไว้ไม่ได้”
เฝิงจวินยิ้มเล็กน้อย ชูโทรศัพท์ขึ้น “เราเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
พนักงานขายสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กดเปิดอั่งเปา ข้างในคือ 6.66 หยวน
เธอเงยหน้าขึ้น กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายได้หันหลังเดินออกไปนอกประตูแล้ว
ปากของเธอขยับเล็กน้อย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปากออกมา ได้แต่ยกนิ้วขึ้นแล้วส่งสติกเกอร์หน้ายิ้มในโทรศัพท์ไป
สิบนาทีต่อมา เฝิงจวินเดินออกจากร้านขายของเก่าข้าง ๆ อย่างไม่สบอารมณ์ ในมือถือจี้ห้อยคอน้ำเต้าเล็ก ๆ อันหนึ่ง
นิยายออนไลน์นี่เชื่อไม่ได้จริง ๆ!
ในร้านนี้มีหยกเกือบทุกชนิด ของเก่าก็มีไม่น้อย แต่เขาก็ยังไม่พบความรู้สึกที่ตัวเองต้องการ
หยกมังกรดำราคาไม่ถูกเลย แม้แต่จี้ห้อยคอที่เนื้อหยกแย่ที่สุดก็ยังราคาหลายร้อยหยวนต่อชิ้น เจ้าของร้านก็แนะนำไม่หยุด
เฝิงจวินทนไม่ไหวจริง ๆ จึงเปิดไอดีแอปเหลียวเหลียวของเย่ชิงอีขึ้นมา “เสี่ยวเย่ร้านข้าง ๆ แนะนำผมมาครับ”
เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบต้น ๆ รูปร่างผอม พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แหม คุณก็น่าจะบอกให้เร็วกว่านี้ หยกมังกรดำน่ะไม่มีอะไรน่าเล่นหรอก แต่ผมก็ลดให้มากไม่ได้ ของแบบนี้... อืม ยังจะขึ้นราคาอีก”
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็หยิบน้ำเต้าหยกอันนี้ออกมาจากลิ้นชักด้านหลัง “ของชิ้นนี้... พอจะนับว่าเป็นหยกได้อยู่ คนนอกวงการดูไม่ออกหรอกว่าดีหรือไม่ดี หนึ่งร้อยหยวน คุณเอาไปเลย”
เฝิงจวินไม่อยากจะจ่ายเงินหนึ่งร้อยหยวนนี้จริง ๆ ก็คนมันจนนี่นา
แต่ไม่ว่าจะเป็นเย่ชิงอีหรือเจ้าของร้านก็ให้ความรู้สึกที่ดีกับเขา งั้น... หนึ่งร้อยหยวนก็หนึ่งร้อยหยวนแล้วกัน
เขาถึงกับไม่สนใจที่จะให้เสี่ยวเย่ช่วยดูให้ด้วยซ้ำ แค่คิดว่ารอให้ตัวเองหาเงินได้แล้ว พอเจอเธออีกครั้ง จะได้มีหัวข้อคุยแบบ… ผมไปร้านนั้นมาแล้วนะ แถมยังซื้อของมาด้วย
การที่ไม่ได้อะไรเลยจากร้านขายเครื่องประดับทำให้อารมณ์ของเฝิงจวินไม่ค่อยดีนัก พอเขากลับมาถึงหน้าประตูโรงงาน เห็นในโรงงานมืดสนิท หน้าประตูไม่มีแม้แต่ไฟถนน อารมณ์ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก “ไอ้คนขี้เหนียวเอ๊ย!”
คุณลุงขี้เหนียวจริง ๆ เขาเห็นว่านักศึกษาปั่นไฟใช้เองก็เลยไม่ไปสับสะพานไฟขึ้นเลยตั้งแต่เมื่อคืน... จนถึงตอนนี้ ก็ยี่สิบกว่าชั่วโมงแล้ว
จริง ๆ แล้ว ถ้าพูดให้ถูกนี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเท่าไหร่ คุณลุงแค่อยากจะรักษาอำนาจของตัวเอง
ค่าไฟในโรงงานเขาไม่ต้องจ่าย การยืนหยัดว่าให้ตายยังไงก็ไม่สับสะพานไฟขึ้น ตัวเขาเองก็ไม่สะดวกสบายนัก
แต่เขาต้องทำให้คนอื่นเข้าใจซะก่อน ว่าถ้าจะใช้สายไฟเส้นนี้ เขาคือคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ จะสับขึ้นหรือไม่สับขึ้น ต้องดูอารมณ์ของเขาเป็นหลัก
ส่วนนักศึกษาผู้เช่าที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟดีเซลสูงนั่นไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของเขาเลย
…คิดว่าปั่นไฟแพงเหรอ? งั้นก็ไม่ต้องปั่นสิ เขาอายุขนาดนี้แล้ว ไม่มีไฟฟ้าก็ยังอยู่ดีกินดีไม่ใช่เหรอ? ตอนเช้าเฝิงจวินได้พูดคุยกับคุณลุงแล้ว รู้ถึงตรรกะที่ไม่สมเหตุสมผลนี้ดี ดังนั้นเขาเห็นสถานการณ์ก็หันหลังกลับทันที ได้ งั้นออกไปหาที่กินข้าวเย็นดีกว่า
ที่ร้านอาหารจริง ๆ แล้วสามารถชาร์จไฟฟรีได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นก็ต้องหาห้องส่วนตัว จะได้ไม่เป็นที่สังเกต แต่ร้านอาหารที่มีห้องส่วนตัว แน่นอนว่าราคาอาหารไม่ใช่ถูก ๆ อีกอย่างเวลาทานข้าวแค่หนึ่งมื้อจะชาร์จไฟได้สักเท่าไหร่กัน?
เฝิงจวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงไปที่ร้านข้าวแกงข้างทางเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง วันนี้เรื่องราวไม่ราบรื่น เขาจึงสั่งเหล้าขาวของเมืองหยางซื่อมาขวดหนึ่ง
เหล้าขาวหยางซื่อมีดีกรีสี่สิบสอง ต่อให้เขาจะคอแข็งแค่ไหน ดื่มไป 500 กรัมก็เริ่มจะมึน ๆ แล้ว
ดูเวลาพอเห็นว่าสามทุ่มกว่า หลังจากจ่ายเงิน เขาก็เดินโซซัดโซเซกลับมา ตั้งใจจะกลับไปเอาชุดเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน แล้วไปหาโรงอาบน้ำนอนสักคืน
ไหน ๆ ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองเริ่มจะเหนียวเหนอะหนะอีกแล้ว และถ้าหาปลั๊กไฟในโรงอาบน้ำได้ เขาก็จะชาร์จไฟไปนอนไปได้ แค่ต้องทำอย่างแอบ ๆ หน่อย
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโรงงานเขาก็ชะงักไป ทำไมมีคนเจ็ดแปดคนมายืนทะเลาะกันอยู่ที่นั่น? ยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สาเหตุ เจ็ดแปดคนนี้มาประท้วงให้คุณลุงสับสะพานไฟขึ้น
ตามหลักแล้ว การจะสับขึ้นหรือไม่สับขึ้นเป็นเรื่องของคุณลุงเอง คนเหล่านี้ไม่มีเหตุผลที่จะมาซักไซ้ แต่พวกเขากลับหาข้ออ้างขึ้นมาได้ พอคุณไม่สับไฟขึ้น ถนนช่วงนี้ก็มืดตื๋อ มองอะไรไม่เห็น
นี่เป็นปัญหาที่ตกค้างมาจากในอดีต ที่จริงหน้าประตูโรงงานควรจะมีไฟถนน แต่ตอนนั้นไม่ได้ลากสายไฟมา ผู้นำเบื้องบนจึงชี้แนะว่าโรงงานของพวกคุณมีผลประกอบการดี ลากสายไฟออกมาสักเส้น ติดไฟถนนที่หน้าประตูสักสองสามดวงเถอะ
ไหน ๆ พนักงานในโรงงานก็มีคนที่ทำงานกะกลางคืนอยู่แล้ว ส่องไฟให้สว่างหน่อยก็ดีต่อทุกคน
นานวันเข้านี่ก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถนนช่วงนี้ล้วนเป็นไฟถนนในความรับผิดชอบของการไฟฟ้า มีเพียงช่วงร้อยกว่าเมตรนี้เท่านั้นที่เป็นไฟถนนของโรงงาน แม้แต่ค่าไฟก็เป็นโรงงานที่จ่าย
ร้อยกว่าเมตร จะพูดว่าไกลก็ไม่ไกล พูดว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ เมืองหยางซื่อเป็นเมืองใหญ่ เคยขาดแสงสว่างซะทีไหน แสงที่ส่องสว่างกระจัดกระจายเหล่านั้นพอจะส่องให้เห็นทางในช่วงนี้ได้รำไร
คุณลุงยืนอยู่หลังประตูรั้วเหล็ก ปฏิเสธพวกเขาอย่างเด็ดขาด “อย่ามาเพ้อเจ้อ วันนี้ฝนไม่ได้ตก ถนนก็ไม่ได้ขุด ช่วงนี้ต่อให้หลับตาก็เดินผ่านได้... พวกคุณมีเจตนาไม่บริสุทธิ์!”
แน่นอนว่าคนเหล่านี้มีเจตนาไม่บริสุทธิ์จริง ทุกคนต่างอ้างเหตุผลที่ดูดี แต่จริง ๆ แล้วก็แค่อยากจะใช้ไฟฟ้าฟรี
มีคนดึงคุณลุงไปคุยข้าง ๆ คงจะเสนอผลประโยชน์ให้ แต่คุณลุงก็ส่ายหน้าอย่างไร้เยื่อใย… เขาหัวรั้นจริง ๆ
คนเหล่านี้ตอแยอยู่ครู่หนึ่ง เห็นคุณลุงทำท่าเหมือนตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็ค่อย ๆ สลายตัวไป เหลือเพียงคุณป้าวัยกลางคนสองคนที่ยังคงยืนด่าทอเสียงดังลั่น
เฝิงจวินเปิดไฟฉายบนมือถือ เดินมาที่ประตูเหล็ก ตบสองสามครั้ง “ลุงครับ เปิดประตูหน่อย ผมกลับมาแล้ว”
คุณลุงเปิดประตูเหล็กบานเล็กให้เขาเข้ามา แล้วก็รีบคล้องกุญแจทันที “ดึกป่านนี้แล้ว คงไม่ไปไหนแล้วใช่ไหม?”
เฝิงจวินเริ่มจะเมาขึ้นมาบ้างแล้ว มองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ถามตรง ๆ “คืนนี้... ก็ยังไม่มีไฟใช้เหรอ?”
“ไม่มี” คุณลุงตอบอย่างเด็ดขาด “สะพานไฟเสีย ซ่อมทีต้องใช้เงินสองพันกว่า ไม่มีเงิน กำลังยื่นเรื่องขอจากทางเขตอยู่”
โกหกหน้าตายโดยแท้ แค่เปลี่ยนฟิวส์แล้วสับสะพานไฟขึ้นก็จบแล้ว เขาแค่รังแกชาวบ้านแถวนี้ที่ไม่รู้ข่าวคราว อ้างเหตุผลใหญ่โตมาเป็นฉากหน้า
พวกเอ็งไม่อยากรอเหรอ? งั้นก็ได้ เอาเงินสองพันกว่ามาสิ เดี๋ยวจะช่วยซ่อมให้!
เฝิงจวินขี้เกียจจะสนใจเขา ถามอีกครั้ง “แล้วพรุ่งนี้ล่ะ จะซ่อมเสร็จหรือยัง?”
ตอนแรกคุณลุงอยากจะพูดว่ามันเกี่ยวอะไรกับเธอ แต่เมื่อได้กลิ่นเหล้าจากปากของอีกฝ่าย เขาก็ยังคงอดทนอธิบาย “ต้องขอเงินจากทางเขต จะไปรู้กำหนดเวลาได้ไง? อย่างเร็วก็วันสองวัน อย่างช้าก็อาจจะสามเดือนห้าเดือน”
เฝิงจวินมองเขาอย่างเย็นชา “ลุงครับ ตอนที่ผมเช่าบ้าน คุณบอกไว้ว่าค่าน้ำค่าไฟฟรี ไม่ได้บอกว่าไม่มีน้ำไม่มีไฟนะ”
คุณลุงเริ่มไม่พอใจ หน้าบึ้งตึง “ไอ้หนุ่ม สะพานไฟมันเสีย ฉันก็ทำอะไรมากไม่ได้ หรือว่าค่าซ่อมสองพันกว่านี่เธอจะออกให้ล่ะ?”
เขาไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายจ่ายเงิน แต่ต้องการใช้สิ่งนี้เพื่อข่มขู่เจ้าหนุ่มที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ให้ถอยไป
“ลุงครับ ลุงนี่ไม่ซื่อสัตย์เลยนะ!” เฝิงจวินกดเสียงต่ำลง เอาปากไปใกล้หูของอีกฝ่าย “ผมซ่อมเองก็ได้... จะให้ผมลองดูไหมล่ะ?”
“แค่ก ๆ” คุณลุงไอแห้ง ๆ สองสามครั้ง แล้วกระซิบตอบ “เอาเถอะ เธอรู้คนเดียวก็พอ อย่าเที่ยวพูดไปเรื่อยเปื่อย”
เขาคิดอยู่แล้วว่าคงปิดบังนักศึกษาคนนี้ไม่ได้ จึงยอมรับอย่างง่ายดาย “วันนี้สับไฟขึ้นไม่ได้แน่ ต้องสั่งสอนไอ้พวกเวรนี่ให้หลาบจำซะบ้าง ใช้ของหลวงจนเคยตัวหรือไง? สบายใจได้ พรุ่งนี้ก็คงจะสับไฟขึ้นได้แล้วล่ะ”
เฝิงจวินมองเขาด้วยใบหน้าดำคล้ำ “ผมขอย้ำอีกครั้งว่าการปั่นไฟดีเซลมันแพงมาก... ความเสียหายของผมจะคิดยังไง?”
“เธอก็มาต่อไฟของฉันไปใช้สิ” คุณลุงยื่นมือออกไป เปิดไฟดวงหนึ่งสว่างขึ้น
การกระทำของเขานี่มันสุดโต่งจริง ๆ ถึงกับเอารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันหนึ่งมา จากแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ต่อสายไฟออกมาสองเส้น ต่อกับหลอดไฟหนึ่งดวง ตรงกลางยังมีสวิตช์ดึงอีกด้วย
เฝิงจวินหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก ส่ายหน้า “นี่มันไฟกระแสตรงสี่สิบแปดโวลต์ ผมอยากได้ไฟกระแสสลับสองร้อยยี่สิบโวลต์”
คุณลุงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “หลอดไฟของฉันก็สว่างนี่นา”
ไม่มีความรู้นี่มันน่ากลัวจริง ๆ เฝิงจวินพูดไม่ออกอีกครั้ง เขาจึงส่ายหน้า “นั่นมันหลอดไส้ มีไฟฟ้าก็สว่างได้... ไม่ใช่สิ นี่มันหลอดไฟ 48 โวลต์”
“งั้นก็ไม่ใช่ปัญหาของฉันแล้ว” คุณลุงกางมือออก เล่นบทคนพาล “ตั้ง 48 โวลต์ ทำไมเธอถึงชาร์จไม่ได้ล่ะ?”
“นี่ฉันคงจะเป็นบัณฑิตเจอทหาร ต่อให้มีเหตุผลก็อธิบายไม่ได้สินะ” เฝิงจวินหัวเราะอย่างขมขื่น “ก็ได้ครับ ลุงมีเหตุผล ลุงใหญ่กว่า งั้นผมออกไปนอนโรงอาบน้ำสักคืนก็ได้ โอเคไหม?”
คุณลุงได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกอายอยู่บ้าง “ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ทำงานสักคืนจะตายหรือไง? ไปเสียเงินโดยใช่เหตุทำไมกัน?”
ขณะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คำรามก็ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ เข้าใกล้มาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
วินาทีต่อมา แสงไฟหน้ารถที่สว่างจ้าหลายดวงก็ส่องมายังประตูรั้วเหล็ก