- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 7 มิติปริศนา
ตอนที่ 7 มิติปริศนา
ตอนที่ 7 มิติปริศนา
ตอนที่ 7 มิติปริศนา
ในหอพักพนักงานที่เฝิงจวินอาศัยอยู่มีเตียงสี่เตียง แต่มีเตียงหนึ่งไม่มีคนนอน เขามีเพื่อนร่วมห้องเพียงสองคนคือจ้าวฉี และฉินเทา
ทั้งสองคนนี้เป็นลูกน้องในฟิตเนสคลับเหมือนกัน ความสัมพันธ์ระหว่างจ้าวฉีกับเฝิงจวินค่อนข้างจะตึงเครียด ส่วนฉินเทาเป็นคนประเภทที่กระทุ้งสามทียังไม่ยอมปริปากพูด นอกจากเวลาทำงานแล้วก็ชอบไปหมกตัวเล่นเกมอยู่ที่ร้านอินเทอร์เน็ต เป็นพวกโอตาคุติดบ้านดีๆ นี่เอง
แต่ถึงแม้ฉินเทาจะชอบไปร้านอินเทอร์เน็ต เขาก็ไม่เคยไม่กลับมานอนที่หอพักเลย เพียงแต่จะกลับดึกมากเท่านั้น
เขาเป็นคนเมืองหยางซื่อโดยกำเนิด ความสัมพันธ์กับเฝิงจวินก็ธรรมดา
เฝิงจวินมองดูฟาร์มที่ว่างเปล่า แล้วเหลือบมองคนทั้งสองที่กำลังหลับสนิท ก่อนจะเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์… สองคนนี้น่าสงสัยมาก แต่... นี่มันสองคนนะ จะระบุให้แน่ชัดว่าใครน่าสงสัยกว่ากันก็ไม่ได้
สรุปก็คือการอยู่ในระดับล่างก็เป็นเช่นนี้ ความคิดสกปรกต่างๆ ใบหน้าที่น่ารังเกียจ การกระทำที่ต่ำช้า ล้วนถูกเปิดเผยออกมาโดยไม่มีการปิดบัง
ทำร้ายคนอื่นโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร? นี่มันเป็นเรื่องปกติเกินไปแล้ว
เฝิงจวินถอนหายใจอย่างเงียบๆ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ตัวเองไม่ตั้งรหัสผ่านภาพพักหน้าจอล่ะ?
แต่ในวินาทีต่อมา ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย: ในเมื่อการเกี่ยวหญ้ามันเหนื่อยนัก ขุดหญ้าเลี้ยงสัตว์ทิ้งไปก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน
ชั่วขณะนั้น เขาลืมไปเลยว่าบางทีเขาอาจจะใช้มือขวาเก็บเกี่ยวหญ้าเลี้ยงสัตว์ก็ได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเขามากนัก หลังจากเดินออกจากหอพัก เขายังตั้งใจไปกินอาหารเช้ามื้อใหญ่อีกด้วย กินจนกระทั่งปาท่องโก๋จุกอยู่ที่คอหอย ถึงได้วางชามและตะเกียบลงอย่างพึงพอใจ
การจะเข้าไปในฟาร์มเพื่อสำรวจหากฎเกณฑ์นั้น เป็นงานที่ใช้แรงงานจริงๆ
เขาเมินสายตาประหลาดใจของเจ้าของร้าน แล้วยังช่วยซื้ออาหารเช้าให้สาวน้อยหลี่อีกชุดหนึ่ง ก่อนจะเดินอย่างสบายอารมณ์มาถึงฟิตเนสคลับ
เมื่อคืนเขาไม่ได้มา พื้นที่ที่เขารับผิดชอบถูกคนอื่นทำความสะอาดไว้อย่างหมดจด เฝิงจวินเดินวนอยู่รอบหนึ่ง พบว่าสาวน้อยหลี่ยังไม่มา เขาก็เดินทอดน่องไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของพนักงาน
หลิวซู่หมิงมาถึงแล้ว พอเห็นเขาเข้ามา สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงทันที ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ถามด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า "ที่ชาร์จของฉันพังเพราะฝีมือนายใช่ไหม?"
เฝิงจวินเหลือบมองเขา แต่ไม่พูดอะไร หยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วปัดหน้าจอเล่นไปเรื่อยๆ
หลิวซู่หมิงโกรธจนหน้าเขียว แต่กลับไม่กล้าถามต่อ ทำได้เพียงถ่มน้ำลายอย่างแรง "ไอ้หน้าขาว คิดว่าตัวเองเป็นคนดีนักรึไง?"
คำพูดนี้ค่อนข้างพาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเฝิงจวินกับเจ๊หง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยชื่อ และสีผิวของเฝิงจวินก็ไม่ได้ขาว แค่ไม่ดำคล้ำเท่านั้น การถูกเรียกว่าไอ้หน้าขาว คงจะเกี่ยวข้องกับการที่เขามีวุฒิการศึกษาสูงกว่า
เฝิงจวินก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำพาดพิงของอีกฝ่าย เขาวางมือซ้ายลงบนโต๊ะ นิ้วเคาะโต๊ะไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วใช้นิ้วมือซ้ายแตะลงบนพื้นที่ว่างของหน้าจอ
เขารู้ว่ามือซ้ายของตัวเองไม่สามารถกดเข้าฟาร์มเหลียวเหลียวได้ กระทั่งไอคอนอื่นก็ยังไม่กล้ากด แต่... การแตะพื้นที่ว่างของหน้าจอ คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรอกนะ?
พฤติกรรมเช่นนี้จัดอยู่ในประเภทว่างจนมือบอน และคำโบราณก็ว่าไว้อย่างดี… ไม่มีอะไรทำก็หาเรื่องใส่ตัว!
ดังนั้นในวินาทีต่อมา เฝิงจวินก็เจอเรื่องเศร้าจนได้ เขาพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในมิติที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
นี่คือดินแดนรกร้าง ที่มองเห็นมีแต่กรวดทราย ราวกับว่ากำลังอยู่ในทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา
เขามองขึ้นไป บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์อยู่แต่ใหญ่เป็นพิเศษ ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ปกติกว่าเท่าตัว เมื่อมองไปไกลๆ จะเห็นทิวเขาสูงตระหง่านและสีเขียวจางๆ
แต่สถานที่ที่เขาอยู่กลับเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง มองไม่เห็นพืชพรรณใดๆ ไม่มีสัตว์อะไรเลย กระทั่งแมลงก็ยังไม่มี มีเพียงกรวดทรายที่ไม่มีที่สิ้นสุด และลมหนาวที่พัดกรูเกรียวเป็นระลอก
เฝิงจวินอ้าปากค้างตะลึงอยู่นาน ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ให้ตายสิ ฉันนี่... มือบอนจริงๆ เลย"
ในตอนนี้ถ้าเขาอยากจะออกก็น่าจะสามารถออกไปได้อย่างง่ายดาย แต่ในเมื่อมาแล้ว เขาก็ตั้งใจจะเดินสำรวจดูรอบๆ ว่าที่นี่มันเป็นอย่างไรกันแน่
ส่วนเรื่องที่เขาเข้ามาในโทรศัพท์ต่อหน้าต่อตาของหลิวซู่หมิงนั้น ช่างมันเถอะ ตอนนี้เสียใจไปก็ไม่ทันแล้ว ยังไงซะหลังจากเข้ามาที่นี่ เวลาข้างนอกก็น่าจะหยุดนิ่งแล้ว
เขามองไปรอบๆ อีกครั้ง พบว่าทิศที่น่าจะเป็นทิศตะวันออกนั้นไม่เพียงแต่มีภูเขาไกลๆ และสีเขียวที่มองเห็นได้รางๆ เมื่อเพ่งสายตามองไปจนสุด ยังดูเหมือนว่า... จะมีอาคารที่ค่อนข้างเป็นระเบียบอยู่ด้วย
ถ้างั้นก็ไปดูกันหน่อย เฝิงจวินยกเท้าก้าวเดินไปทางทิศตะวันออก อาหารเช้าที่เขากินมานั้นอิ่มมากพอตัว ยังไม่ต้องกังวลเรื่องพละกำลังชั่วคราว
สำนวนที่ว่าเห็นภูเขาอยู่ข้างหน้า แต่ขี่ม้าไปจนตายก็ยังไม่ถึงนั้นไม่ใช่คำพูดที่พูดขึ้นมาลอยๆ จริงๆ เขาเดินไปเกือบสามชั่วโมง ถึงจะย่นระยะทางเข้าไปได้เล็กน้อย ตอนนี้เขาสามารถมองเห็นได้รางๆ แล้วว่า อาคารที่เรียงเป็นแถวนั้นดูเหมือนจะเป็นบ้านเรือน
ในบ้านเหล่านี้จะมีคนอยู่ไหมนะ? เฝิงจวินขมวดคิ้ว ตามขนบของนิยายออนไลน์แล้ว ตอนนี้เขาต้องซ่อนตัว ระวังตัวร้ายต่างๆ ที่อาจจะปรากฏตัวขึ้นรอบๆ บ้าน
เขามองดูดวงอาทิตย์ เห็นมันเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว แสงและความร้อนกำลังลดลง บนทะเลทรายเริ่มจะหนาวเย็น ลมที่พัดมาก็แรงขึ้น เขาเพิ่งหยุดเดินก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ดังนั้นเขาจึงตั้งปกเสื้อขึ้นเพื่อต้านทานลมหนาว
แต่ในวินาทีต่อมาเขาก็ถึงกับกระโดดตัวลอย "ให้ตายสิ... ฉันเอาเสื้อผ้าเข้ามาด้วยเหรอ?"
การค้นพบนี้ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมาก เมืองหยางซื่อที่อยู่นอกโทรศัพท์ในขณะนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงพอดี เฝิงจวินสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงขายาว ซึ่งเป็นชุดมาตรฐานฤดูร้อนของหงเจี๋ยฟิตเนสคลับ
เขายื่นมือไปล้วงกระเป๋ากางเกง และก็เป็นไปตามคาด เขาสัมผัสเจอบุหรี่และไฟแช็ก
ไฟแช็กไม่ใช่แบบกันลม เฝิงจวินใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะจุดบุหรี่ติดได้หนึ่งมวน เขาสูดควันเข้าไปลึกๆ สองครั้งอย่างสบายอารมณ์ อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา "รวยแล้ว รวยแล้ว ความสามารถในการเปลี่ยนเงินสดนี่... ทรงพลังเกินไปแล้ว"
การมีมิติเก็บของแบบนี้ ตอบสนองความคาดหวังทั้งหมดที่เขามีต่อปาฏิหาริย์ได้แล้ว
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจว่าจะยังคงแอบเข้าไปใกล้บ้านเหล่านั้นอย่างเงียบๆ ไม่ใช่เพื่ออะไร เพียงเพราะการจะเข้ามาในมิติโทรศัพท์ได้แต่ละครั้งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากเกินไป ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวเงินสดได้ ก็ควรประหยัดเงินทุนที่มีจำกัดไว้ให้มากที่สุด
อีกสองชั่วโมงต่อมา ในที่สุดเขาก็ย่องเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ จนถึงระยะห่างจากบ้านประมาณครึ่งกิโลเมตร
ดวงอาทิตย์ในตอนนี้ยิ่งคล้อยไปทางทิศตะวันตกมากขึ้น สายลมก็ยิ่งหนาวเหน็บกว่าเดิม
เฝิงจวินกลับจ้องมองบ้านเหล่านั้นอย่างตกตะลึง "ที่แท้เป็น... ซากปรักหักพัง?"
นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นหมู่บ้านอะไรสักอย่าง มีบ้านไม่มากนัก เจ็ดสิบแปดสิบหลัง หลังคาทั้งหมดถูกทำลาย ผนังก็ถูกทำลายไปเกือบหมด ที่เหลืออยู่ก็คือซากกำแพงที่พังทลาย
เพียงแต่การวางผังบ้านนั้นค่อนข้างเป็นระเบียบ ดังนั้นเมื่อมองจากไกลๆ ที่นี่จึงดูเหมือนเป็นกลุ่มอาคารที่มีแบบแผน
ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ถึงกับมีลานนวดข้าวขนาดใหญ่อยู่ด้วย กระทั่งยังมีลูกกลิ้งหินสำหรับนวดข้าวอยู่อันหนึ่ง
แกนไม้บนลูกกลิ้งยังคงอยู่ แต่คานค้ำกลับหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ยิ่งทำให้ทั้งหมู่บ้านดูพังทลายและรกร้างมากขึ้นไปอีก
เฝิงจวินขมวดคิ้วแน่น คำนวณในใจไม่หยุด: หมู่บ้านนี้... คงไม่มีคนอยู่แล้วสินะ?
สัญชาตญาณบอกเขาว่าที่นี่ไม่มีคนอาศัยอยู่มานานมากแล้ว แต่... คนเราเมื่ออยู่ในยุทธภพ ต้องระวังการถูกคนอื่นฆ่าคนชิงสมบัติอยู่เสมอ
โอ๊ะ ผิดแล้ว ต้องเป็นฆ่าคนชิงปาฏิหาริย์
แต่ถ้าจะจากไปทั้งแบบนี้เลย ครั้งต่อไปกว่าจะสะสมพลังงานเข้ามาได้อีกก็ไม่รู้ว่าเป็นเมื่อไหร่
เฝิงจวินลังเลอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายก็ตัดสินใจแน่วแน่ เอาเถอะ อย่างมากก็แค่กลับไปซื้อไฟฟ้ามาใช้
ประเด็นสำคัญคือ... ตอนนี้ที่นี่มันหนาวโคตรๆ เลยโว้ย!
วินาทีต่อมา เขาก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของพนักงานหงเจี๋ยอีกครั้ง
ทันใดนั้นเสียง "ปัง" ก็ดังขึ้นจากไม่ไกล เฝิงจวินหันไปมอง พบว่าหลิวซู่หมิงกำลังปิดตู้ล็อกเกอร์อย่างแรง
ดูเหมือนเจ้าหมอนี่จะไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของฉัน! เฝิงจวินถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นทุบต้นขาตัวเองอย่างแรง… ให้ตายสิ ฉันนี่มันหมูจริงๆ
ในตอนนี้เองที่เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ในเมื่อหลังจากที่เขาเข้าไปในโทรศัพท์แล้ว เวลาภายนอกจะหยุดนิ่ง ดังนั้นไม่ว่าร่างกายของเขาข้างนอกจะเกิดความผิดปกติอะไรขึ้น ก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวที่สามารถละเลยได้
กระทั่งต่อให้ร่างของเขาทั้งร่างเข้าไปในโทรศัพท์ คนอื่นก็อาจจะมองไม่เห็น... เพราะเวลาในชั่วขณะนั้นมันหยุดนิ่ง
ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกแล้วจะไปยืมโทรศัพท์ทำพระแสงอะไร... ไม่น่าเลย จะยืมโทรศัพท์มาทำไมกัน
เขาเก็บโทรศัพท์ ล็อกเสื้อผ้าไว้ในตู้ล็อกเกอร์ แล้วผลักประตูห้องอาบน้ำเข้าไป… เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ร่างกายของเขาก็ขับไขมันเหนียวๆ ออกมาอีกชั้นหนึ่ง
เขาบิดก๊อกน้ำร้อนไปจนสุด สัมผัสกระแสน้ำร้อนจัดที่ไหลกระทบผิวหนังที่เย็นเฉียบ ถอนหายใจยาวอย่างสบายอารมณ์… สดชื่นสุดๆ เมื่อกี้เกือบจะแข็งตายแล้วนะเนี่ย
ขณะที่อาบน้ำไป เขาก็เริ่มจ้องมองรอยประทับบนแขนพลางครุ่นคิดอีกครั้ง สีมันจางลงขนาดนี้ อย่างมากก็คงจะเข้ามิติได้อีกแค่ครั้งเดียวสินะ?
หลังออกมาจากห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็เดินออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พบว่าสาวน้อยหลี่มาถึงแล้ว ไม่เพียงแต่กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว แต่ยังยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ กำลังอธิบายอะไรบางอย่างให้ชายหนุ่มสองคนฟังอย่างกระตือรือร้น
เฝิงจวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นต้องไปยืมโทรศัพท์แล้ว… ในชั่วพริบตาที่เวลาหยุดนิ่ง ใครจะสังเกตเห็นได้ว่าสภาพของตัวเองเป็นอย่างไร?
สิ่งที่เขาต้องทำจริงๆ คือเตรียมตัวให้พร้อม แล้วกลับไปที่ดินแดนรกร้างนั้นอีกครั้งหนึ่ง หนึ่งคือเพื่อยืนยันความสามารถในการเก็บของของมิติ สองคือ... ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะทำความเข้าใจให้ได้ว่าดินแดนรกร้างนั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่
แน่นอนว่ารายละเอียดปลีกย่อย เขายังต้องวางแผนให้ดี ไม่สามารถสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์
ช่วงเช้าหลังจากนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น ตอนเที่ยง เขายังคงไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหาร แต่กลับไปที่ร้านอาหารตามสั่งเก่าๆ แห่งนั้นเป็นวันที่สามติดต่อกัน
ครั้งนี้เขากินไม่เยอะเท่าสองครั้งก่อน แต่เจ้าของร้านก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เพียงแต่ตอนจ่ายเงินกลับเอ่ยปากขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "ช่วงนี้คุณตัวสูงขึ้นรึเปล่า?"
"สูงขึ้น?" เฝิงจวินหันไปมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มพลางพยักหน้า "ยี่สิบสาม กระดูกยังยืดได้... ไม่แน่หรอกครับ"
ในความเป็นจริงเขาก็มีความรู้สึกคล้ายๆ กัน รู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหน่อย
"สูงขึ้นแน่นอน" เจ้าของร้านพยักหน้า พูดอย่างมั่นใจมาก "ตอนแรกคุณสูงเท่าๆ กับผม แต่ตอนนี้... คุณสูงกว่าผมนิดหน่อยแล้ว"
คนที่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน จะสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงความสูงเตี้ยของอีกฝ่ายได้โดยตรงที่สุด
"เหรอครับ?" เฝิงจวินได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาอย่างมาก ในบรรดาคนจีนด้วยกัน ความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตรของเขา จริงๆ ก็ไม่ถือว่าเตี้ยแล้ว
ตอนนี้ทุกคนต่างก็มองว่ายิ่งสูงยิ่งดูดี กระทั่งเมื่อสองวันก่อน หวังไห่เฟิงยังบอกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรน่ะเป็นได้แค่คนพิการระดับสามเท่านั้น
เจ้าหมอนั่นสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ดเซนติเมตร พูดแบบนี้แน่นอนว่าไม่มีความกดดันอะไร