- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 5 ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เลว
ตอนที่ 5 ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เลว
ตอนที่ 5 ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เลว
ตอนที่ 5 ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เลว
หืม? เฝิงจวินชะงักไปครู่หนึ่ง ขยับจมูกฟุดฟิด แล้วยกแขนขึ้นมาดม ก่อนจะตอบอย่างงุนงง "ไม่มีกลิ่นนี่ครับ"
"เหม็นเต่า!" เจ้าของร้านพูดอย่างเด็ดขาดพลางยกมือขึ้นโบกไปมาหน้าจมูก "จมูกตัวเองน่ะไม่เหม็นหรอก... อืม ที่ผมพูดนี่คือคำเตือนด้วยความหวังดีนะ คนอื่นเขาอาจจะไม่เตือนคุณ"
เขาไม่อยากจะล่วงเกินลูกค้าประจำของตัวเอง
แต่ปฏิกิริยาของเฝิงจวินกลับเหนือความคาดหมายของเขา เจ้าหนุ่มนั่นอึ้งไปก่อน จากนั้นก็หัวเราะร่าออกมา "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณมากที่เตือนนะครับ ไม่อย่างนั้นคงน่าอายแย่"
เมื่อมองดูชายหนุ่มที่เดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม เจ้าของร้านก็ยิ้มและส่ายหัวเช่นกัน "ไอ้หนุ่มตัวเหม็นคนนี้ อารมณ์ดีใช้ได้เลย... อืม สมเป็นไอ้หนุ่มเต่าเหม็นจริง ๆ เหม็นได้ที่เลย"
ความดีใจของเฝิงจวินนั้นแน่นอนว่ามีเหตุผล การที่ร่างกายส่งกลิ่นเหม็น นี่ไม่ใช่การ...ชำระไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นในตำนานหรอกเหรอ?
สมกับเป็นปาฏิหาริย์จริง ๆ ปฏิกิริยาที่ควรจะมีก็มีครบ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์เก๊
ในหงเจี๋ยฟิตเนสคลับ การจะอาบน้ำสักครั้งนั้นง่ายแสนง่าย ฟิตเนสคลับส่วนใหญ่ล้วนมีห้องอาบน้ำฝักบัว
เมื่อคำนึงว่าเสื้อผ้าของตัวเองอาจจะมีกลิ่นเหม็นติดไปด้วย เฝิงจวินจึงกลับไปที่หอพักเพื่อหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน แล้วก็บังเอิญเห็นที่ชาร์จโทรศัพท์อันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะของจ้าวฉี
ขอยืมใช้ก่อนแล้วกัน! เขาไม่อยากมีโมเมนต์แบบเพิ่งซื้อที่ชาร์จอันใหม่มาแล้วก็ระเบิดทันทีหรอกนะ
ครั้งนี้เขาใช้มือขวา และทำขั้นตอนการชาร์จสำเร็จอย่างราบรื่น
การคาดเดาของเขาไม่ผิดจริง ๆ โทรศัพท์รุ่นคุณป้าเริ่มชาร์จแล้ว เป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง
เฝิงจวินมองไปรอบ ๆ แล้วเสียบที่ชาร์จเข้ากับเต้ารับใต้เตียง จากนั้นก็ปิดเครื่องโทรศัพท์แล้วซ่อนไว้ใต้เตียงเช่นกัน ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแล้วรีบเดินออกไป
เมื่อมาอยู่ใต้ฝักบัว เขาถึงได้พบว่าร่างกายของตัวเองนั้นสกปรกกว่าปกติ เพียงแต่ว่าคราบสกปรกบนผิวหนังชั้นนอกนั้นมีสีใกล้เคียงกับสีผิวของเขามาก แถมยังระบายอากาศได้ดี เขาจึงไม่ทันได้สังเกต
ส่วนเรื่องกลิ่นเหม็นน่ะหรือ? อาจจะมีบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าคงไม่ได้เหม็นเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นเจ้าของร้านอาหารคงไม่ยอมให้เข้าร้านตั้งแต่แรก
เห็นได้ชัดว่า คำบรรยายเรื่องการชำระไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นในนิยายออนไลน์นั้นไม่ค่อยจะถูกต้องนัก คราบสกปรกไม่ได้เป็นสีดำ และก็ไม่ได้เหม็นขนาดนั้น
เฝิงจวินถูสบู่ถึงสามรอบเต็ม ๆ กว่าจะล้างตัวจนสะอาดหมดจดได้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะอยู่ต่อที่หงเจี๋ย… อาบน้ำข้างนอกต้องเสียเงิน แถม… สบู่ของคลับเฮาส์ก็มีให้ใช้ฟรีด้วย
หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เป็นเวลาประมาณบ่ายโมง ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ฟิตเนสคลับเงียบเหงาที่สุด
เฝิงจวินเดินออกจากคลับเฮาส์ ล้วงบัตรโดยสารสาธารณะออกมา แล้วขี่จักรยานสาธารณะคันหนึ่งไปยังร้านขายโทรศัพท์ที่อยู่ห่างออกไปสองกิโลครึ่ง ใช้เงินสิบห้าหยวนซื้อที่ชาร์จราคาถูกมาอันหนึ่ง เมื่อเห็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดหลายรุ่นในตู้โชว์ เขาก็เกิดความอยากซื้อขึ้นมาจริง ๆ
มีปาฏิหาริย์อยู่ในมือแล้ว จะประหยัดเงินไปทำไม?
แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงหักห้ามใจตัวเองไว้ได้ ไม่ใช่แค่เพราะเขายังหาหนทางเปลี่ยนมันเป็นเงินไม่ได้ แต่ยังเป็นเพราะหอพักไม่ปลอดภัยเกินไป ใช้แค่โทรศัพท์รุ่นคุณป้า เขายังกลัวว่าจะถูกขโมยเลย นับประสาอะไรกับโทรศัพท์รุ่นใหม่พวกนี้
หลังจากกลับมาถึงหอพัก เขาเปลี่ยนที่ชาร์จของจ้าวฉีออก ยังคงวางโทรศัพท์ไว้ใต้เตียงเหมือนเดิม ส่วนตัวเองก็ขึ้นเตียงนอนหลับปุ๋ยไป แต่ที่น่าเศร้าก็คือ เขาลืมเปิดเครื่องโทรศัพท์
เมื่อเขาตื่นจากการงีบหลับ เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่านี่มันสี่โมงเย็นแล้ว
แบตเตอรี่ของโทรศัพท์รุ่นคุณป้าก็ขึ้นมาถึงแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์
แบตเตอรี่นับว่าเพียงพอสำหรับวันนี้แล้ว เขาถอดที่ชาร์จออก กำลังจะคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง จ้าวฉีก็วิ่งเข้ามาจากนอกประตู
เจ้าอ้วนเหงื่อท่วมตัว หอบหายใจพลางตะโกนลั่น "นายเป็นคนยังไงกันเนี่ย ทำไมไม่หัดเปิดเครื่องไว้? ผู้จัดการกัวเรียกนายให้รีบไปหา"
เฝิงจวินขมวดคิ้ว ถามอย่างไม่เข้าใจ "มีเรื่องอะไรด่วนขนาดนั้น?"
"ก็เรื่องเมื่อวานนั่นแหละ" จ้าวฉีตอบพลางยิ้ม บนใบหน้ามีความสะใจที่ปิดไม่มิด "บริษัทไฟดับต่อเนื่อง ผู้จัดการใหญ่ไม่มีเวลาตามหานาย ตอนนี้หม้อแปลงซ่อมเสร็จแล้ว เรื่องนี้เลยต้องจัดการกันหน่อย... เมื่อวานตอนบ่ายนายยังโดดงานด้วยนี่นา"
เฝิงจวินมองเขาอย่างประหลาดใจ "พอฉันซวย นายดูมีความสุขจังนะ?"
"ฉันจะมีความสุขเรื่องอะไรกัน?" จ้าวฉีปฏิเสธความคิดที่จะสะใจของตัวเองอย่างเด็ดขาด แต่กลับพูดจาเป็นงานเป็นการ "นายทำผิดกฎบริษัท บริษัทจะไม่จัดการก็ไม่ได้นี่ จริงไหม?"
เฝิงจวินมองเขาอย่างสุดจะเอือมระอา แล้วยกเท้าก้าวเดินออกไปนอกประตู
ฟิตเนสคลับในเวลานี้เริ่มจะวุ่นวายเล็กน้อยแล้ว แต่คนที่มาตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิก แถมยังเป็นพวกที่กินเงินเดือนหลวงทั้งนั้น… ตอนเช้ายุ่งมากแล้ว ตอนบ่ายก็ถือเป็นการพักผ่อนโดยที่ยังได้รับเงินเดือน
เมื่อสมาชิกเยอะ ลูกน้องอย่างพวกเขาก็ว่าง คนขับรถเก๋า ๆ ไม่ต้องการให้พวกเขามานำทาง
ผู้จัดการกัวเรียกเทรนเนอร์และพนักงานบริการที่ว่างอยู่มารวมตัวกัน กำลังยืนเทศนาน้ำลายแตกฟอง เมื่อเห็นเฝิงจวินเดินเข้ามาจากนอกประตูก็จ้องเขาเขม็ง "นายยังมีหน้ามาอีกเหรอ?"
ความโกรธของเฝิงจวินพลุ่งขึ้นมาทันที แต่เขาก็ยังคงข่มความโกรธไว้ "วันนี้ผมนอนเพลินไปหน่อย ถือว่าผมมาสายแล้วกัน"
แต่ผู้จัดการกัวเยว่หลิงจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้อย่างไร? "วันนี้มาสาย แล้วเมื่อวานล่ะ? เมื่อวานนายไม่ใช่แค่ไม่รักษาภาพลักษณ์ของคลับ ตอนบ่ายยังโดดงานอีก ฉันล่ะแปลกใจจริง ๆ อายุยังน้อย ทะเยอทะยาน แต่ไร้ความสามารถ ใครให้ความมั่นใจนายขนาดนี้?"
"บริษัทให้ที่กินที่อยู่กับนาย ไม่นึกเลยว่าจะเลี้ยงคนเนรคุณไว้... นายกล้าดียังไง อาศัยปริญญาสองใบของนายเหรอ? ไม่ใช่ฉันอยากจะหัวเราะเยาะนายนะ นั่นมันก็แค่กระดาษเปล่าสองแผ่น นักศึกษาสมัยนี้มีเยอะยิ่งกว่าหมาซะอีก!"
เฝิงจวินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธจัด ในฐานะนักศึกษา ถ้าเขาพูดเองว่านักศึกษาเยอะยิ่งกว่าหมา นั่นเป็นการถ่อมตัว นักศึกษาคนอื่นก็พูดแบบนี้ได้ แต่ผู้จัดการกัวเป็นแค่เด็กปวช. พูดแบบนี้เรียกว่าด่า!
เขาตัดสินใจแน่วแน่ สวนกลับไปทันที "ที่กินที่อยู่ของผม ผมใช้แรงงานแลกมา ไม่ใช่บริษัทให้ฟรี ๆ เรื่องนี้คุณต้องทำความเข้าใจให้ดี และเรื่องเมื่อวานผมก็ไม่คิดว่าผมทำผิด... ความผิดของหลิวซู่หมิง ทำไมต้องมาโยนให้ผม?"
อารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีนัก: ดูท่าคงจะต้องไปจากที่นี่แล้วจริง ๆ น่าเสียดาย ห้องอาบน้ำฟรี สบู่ฟรี
"อาศัยอะไรน่ะเหรอ?" กัวเยว่หลิงหัวเราะอย่างฉุนเฉียว เสียงแหลมขึ้นกว่าเดิม "ก็อาศัยที่หลิวซู่หมิงเป็นเทรนเนอร์ เพราะฉะนั้นคนที่ผิดก็ต้องเป็นนายเท่านั้น ทำไม ไม่พอใจเหรอ?"
ตรรกะนี้มันช่างเปลือยเปล่าและทำลายสามัญสำนึกสิ้นดี แต่นี่แหละคือชีวิตจริง ลำดับความสำคัญของเทรนเนอร์ย่อมสูงกว่าลูกน้องอยู่แล้ว… คนที่มีใบอนุญาตยังไงก็เป็นส่วนน้อย ส่วนแรงงานหนุ่มที่ไม่มีใบอนุญาต ไปหาที่อื่นมีหรือจะไม่เจอ?
เฝิงจวินอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว จึงตอบกลับไปอย่างเผ็ดร้อน "ผมไม่พอใจแน่ ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด... ใบอนุญาตเทรนเนอร์? ในสายตาผมมันก็แค่กระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง!"
เทรนเนอร์คนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงพร้อมกัน ให้ตายสิ... ไอ้หนุ่มนี่ แกจะหาเรื่องใช่ไหม?
จริง ๆ แล้วทันทีที่พูดจบ เฝิงจวินก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป แต่… ผิดก็ผิดไปสิ คำพูดก็พูดออกไปแล้ว จะมาเสียใจทีหลังทำไม?
ผู้จัดการกัวได้ยินดังนั้นกลับยิ้มอย่างดูแคลน "ใบอนุญาตเทรนเนอร์? มันใช้การได้จริง ๆ นะ จะบอกให้รู้อย่างไม่อ้อมค้อมเลยว่าในสายตาฉัน ในวงการนี้ ใบอนุญาตเทรนเนอร์สำคัญกว่าปริญญาสองใบเฮงซวยของนายเยอะ!"
มือทั้งสองข้างของเฝิงจวินที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวค่อย ๆ กำแน่นขึ้น เขาหรี่ตาลง กัดฟันถาม "คุณกำลังด่าผมเหรอ?"
"ด่าก็ถือว่าให้เกียรติแล้ว" กัวเยว่หลิงยิ้มเย็นอย่างดูแคลน "ทำไม อยากจะต่อยฉันรึไง?"
เฝิงจวินไม่ได้คิดจะต่อยคน ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เขาไม่อยากจะลงไม้ลงมือกับผู้หญิง
เขาแค่ต้องการจะลาออก ปาฏิหาริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหอพัก ตอนนี้เขาจากไป อย่างมากก็แค่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง
แต่ในขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูดนั้น เสียงใสกังวานราวดั่งกระดิ่งเงินก็ดังขึ้นอย่างเย็นชาจากด้านหลัง "เกิดอะไรขึ้น?"
ทุกคนหันไปมอง แล้วก็ต้องตกตะลึง ที่แท้ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเสด็จมานั่นเอง
เจ๊หงในวันนี้เปลี่ยนมาสวมเสื้อแขนสั้นคอปกเล็กสีขาว กับกระโปรงทรงดินสอสีเทาอ่อน
ชุดแบบนี้ ถ้าผู้หญิงคนอื่นสวมใส่ก็จะเป็นลุคสาวออฟฟิศมือฉกาจในเมืองใหญ่มาตรฐาน แต่เมื่ออยู่บนตัวเธอ กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจบารมีและกลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
การที่ผู้หญิงไม่สวมถุงน่อง ดูเหมือนจะลดการปิดบังและเสแสร้งลงไปมาก เผยให้เห็นถึงราศีของคนที่เป็นใหญ่ได้อย่างเต็มที่
ผู้จัดการกัวเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าผู้บริหารมาถึง จึงรีบอธิบายอย่างร้อนรน "เจ๊หงคะ ฉันกำลังเชือดไก่ให้ลิงดูอยู่ค่ะ ไม่ทันเห็นว่าคุณมา... ตอนนี้บรรยากาศในบริษัทไม่ค่อยดี พวกเด็ก ๆ ทำตัวเหลาะแหละ ต้องกำราบพฤติกรรมแย่ ๆ พวกนี้อย่างเด็ดขาดค่ะ"
"อืม" เจ๊หงพยักหน้ารับคำอย่างไม่แสดงความเห็น
แต่กัวเยว่หลิงรู้ดีว่าตนเองต้องอธิบายให้เจ้านายฟังให้ได้ ดังนั้นจึงชี้ไปที่เฝิงจวิน "เด็กคนนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างค่ะ ไม่สามัคคีกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อวานโดดงาน วันนี้มาสาย..."
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เธอก็นึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้ "มีสมาชิกบางคนค่อนข้างชื่นชมเขา แต่เขากลับไม่รู้จักเจียมตัว"
"อ้อ?" เจ๊หงกวาดตามองเฝิงจวินขึ้นลงสองสามครั้ง ในสมองเริ่มมีภาพจำขึ้นมาบ้างแล้ว ‘ลูกค้าชื่นชม’ มีความหมายว่าอย่างไร ในใจเธอนั้นรู้ดีอยู่แล้ว ในคลับมีพวกแปลก ๆ อยู่ไม่กี่คนจริง ๆ "นักศึกษาปริญญาโทคนนั้นใช่ไหม?"
มุมปากของเฝิงจวินกระตุกเล็กน้อย: ปริญญาสองใบ ไม่ใช่ปริญญาโท!
"ค่ะ" กัวเยว่หลิงพยักหน้า "เขาชื่อเฝิงจวินค่ะ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่"
"อืม" เจ๊หงพยักหน้าอีกครั้ง จากนั้นดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา "เฝิงจวิน... นายคือ 'ยามบุปผาร่วงโรย' สินะ?"
"แค่ก ๆ" เฝิงจวินไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วนสองครั้ง ช่วงเวลาแบบนี้ เจ๊หงครับ คุณมาพูดเรื่องเกมต่อหน้าพนักงานแบบนี้ มันจะดีเหรอครับ?
"ใช่แล้วครับ ชื่อในเหลียวเหลียวของเขาก็คือยามบุปผาร่วงโรย" จ้าวฉีตะโกนขึ้นมา "วลีว่าอะไรนะ ยามบุปผาร่วงโรยได้พบพานท่านอีกครา... สำรวยชะมัด"
เจ๊หงเหลือบมองเขาอย่างสุดจะเอือมระอา ชื่อเจ๊หงตัวแม่นี่ก็สำรวยเหมือนกัน นายจะทำไมกับฉันล่ะยะ?
จริง ๆ แล้วที่เธอมาในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่มีเหตุผล
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ในที่เกิดเหตุแล้ว เจ๊หงก็กวาดสายตามองหลิวซู่หมิงอย่างเย็นชา "ครั้งนี้ให้มันแล้วไปก่อน ครั้งหน้าถ้านายกล้าก่อกวนลูกค้าของคลับอีก อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ"
หลิวซู่หมิงถูกสายตานั้นมองจนขนหัวลุก ไม่ทันได้คิดก็พยักหน้าหงึก ๆ "จะ...เจ๊หงครับ ผมรู้ความผิดแล้ว"
ไม่มีใครกล้าเมินเฉยต่อคำเตือนของเจ๊หง ตั้งแต่ฟิตเนสคลับเปิดทำการมาจนถึงตอนนี้ใช่ว่าไม่เคยเจอปัญหา แต่หลังจากนั้นไม่นาน พวกตัวสร้างปัญหาก็จะเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่า
ข่าวลือเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ พนักงานของหงเจี๋ยรู้ดีที่สุด
หลิวซู่หมิงรู้สึกว่าน่องของตัวเองเริ่มจะสั่นเป็นตะคริว
เจ๊หงเหลือบมองเฝิงจวินอีกครั้ง พยักหน้าเบา ๆ "นาย... อืม ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เลว"