- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 1 ใครกำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์สวรรค์
ตอนที่ 1 ใครกำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์สวรรค์
ตอนที่ 1 ใครกำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์สวรรค์
ตอนที่ 1 ใครกำลังข้ามผ่านด่านเคราะห์สวรรค์
ณ เมืองหยาง เวลาบ่ายสี่โมงเย็น เดิมทีควรจะเป็นเวลาที่แสงแดดเจิดจ้า แต่ท้องฟ้ากลับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน หนาทึบจนมืดมิดราวกับยามค่ำคืน
สิ่งที่มาพร้อมกับเมฆดำคือลมกระโชกแรงเป็นระลอก และเสียงฟ้าแลบฟ้าร้องจากที่ไกลๆ ราวกับวันสิ้นโลก
เฝิงจวินนั่งอยู่ในหอพักพนักงาน มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย เขากระแทกขวดเบียร์ในมือลงบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ให้ตายเถอะ... สหายท่านใดกำลังฝ่าด่านเคราะห์อยู่กันแน่?”
เฝิงจวินไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร เขาเป็นเพียงผู้ที่ชื่นชอบการอ่านนิยายออนไลน์ และที่เขาบ่นอุบอิบอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นเพราะอารมณ์ของเขากำลังขุ่นมัวอย่างถึงที่สุด
เขาจะลาออกแล้ว
ปีนี้เฝิงจวินอายุยี่สิบสี่ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซ่าหยาง คว้าปริญญาสองใบทั้งสาขาภาษาและบริหารธุรกิจ
แม้ว่าหลังจากการขยายการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้จำนวนผู้จบปริญญาตรีในเมืองมีมากกว่าสุนัขเสียอีก แต่การที่สามารถคว้าปริญญาสองใบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ภายในสี่ปี เห็นได้ชัดว่าเขาพอจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นหัวกะทิได้
ทว่าเรียนจบก็คือตกงาน เขาเริ่มต้นด้วยการไปทำงานสู้ชีวิตในเมืองทางใต้ซึ่งเป็นเมืองที่แฟนสาวของเขาอยู่เป็นเวลาสองปี จากนั้นจึงเดินทางมายังเมืองหยางเพียงลำพังพร้อมกับประสบการณ์ชีวิตที่เปี่ยมล้น
บริษัทที่เขาทำงานอยู่ในปัจจุบัน…จะเรียกว่าบริษัทก็ไม่ถูกนัก แต่ควรจะเรียกว่า บริษัท หงเจี๋ย คัลเจอร์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด
มีผีที่ไหนจะไปรู้ว่าทำไมฟิตเนสคลับถึงต้องมีคำว่า “คัลเจอร์” (วัฒนธรรม) อยู่ในชื่อด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะคำกล่าวที่ว่าศิลปะและพลศึกษาเป็นของคู่กัน?
ถูกต้องแล้ว ตอนนี้เฝิงจวินทำงานอยู่ที่หงเจี๋ยฟิตเนสคลับ
ไม่ใช่เทรนเนอร์ฟิตเนสสุดฮอตที่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นับไม่ถ้วนตามคำร่ำลือ แต่เป็นเพียงลูกกระจ๊อกที่คอยต้อนรับลูกค้า วิ่งซื้อของ และทำความสะอาด
การเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสนั้นต้องมีใบรับรอง หงเจี๋ยฟิตเนสคลับไม่ใช่ร้านข้างทาง แต่เป็นฟิตเนสที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในเมืองหยาง
เหตุผลที่เฝิงจวินสามารถสมัครงานผ่านได้ อย่างแรกคือตลาดแรงงานในปัจจุบันขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาว อย่างที่สองคือภาพลักษณ์ของเขาไม่เลว หน้าตาคมคาย รูปร่างก็ค่อนข้างกำยำ แม้จะเทียบไม่ได้กับพวกหนุ่มหน้ามน แต่ก็พอจะเรียกได้ว่า “สมส่วนแข็งแรง”
หลังจากสมัครงานผ่านแล้ว เขาก็เพิ่งจะรู้ว่าหากอยากเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส ต้องมี “ใบรับรอง” เสียก่อน!
นี่เป็นข่าวที่น่าเศร้าจริงๆ
ดังนั้น ผู้ที่คว้าปริญญาสองใบมาได้อย่างสง่างาม กลับต้องกลายมาเป็นลูกกระจ๊อกในฟิตเนสคลับ
แน่นอนว่าลูกกระจ๊อกก็ย่อมมีวันพบเจอเรื่องดีๆ บ้าง ในช่วงเวลาสามเดือนที่เขาทำงานที่นี่ มีหญิงวัยกลางคนไปจนถึงสูงวัยหลายคนที่แสดงความสนใจในตัวเขา แต่เฝิงจวินก็ส่ายหัวปฏิเสธไป…จุดประสงค์ของพวกเธอนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าใดนัก
ที่สำคัญคือ หน้าตาของพวกเธอนั้นยากจะหาคำบรรยาย บางคนยังมีกลิ่นตัวที่ยากจะยอมรับและท่าทีที่วางอำนาจอีกด้วย
มีเทรนเนอร์ฟิตเนสบางคนหัวเราะเยาะในความหัวโบราณของเขา…นักศึกษาปริญญาโทนี่ช่างยากจนอย่างมีศักดิ์ศรีเสียจริง
ให้ตายเถอะ ปริญญาสองใบกับปริญญาโทมันคนละเรื่องกันเลยไม่ใช่หรือไง?
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เฝิงจวินในหงเจี๋ยฟิตเนสคลับก็ถือเป็นตัวประหลาดเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่เพียงแต่มีวุฒิการศึกษาสูงแต่ตำแหน่งต่ำต้อย เขายังมีความหยิ่งทะนงในแบบของคนหนุ่มสาวที่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งในวงการงานบริการนั้น คุณสมบัติเช่นนี้ไม่เป็นที่สนับสนุนเอาเสียเลย
ลูกค้าไม่ชอบความหยิ่งทะนงแบบนี้ และเพื่อนร่วมงานก็จะดูถูกอยู่ในใจ
งานของเฝิงจวินในวันนี้ก็ถูกเพื่อนร่วมงานของเขาเองแย่งไป
ช่วงสายของวัน มีหญิงสาวหน้าตาสดใสสี่คนเดินเข้ามาในฟิตเนส พวกเธอไม่ใช่สมาชิก เพียงแต่เกิดความนึกสนุกอยากจะมาออกกำลังกายชั่วคราว ในบรรดาพวกเธอมีหญิงสาวร่างสูงโปร่งคนหนึ่งซึ่งหน้าตาสะสวยจนน่าตะลึง
ผู้ที่รับหน้าที่ต้อนรับพวกเธอคือเฝิงจวิน ในระหว่างที่พวกเธอกำลังออกกำลังกาย หากเขาสามารถโน้มน้าวให้พวกเธอสมัครสมาชิกได้ เขาก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น
พูดตามตรง เฝิงจวินไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้มากนัก เหตุผลง่ายๆ คือ เด็กสาวกลุ่มนี้ดูแล้วก็น่าจะเป็นนักศึกษา และในบริเวณใกล้เคียงนี้ก็ไม่มีวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเลย
อีกทั้งนักศึกษาก็เป็นวัยที่ยังหนุ่มยังสาว ความต้องการในการออกกำลังกายระยะยาวยังมีไม่มากนัก กระเป๋าสตางค์ก็ไม่ได้หนักพอ คนที่ยอมจ่ายเงินไปกับเรื่องนี้นั้นมีน้อยมาก
แต่แค่งานต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้กลับยังถูกคนอื่นแย่งไป เทรนเนอร์ผู้รับผิดชอบด้านการสร้างกล้ามเนื้อ หลิวซู่หมิง เดินเข้ามาพร้อมกับบอกว่าเขาสามารถให้คำปรึกษาและบริการที่เกี่ยวข้องได้
ตอนที่เทรนเนอร์หลิวเดินเข้ามา เขาทำท่าเหมือนปัดแมลงวันใส่เฝิงจวิน “ไปๆๆ... ฉันจัดการเอง!”
เฝิงจวินรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องค่าคอมมิชชั่น แต่เป็นเพราะท่าทีของอีกฝ่าย…ตอนที่แกพูดกับฉันน่ะ มองหน้าฉันสักแวบมันจะยากนักหรือไง?
แต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้ ในฟิตเนสคลับ ลำดับความสำคัญของเทรนเนอร์ย่อมสูงกว่าลูกกระจ๊อกอยู่แล้ว
จากนั้น... ก็เกิดเรื่องขึ้น เทรนเนอร์หลิวถูกทำร้าย
คนที่ทำร้ายเขาก็คือหญิงสาวสี่คนนั้น
หลิวซู่หมิงในฐานะเทรนเนอร์ฟิตเนสมีรูปร่างที่สมส่วนและกล้ามเนื้อที่ดูใหญ่โต พลังการต่อสู้ย่อมไม่เลว แต่ในกลุ่มหญิงสาวสี่คนนั้น มีสองคนที่สู้เก่งมาก ดังนั้น สองมือย่อมยากจะต้านทานสี่มือได้
ผู้จัดการล็อบบี้ตกใจจนต้องรีบเข้ามาสอบถาม จึงได้รู้ว่าหญิงสาวทั้งสี่คนบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า พวกเธอแค่ออกกำลังกายเล่นๆ ไม่ต้องการเทรนเนอร์ แต่หลิวซู่หมิงกลับดื้อดึงจะอธิบายให้ได้ ทั้งยังมือไม้ไวแตะเนื้อต้องตัวไปทั่ว ในที่สุดพวกเธอจึงทนไม่ไหว
แต่เทรนเนอร์หลิวกลับอ้างว่า: ผมแค่อยากจะให้คำแนะนำ อาศัยบริการที่กระตือรือร้น เพื่อพยายามทำให้พวกเธอสมัครเป็นสมาชิก
ผู้จัดการกัวกล่าวขอโทษลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก ยกเว้นค่าบริการให้พวกเธอ แล้วพูดจาดีๆ ส่งพวกเธอออกไป จากนั้นจึงเริ่มมาหาผู้รับผิดชอบ
แต่ที่น่าแปลกคือ เธอกลับเล็งเป้าการลงโทษไปยังทิศทางที่เหลือเชื่อ
“เฝิงจวิน ในเมื่อนายเป็นคนต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้ ทำไมถึงไม่ตามดูแลต่อ? ลูกค้าบอกแล้วนี่ว่าไม่ต้องการเทรนเนอร์!”
เทรนเนอร์หลิวก็มองเฝิงจวินอย่างเคียดแค้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธ “ถ้านายรับผิดชอบบริการต่อได้ ฉันจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เหรอ?”
ความหยิ่งทะนงของเฝิงจวินไม่ใช่แค่คำร่ำลือ เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เขวี้ยงผ้าขี้ริ้วในมือลงบนพื้น แล้วมองผู้จัดการกัวอย่างเย็นชา “ผมก็ไม่ได้ร้องขอให้เทรนเนอร์หลิวเข้ามาดูแลต่อนี่ครับ ตอนที่เขาไล่ผม เขายังไม่แม้แต่จะมองหน้าผมเลย... แย่งงานผมไปแล้วยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ?”
“หัดมีมารยาทหน่อยได้ไหม?” เสียงของผู้จัดการกัวแหลมขึ้น “พูดกับหัวหน้าแบบนี้เหรอ?”
เฝิงจวินหันหลังแล้วเดินออกไป “ผมไม่ค่อยสบาย จะกลับไปพักผ่อน!”
ในตอนนั้นเอง เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าสถานที่เฮงซวยแบบนี้ เขาไม่อยู่แล้วโว้ย
จากนั้น เขาก็ไปซื้อเบียร์มาหนึ่งแพ็ค กลับมาที่หอพักแล้วค่อยๆ ดื่มไปเรื่อยๆ ในใจก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า: ลาออกแล้วจะไปไหนดี?
แม้ว่าเมืองหยางจะเป็นเมืองใหญ่ แต่การหางานที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย งานอย่างพนักงานเสิร์ฟ ลูกกระจ๊อก หรือคนงานขนของนั้นหาง่ายอยู่บ้าง แต่สำหรับงานที่เหมาะสมกับวุฒิปริญญาสองใบของเขานั้นมันช่างหายากเหลือเกิน
ตอนแรกที่เขามาถึงเมืองหยาง เขาเดินหางานอยู่กว่าครึ่งเดือน แต่ก็ยังหางานที่เหมาะสมไม่ได้ มิฉะนั้นเขาคงไม่เลือกมาทำงานที่ฟิตเนสคลับแห่งนี้
แน่นอนว่าการกลับบ้านเกิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง บ้านเกิดของเขาเป็นเมืองเล็กๆ พ่อแม่ทำธุรกิจค้าขายเล็กๆ น้อยๆ พอจะมีเส้นสายอยู่บ้างในพื้นที่ การหางานให้เขาสักงานไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็รับช่วงต่อกิจการที่บ้านก็ได้
ทว่า ในฐานะผู้ที่จบปริญญาสองใบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เฝิงจวินจะยอมกลับไปได้อย่างไร? เขาทิ้งความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ไปไม่ได้ และที่สำคัญคือเขาไม่อยากเสียหน้า
ขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งดูราวกับวันสิ้นโลกของดาวสีคราม เขาก็ครุ่นคิดไปพลางว่า ควรจะลาออกตอนนี้เลย หรือรอให้เงินเดือนออกก่อนแล้วค่อยลาออกดี?
ตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา เขาเก็บเงินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้รวมกับเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้เพื่อใช้ในการหางาน ในบัญชีของเขาก็มีเงินอยู่แค่หมื่นกว่าหยวนเท่านั้น แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือของเขาก็เป็นเครื่องที่ได้แถมมาฟรีจากการเติมเงินค่าโทร ถึงแม้จะถูกเรียกว่าเป็นสมาร์ทโฟน แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือสำหรับผู้สูงอายุเลย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นอกหน้าต่างมีเม็ดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วตกลงมา กระทบกับกระจกหน้าต่างดัง “ซ่า ซ่า”
สายฟ้าแลบแปลบปลาบสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดสาย
เฝิงจวินดื่มเหล้าขาวที่เหลืออยู่ครึ่งขวดในหอพักจนหมด แล้วก็ดื่มเบียร์ต่อไปอีกเจ็ดแปดขวด เมื่อฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มขึ้นสมอง เขาก็นึกอยากจะโทรหาเพื่อน จึงหยิบโทรศัพท์รุ่นคุณปู่ขึ้นมา แต่กลับพบว่าแบตเตอรี่เหลือเพียงสามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เขาเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ แต่ตัวเองกลับล้มฟุบลงบนเตียง แล้วหลับใหลไปในทันที
ก่อนที่จะหลับไป เขายังไม่ลืมที่จะกำโทรศัพท์ไว้ในมือแน่น ช่วยไม่ได้ ในหอพักพนักงานระดับล่างแบบนี้ ของหายเป็นเรื่องปกติ… เขาเคยทำเงินหายมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ในสถานที่ที่มีคนเข้าออกเยอะ พฤติกรรมฉาบฉวยย่อมเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดา
ชีวิตประจำวันของชนชั้นแรงงานระดับล่างนั้นช่างยากลำบากจริงๆ พูดไปก็มีแต่น้ำตา...
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ นอกหน้าต่างพลันมีสายฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นมา สว่างจ้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ประกายไฟฟ้าสายหนึ่งก็วิ่งไปตามสายชาร์จ พุ่งตรงไปยังสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าคร่ำคร่านั้น
เฝิงจวินสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่า เสียงฟ้าร้องนี้ดังราวกับอยู่ข้างหู ทั้งยังดังสนั่นราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ต่อให้หลับลึกแค่ไหน เขาก็เด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที ขนลุกชันไปทั้งตัว
เขามองไปรอบๆ อย่างขวัญหนีดีฝ่อ แล้วก็พบว่าตรงกลางของกระจกหน้าต่างถึงกับสั่นจนเกิดรอยร้าว “ไม่จริงน่า ระยะห่างของฟ้าผ่านี่... ไม่ถึงสามร้อยเมตรด้วยซ้ำ?”
จากนั้น เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่มือ เมื่อก้มลงมอง โทรศัพท์รุ่นคุณปู่ยังคงถูกกำอยู่ในมือของเขา แต่สายชาร์จนี่... ทำไมมันถึงกลายเป็นสีดำไปได้ล่ะ?
เขาสูดจมูกฟุดฟิด แล้วก็ได้กลิ่นยางไหม้ในอากาศ...
เขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ ห้องข้างๆ ก็มีเสียงร้องดังขึ้น
“เชี่ยเอ๊ย ทีวีควันขึ้นเลย ฟ้าผ่านี่จะแรงไปไหนวะเนี่ย?”
“ให้ตายเถอะ ตึกนี้ไม่มีสายล่อฟ้าหรือไง?”
หอพักที่เฝิงจวินอยู่ตั้งอยู่ในอาคารหอพักสี่ชั้น แม้จะเก่าแก่แต่ก็มีสายล่อฟ้า
แต่ฟ้าผ่านั้นรุนแรงและใกล้เกินไป สายล่อฟ้าไม่ใช่ของวิเศษที่จะป้องกันได้ทุกอย่าง ฟ้าผ่าครั้งนี้ทำลายโทรทัศน์อย่างน้อยห้าสิบเครื่องในบริเวณรอบๆ อาคารหอพัก โทรศัพท์บ้าน เราเตอร์ และ WIFI อีกเกือบร้อยเครื่อง
เฝิงจวินไม่ได้สนใจความเสียหายภายนอกมากนัก สิ่งที่เขาสนใจคือ: โทรศัพท์พังหรือเปล่า?
ถึงแม้โทรศัพท์เครื่องนี้จะเก่าและช้า แต่การโทรออกก็ยังใช้งานได้ดี พอเชื่อมต่อ WIFI ของห้องข้างๆ ได้ การท่องอินเทอร์เน็ตก็ไม่ใช่ปัญหา และแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือในนั้นมีรายชื่อผู้ติดต่อของเขาอยู่
เขากดปุ่มโฮมตรงกลางด้านล่างของโทรศัพท์ พบว่าหน้าจอไม่เพียงแต่สว่างขึ้น แต่ยังตอบสนองเป็นปกติ… ช้าๆ แต่มั่นคง
บางทีฉันควรจะลองโทรออกดู ทดสอบคุณภาพการโทรสักหน่อย? เฝิงจวินคิดพลางกวาดตามองหน้าจอโทรศัพท์
แล้วเขาก็ต้องตะลึง: ตอนนี้สองทุ่มแล้วเหรอ? เอาล่ะ สองทุ่มก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะตอนที่เขาหลับไปก็ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว
แต่ทำไม... แบตเตอรี่ของโทรศัพท์ถึงกลายเป็นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มได้ล่ะ?