- หน้าแรก
- ศิษย์พี่...ท่านพูดถูก!
- บทที่ 47 ใช้ขุนเขาเป็นเตาหลอม
บทที่ 47 ใช้ขุนเขาเป็นเตาหลอม
บทที่ 47 ใช้ขุนเขาเป็นเตาหลอม
บทที่ 47 ใช้ขุนเขาเป็นเตาหลอม
ทั้งสามคนเดินออกจากตำหนักใหญ่โดยตรง ลานกว้างในยามนี้ไร้ผู้คน ว่างเปล่าเงียบเชียบ
พวกเขาไม่หยุดพัก เดินลงจากเขาอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อถึงตีนเขา จินกวงกลับต้องยืนตะลึงงัน
ที่ตีนเขานั้น มีหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ การวางผังหมู่บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วน่าจะมีผู้อยู่อาศัยราวสามสิบคน
บ้างตัดฟืน บ้างขนหิน บ้างไล่ต้อนเป็ดไก่ มีคนแบกตะกร้าบรรจุรากไม้และผักป่าลงวาง เลือกคัดแยกของดีออกมา แล้วส่งส่วนที่เหลือให้แก่คนที่กำลังบุกเบิกหน้าดินอยู่ข้าง ๆ
จินกวงรู้ว่าซ่งอินนำพวกปุถุชนที่จ้าวยวนฮวารวบรวมมาไปเลี้ยงดูให้อยู่รอดที่ตีนเขา แต่เขาก็คิดว่าคงแค่ปล่อยให้มีชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น
แต่ภาพตรงหน้าดูไม่เหมือนแค่ 'มีชีวิตรอด' เลยสักนิด มันดูปรองดอง สงบสุข และ... ประหลาดพิกล
ประหลาดตรงที่ในเทือกเขาซูมีแห่งนี้ ดันมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาจริง ๆ แถมยังอยู่ใต้ตีนเขายอดเขาผิงติ่งของเขาอีกต่างหาก!
ประหลาดตรงที่หมู่บ้านแห่งนี้ ดูเป็นหมู่บ้านยิ่งกว่าหมู่บ้านหลายแห่งที่จินกวงเคยพบเจอมาเสียอีก!
ณ ใจกลางหมู่บ้าน เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังตวัดพู่กันเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น พลางสอดส่องสายตาไปรอบ ๆ ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นคนงานบุกเบิกที่ดินคนหนึ่งกำลังถือรากไม้สองชนิดเตรียมจะฝังลงดิน จึงรีบร้องทักขึ้นว่า:
"เดี๋ยว ๆ ๆ ทำไมเจ้าถึงเอา 'ตี้เจี๋ยเกิน' กับ 'จิ่วฝูหลิง' ไปปลูกรวมกันเล่า?"
"หา? ทำไม่ได้หรือขอรับ?"
ชายวัยกลางคนผู้นั้นพอถูกเด็กหนุ่มทักท้วง ก็รีบหันกลับมา "ท่านผู้ใหญ่บ้านซู ทั้งสองอย่างนี้ต่างก็มีธาตุน้ำ ปลูกรวมกันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือขอรับ?"
"ใครบอกเจ้าว่ามีธาตุน้ำเหมือนกัน?"
เด็กหนุ่มผู้ถูกเรียกว่า 'ผู้ใหญ่บ้านซู' เดินเข้าไปหา พลิกตำราในมือตรวจสอบดู แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า "นั่นปะไร ข้าจำไม่ผิดจริง ๆ รากของตี้เจี๋ยเกินพวกเราเคยกินกันแล้ว รสชาติหวานกรอบชุ่มคอ ส่วนจิ่วฝูหลิงรสหวานอมฝาดเจือกลิ่นเหล้า ทั้งคู่มีธาตุน้ำก็จริง แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าใบของตี้เจี๋ยเกินเอามาชงชาทำน้ำแกงได้ ทั้งรากทั้งใบล้วนเป็นอาหาร ส่วนจิ่วฝูหลิงเป็นยา ต้องปลูกแยกกัน ไม่อย่างนั้นมันจะทำลายสรรพคุณยาของอีกฝ่าย"
เด็กหนุ่มอธิบายเป็นฉาก ๆ "ท่านซ่งกล่าวไว้ว่า ต้องค้นหาแก่นแท้ของสรรพคุณยา หา 'หัวใจของยา' ให้เจอ โดยปกติแล้วหัวใจของพืชสมุนไพรนั้นมักจะดุดัน รากเถาหยั่งลึกลงดินเพื่อช่วงชิงสารอาหารจากฟ้าดิน ของที่แบ่งประเภทต่างกันหากนำมาปลูกรวมกัน จะทำให้เสียสมดุลได้ง่าย ถึงตอนนั้นจะเพาะเลี้ยงสมุนไพรชั้นเลิศออกมาไม่ได้... แค่ก แค่ก แค่ก!"
พูดอยู่ดี ๆ เด็กหนุ่มก็ไอออกมาอย่างรุนแรง เสียงไอดังไม่หยุดจนเขาต้องงอตัวกุมหน้าอก สีหน้าแสดงความเจ็บปวดทรมาน
เขาสั่นเทาพลางล้วง 'โอสถผักป่า' เม็ดหนึ่งออกมาจากถุงผ้าข้างเอว แล้วกลืนลงไป สีหน้าที่ซีดเซียวจากการไอจึงเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง เขายืดตัวตรง ผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก แล้วกล่าวต่อว่า:
"จริง ๆ ก็ใช่ว่าจะปลูกไม่ได้หรอกนะ ถ้าพวกเรากินกันเอง จะปลูกส่งเดชอย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักจินเซียน จำเป็นต้องส่งเครื่องบรรณาการให้สำนักจินเซียน ท่านซ่งให้ข้าวกิน ให้บ้านอยู่ สอนวิชาความรู้ รักษาอาการเจ็บป่วย และปกป้องไม่ให้พวกเราถูกพวกมารนอกรีตรังแก เครื่องบรรณาการนี้พวกเราจะทำส่ง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด"
"ท่านผู้ใหญ่บ้านพูดถูกแล้ว เป็นข้าเองที่เรียนรู้น้อยไป" ชายวัยกลางคนก้มหน้าด้วยความละอาย
"ไม่เป็นไร ข้าเองก็กำลังเรียนรู้เหมือนกัน เจ้าอย่ารำคาญที่ผู้ใหญ่บ้านมือใหม่อย่างข้าพูดมากก็พอ" เด็กหนุ่มยิ้มออกมา
ได้ยินบทสนทนาอยู่ไม่ไกล ไม่เพียงแต่จินกวง แม้แต่จางเฟยเสวียนและหวังฉีเจิ้งก็ยังยืนนิ่งอึ้ง
พวกเขากลับมาพร้อมกับศิษย์พี่ใหญ่ ก็ไม่ได้รั้งอยู่ที่ตีนเขานานนัก จึงไม่รู้เลยว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ดูจากสถานการณ์แล้ว ปุถุชนพวกนี้เริ่มเพาะปลูกสมุนไพรรากไม้และผักป่ากันแล้ว แถมยังพูดจาดูมีความรู้อีกด้วย?
เด็กหนุ่มคนนั้นจางเฟยเสวียนจำได้ ชื่อ 'ซูโหย่วเกิน' ก่อนหน้านี้ยังเป็นเด็กขี้โรค เขาเองก็เคยสอนเด็กคนนี้มาบ้าง แต่เพิ่งจากไปได้แค่ครึ่งเดือน เจ้าเด็กนี่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แล้วหรือ?
"ท่านอาจารย์! ศิษย์พี่รอง! ศิษย์พี่สาม!"
ทันใดนั้น ศิษย์รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ ร้องอุทานด้วยความตกใจ "ท่านอาจารย์ ท่านออกมาแล้วหรือขอรับ?!"
ระหว่างพูด สายตาเขาก็สำรวจจินกวงที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแทบปิดกายไม่มิด ใบหน้าพลันแดงก่ำ หันหน้าหนีไปทางอื่น ทำท่าเหมือนอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า
จินกวงกำลังรีบหนี จึงไม่ได้ใส่ใจท่าทีของศิษย์ผู้นั้น เอ่ยถามว่า "เจ้าคือ?"
"ข้าหวังหู ศิษย์ของท่านไงขอรับ" ศิษย์ร่างสูงใหญ่ตอบ
"อ้อ ๆ หูเอ๋อร์สินะ... ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมพวกเจ้าถึงลงเขามากันหมด" จินกวงถามด้วยความสงสัย
ในหมู่บ้านนี้นอกจากพวกเศษเดนปุถุชนแล้ว ดูเหมือนศิษย์สำนักจินเซียนของเขาก็ลงมาอยู่ที่นี่กันหมด บางครั้งยังเห็นศิษย์บางคนคอยชี้แนะพวกปุถุชนที่กำลังเก็บเกี่ยวผักป่าอยู่แถวนั้นด้วย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
เขาดูไม่เข้าใจเลยสักนิด!
นี่ไม่ใช่สำนักจินเซียนที่เขาคุ้นเคย ไม่ใช่ยอดเขาผิงติ่งที่เขารู้จัก!
หวังหูรีบประสานมือตอบ "ท่านอาจารย์อาจไม่ทราบ นี่ล้วนเป็นกฎที่ศิษย์พี่ใหญ่ตั้งขึ้นขอรับ หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จทุกวัน พวกเราต้องลงเขามาช่วยเหลือปุถุชน สอนพวกเขาจำแนกสมุนไพร และถือโอกาสตรวจดูรอบ ๆ ว่ามีสัตว์ป่าให้ล่าหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังหาไม่เจอ..."
รวมไปถึงการถางป่าตัดไม้ ปรับหน้าดิน ก็ต้องลงมือทำร่วมกับพวกปุถุชน
ตอนศิษย์พี่ใหญ่อยู่ พวกเขาก็ทำเช่นนี้ ตอนศิษย์พี่ใหญ่จากไป พวกเขาก็ยังทำต่อจนกลายเป็นความเคยชิน
ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะอู้งาน เพราะศิษย์พี่ใหญ่เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เดิมทีคิดจะรอให้ท่านอาจารย์ตัดสินใจ แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ออกมาสักที เลยต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไป จนกระทั่งศิษย์พี่ใหญ่กลับมา
"หา? ต้องทำเรื่องพรรค์นี้ด้วยเรอะ? บิดา... เอ้ย ข้าเป็นถึงผู้ฝึกตนนะเว้ย!" หวังฉีเจิ้งร้องด้วยความตกใจ
เขาไม่เคยทำมาก่อน วันแรกที่กลับมาก็โดนศิษย์พี่ใหญ่จับโยนลงเตาหลอม จากนั้นก็ถูกลากไปถล่มสำนักพีเจี่ย
จินกวงยิ่งรู้สึกถึงความวิปลาส พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียร อยู่เหนือโลกีย์ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ต้องมาลดตัวรับใช้พวกปุถุชน?
แถมยังทำด้วยความเต็มใจขนาดนี้?!
"เจ้า..."
จินกวงปากสั่นระริก ชี้หน้าหวังหูอยากจะด่ากราด แต่สุดท้ายก็ลดมือลง
ช่างมันเถอะ!
จะมีอะไรให้พูดอีก เขาจะไปจากที่บัดซบนี่แล้ว!
"ซ่งอินไปทางไหน" จินกวงถาม
พวกเขาจะเดินไปทิศตรงข้าม รับรองไม่มีทางเจอมันแน่!
หวังหูเข้าใจผิด คิดไปอีกทาง "อ๋อ มาหาศิษย์พี่ใหญ่หรือขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ตรงนั้นไง..."
พูดจบ เขาก็หันกลับไปตะโกนลั่น "ศิษย์พี่ใหญ่!!"
เสียงตะโกนนี้ทำเอาทั้งสามคนสะดุ้งเฮือก เหงื่อเย็นไหลพราก
"เจ้าจะตะโกนหาบิดาเจ้าหรือไง!" หวังฉีเจิ้งคำรามลั่น
ถ้ากินคนได้ เขาอยากจะจับเจ้าหมอนี่กินให้รู้แล้วรู้รอด!
จินกวงขยับเท้าเตรียมจะโกยแน่บ แต่ไหนเลยจะทันการณ์ ได้ยินเพียงเสียง 'วูบ' สิ้นเสียงเรียกของหวังหู เงาสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งมาทางนี้ พริบตาเดียว เงาสีขาวก็ก่อตัวเป็นรูปร่าง ภายใต้การปกคลุมของปราณสีขาว ร่างของซ่งอินก็ปรากฏขึ้น
"ท่านอาจารย์?"
ซ่งอินทำหน้าสงสัย "ทำไมท่านอาจารย์ถึงลงเขามาขอรับ?"
ไอ้ตัวหายนะนี่ทำไมยังไม่ไปอีกวะ!
จินกวงมุมปากกระตุก ปรับท่าทางแทบไม่ทัน ต้องค้างท่าก้าวเท้าเอาไว้ ฝืนยิ้มออกมาด้วยความอาลัยอาวรณ์ "อาจารย์นึกขึ้นได้ว่าศิษย์รักต้องเดินทางไกล รู้สึกอาลัยยิ่งนัก จึงอยากตามมาส่ง โชคดีที่เจ้ายังไปได้ไม่ไกล"
"ท่านอาจารย์!"
ซ่งอินแสดงสีหน้าซาบซึ้งใจ ประสานมือโค้งคำนับ กล่าวเสียงดัง "ท่านอาจารย์ร่างกายอ่อนแอแท้ ๆ แต่กลับรีบร้อนจนไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำให้ศิษย์ละอายใจยิ่งนัก!"
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่มาดูหน้าสักหน่อย เห็นหน้าเจ้า อาจารย์ก็วางใจแล้ว" จินกวงโบกมือ แสร้งทำท่าจะร้องไห้ "หนทางยาวไกล เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ..."
เห็นเจ้าไปกับตา แล้วเขาค่อยวิ่งหนีไปอีกทาง ก็ยังทัน
ซ่งอินเงยหน้าขึ้น ถามอย่างแปลกใจ "ท่านอาจารย์พูดอะไรขอรับ? หนทางยาวไกลอะไรกัน?"
"หา?"
จินกวงชะงักกึก "ถ้าเจ้าไม่ออกเดินทาง แล้วเจ้าจะไปหาวัตถุดิบทำเตาหลอมยักษ์ได้อย่างไร"
ได้ยินดังนั้น ซ่งอินก็ยิ้มอย่างมั่นใจ "ท่านอาจารย์กังวลเกินไปแล้ว!"
คำพูดนี้ทำเอาหัวใจของทั้งอาจารย์และศิษย์อีกสองคนกระตุกวูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัว
"ศิษย์พี่..."
จางเฟยเสวียนมุมปากกระตุก ยิ้มแข็งทื่อ "หรือว่าศิษย์พี่มีวิธี?"
"พวกเจ้าอย่าลืมสิ ข้ามีพรสวรรค์ระดับมหาเซียนเชียวนะ!"
ซ่งอินหัวเราะร่า "หากเป็นเมื่อก่อน ด้วยพลังตบะของข้าคงต้องใช้เวลาหลายวัน แต่วันนี้ข้าบรรลุขั้นสี่ 'รู่เฉี่ยว' แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากขนาดนั้น!"
หนทางสู่โลกภายนอกนั้นยาวไกลเกินไป การตามหาวัตถุดิบทำเตาหลอมยักษ์ไม่รู้ต้องใช้เวลาปีมะโว้ถึงจะเจอ เขาซ่งอินรอไหว แต่ท่านอาจารย์อาจรอไม่ไหว
แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี
เขายื่นมือออกมา กำหมัดแน่น เผยให้เห็นฟันขาววาววับจนแทบจะแยงตาคนมอง:
"ท่านอาจารย์คอยดูเถิด ข้าจะใช้ขุนเขาเป็นเตาหลอม เพื่อสร้างเตาหลอมยักษ์ขึ้นมา!"