เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - ราศีว่าที่อันดับหนึ่งจับ!

บทที่ 16 - ราศีว่าที่อันดับหนึ่งจับ!

บทที่ 16 - ราศีว่าที่อันดับหนึ่งจับ!


บทที่ 16 - ราศีว่าที่อันดับหนึ่งจับ!

คาบสอง วิชาการเมือง

พอจ้าวเจี้ยนกั๋ว ครูสอนการเมืองที่ใส่แว่นกรอบดำหนาเตอะ ผมบางจนน่าเป็นห่วง เริ่มอ่าน PPT ตามตัวหนังสือด้วยน้ำเสียงชวนง่วง บรรยากาศในห้องก็พังพินาศทันที

แดดบ่ายอุ่นๆ ส่องเข้ามา ผสมกับกลิ่นผงชอล์ก นี่มันยานอนหลับชั้นดีชัดๆ

เกินครึ่งห้องเข้าโหมด "ไก่จิกข้าวสาร" (สัปหงก) กันหมด

แม้แต่ซูมู่ชิงยังเอามือเท้าคาง ขนตายาวกระพริบปริบๆ เพราะความง่วง

หวังหรูเยียนพยายามฝืนถ่างตา เธอไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าซูมู่ชิง แต่สายตาก็ลอยไปไกลแล้ว

"...ดังนั้น ฐานทางเศรษฐกิจกำหนดโครงสร้างส่วนบน และโครงสร้างส่วนบนมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อฐานทางเศรษฐกิจ ตรงนี้จำให้แม่นนะ เป็นจุดสำคัญ ออกสอบทุกปี"

จ้าวเจี้ยนกั๋วขยับแว่น ใช้เลเซอร์วงกลมบน PPT เสียงราบเรียบไม่มีคลื่น

"เอาล่ะ มีใครสามารถยกตัวอย่างเหตุการณ์ปัจจุบัน มาอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับ 'ปฏิกิริยาโต้ตอบ' นี้ได้บ้าง?"

เขาถามไปตามหน้าที่ ไม่ได้หวังคำตอบ

ปกติถามไปแบบนี้ สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบสงัดกว่าเดิม

แต่ทว่าวันนี้ เกิดเหตุไม่คาดฝัน

มือข้างหนึ่ง ยกขึ้นที่ริมหน้าต่าง

เฉินเจิ้งอวี่

จ้าวเจี้ยนกั๋วชะงัก ขยับแว่นดูให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด

เฉินเจิ้งอวี่?

ไอ้คนที่ถ้าไม่หลับก็เหม่อ คะแนนการเมืองคาบเส้นตลอดคนนั้นน่ะนะ?

ยกมือทำไม? จะไปห้องน้ำ?

"นักเรียนเฉินเจิ้งอวี่ เธอ... มีคำถามเหรอ?" จ้าวเจี้ยนกั๋วถามอย่างลังเล

เฉินเจิ้งอวี่ลุกขึ้นยืน เพื่อนทั้งห้องที่กำลังง่วง ตาสว่างขึ้นมาทันที หันขวับไปมองเป็นตาเดียว

"ครูจ้าวครับ ผมอยากตอบคำถามเมื่อกี้ครับ"

"อ้อ? ได้ งั้นลองว่ามา" จ้าวเจี้ยนกั๋วเริ่มสนใจ อยากรู้ว่าจะพูดอะไรได้บ้าง

"ผมคิดว่า ปฏิกิริยาโต้ตอบของโครงสร้างส่วนบนที่มีต่อฐานทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือข้อได้เปรียบทางระบบของประเทศเราในช่วงประวัติศาสตร์เฉพาะ ที่สามารถระดมสรรพกำลังเพื่อทำงานใหญ่ผ่านการกำกับดูแลระดับมหภาคอย่างเข้มแข็งครับ"

เฉินเจิ้งอวี่พูดด้วยตรรกะที่ชัดเจน

"เช่นปี 2014 หรือปีนี้ อเมริกายังวุ่นวายกับการที่รัฐบาลปิดทำการเพราะสองพรรคทะเลาะกัน แต่เราสามารถวางแผนโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ส่งไฟฟ้าจากตะวันตกไปตะวันออก โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ล่วงหน้าได้เป็นสิบปี"

"เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ คือโครงสร้างส่วนบน หรือระบบการเมืองของเรา ที่คอยปกป้องการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือกระทั่งเป็นฝ่ายกำหนดและนำทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ มันไม่ใช่ฝ่ายรับ แต่เป็นฝ่ายรุก และมองการณ์ไกล"

"ในหนังสือบอกว่า เมื่อโครงสร้างส่วนบนสอดคล้องกับฐานทางเศรษฐกิจ มันจะช่วยส่งเสริมความมั่นคง แต่ผมอยากเสริมว่า ในบางเวลา โครงสร้างส่วนบนที่มีวิสัยทัศน์และเข้มแข็ง อาจจะ 'สร้าง' ฐานทางเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาได้เลย เช่น การใช้นโยบายสนับสนุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่เชิงยุทธศาสตร์"

พูดจบ ห้องเงียบกริบ

ทุกคนอึ้งกิมกี่

นี่... นี่มันคำพูดที่ออกจากปากเฉินเจิ้งอวี่เหรอ?

วิสัยทัศน์นี้ ความลึกซึ้งนี้ อย่าว่าแต่เด็กมัธยมเลย นักวิจารณ์ในทีวียังอาย!

จ้าวเจี้ยนกั๋วอึ้งไปเลย เขาจับขอบโต๊ะ อ้าปากค้าง มองเฉินเจิ้งอวี่ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

สอนหนังสือมาขี่สิบปี ไม่เคยได้ยินนักเรียนคนไหนวิเคราะห์ทฤษฎีการเมืองที่น่าเบื่อได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ แถมยังเชื่อมโยงเหตุการณ์ปัจจุบัน และเสนอแนวคิดที่เหนือกว่าตำราเรียน!

นี่มันไม่ใช่ระดับคาบเส้นแล้ว

นี่มันราศีของคนจะได้ที่หนึ่งของจังหวัดชัดๆ!

ผ่านไปพักใหญ่ จ้าวเจี้ยนกั๋วถึงหาเสียงตัวเองเจอ น้ำเสียงตื่นเต้นปิดไม่มิด "ดี! พูดได้ดีมาก! นักเรียนเฉินเจิ้งอวี่ เชิญนั่ง! มุมมองของเธอ... ลึกซึ้งมาก! มีวิสัยทัศน์มาก!"

ซูมู่ชิงมองผู้ชายข้างๆ ที่พูดจาฉะฉาน ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับ

ตัวเขาเหมือนมีแสงสว่างปกคลุม

มั่นใจ สุขุม รอบรู้

เสน่ห์แบบนี้ มันกระแทกใจคนเรียนเก่งอย่างเธอมากกว่าความหล่อหรือความรวยเสียอีก

ส่วนหวังหรูเยียน เอ๋อรับประทานไปแล้ว

สิ่งที่เธอภูมิใจ นอกจากความสวย ก็คือผลการเรียนที่พอไปวัดไปวาได้

แต่ตอนนี้ ความรู้ที่เฉินเจิ้งอวี่โชว์ออกมาต่อหน้าคนทั้งห้อง บดขยี้เธอจนไม่เหลือชิ้นดี

ความคิดที่ว่า "เฉินเจิ้งอวี่แกล้งทำเพื่อยั่วโมโหฉัน" เริ่ม... สั่นคลอนอีกครั้งแล้ว

...

ครูประวัติศาสตร์ หลี่เว่ยกั๋ว เป็นคนอารมณ์ศิลปิน สอนไม่ตามตำรา ชอบโยงนู่นนี่

คาบนี้เขาสอนเรื่องกบฏชาวนาปลายราชวงศ์หมิง

"...ฮ่องเต้ฉงเจินเรารู้จักกันดี ขยัน ประหยัด ไม่ใช่ฮ่องเต้เลว แต่ทำไมยังสิ้นชาติ? นอกจากหลี่จื้อเฉิง นอกจากแมนจูนอกด่าน ยังมีสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่านี้ไหม?"

หลี่เว่ยกั๋วโยนหนังสือลงบนโต๊ะ กวาดตามองทั้งห้อง

คำถามนี้ เกินหลักสูตร

แต่หลี่เว่ยกั๋วชอบถามแบบนี้ อยากกระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์

ห้องเรียนเงียบกริบอีกรอบ

แล้วมือที่คุ้นเคยข้างนั้น ก็ชูขึ้นอีก

เฉินเจิ้งอวี่อีกแล้ว!

สีหน้าเพื่อนในห้อง เปลี่ยนจากตกใจเป็นชินชา

เออ มึงเก่ง มึงเอาไปเลย

หลี่เว่ยกั๋วตาเป็นประกาย โบกมือ "เฉินเจิ้งอวี่! ว่ามา!"

เฉินเจิ้งอวี่ลุกขึ้น สายตานิ่งสงบ

"ครูหลี่ครับ ผมคิดว่าการล่มสลายของราชวงศ์หมิง คือความล้มเหลวเชิงระบบภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ครับ"

"โลกาภิวัตน์?" หลี่เว่ยกั๋วสนใจคำนี้มาก

"ใช่ครับ" เฉินเจิ้งอวี่พยักหน้า "เรามองราชวงศ์หมิง จะมองแค่ในประเทศไม่ได้ ตอนนั้นโลกกำลังอยู่ใน 'ยุคน้ำแข็งน้อย' ภาคเหนือแห้งแล้งต่อเนื่อง ผลผลิตลดลง นี่คือชนวนเหตุโดยตรงของกบฏชาวนา แต่นี่เป็นแค่ภัยธรรมชาติ"

"ที่ร้ายแรงกว่าคือภัยมนุษย์ คือความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ปลายราชวงศ์หมิงใช้เงินโลหะเป็นหลัก และตอนนั้นเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินทั่วโลก ไหลเข้ามาที่ประเทศเรา เศรษฐกิจเราผูกติดกับระบบการค้าโลกไปแล้ว"

"แต่พอถึงปลายราชวงศ์ ด้านหนึ่งยุโรปเกิดสงครามสามสิบปี สเปนและประเทศอื่นวุ่นวาย ลดการขุดเงินในอเมริกา อีกด้านญี่ปุ่นปิดประเทศ ตัดการไหลเข้าของเงิน ทำให้เกิด 'วิกฤตเงิน' ระดับโลก"

"ภาวะเงินฝืดจากการนำเข้า สำหรับเศรษฐกิจราชวงศ์หมิงที่พึ่งพาเงินโลหะหนักมาก คือหายนะ ราชสำนักเก็บภาษีไม่ได้ ไม่มีเงินจ่ายทหาร ไม่มีเงินช่วยภัยแล้ง สุดท้ายเกิดวงจรอุบาทว์ ราชวงศ์ก็พังครืน"

"ดังนั้น ความขยันของฉงเจิน ต่อหน้ากระแสโลกแบบนี้ ก็เหมือนคนพยายามเอาถังน้ำไปอุดเขื่อนแตก ไม่มีทางทำได้ เขาไม่ได้แพ้หลี่จื้อเฉิง ไม่ได้แพ้แมนจู แต่แพ้ให้กับยุคสมัยครับ"

พูดจบ ทั้งห้องเงียบกริบ

หลี่เว่ยกั๋วยืนแข็งทื่อบนแท่น เหมือนรูปปั้นหิน

เขามองเฉินเจิ้งอวี่ แววตาเต็มไปด้วยความตะลึง และ... ความเคารพ!

ยุคน้ำแข็งน้อย!

วิกฤตเงิน!

มุมมองโลกาภิวัตน์!

คอนเซปต์พวกนี้ บางเรื่องตัวเขาเองเพิ่งมารู้ตอนเรียนปริญญาโท!

เด็กมัธยมคนนึง สามารถเชื่อมโยงความรู้พวกนี้ สร้างเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งขนาดนี้ได้!

นี่ไม่ใช่แค่ต้นกล้าดีแล้ว!

นี่มันปีศาจ!

"แปะ! แปะ! แปะ!"

หลี่เว่ยกั๋วปรบมือรัวๆ หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น

"พูดได้ดี! พูดได้โครตดีเลย!" เขาถึงกับหลุดคำหยาบ "เฉินเจิ้งอวี่ เลิกเรียนมาหาครูที่ห้องพักครูหน่อย!"

...

หลังเลิกเรียน ครูสองท่านเดินเข้าห้องพักครูแทบจะพร้อมกัน

"ตาเฒ่าจ้าว! ได้ยินเรื่องเฉินเจิ้งอวี่ยัง! เฉินเจิ้งอวี่ห้องเราน่ะ!" หลี่เว่ยกั๋วตะโกนตั้งแต่วางเท้าเข้าห้อง ตื่นเต้นเหมือนเด็ก

"ได้ยินสิ ฉันเพิ่งสอนห้องเขามา" จ้าวเจี้ยนกั๋วกำลังจิบน้ำจากกระบอกเก็บความร้อน แต่สีหน้าก็ไม่สงบเหมือนกัน

"ไอ้เด็กนี่ เหมือนเบิกเนตรทิพย์มา! การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ปลายราชวงศ์หมิงของเขา ลึกซึ้งกว่าบทวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญในเอกสารการสอนของฉันอีก!" หลี่เว่ยกั๋วนั่งลงบนเก้าอี้ดังตุ้บ "ฉันต้องขอดูคะแนนสอบเดือนที่แล้วของเขาหน่อย จำได้ว่าประวัติศาสตร์เขาไม่เท่าไหร่นี่นา!"

พูดจบเขาก็รื้อกองข้อสอบ

จ้าวเจี้ยนกั๋วก็วางแก้วน้ำ เดินไปที่ตู้ รื้อข้อสอบการเมืองออกมาเหมือนกัน

"เจอแล้ว!"

ทั้งสองคนเจอข้อสอบเฉินเจิ้งอวี่แทบจะพร้อมกัน

หลี่เว่ยกั๋วมองคะแนน "86 คะแนน... จำได้ว่าเมื่อก่อนเขาได้แค่หกสิบเจ็ดสิบเองนะ..."

จ้าวเจี้ยนกั๋วมองข้อสอบในมือ พึมพำ "ของฉันก็นี่ 88 คะแนน... ปรนัยเกือบถูกหมด ข้อเขียนก็มีเหตุมีผล พัฒนาขึ้นแบบคนละชั้นเลย"

ชายวัยกลางคนสองคนมองหน้ากัน เห็นความตกใจและความดีใจในตาของอีกฝ่าย

"ตาเฒ่าหลี่ นายว่าเด็กคนนี้... อยู่ๆ ก็บรรลุเหรอ?" จ้าวเจี้ยนกั๋วถาม

"บรรลุอะไร? นี่เขาเรียกตาสว่าง! เรียกสะสมพลังรอวันระเบิด!" หลี่เว่ยกั๋วตบขาฉาด "ฉันว่าแล้ว! เด็กคนนี้แววตาเปลี่ยนไป นิ่ง มั่นใจ! นี่มันลางบอกเหตุว่าจะพุ่งทะยานฟ้า!"

"ไม้ดีจริงๆ!" จ้าวเจี้ยนกั๋วอดชื่นชมไม่ได้ "ปีนี้โรงเรียนเรา ไม่แน่อาจจะมีที่หนึ่งของมณฑลโผล่มาจริงๆ ก็ได้!"

"ฉันว่าได้!" หลี่เว่ยกั๋วยิ่งพูดยิ่งมันส์ "ต้องปั้นดีๆ! ห้ามปล่อยให้เสียของเด็ดขาด!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 16 - ราศีว่าที่อันดับหนึ่งจับ!

คัดลอกลิงก์แล้ว