- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นกบฏ..ข้าจะสร้างเมืองยุคใหม่
- บทที่ 80 ยอมนั่งรอความตาย มิสู้... เสี่ยงดวงดูสักตา?
บทที่ 80 ยอมนั่งรอความตาย มิสู้... เสี่ยงดวงดูสักตา?
บทที่ 80 ยอมนั่งรอความตาย มิสู้... เสี่ยงดวงดูสักตา?
บทที่ 80 ยอมนั่งรอความตาย มิสู้... เสี่ยงดวงดูสักตา?
ต้วนฝูก้มลงเก็บห่อผ้าบนพื้นด้วยความรวดเร็วผิดวิสัยคนชรา
เขายัดสมุนไพรที่กระจัดกระจายกลับเข้าไปอย่างลวกๆ แล้วกำไว้แน่น ราวกับว่ามันเป็นถ่านร้อนๆ ที่พร้อมจะลวกมือ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ต้วนเอ้อร์ น้ำเสียงเย็นยะเยือก
"ในเมื่อคุณชายป่วยหนัก เจ้ายังไม่รีบไปอีก! จะยืนบื้อรอความตายอยู่ตรงนี้หรือไง? หากอาการของคุณชายล่าช้าไปแม้แต่นิดเดียว ระวังหนังหัวของเจ้าไว้ให้ดี!"
เขาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ระวังหนังหัว' อย่างชัดเจน เป็นคำขู่ที่ไม่อ้อมค้อม
"ขอรับ! ขอรับ! บ่าวไปเดี๋ยวนี้! ไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!"
ต้วนเอ้อร์ราวกับได้รับอภัยโทษ ไหนเลยจะกล้าชักช้า รีบกุลีกุจอวิ่งอ้อมตัวต้วนฝูไปอย่างทุลักทุเล
เขาวิ่งโซซัดโซเซมุ่งหน้าไปทางเรือนของฮูหยิน หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมาจากลำคอ
เขายังรู้สึกได้ถึงสายตาอันเย็นชาของต้วนฝู ที่ทิ่มแทงแผ่นหลังของเขาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเขาวิ่งเลี้ยวผ่านประตูวงพระจันทร์ไป สายตานั้นจึงจางหายไป
ต้วนฝูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองทิศทางที่ต้วนเอ้อร์หายลับไป สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาอย่างคาดเดาไม่ได้
เขาก้มลงมองห่อผ้าในมือ ข้างในคือ 'ร่องรอย' ชุดสุดท้ายที่ต้องทำลายทิ้ง
การปรากฏตัวและความตื่นตระหนกของต้วนเอ้อร์เมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่!
เขาต้องรีบกลับไปหารือกับต้วนเหรินเดี๋ยวนี้
ทางฝั่งต้วนตุน... เกรงว่าจะรู้ระแคะระคายอะไรเข้าแล้ว! งานเข้าแล้วสิ!
แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ลังเลอีกต่อไป ร่างกายผลุบหายเข้าไปในความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็ว
...
ต้วนเอ้อร์วิ่งรวดเดียวจนถึงมุมอับที่เงียบสงัดแห่งหนึ่ง เกาะเสาหอบหายใจอย่างหนัก หัวใจยังคงตีกลองรัวอยู่ในอก
เขาไม่กล้าไปหาฮูหยินจริงๆ หรอก คำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงอุบายเอาตัวรอด
พอตั้งสติได้ เขาก็เล็งทิศทาง แล้วออกวิ่งสุดชีวิตไปยังที่พักของ 'ต้วนต้า'
ในความคิดของเขา เขาเป็นคนหัวทึบ ย่อมคิดหาทางออกไม่ได้ แต่ต้วนต้านั้นหัวไว ย่อมต้องมีหนทางแน่
ต้องมีแน่!
เมื่อต้วนเอ้อร์วิ่งมาถึงเรือนเล็กหลังหนึ่ง ก็หยุดยืนหอบแฮ่กๆ
กำลังจะยกมือเคาะประตู แต่พอนึกขึ้นได้ ก็ผ่อนแรงลง เปลี่ยนเป็นเคาะเบาๆ ถี่ๆ
"ใคร?"
เสียงทุ้มต่ำของต้วนต้าดังออกมาจากในห้อง
เสียงนี้พอเข้าหู ต้วนเอ้อร์กลับรู้สึกว่าเสียงที่ปกติฟังดูระคายหู วันนี้กลับไพเราะเสนาะโสตยิ่งนัก
"ข้าเอง ต้วนเอ้อร์ มีธุระจะคุยด้วย!"
มีเสียงกุกกักดังขึ้นในห้อง จากนั้นประตูก็เปิดออก ต้วนต้ามองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
"มีอะไรก็รีบพูด ไม่มีก็ไสหัวไป!"
ต้วนเอ้อร์ไม่ถือสาความหงุดหงิดของอีกฝ่าย ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหู
"เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ?"
ต้วนต้าเบิกตากว้าง จ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง
"เข้าไปคุยข้างในดีกว่าไหม? ข้ากลัว..."
ต้วนเอ้อร์กวาดตามองรอบๆ อย่างหวาดระแวง
ต้วนต้าขมวดคิ้ว แต่พอนึกถึงสติปัญญาของเจ้าหมอนี่ ก็ยอมเบี่ยงตัวให้เข้ามา
พอเข้าห้องมาได้ ต้วนเอ้อร์ก็พุ่งไปที่โต๊ะ คว้ากาน้ำมากรอกปากอึกๆ จนน้ำหายไปค่อนกา ถึงค่อยหายใจทั่วท้อง
"ต้วนต้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! เจ้าต้องช่วยคิดหาทางนะ!"
เขาพรั่งพรูเรื่องราวที่เจอมาทั้งหมดรวดเดียว หวังพึ่งสติปัญญาของต้วนต้า
ต้วนต้าฟังคำบอกเล่าที่จับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกจนจบ ก็พอจะจับใจความสำคัญได้ เขาเริ่มเดินวนไปมาในห้อง มือลูบคาง สีหน้าเคร่งเครียด
ระหว่างที่ต้วนต้ากำลังใช้ความคิด ต้วนเอ้อร์ถือโอกาสสำรวจห้อง แล้วก็พบว่าห้องถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้านผิดปกติ
"จะ... เจ้าคิดจะหนีรึ?"
ต้วนเอ้อร์นึกอะไรขึ้นได้ มองเขาด้วยความตื่นตระหนก
ต้วนต้าสะดุ้งโหยง มองเขาอย่างเอือมระอา
"พูดจาหัดใช้สมองหน่อย กองทัพล้อมอยู่เป็นชั้นๆ เจ้าคิดว่าข้าจะบินหนีออกไปจากจวนตระกูลต้วนได้รึไง?"
ต้วนเอ้อร์ฟังแล้วก็เห็นด้วย ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ
ต้วนต้าลอบบ่นในใจ 'เจ้าหมอนี่ฉลาดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่? แต่มองห้องปราดเดียวแล้วคิดได้ขนาดนี้ หรือเมื่อก่อนมันแกล้งโง่?'
เห็นสีหน้าต้วนต้าเริ่มแปลกๆ ต้วนเอ้อร์รีบตัดบท
"พวกเรารีบไปห้องคุณชายกันเถอะ ไปช่วยปลอบให้ท่านหายตกใจก่อน สองหัวดีกว่าหัวเดียว!"
ต้วนต้าคิดดูแล้วก็ไม่มีทางอื่น จึงพยักหน้าตกลง
จากนั้นทั้งสองก็ลัดเลาะไปตามความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องของต้วนตุน ระหว่างทางนอกจากคนรับใช้ที่เดินผ่านไปมา ก็ไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีก
...
สภาพห้องของต้วนตุนยังคงเหมือนตอนที่ต้วนเอ้อร์จากไป
ต้วนตุนนั่งเหม่อลอยอยู่ที่มุมห้อง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"ต้วนต้า เจ้าช่วยคิดหน่อยเถอะ ขืนเป็นแบบนี้ไม่รอดแน่! ลำพังพวกเราสองคน รับมือตาเฒ่าต้วนฝูกับต้วนเหรินไม่ไหวหรอก!"
ต้วนเอ้อร์เขย่าแขนต้วนต้าอย่างร้อนรน
ต้วนต้ายื้อแขนกลับ เดินเข้าไปหาต้วนตุน
เขาย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง กระซิบข้างหูต้วนตุน "คุณชายกำลังกังวลเรื่องท่านอ๋องฉินจะแก้แค้นใช่ไหมขอรับ?"
พอได้ยินคำว่า 'ท่านอ๋องฉิน' ต้วนตุนก็เหมือนได้สติ หันขวับมามองด้วยความแปลกใจ ราวกับสงสัยว่าบ่าวคนนี้ล่วงรู้ความคิดเขาได้อย่างไร
"คุณชาย ข้าว่าท่านกังวลเกินไปแล้ว"
ต้วนต้ากล่าวต่อ "คนระดับท่านอ๋องฉิน จะมาถือสาหาความกับเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ทำไม? ท่านลองคิดดู พระองค์เป็นยอดคนที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างโชกโชน หากจะจัดการตระกูลต้วนจริงๆ จะปล่อยให้ยืดเยื้อมาถึงป่านนี้หรือ? ท่านลองดูจวนฉางหนิงโหว จวนอัครมหาเสนาบดีซ้าย หรือพวกขุนนางเก่าพวกนั้นสิ ตอนที่ถูกยึดทรัพย์ สภาพต่างจากบ้านเราตอนนี้ลิบลับเลยไม่ใช่หรือขอรับ?"
ต้วนตุนได้ฟัง สายตาก็เปี่ยมด้วยความคาดหวัง มองต้วนต้าตาเป็นมัน หวังให้พูดอะไรที่เขาอยากฟังออกมาอีก
'เอ่อ...'
ต้วนต้าหน้าขึ้นสีดำทะมึน
'ท่านคาดหวังอะไร? คาดหวังให้ข้าฟันธงว่ารอบนี้รอดแน่ ไม่ต้องกลัว งั้นสิ?'
ดูเหมือนต้วนตุนจะรู้ตัวว่าแสดงออกมากไป จึงเบือนหน้าหนีด้วยความขัดเขิน
แต่พอได้ระบายออกมา สภาพจิตใจของต้วนตุนก็ดีขึ้นมาก
ต้วนต้าเห็นแววตาเจ้านายเริ่มมีประกายแห่งสติ ก็รีบตีเหล็กตอนร้อน กดเสียงต่ำลงแต่เร่งจังหวะให้เร็วขึ้น
"คุณชาย ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งเหม่อ! ตาแก่ต้วนฝูนั่นเห็นต้วนเอ้อร์วิ่งหน้าตื่นออกมาจากเรือนท่าน แถมยังได้ยินข้ออ้างปัญญาอ่อนเรื่อง 'เจ็บหน้าอก' ด้วยความขี้ระแวงและเขี้ยวลากดินของมัน เกรงว่าป่านนี้มันคงเดาได้แล้วว่าต้วนเอ้อร์รู้อะไรมา... หรือเผลอๆ อาจจะสงสัยไปถึงขั้นว่า... ท่านเองก็รู้เรื่องแล้ว!"
คำพูดนี้เหมือนน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า ปลุกต้วนตุนจากความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ตื่นเต็มตา
เขาดีดตัวนั่งตรง หน้าซีดเผือดลงอีกครั้ง "งั้น... งั้นจะทำยังไง? ต้วนฝูต้องคาบข่าวไปบอกต้วนเหรินแล้วแน่ๆ! ตอนนี้ท่านพ่อก็ยังอยู่ในคุก เราสู้พวกมันไม่ได้หรอก พวกมัน... พวกมันจะ..."
คำว่า 'ฆ่าปิดปาก' จุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออก
"ทำแน่!"
ต้วนต้าตอบสวนทันควัน สายตาคมกริบจ้องต้วนตุน "เพื่อความอยู่รอด พวกมันทำได้ทุกอย่าง! ดังนั้น... เราต้องลงมือก่อน!"
"ลงมือยังไง?"
ต้วนตุนและต้วนเอ้อร์ถามพร้อมกัน จ้องต้วนต้าเขม็ง
ต้วนต้าสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาฉายประกายบ้าบิ่นของการตัดสินใจครั้งสำคัญ
"คุณชาย ท่านต้องเขียนจดหมายลับเดี๋ยวนี้!"
"จดหมายลับ? ถึงใคร?"
"ถึงท่านอ๋องฉิน!" ต้วนต้าพูดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
"อะไรนะ?!"
ต้วนตุนตกใจจนแทบกระโดดหนี "เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ?! ข้า... ให้ข้าเขียนจดหมายหาท่านอ๋องตอนนี้? นี่มันไม่ต่างกับสารภาพบาป แล้วเรียกเขามาฆ่าล้างตระกูลเร็วกว่าเดิมรึไง?"
ต้วนเอ้อร์ก็ตกใจจนโบกมือเป็นระวิง "ต้วนต้า! เจ้าเลอะเลือนแล้ว? นี่มันวิ่งเข้าหาความตายชัดๆ!"
"ตรงกันข้ามต่างหาก!"
ต้วนต้าสายตาลุกโชน แฝงความเด็ดเดี่ยวแบบคนจนตรอกที่พร้อมแลกทุกอย่าง "คุณชาย ท่านลองตรองดู ต้วนเหรินสมคบคิดศัตรูเป็นเรื่องจริง หลักฐานมัดแน่นดิ้นไม่หลุด! โทษนี้ ยังไงตระกูลต้วนก็หนีไม่พ้น! ข้อแตกต่างเดียวคือ... จะโดนประหารเก้าชั่วโคตร หรือ... จะมีใครสักคนที่ 'สร้างความดีความชอบลบล้างความผิด' เพื่อขอแลกกับทางรอดเพียงหนึ่งเดียว!"
เขาจ้องตาต้วนตุนเขม็ง บีบคั้นทุกความรู้สึก
"ท่านอ๋องต้องการถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายที่ขายชาติ และต้องการเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อสยบราชสำนัก! หากท่านชิงลงมือก่อนที่พวกต้วนเหรินจะทำลายหลักฐาน หรือก่อนที่พวกมันจะหมาจนตรอก... โดยการเป็นผู้เปิดโปงและมอบเบาะแสให้ท่านอ๋องด้วยตัวเอง... แบบนี้เรียกว่าอะไร? เรียกว่า 'ฆ่าญาติเพื่อผดุงธรรม' (ต้าอี้เมี่ยฉิน)! เรียกว่า 'ทิ้งความมืดเข้าหาความสว่าง'!"
"ท่านอ๋องเป็นคนเช่นไร? พระองค์ต้องการผลลัพธ์ ต้องการการยอมสยบ! คุณชายตระกูลใหญ่ที่ยอมสวามิภักดิ์และมอบหลักฐานสำคัญ กับสมาชิกกบฏที่นั่งรอความตายเฉยๆ... น้ำหนักในพระทัยท่านอ๋อง... จะเท่ากันเชียวหรือ?"
หัวใจของต้วนตุนเต้นรัวแรง คำพูดของต้วนต้าเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดผ่าหมอกควันแห่งความสิ้นหวัง
จริงด้วย... ยอมนั่งรอความตาย มิสู้... เสี่ยงดวงดูสักตา?