- หน้าแรก
- เปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง...ในแดนเซียน!
- บทที่ 395 - การร่วมมือกันของจี้หยวนและเมิ่งเหยียนเจินจวิน
บทที่ 395 - การร่วมมือกันของจี้หยวนและเมิ่งเหยียนเจินจวิน
บทที่ 395 - การร่วมมือกันของจี้หยวนและเมิ่งเหยียนเจินจวิน
บทที่ 395 - การร่วมมือกันของจี้หยวนและเมิ่งเหยียนเจินจวิน
"ผู้อาวุโส คือ... คือท่านหรือ?!"
สายตาของจี้หยวนหลบวูบ สภาพจิตใจสับสนวุ่นวายยากจะอธิบาย
เพราะชั่วพริบตาที่คนตรงหน้าเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงดั้งเดิม จี้หยวนก็จำตัวตนของเขาได้ทันที
อาจารย์โจรเฒ่าของโฉวเชียนไห่... เมิ่งเหยียนเจินจวิน
จี้หยวนรู้อยู่แล้วว่าเขาอยู่ในเขตศูนย์กลางของทะเลหลัวช่า และรู้ว่าสักวันคงได้พบกันอีก
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา
บังเอิญงั้นรึ?
นี่มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยกระมัง
เรื่องนี้ทำให้จี้หยวนยิ่งสงสัยในคำพูดของทูตผี มันควบคุมเขตศูนย์กลางนี้ไม่ได้จริงหรือ?
หากคุมไม่ได้ เหตุใดเขตศูนย์กลางจึงนับเป็นส่วนหนึ่งของทะเลหลัวช่า
แถมป้ายทองคำทูตผีที่ให้มายังใช้เปิดประตูเข้ามาได้โดยตรง
ดังนั้นการที่มันส่งข้ามาอยู่ต่อหน้าเมิ่งเหยียนเจินจวินโดยตรงเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร
ต้องการให้เขาฆ่าข้าทิ้งงั้นรึ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าทูตผีคงคิดตื้นเกินไป แค่ระดับหยวนอิงขั้นต้น... ข้าดื่ม 'สุราผลาญอายุขัยเก้าโลกันตร์' เข้าไปเพียงอึกเดียว ตบะก็เทียบเท่าหยวนอิงขั้นกลางแล้ว
หรือว่า... จะฉวยโอกาสนี้ฆ่าเขาซะเลย?
เพียงแค่ความคิดนี้ผุดขึ้น หัวใจของจี้หยวนก็เต้นรัวเร็วขึ้นมา
หากสามารถช่วยโฉวเชียนไห่ได้ อายุขัยห้าสิบปีนี้ จี้หยวนก็พร้อมจะแลก
ติดอยู่แค่ว่าไม่รู้ว่าหลังจากฆ่าเขาแล้ว จะเป็นอย่างที่โฉวเชียนไห่บอกหรือไม่ว่าตัวเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย...
จี้หยวนกำลังประเมินเมิ่งเหยียนเจินจวิน
เมิ่งเหยียนเจินจวินเองก็กำลังประเมินจี้หยวนอยู่เช่นกัน
ผู้ที่สามารถมีชีวิตรอดเข้ามาถึงเขตศูนย์กลางทะเลหลัวช่าได้ ไม่มีใครเป็นคนโง่
ดังนั้นเมิ่งเหยียนเจินจวินจึงรู้ว่า เจตนาความคิดของตนถูกจี้หยวนตรงหน้ามองทะลุปรุโปร่งแล้ว
เขาอยากฆ่าจี้หยวน
เมื่อครู่เขาก็กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะลงมือดีหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ จิตสังหารเพียงริ้วบางๆ ที่จี้หยวนเผยออกมา... ต่อให้เบาบางแค่ไหน เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน
เพียงแต่หลังจากสัมผัสได้ ในใจเขาก็พลันตื่นตระหนก
'เจ้าจี้หยวนนี่รู้ตัวตนของข้า และสัมผัสถึงตบะของข้าได้แล้ว แต่กลับยังกล้ามีความคิดที่จะฆ่าข้า... นี่มันหมายความว่าอย่างไร?! หมายความว่าในมือมันมีวิธีการจัดการกับผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงอยู่อย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะมั่นใจว่าฆ่าได้ด้วยซ้ำ!'
เมิ่งเหยียนเจินจวินมองดูเขา ใบหน้าพลันเผยรอยยิ้มบางๆ
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเจือแววทอดถอนใจเล็กน้อยว่า "เป็นข้าเอง แต่น่าเสียดายนัก..."
"หือ?"
สายตาจี้หยวนไหววูบ "ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเสียดายเรื่องอันใด?"
"เสียดายที่ข้าเข้ามาขลุกอยู่ในนี้หลายสิบวัน แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือเลย ข้า... ไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ"
เมิ่งเหยียนเจินจวินถอนหายใจยาว
"ด้วยระดับตบะความสามารถของผู้อาวุโส จะอย่างไรก็คงไม่นับว่าเป็นการเสี่ยงกระมัง"
จี้หยวนหัวเราะแห้งๆ ตอบรับ
"มิใช่" เมิ่งเหยียนเจินจวินส่ายหน้า "เหตุผลที่ไม่กล้าเสี่ยงไม่ใช่เรื่องนั้น หลักๆ คือหากข้าตาย ศิษย์รักของข้า... ซึ่งก็คือสหายรักของเจ้า โฉวเชียนไห่ ก็จะเป็นอันตรายไปด้วย หนึ่งศพสองชีวิต ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ"
เมิ่งเหยียนเจินจวินกล่าวคล้ายจะสื่อความนัย
จี้หยวนชะงักไปครู่หนึ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร
แต่ก่อนหน้านี้โฉวเชียนไห่เคยพูดเรื่องนี้ และตอนนี้เมิ่งเหยียนเจินจวินก็พูดออกมาเอง เรื่องนี้ทำให้จี้หยวนรู้สึกว่า มีความเป็นไปได้สูง... ที่จะเป็นเรื่องจริง
หากเขาไม่เป็นฝ่ายคลายผนึกบนตัวโฉวเชียนไห่ ถ้าเขาตาย โฉวเชียนไห่ก็คงต้องตายตามไปด้วย
แต่ไม่ทันคาดคิด เมิ่งเหยียนเจินจวินกลับขยับเข้ามาใกล้ จนแทบจะประชิดตัว แล้วทำหน้าสงสัยกล่าวว่า:
"เจ้า... คิดจะฆ่าข้าใช่หรือไม่?!"
คำพูดที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันทำเอาจี้หยวนสะดุ้ง เขาเข้าใจได้ในทันที
ความคิดในใจของข้า ถูกมองออกแล้ว!
เขารีบถอยหลังไปหลายก้าว แสร้งทำเป็นยกมือเกาหัว หัวเราะแก้เก้อ:
"ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว ท่านเป็นอาจารย์ของโฉวเชียนไห่ เป็นผู้อาวุโสของข้า ข้าจะมีใจคิดเช่นนั้นได้อย่างไร"
เมิ่งเหยียนเจินจวินจ้องมองเขาเขม็ง ไม่พูดไม่จา
จี้หยวนจนปัญญา ได้แต่ผายมือสองข้างออก หัวเราะอย่างจนใจ:
"ผู้น้อยตอนนี้เป็นแค่เจี๋ยตานขั้นกลาง อย่างมากก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับเจี๋ยตานขั้นสูง ผู้อาวุโสเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับหยวนอิง ผู้น้อยจะไปเทียบชั้นกับท่านได้อย่างไร"
ได้ยินดังนั้น เมิ่งเหยียนเจินจวินก็หัวเราะออกมา
เขาลอยตัวถอยกลับไปที่เดิม กลิ่นอายคุกคามรุนแรงบนร่างก็ถูกเก็บกลับไป
แต่ถึงอย่างนั้น ในใจจี้หยวนก็ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
"ผู้อาวุโส... หัวเราะทำไมหรือ?"
"เจ้าหนูจี้ หากจำไม่ผิด ตอนนั้นเจ้ากับโฉวเชียนไห่ออกมาจากที่เดียวกันแต่ไม่ได้รับเลือกเข้าสำนัก คิดว่าคงเป็นรากวิญญาณเทียมสินะ?"
เมิ่งเหยียนเจินจวินคล้ายจะเปลี่ยนเรื่องคุย
"ถูกต้อง"
จี้หยวนไม่รู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่ว่ากันตามจริง เขาก็พยักหน้ารับ
"รากวิญญาณเทียมเดินมาได้ถึงจุดนี้... ไม่ง่ายเลยสินะ" เมิ่งเหยียนเจินจวินเดินวนไปมาตรงหน้าจี้หยวน "หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด อาจารย์ของเจ้าที่อยู่ไกลถึงทวีปชางลั่ว น่าจะเกิดเรื่องขึ้นแล้วกระมัง?"
"นางไม่เป็นไร และจะไม่มีทางเป็นไรด้วย"
จี้หยวนโพล่งตอบออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมิ่งเหยียนเจินจวินฟังคำตอบที่รวดเร็วของจี้หยวน หันมาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
"แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้นางก็ไม่ได้อยู่ข้างกายเจ้า ไม่ใช่หรือ? หากไม่เช่นนั้น เจ้าก็คงไม่ถูกคนต่ำช้าอย่างกู้เหยียนข่มขู่เอาได้"
ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ และแสร้งทำเป็นไม่จริงก็ไม่ได้
ดังนั้นจี้หยวนเลยเลือกที่จะเงียบ
เมิ่งเหยียนเจินจวินถอนหายใจอีกครั้ง เขาเอามือไพล่หลัง หันหลังให้จี้หยวน แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า:
"เจ้าหนูจี้ เจ้า... อยากบรรลุหยวนอิงหรือไม่?"
คำว่าหยวนอิงหลุดออกมา หัวใจจี้หยวนกระตุกวูบ
เขาเผลอมองไปที่หน้าต่างระบบโดยไม่รู้ตัว 【แปลงนาวิญญาณ】 พร้อมอัปเกรดได้ทุกเมื่อ
【แปลงนาวิญญาณ】 ระดับ 5 ไม่เพียงผลิตผลฮว่าอิง (ผลแปลงทารก) ได้
ตอนเก็บเกี่ยวยังมีโอกาส 50% ที่จะได้ผลผลิตสองเท่า และ 15% ที่จะได้สามเท่า
ขอแค่ดวงดีหน่อย ก็น่าจะเก็บเกี่ยวผลฮว่าอิงได้สองผลในคราวเดียวแล้ว
เขาฟังออกว่า เมิ่งเหยียนเจินจวินน่าจะกำลังตกเขาด้วยเหยื่อล่อ แต่น่าเสียดาย ที่การบรรลุหยวนอิงนั้น ล่อจี้หยวนไม่ได้
เมิ่งเหยียนเจินจวินย่อมมองออกถึงความหวั่นไหวในใจจี้หยวน เขาจึงมั่นใจ
"อยาก ย่อมต้องอยากอยู่แล้ว ผู้ฝึกตนในใต้หล้า ใครบ้างไม่อยากบรรลุหยวนอิง?"
จี้หยวนตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมิ่งเหยียนเจินจวินกล่าวต่อ: "ด้วยความสัมพันธ์ของเจ้ากับโฉวเชียนไห่ เขาต้องเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังแล้วแน่ เจ้าคงรู้ว่าข้ามาจากสำนักอินกุ้ย ดังนั้นจึงมีความรู้เกี่ยวกับทะเลหลัวช่านี่อยู่บ้าง..."
"ข้ารู้ว่าตรงไหนของเขตศูนย์กลางนี้ มีวาสนาแห่งการบรรลุหยวนอิงอยู่ วาสนานั้นไร้ประโยชน์ต่อข้าแล้ว แต่มีประโยชน์มหาศาลต่อเจ้า หากเจ้าต้องการ ข้าจะพาเจ้าไปเอาด้วยตัวเอง!"
เมิ่งเหยียนเจินจวินพูดพลางชูมือขึ้น ท่าทางดูฮึกเหิมไม่น้อย
จี้หยวนมองเขา จิตใจไม่ได้คลายความระแวงลงเลย
โลกนี้ไม่มีอาหารเที่ยงฟรี และไม่มีขนมเปี๊ยะหล่นมาจากฟ้า
"พูดมาเถอะ ผู้อาวุโสต้องการให้ข้าทำอะไร?" จี้หยวนถามตรงๆ
"สมแล้ว คนฉลาดคุยกันมันก็ง่ายแบบนี้แหละ"
เมิ่งเหยียนเจินจวินเอ่ยชมก่อนหนึ่งประโยค แล้วค่อยกล่าว: "ง่ายๆ แค่อยากให้เจ้าช่วยสักหน่อย"
จี้หยวนครุ่นคิดเล็กน้อย "ผู้อาวุโสอยากให้ข้าช่วยรุมสังหารจอมมารเฒ่ากู๋เหยียนหรือ?"
"ไม่ใช่ ตบะแค่เจ้าจะไปรุมฆ่าใครได้"
เมิ่งเหยียนเจินจวินส่ายหน้า "มิใช่ มิใช่"
"แล้วคืออะไร?"
"แค่ต้องการให้เจ้าช่วยไปเอาของสิ่งหนึ่งเท่านั้น"
"หือ?" จี้หยวนสายตาไหววูบ หากแค่ให้ไปรุมฆ่าจอมมารเฒ่ากู๋เหยียนยังพอรับได้ ยังถือว่าอยู่ในความคาดหมายของจี้หยวน แต่ตอนนี้...
"ผู้อาวุโส ท่านคิดจะหลอกข้าไปฆ่าหรือ?"
จี้หยวนยังคงถามผ่าซาก
"ไม่กล้าหรอก" เมิ่งเหยียนเจินจวินปฏิเสธ "โฉวเชียนไห่นิสัยเป็นอย่างไร เจ้ารู้ดียิ่งกว่าข้าเสียอีก หากเขารู้ว่าเจ้าถูกข้าฆ่าตาย... เขาจะยังยอมให้ข้ายึดร่างแต่โดยดีอยู่อีกหรือ? เกรงว่าคงชิงระเบิดตัวเองตายไปตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว"
จี้หยวน: "???"
เดี๋ยว ยึดร่าง?
ไอ้โจรเฒ่านี่พูดออกมาหน้าตาเฉยแบบนี้เลยเหรอ?
"ท่าน... ในที่สุดก็ยอมรับแล้วว่าจะยึดร่างโฉวเชียนไห่?" ตอนที่จี้หยวนพูดประโยคนี้ น้ำเสียงแฝงความเยือกเย็นโดยไม่รู้ตัว
"ไม่มีอะไรต้องยอมรับหรือไม่ยอมรับนี่"
เมิ่งเหยียนเจินจวินยักไหล่ กล่าวเรียบเฉย "ต่อให้ข้าไม่ยอมรับ พี่น้องอย่างพวกเจ้าสองคนจะดูไม่ออกรึ? ข้าก็แค่เจาะกระดาษหน้าต่างบานนั้นให้ทะลุเท่านั้นเอง"
"ที่เจ้าคิดจะฆ่าข้าเมื่อกี้ ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?"
ก็จริงแฮะ...
จี้หยวนมองเมิ่งเหยียนเจินจวินที่มีท่าทีสงบนิ่ง หรือเรียกได้ว่ารู้แจ้งเห็นจริงในทุกสิ่ง เขาเงียบไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็จนใจ ได้แต่ถามเสียงเบา
"ผู้อาวุโส พอจะเจรจากันได้ไหม?"
เจรจาอะไร?
ย่อมเป็นการเจรจาว่า อย่าไปยึดร่างโฉวเชียนไห่เลย ไปหาร่างคนอื่นยึดแทนเถอะ
"ค่อยว่ากัน"
เมิ่งเหยียนเจินจวินโบกมืออย่างรำคาญ
เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้ทำให้เขาไม่สบอารมณ์ หรืออาจจะหงุดหงิดพอดู
จี้หยวนหมดหนทาง ทำได้เพียงเงียบ
"ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเอาของวิเศษที่ช่วยในการบรรลุหยวนอิงก่อน"
เมิ่งเหยียนเจินจวินพูดจบก็เหาะทะยานขึ้น วาดโค้งเป็นสายรุ้งกลางอากาศ มุ่งหน้าตรงไปทางทิศเหนือ
เขาไม่ได้บังคับพาตัวจี้หยวนไป เพียงแต่ทำท่าทางเหมือนถือไพ่เหนือกว่า แล้วจากไปเองดื้อๆ
จี้หยวนมองแผ่นหลังของเขา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วตามไป
หากเมิ่งเหยียนเจินจวินคิดจะลงมือจริงๆ อย่าว่าแต่ตอนนี้เลย ต่อให้จี้หยวนหนี เขาก็สามารถลากตัวกลับมาได้
ในแง่หนึ่ง จี้หยวนเพิ่งมาถึงเขตศูนย์กลาง สภาพการณ์ข้างในก็มืดแปดด้านไม่ต่างกัน
เมิ่งเหยียนเจินจวินในฐานะศิษย์สำนักอินกุ้ยตัวจริง ย่อมมีความเข้าใจในเขตศูนย์กลางนี้ จี้หยวนคิดว่าตอนนี้ตามเขาไป... ก็เปรียบเสมือนมีไกด์นำทาง
เมื่อเห็นจี้หยวนเหาะตามมา เมิ่งเหยียนเจินจวินก็ชะลอความเร็วลง
รอจนจี้หยวนตามทัน เขาถึงเอ่ยถามยิ้มๆ: "เป็นไง ของวิเศษชิ้นนั้นของเจ้า ไม่เอาออกมาใช้หน่อยรึ?"
ก่อนหน้านี้ตอนเจอกันที่เมืองหลัวช่า จี้หยวนใช้วิชาไล่ล่าสายฟ้าเคลื่อนย้ายพริบตามาโผล่ข้างกายเมิ่งเหยียนเจินจวิน
"มันสิ้นเปลืองพลังมาก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากใช้"
อยู่ต่อหน้าโจรเฒ่าผู้นี้ ปิดบังไปก็คงไม่มิด
จี้หยวนเลยเลือกบอกตามตรง
"หึหึ"
คำตอบไม่ได้ผิดไปจากที่เมิ่งเหยียนเจินจวินคาด
"ขอถามผู้อาวุโส สรุปแล้วมันคือธุระอะไรกันแน่ ที่ต้องการให้ผู้น้อยช่วย?"
จี้หยวนไม่รู้สึกว่าตัวเองมีวิธีการใดที่เมิ่งเหยียนเจินจวินจะถูกใจได้ คิดไม่ออก เขาเลยต้องถาม
"หึหึ ไม่ต้องรีบ รอข้าช่วยเจ้าเอาของวิเศษชิ้นนั้นมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน"
เมิ่งเหยียนเจินจวินกล่าวกลั้วหัวเราะ
...สรุปคือเขาต้องการให้ข้าติดหนี้บุญคุณเขาก่อน แล้วค่อยให้ข้าช่วยเขางั้นรึ?
แต่เขากุมชีวิตโฉวเชียนไห่เอาไว้ ไม่เห็นจำเป็นต้องทำเรื่องยุ่งยากแบบนี้เลย
จี้หยวนคิดไม่ตก... หรือบางทีเขาอาจจะจำเป็นต้องไปที่นั่นเหมือนกัน
"เจ้ามีความรู้เรื่องการบรรลุหยวนอิงมากน้อยแค่ไหน?"
เสียงของเมิ่งเหยียนเจินจวินดังขึ้นในห้วงจิตของจี้หยวน
เขาเก็บความฟุ้งซ่านในใจ หันมาตอบอย่างจริงจัง: "ทำลายตานเพื่อกำเนิดทารก ขั้นตอนนี้อันตรายอย่างยิ่ง แต่ก็ยังพอพยายามได้ แต่ด่านต่อไปคือเคราะห์จิตมาร... นั่นต่างหากคือด่านที่อันตรายที่สุด ผู้ที่บรรลุหยวนอิง แปดเก้าส่วนล้วนตกตายภายใต้เคราะห์จิตมาร"
"ไม่เลว"
เมิ่งเหยียนเจินจวินพยักหน้า "เคราะห์จิตมารกำเนิดจากทารก สามารถโจมตีจุดที่อ่อนไหวที่สุด เปราะบางที่สุดในใจเจ้า..."
พูดแล้วเขาก็ยิ้ม
"สรุปง่ายๆ เจ้ากลัวอะไร เคราะห์จิตมารก็จะจัดสิ่งนั้นมาให้เจ้า ไม่ว่าปกติเจ้าจะปิดบังมันไว้ดีแค่ไหน ซ่อนไว้ลึกเพียงใด เคราะห์จิตมารก็สามารถขุดคุ้ยความคิดเล็กๆ เหล่านั้นออกมาได้"
เมิ่งเหยียนเจินจวินทำท่าตะปบมือประกอบ "แล้วขยายมันให้ใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด โจมตีจิตวิญญาณเจ้าโดยตรง"
"ผู้ฝึกตนในโลกหล้านับพันนับหมื่น ใครบ้างไม่มีปมในใจที่ก้าวข้ามไม่พ้น?"
"อาจจะเป็นการนั่งมองรักวัยเยาว์แก่เฒ่าไป หรือความไร้กำลังยามเผชิญหน้ากับการแก่ชราของบิดามารดา หรือการเห็นสหายรัก คู่บำเพ็ญ ตายไปต่อหน้าต่อตา... มีมากมายนัก และสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นอาหารของเคราะห์จิตมาร"
"ดังนั้นยิ่งอายุมาก การจะบรรลุหยวนอิงก็ยิ่งยาก เพราะพวกเขาผ่านโลกมามาก อาหารของเคราะห์จิตมารก็ยิ่งเยอะ... แต่ข้อนี้ก็ไม่เสมอไป โจรเฒ่าบางคนผ่านโลกมาโชกโชน จิตใจสงบนิ่ง กลับสามารถผ่านเคราะห์จิตมารไปได้ง่ายกว่า"
เมิ่งเหยียนเจินจวินพร่ำบ่นไปเรื่อย จี้หยวนตั้งใจฟังเป็นพิเศษ กลัวว่าจะพลาดประสบการณ์ไปแม้แต่นิดเดียว
"สรุปแล้วการบรรลุหยวนอิงมีสองด่านหิน หนึ่งคือทำลายตาน สองคือเคราะห์จิตมาร"
"แล้วของวิเศษที่ผู้อาวุโสหาให้ข้า ช่วยในด่านไหนหรือ?"
จี้หยวนถาม
"เคราะห์จิตมาร"
เมิ่งเหยียนเจินจวินตอบตรงๆ "ในทะเลหลัวช่าเคยมี 'บัวหฤทัยสวรรค์แห่งความว่างเปล่า' ต้นหนึ่งเติบโตอยู่ แม้จะถูกเก็บไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีเม็ดบัวเม็ดหนึ่งหลงเหลือ รอจนได้เม็ดบัวนั้นมา ตอนเจ้าเผชิญเคราะห์จิตมารก็กลืนมันลงไป มันจะช่วยคุ้มครองจิตใจเจ้า"
พูดพลางเขาก็นับนิ้วคำนวณ
"น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านเคราะห์จิตมารให้เจ้าได้สักสามส่วน"
...เยอะขนาดนั้นเชียว?!
ถ้าโจรเฒ่านี่ไม่ได้หลอกข้า สรรพคุณของเม็ดบัวนี้ก็ออกจะโหดไปหน่อยนะ
จี้หยวนฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"วางใจเถอะ รอเจ้าได้มาเจ้าก็จะรู้สรรพคุณของมันเอง"
เมิ่งเหยียนเจินจวินมองออกถึงความสงสัยในใจจี้หยวน ยิ้มบางๆ แล้วว่า: "ช่างเถอะ เจ้าช้าเกินไป ตามข้ามา"
กล่าวจบ เขาก็เร่งแสงเหาะห่อหุ้มจี้หยวน ทั้งสองกลายเป็นลำแสงสีเหลืองดินพุ่งทะลุอากาศจากไปไกล
...ธาตุดิน แถมยังอยู่บนพื้นทรายเหลืองนี่อีก
เมิ่งเหยียนเจินจวินนี่ได้เปรียบทุกทางจริงๆ
จี้หยวนครุ่นคิดในใจ พร้อมกันนั้นก็ไม่คลายความระแวดระวัง อย่างน้อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็เกาะติดถุงเก็บของที่มีเหล้าเผาอายุขัยเก้าโลกันตร์อยู่ พร้อมจะกระดกทุกเมื่อหากคุยกันไม่รู้เรื่อง
บินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนืออยู่นานค่อนวัน ทิวทัศน์ที่จี้หยวนเห็นนอกจากทรายเหลืองเต็มฟ้าก็มีแต่ทรายเหลืองเต็มฟ้า
ระหว่างทางหากไม่ใช่เพราะเมิ่งเหยียนเจินจวินเปลี่ยนทิศทางไปมาหลายครั้ง เขาคงนึกว่าทั้งคู่หลงเข้าไปในค่ายกลอะไรสักอย่างแล้ว
"ใกล้ถึงแล้ว อีกเดี๋ยวเจ้าถือสิ่งนี้ไว้ ล่อเม็ดบัวนั่นออกมา ข้าจะใช้ค่ายกลขังมันไว้ มิเช่นนั้น ด้วยตบะของเราสองคน คิดจะจับมันไม่ง่ายเลย"
เมิ่งเหยียนเจินจวินโยนขวดหยกให้จี้หยวน "ก่อนใช้ อย่าลืมสวมเกราะกลืนวิญญาณของเจ้า ตัดขาดปราณวิญญาณในร่างกายให้หมด หากมีเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว เม็ดบัวนั่นจะไม่ออกมาเด็ดขาด"
จี้หยวนมองขวดหยกในมือ
"เม็ดบัวนี่ ถึงกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง?"
"บัวหฤทัยสวรรค์แห่งความว่างเปล่าตอนสมบูรณ์ เป็นพืชวิญญาณที่เกือบจะถึงระดับ 5 เจ้าคิดว่าไงล่ะ?"
เมิ่งเหยียนเจินจวินย้อนถาม
"ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ามีเกราะกลืนวิญญาณที่ตัดขาดพลังเวทและปราณวิญญาณได้ทุกอย่าง ต่อให้ข้าอยากได้ก็คงเอามาไม่ได้"
"งั้นดูเหมือนของสิ่งนี้จะมีวาสนากับข้าจริงๆ"
จี้หยวนยิ้มเขินๆ ขณะเดียวกันก็ใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่ว่าจะหายังไง ก็ไม่เจอที่ที่เหมือนจะมีสมบัติซ่อนอยู่
ในใจจึงยิ่งระแวง
...ไอ้โจรเฒ่านี่ให้ข้าถือของไปเป็นเหยื่อล่อ ส่วนตัวเองวางค่ายกลอยู่ข้างๆ
ถึงตอนนั้นที่จะจับน่ะ เม็ดบัว หรือตัวข้ากันแน่?
แต่ตอนนี้ลงเรือโจรมาแล้ว ครั้นจะไม่ไปก็... ช่างเถอะ เอาม็ดบัวมาให้ได้ก่อน ถ้าจะลงมือ ถึงตอนนั้นค่อยสู้ก็ยังทัน
โจรเฒ่านี่ตอนนี้อาศัยร่างราชันซากศพก็มีตบะแค่หยวนอิงขั้นต้น ค่ายกลที่วางต่อให้แกร่งแค่ไหน ก็ไม่เกินระดับ 4 ข้ามีเนตรสวรรค์ทำลายมายา ค่ายกลนี้สำหรับข้าก็เหมือนไม่มี
จี้หยวนคิดในใจ
เมิ่งเหยียนเจินจวินหยุดร่าง ชี้ไปยังเนินทรายที่ทอดยาวไกล
"เห็นไหม เม็ดบัวนั่นเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณแถบนั้น ข้าจะไปวางค่ายกลก่อน อีกหนึ่งวันให้หลัง เจ้าค่อยสวมเกราะกลืนวิญญาณตามเข้าไป"
ได้ยินดังนั้น จี้หยวนอดถามไม่ได้: "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โยนขวดหยกเข้าไปในค่ายกลเลยไม่ดีกว่าหรือ? เหตุใดต้องให้ข้าเข้าไปลึกถึงในค่ายกลด้วย?"
"หึ เกราะกลืนวิญญาณตัดขาดพลังเวทเจ้าได้ แต่ตัดขาดกลิ่นอายมนุษย์ของเจ้าไม่ได้ เม็ดบัวต้องเห็นคนเป็นๆ ถึงจะออกมา" เมิ่งเหยียนเจินจวินยิ้มเย็น
"ทำไมล่ะ?"
"เพราะไอ้ของพรรค์นั้นมันชอบกินคน"
เม็ดบัวกินคน... จี้หยวนเริ่มนึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ตัวเองนอกจากวิชาเหล่านี้ ยังเป็นผู้ฝึกกายาขอบเขตดัดเส้นเอ็นขั้นปลาย ต่อให้เม็ดบัวนี่กินคนจริง ชั่วครู่ชั่วยามก็คงจัดการข้าไม่ได้
"ข้าไปก่อนล่ะ"
เมิ่งเหยียนเจินจวินพูดจบก็ทิ้งจี้หยวนไว้ แล้วจากไปคนเดียวดื้อๆ
เมื่อเขาเหาะไปถึงเหนือเนินทรายแถบนั้น ในมือก็ปรากฏจานค่ายกลสีเหลืองดิน
บนจานค่ายกลมีธงค่ายกลแปดผืนลอยอยู่
จี้หยวนล็อกเป้าด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ จ้องมองอย่างละเอียด
"เป็นค่ายกลธาตุดินระดับ 4 จริงๆ ดูจากกระแสอักขระค่ายกล เป็นค่ายกลกักขัง... เหมือนกับที่เขาพูดทุกอย่าง"
เพียงแต่เมิ่งเหยียนเจินจวินนอกจากเป็นผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงแล้ว ยังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับ 4 ด้วย ข้อนี้ทำให้จี้หยวนแปลกใจเล็กน้อย
"แต่ก่อนหน้านี้จอมมารเฒ่ากู๋เหยียนให้ข้ายืมดูมรดกปรมาจารย์ค่ายกลระดับ 4 แสดงว่าตัวมันก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับ 4 เหมือนกัน... สองศิษย์อาจารย์คู่นี้ สืบทอดกันมาดีจริงๆ... แต่ถ้านับแบบนี้ วันหน้าข้าก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับ 4 ด้วยเหมือนกัน"
จี้หยวนอดคิดไม่ได้
หลังจากเมิ่งเหยียนเจินจวินวางค่ายกลเสร็จ เขาก็ถอยห่างออกไปยี่สิบลี้ หาเนินทรายแห่งหนึ่ง มุดลงไปลึกหนึ่งลี้ ซ่อนตัวอยู่ในเนินทราย นิ่งสนิทไม่ขยับเขยื้อน
เห็นท่าทีระมัดระวังของเขา จี้หยวนก็เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง
ผ่านไปหนึ่งวัน เสียงของเมิ่งเหยียนเจินจวินก็ดังขึ้นในห้วงจิตเขา
"ได้เวลาแล้ว เจ้าสวมเกราะกลืนวิญญาณเข้าไปเถอะ"
จี้หยวนไม่พูดพร่ำ ลุกขึ้นยืนเงียบๆ
ผึ้งกลืนวิญญาณบินออกจากถุงสัตว์วิญญาณที่เอว ทีละตัวๆ มาเกาะบนร่างเขา จนกลายเป็นชุดเกราะสีดำแนบเนื้อ
"จิ๊ๆ ทั้งของวิเศษ ทั้งวิชาควบคุมแมลงบรรพกาล วาสนาบนตัวเจ้าหนูนี่ไม่เบาเลยจริงๆ"
เมิ่งเหยียนเจินจวินยังมีอารมณ์มาทอดถอนใจ
เรื่องวิชาควบคุมแมลงบรรพกาลนี้ จี้หยวนเคยถามมู่เสวี่ยเหยาเป็นการเฉพาะ หลักๆ คือเรื่องที่เขาสามารถเปลี่ยนผึ้งกลืนวิญญาณเป็นเกราะกลืนวิญญาณได้... วิชาควบคุมแมลงในปัจจุบันไม่มีความสามารถนี้แล้ว
ว่ากันว่ามีแค่ในวิชาที่สืบทอดมาจากบรรพกาลเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นแค่ตำนาน
ตำนานที่ชื่อว่า "คุมแมลงแปลงศาสตรา"
เล่าขานกันว่าแมลงพิสดารที่ติดอันดับในทำเนียบแมลงพิสดาร ล้วนเป็นตัวแทนของศาสตราชนิดหนึ่ง แต่จะเป็นอะไรนั้น ไม่มีใครรู้
จนกระทั่งเกราะกลืนวิญญาณที่จี้หยวนสวมใส่อยู่ถูกคนจำได้
เขาไม่สนใจคำพูดของเมิ่งเหยียนเจินจวิน เหาะมาหยุดอยู่หน้าค่ายกล แล้วเลือกที่จะเดินเท้าเข้าไป
ค่ายกลไร้รูป หากจี้หยวนไม่เห็นกับตาว่าเมิ่งเหยียนเจินจวินวางค่ายกลไว้ที่นี่ เขาคงไม่รู้ว่าตัวเองเดินเข้ามาในค่ายกลแล้ว
หลังจากเข้ามาในค่ายกลได้หนึ่งชั่วยาม เมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เขาจึงดึงจุกขวดในมือออก
จี้หยวนเดิมคิดว่า กลิ่นที่ลอยออกมาจากขวดจะเป็นกลิ่นหอมเหมือนดอกบัว
แต่ใครจะคิด พอเปิดจุกขวด กลิ่นที่ลอยออกมากลับเป็นกลิ่นเนื้อย่าง
...เม็ดบัวนี่ มันกินคนจริงๆ สินะ?!
จี้หยวนตื่นตัวขึ้นมาทันที แม้แต่แผ่นหลังยังเหยียดตรงโดยไม่รู้ตัว
รอบด้านมีเพียงเสียงลมหวีดหวิว และเสียงทรายกระทบเกราะกลืนวิญญาณดัง "ฉี่ๆ" จี้หยวนนั่งขัดสมาธิกับพื้น นิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้ทรายเหลืองค่อยๆ ถมทับตัวเอง
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เฝ้าระวังรอบทิศ ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
ผ่านไปเต็มๆ สองวัน จี้หยวนต้องขยับตัวให้สูงขึ้นสามครั้งเพื่อไม่ให้ถูกทรายฝังกลบ
ในที่สุด วันที่สาม เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ไม่ใช่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่พบ แต่เป็นหูที่ได้ยินเสียงแปลกๆ
ราวกับเสียงหนูร้อง "จี๊ดๆ" เหมือนมีหนูกำลังขุดรูอยู่ในทราย พุ่งตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
มาแล้ว!
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์มองไม่เห็น แต่หูได้ยิน
ไม่ต้องบอกก็รู้ ต้องเป็นเม็ดบัวนั่นแน่ๆ... ไม่รู้เม็ดบัวกินคนหน้าตาเป็นยังไง
แม้ในใจจี้หยวนจะตึงเครียด แต่ภายนอกยังคงสงบนิ่งประหนึ่งเมฆาเลื่อนลอย ราวกับไม่รู้สึกอะไร
เสียงยังคงดังต่อเนื่องและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าเม็ดบัวนั่นกำลังพุ่งเข้ามาจากใต้ดินอย่างรวดเร็ว... จี้หยวนเตรียมพร้อมจะหลบหลีก
ช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดผ่านไปสองลมหายใจ หูซ้ายจี้หยวนกระดิก
"ซ่าๆ—"
"ฟุ่บ—"
ตอนแรกเหมือนมีอะไรบางอย่างเบียดทรายพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน จากนั้นเจ้าสิ่งนั้นก็พุ่งตรงเข้าใส่จี้หยวน ความเร็วเหลือเชื่อ
จี้หยวนรู้สึกว่าความเร็วในการพุ่งสังหารระยะสั้นนี้ เทียบได้กับตัวเขาตอนอยู่ขอบเขตดัดเส้นเอ็นขั้นกลางเลยทีเดียว
ความเร็วระเบิดระยะสั้นขนาดนี้ เจี๋ยตานขั้นปลายทั่วไปคงตอบสนองไม่ทันแน่
บัดซบ!
โจรเฒ่านี่กะจะให้ข้าตายจริงๆ!
มันเร็ว แต่จี้หยวนเร็วกว่า!
วินาทีที่ปากนั้นกำลังจะงับลงบนหัวจี้หยวน กัดหัวเขาขาดในคำเดียว ร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้น
"กร๊อบ—"
เสียงกัดกระแทกแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นตรงจุดที่จี้หยวนเคยอยู่ เขาเห็นเจ้าสิ่งนั้นเต็มสองตา แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์กลับยังมองไม่เห็น
เจ้าสิ่งนี้... มันคือหนูยักษ์สีเหลืองดินจริงๆ ตัวดูเหมือนจะยาวเท่าแขนคน แต่ปากกลับกว้างมโหฬาร อ้าออกแล้วสามารถงับหัวคนได้ทั้งหัว แถมในปากยังเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมเหมือนใบเลื่อย
...ไม่ใช่สิ โจรเฒ่าเมิ่งเหยียน มารดาเถอะ ไหนบอกว่านี่คือเม็ดบัว?!
ความคิดในใจจี้หยวนเพิ่งผุดขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เจ้าหนูยักษ์นั่นก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เส้นแสงสีเหลืองดินวูบผ่านกลางอากาศ จี้หยวนก็หนีอีก
แต่คราวนี้เขามีการเตรียมตัว สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกไปหาตัวเมิ่งเหยียนเจินจวินเจอ แล้วตวาดก้องในห้วงจิตอีกฝ่าย: "มาแล้ว!!"
ไม่รู้ว่าโจรเฒ่าเมิ่งเหยียนไม่เจอจริงๆ หรือแกล้งไม่เจอ
จนได้รับข้อความจากจี้หยวน เขาถึงทำท่าเพิ่งรู้ตัวร้อง "อะไรนะ?!"
แต่เมื่อจี้หยวนส่งสัญญาณมา เขาก็ไม่อาจซ่อนตัวต่อ ร่างพุ่งขึ้นจากใต้ดิน ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ราวกับรุ้งกินน้ำพาดผ่านดวงตะวัน พริบตาเดียวก็มาถึงเหนือค่ายกล
เมื่อเห็นจี้หยวนถูกหนูยักษ์ไล่ล่าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับหลบได้ทุกครั้ง แววตาเขาก็ฉายแววทึ่งและประหลาดใจ
"สหายตัวน้อยมีฝีมือดีเยี่ยมจริงๆ"
และในจังหวะที่เมิ่งเหยียนเจินจวินใช้พลังเวทเข้ามา เจ้าหนูยักษ์เหมือนจะสัมผัสได้ มุดหนีลงใต้ดินทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมิ่งเหยียนเจินจวินหยิบจานค่ายกลออกมาอย่างไม่รีบร้อน
"ในเมื่อมาแล้ว ก็อย่าหวังจะได้กลับไป"
ระหว่างพูด ม่านแสงสีเหลืองดินก็ปรากฏขึ้นเหนือเนินทรายอันกว้างใหญ่ แสงหมุนวน พื้นทรายเบื้องล่างมีลายอักขระค่ายกลผุดขึ้นมา
...ค่ายกลระดับ 4 สามารถใช้เป็นค่ายกลพิทักษ์สำนักทั่วไปได้เลย
ค่ายกลระดับ 4 ที่เมิ่งเหยียนเจินจวินวางไว้นี้แม้จะดูหยาบ แต่ภายใต้การควบคุมของเขา จี้หยวนก็สัมผัสได้ถึงอานุภาพแห่งค่ายกลระดับ 4
เมื่ออักขระค่ายกลปรากฏบนพื้น จี้หยวนลอยตัวขึ้นสูง มองลงมา
เห็นเพียงวงแสงสว่างวาบขึ้นบนพื้นอย่างต่อเนื่อง ทุกที่ที่วงแสงสว่างขึ้น ใต้ดินเหมือนมีบางอย่างวิ่งผ่าน แต่ยิ่งวงแสงสว่างขึ้นมากเท่าไหร่ ความเร็วของเจ้าสิ่งนั้นก็ยิ่งช้าลง
หนูยักษ์ กำลังจะโดนจับแล้ว?
สายตาจี้หยวนมองตามวงแสงที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวงแสงสว่างวาบขึ้นบนยอดเนินทรายแห่งหนึ่ง ค่ายกลด้านบนก็ทิ้งลำแสงสีเหลืองดินลงมาทันที
ค่ายกลทะลวงเนินทราย
"ตูม—"
รวมถึงยอดเนินทรายที่ปักธงค่ายกลไว้ก่อนหน้านี้ ต่างก็มีลำแสงพุ่งเสียดฟ้าเชื่อมต่อกับค่ายกล
จี้หยวนมองเข้าไปตรงกลาง เห็นลำแสงเหล่านั้นคล้ายสอดคล้องกับจังหวะบางอย่าง... เพราะเมื่อลำแสงทั้งหมดรวมกัน จี้หยวนถึงกับเห็นภาพเงาของเสือโคร่งลงภูเขาปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ร่างของมันปรากฏในความว่างเปล่า กระโจนไปข้างหน้าอย่างดุดัน
ราวกับเสือหิวตะครุบเหยื่อ กัดเข้าที่หนูยักษ์ซึ่งถูกค่ายกลตรึงร่างไว้ เต็มปาก
และในวินาทีที่เสือโคร่งกระโจนออกไป จี้หยวนก็ตามติดไปแล้ว ร่างเขาวูบผ่านอากาศ ชั่วพริบตาก็มาถึงจุดปะทะ
แต่ภายใต้การควบคุมของค่ายกล ต่อให้เขามาเร็วแค่ไหน ก็ยังช้าไป
เสือหิวกัดหนูยักษ์ตายคาที่ สุดท้ายเหลือเพียงแสงสีขาวพุ่งขึ้นสู่ฟ้า แล้วกลายเป็นเม็ดบัวสีขาวราวหิมะตกลงในมือเมิ่งเหยียนเจินจวิน
จี้หยวนจ้องมองภาพนี้ตาเขม็ง
ทีแรกเขาตกใจที่หนูยักษ์นั่นคือเม็ดบัวแปลงกายมาจริงๆ แต่วินาทีถัดมา เขาก็รู้ว่า โจรเฒ่านี่น่าจะเล่นงานเขาแล้ว
รอไม่ได้ รอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว จะปล่อยให้เขาขังข้าไว้ในค่ายกลนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้นอาศัยจังหวะที่เมิ่งเหยียนเจินจวินก้มลงมองเม็ดบัว จี้หยวนก็หันหลังกลับ พร้อมกับดวงตาแนวตั้งสีม่วงที่เบียดแทรกออกมากลางหว่างคิ้ว
ภายใต้เนตรสวรรค์ทำลายมายา จุดอ่อนของค่ายกลนี้เปิดเผยจนหมดสิ้น
จี้หยวนกวาดตามองแวบเดียว ก็เห็นจุดอ่อนหลายจุด
อาจเป็นเพราะโจรเฒ่าใช้เวลาวางค่ายกลสั้นเกินไป ไม่ได้ควบคุมอย่างละเอียด ทำให้จุดหนึ่งบนค่ายกลกลายเป็นสีแดงฉาน
จี้หยวนเก็บเนตรสวรรค์ทำลายมายา กระบี่ชางหลานสี่เล่มบินออกจากจุดตันเถียน
โลหิตสังหารเป็นหลัก สี่กระบี่ประสาน!
รอจนเมิ่งเหยียนเจินจวินสัมผัสถึงความผิดปกตินี้ จี้หยวนผู้ถือกระบี่โลหิตสังหารก็เจาะทะลวงค่ายกล บินพุ่งออกมาจากจุดอ่อนนั้น มาอยู่นอกค่ายกลเรียบร้อยแล้ว
เขาสวมเกราะกลืนวิญญาณ มือถือกระบี่โลหิตสังหาร สายตาสงบนิ่งมองเมิ่งเหยียนเจินจวินที่อยู่อีกฝั่ง
ฝ่ายหลังทำท่าเหมือนเพิ่งรู้ตัว โบกมือวูบ ค่ายกลเบื้องล่างก็กลายสภาพเป็นธงค่ายกล บินกลับมาลงบนจานค่ายกลในมือเขา
เขาเหาะเข้ามาใกล้ ใบหน้ายิ้มแย้มกล่าวว่า:
"มัวแต่ดูว่าเม็ดบัวมีปัญหาอะไรไหม จนลืมไปเลยว่าจี้หยวนเจ้ายังอยู่ในค่ายกล ขออภัยจริงๆ ขออภัย"
ตอนแรกไม่ยอมลงมือ รอจนข้าตะโกนเรียกถึงจะสนใจ
พอเรื่องจบก็เอาเม็ดบัวไป ขังข้าไว้ในค่ายกล... จิ๊ๆๆ ถ้าบิดาตามเล่ห์เหลี่ยมไม่ทัน เกรงว่าป่านนี้คงถูกเจ้าหลุมฆ่าไปแล้วกระมัง?
จี้หยวนที่ถือกระบี่โลหิตสังหาร ตอนนี้มีความคิดอยากฆ่าเมิ่งเหยียนเจินจวินขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ฝ่ายหลังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของจี้หยวน ก็หุบยิ้ม เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า: "ยอมรับตามตรง ด่านเมื่อครู่ ข้าตั้งใจทดสอบเจ้าจี้หยวนจริงๆ"
"เพราะข้าจะร่วมมือกับคนเก่งเท่านั้น หากเจ้าจี้หยวนแค่ด่านแค่นี้ยังผ่านไม่ได้ จะมาช่วยข้าได้เยี่ยงไร?"
"แต่ดูจากตอนนี้..." เมิ่งเหยียนเจินจวินมองสำรวจจี้หยวนในชุดเกราะกลืนวิญญาณหัวจรดเท้า จิ๊ปากว่า: "เจ้าจี้หยวนผ่านด่าน เจ้า นับว่าเป็นยอดฝีมือ"
พูดจบ เขาผลักเม็ดบัวที่เปล่งแสงสีขาวนวลในมือเบาๆ มันก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าจี้หยวน
"เม็ดบัวนี้ ถือเป็นของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน"
จี้หยวนยังคงถือกระบี่โลหิตสังหารด้วยมือขวา ท่าทีไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะคำพูดของเมิ่งเหยียนเจินจวินแม้แต่น้อย แม้แต่เม็ดบัวที่ลอยมาตรงหน้า เขาก็ไม่ก้มลงมองสักนิด
เพียงแค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทำให้จิตใจสงบจากเม็ดบัว เขาใช้มือซ้ายปาดผ่านถุงเก็บของที่เอว หยิบกล่องหยกออกมา เก็บเม็ดบัวลงถุงเก็บของ... กระบี่โลหิตสังหารในมือแยกตัวออก กลายเป็นกระบี่บินสี่เล่ม ลอยวนเวียนรอบกาย อยู่ในท่าพร้อมโจมตีตลอดเวลา
"จิ๊ๆ ยังไม่เชื่อใจข้าอีก?"
เมิ่งเหยียนเจินจวินถาม
เมื่อของวิเศษถึงมือ จี้หยวนถึงยอมเอ่ยปาก: "ผู้น้อยตอนแรกย่อมเชื่อใจ เพียงแต่การกระทำของผู้อาวุโส... ทำให้ข้าจี้หยวนต้องหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
"ไม่เป็นไร เพราะต่อจากนี้ข้าต้องการให้เจ้าช่วยแล้ว" เมิ่งเหยียนเจินจวินยิ้มบางๆ
"หือ? ไม่ทราบว่าเป็นความช่วยเหลือเรื่องใด?"
จี้หยวนถามอีกครั้ง
ถามมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ เมิ่งเหยียนเจินจวินไม่เคยบอก แต่ครั้งนี้ เขาบอก... จะเรียกว่าบอกก็ไม่เชิง เขาแค่ล้วงแมลงพิสดารตัวหนึ่งออกมาจากถุงสัตว์วิญญาณที่เอว
เป็นผีเสื้อตัวหนึ่ง
จี้หยวนก็มี
ชื่อว่า—ผีเสื้อความฝัน
อันดับที่สามสิบหกในทำเนียบแมลงพิสดาร
(จบแล้ว)