เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 59 พิชิต มิใช่ถูกพิชิต!

ตอนที่ 59 พิชิต มิใช่ถูกพิชิต!

ตอนที่ 59 พิชิต มิใช่ถูกพิชิต!


หวู่จื๋อยังคงเหมาะสมกับอันดับที่หนึ่ง ไม่เพียงเขาเก่งเรื่องต่อยตี เขายังหนังหนาอีกด้วย และที่สำคัญที่สุด ในฐานะผู้ครอบครองสังขารสวรรค์กำเนิด(ร่างกายเทียนหยวน) ปริมาณปราณกำเนิดที่เขามีเหนือความคาดหมายของคนอื่นไปมาก ไม่ว่าจะใช้เพื่อป้องกันหรือจู่โจม เขาล้วนทำได้ดีทั้งนั้น

หลังจากหวู่จื๋อ คนต่อไปคือสือเฉินจากศิษย์หญิง ในฐานะนักเชิดหุ่นสายพิฆาต พรสวรรค์ของนางในการต่อสู้ระยะประชิดเรียกได้ว่าโดดเด่น ความสามารถทุกด้านของนางอยู่ในระดับสูง

ต่อจากนั้นคือกลุ่มคนที่ทักษะใกล้เคียงกัน มีหวังหางและจู๋ซือซือที่มีเอกลักษณ์เป็นความว่องไว พวกเขามีความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ต้องการความเร็ว ยังมีต้าหมิง เสียวหมิงและสือขุยที่มีร่างกายทนทาน เหมาะสำหรับเป็นโล่ให้สหาย

นักเชิดหุ่นสายแปลงกายชีเว่ยก็เป็นอีกหนึ่งในผู้มีทักษะด้านความเร็ว แต่พลังกายของนางน้อยกว่าจู๋ซือซือและหวังหาง นางจึงอยู่ในระดับล่างกว่าพวกเขา ต้วนอีอี ฉิงหนานและป๋ายเสี่ยวเฟยทั้งหมดล้วนเผยให้เห็นพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้พวกเขาจะเป็นฝ่ายถูกอัดในการต่อสู้ แต่ความก้าวหน้าในแต่ละคราเรียกได้ว่าชัดเจน

สำหรับคนที่เหลือ พวกเขาอยู่ในระดับล่าง ถึงแม้จะถูกอัดน่วมทุกครั้ง เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วความก้าวหน้าช่างน้อยนิด

แต่จากที่เสวี่ยอิ่งเอ่ย พวกเขาจะดีขึ้นหลังจากถูกอัดไปอีกระยะหนึ่ง...

ทั้งสิบห้าลากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลทำอาหารเองกินเอง จากนั้นจึงกลับไปนอนที่เต็นท์ครู่หนึ่งก่อนที่เสวี่ยอิ่งผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาปลุก

จุดหมายครานี้คือจัตุรัสของสถาบัน!

แตกต่างจากสองครั้งแรก พวกเขาทั้งหมดล้วนมีประสบการณ์ และศิษย์นักเรียนคนอื่นๆ ในจัตุรัสเริ่มชินกับฉากนี้บ้างแล้ว ถึงแม้จะยังมีบางคนที่ชะโงกมองพวกเขาวิ่งเหงื่อชุ่มโชก แต่จำนวนน้อยกว่าวันแรกมาก

หลังจากวิ่งเสร็จ กลุ่มของป๋ายเสี่ยวเฟยออกตัววิ่งรอบพิเศษอีกครา แต่โม่ข่าไม่อาจทนได้อีกต่อไป

“โม่ข่า! เจ้าเลิกวิ่งรั้งท้ายเสียที! เจ้าอยากถูกอัดอีกกี่ครั้ง?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยก่นด่าโม่ข่า ฝ่ายหลังได้ยินก็เริ่มวิ่งสุดแรงเกิด

ต้วนอีอี ฟางเย่และจูนั่วไม่ได้มีพลังกายเยอะไปกว่าโม่ข่านัก พวกเขาทุกคนล้วนกัดฟันฝืนก้าวขาต่อไปเพราะครั้งนี้เสวี่ยอิ่งไม่เพียงให้พวกเขาวิ่งเพิ่มแต่ต้องวิ่งเร็วด้วย!

“ในรอบสุดท้าย ต้วนอีอี ฟางเย่ โม่ข่าและจูนั่ว หากพวกเจ้าทั้งสี่ยังคงวิ่งรั้งท้ายอยู่ พวกเจ้าจะได้วิ่งเพิ่มอีกสองรอบ!”

เสียงของเสวี่ยอิ่งเป็นดั่งยากระตุ้น แต่พวกเขาทั้งสี่ไม่มีแรงเหลือแล้วจริงๆ

“ป๋ายเสี่ยวเฟย พวกเจ้าทั้งสามห้ามช่วยพยุง!”

ป๋ายเสี่ยวเฟยยื่นมือไปจับ ยังไม่ทันที่เขาจะได้วิ่งสองก้าวก็เป็นเสวี่ยอิ่งที่ขัดขวางเขาไว้ก่อน

“อย่าลืมสิ่งที่พวกเจ้าบอกกับข้าเมื่อวาน หากอยากติดตามข้า จงไล่ให้ทัน!”

ป๋ายเสี่ยวเฟยหอบหายใจเพิ่มความเร็วอีกครั้ง ฟางเย่และโม่ข่าพยายามอย่างสุดความสามารถเคลื่อนย้ายปราณกำเนิดไปบริเวณขาเพื่อเร่งความเร็ว

แต่ความจริงช่างโหดร้าย กลุ่มทั้งสามของป๋ายเสี่ยวเฟยวิ่งครบ แต่ฟางเย่กับคนอื่นยังเหลืออีกครึ่งรอบ

“พวกเจ้าห้ามหยุด วิ่งต่ออีกสองรอบ!”

เสวี่ยอิ่งเอ่ยตัดสินโทษของพวกเขา ถึงแม้ทั้งสี่จะเหนื่อยแทบตาย ไม่มีใครสักคนส่งเสียงบ่นออกมา ทั้งหมดกัดฟันแน่นกรอดพยายามวิ่งต่อไป...

เมื่อทั้งสี่วิ่งครบ ดวงอาทิตย์ลับหายไปจากท้องฟ้า ในระหว่างนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจพวกเขา ศิษย์นักเรียนห้องคนเถื่อนทั้งหมดตะโกนให้กำลังใจจนเสียงแทบแหบ

“ข้าสาบานว่าตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะไม่วิ่งรั้งท้ายอีก!!!”

โม่ข่านอนตัวอ่อนยวบอยู่บนพื้นตะโกนเสียงดังลั่น ฟางเย่เห็นเช่นนั้นก็ทำตาม

“บัดซบ!! ข้าด้วย!!!”

“ข้าด้วย!!”

ไม่มีใครคาดคิดว่าต้วนอีอีสาวขี้อายและไม่กล้าพูดเสียงดังจะตะโกนออกมา สุ้มเสียงไพเราะกระทั่งแฝงความเฉียบคมมากกว่าทั้งสอง

“ข้าเช่นกัน!”

จูนั่วปฏิเสธที่จะเป็นคนอ่อนแอสุดในห้อง หลังจากตะโกนเสร็จความรู้สึกผ่อนคลายที่ไม่เคยประสบมาก่อนพรั่งพรูเข้ามาในใจ

ศิษย์พี่ปีหนึ่งสองคนบังเอิญผ่านมาพอดี ศิษย์ชายก่นด่าออกมาเนื่องเพราะอยากแสดงพลังอำนาจและเกียรติยศ

“บัดซบ สมองของพวกเจ้ามีปัญหาหรือไร? ตะโกนโวยวายเสียงดังกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้!”

“เฮ้ ไอ้โง่ตรงนั้น เจ้าเห่าอะไร?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยลุกขึ้นเดินไปหาศิษย์พี่ที่สูงกว่าเขาครึ่งช่วงหัวทันที

“ศิษย์น้อง เจ้ากำลังพูดกับข้า?”

ศิษย์พี่ส่งเสียงเย็นชาออกมาเพราะเขาไม่ยอมให้ศิษย์น้องมาดูถูก และเขาได้ตัดสินใจจะสั่งสอนป๋ายเสี่ยวเฟยสักครา

ศิษย์พี่หญิงข้างกายไม่ได้หยุดเขา นางยิ้มเยาะรอชมปาหี่ที่คู่รักของนางกำลังจะแสดง

แต่พวกเขาทั้งสองต้องผิดหวังในครานี้

“ใช่ ข้าพูดกับเจ้า ไอ้ขยะที่ในหัวมีแต่ขยะและพูดได้แต่เรื่องขยะๆ !”

ป๋ายเสี่ยวเฟยเดินไปใกล้ศิษย์พี่ก่อนจะเอ่ยคำด่าทอออกมาเป็นชุด กระทั่งศิษย์พี่ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

“เจ้ารนหาที่...”

เขาไม่ทันได้กล่าวคำว่า ‘ตาย’ ก็เป็นเวลาที่ขาขวาห่อหุ้มด้วยปราณกำเนิดของป๋ายเสี่ยวเฟยเตะอย่างแรงไปตรงหว่างขา ศิษย์พี่ผู้นั้นคุกเข่าด้วยความเจ็บปวด

“อาจารย์เจ้าไม่ได้สอนเจ้าหรือว่าให้อัดอีกฝ่ายก่อนจะพูดความในใจ?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยยื่นมือไปจับคางของเขาขึ้นเพื่อที่มันจะได้มองเห็นป๋ายเสี่ยวเฟย ใบหน้าของป๋ายเสี่ยวเฟยดุร้ายเป็นดั่งสัตว์อสูรที่จะกลืนกินร่างของเขาในสายตาศิษย์พี่

“ปล่อยสามีข้า!”

หญิงสาวที่รอชมการแสดงปาหี่ตะโกนเสียงดังมือคู่นั้นหยิบจับหุ่นเชิดกระบี่แทงใส่ป๋ายเสี่ยวเฟย

แต่ก่อนที่นางจะทันได้เข้าใกล้ เรือนร่างสมบูรณ์พลันปรากฎกายข้างหน้าจับข้อมือขวาที่ถือกระบี่ของศิษย์พี่ตรงบริเวณจุดบรรจบปราณกำเนิด หลินหลีออกแรงบีบส่งผลให้หุ่นเชิดกระบี่ตกลงจากมือถึงพื้น ในวินาทีต่อมาเสียงสดใสดังกังวานของการตบส่งศิษย์พี่หญิงลงไปนอนที่พื้น

“ไปให้ห่าง...จากเขา!”

เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นสีหน้าเกรี้ยวโกรธของหลินหลี การตบเมื่อครู่รุนแรงเสียงดังที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้ยิน ใบหน้าของศิษย์พี่หญิงถึงกับบวมไปครึ่งหน้า

“จำไว้ พวกเราคือศิษย์ใหม่จากห้องคนเถื่อน หากเจ้ามีปัญหาก็พาสหายมาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าเจ้าจะพามามากเท่าใด พวกเรายินดีต้อนรับ!”

ด้วยเหตุฉะนี้ นักเชิดหุ่นสายมายาระดับกลางอัดศิษย์พี่ระดับสูงจากสาขากระบี่พิฆาตจนเขาถึงกับไม่กล้าโต้แย้ง!

ในขณะเดียวกัน พวกเขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของเสวี่ยอิ่งที่เอ่ยกับพวกเขาในวันแรก

ไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด หากเจ้าไม่มีโอกาสได้ใช้พลังนั้น เจ้าก็ไม่ต่างอันใดจากคนธรรมดา!

ป๋ายเสี่ยวเฟยใช้ความจริงยืนยันคำพูด

หลังจากเหตุการณ์ครานี้ ศิษย์จากห้องคนเถื่อนเดินกลับไปยังค่ายพักนอกสถาบัน พวกเขาทั้งคนล้วนเต็มไปด้วยกำลังใจ!

“พี่ใหญ่เฟย ข้าว่าพวกเราควรจะคิดคำขวัญประจำห้องเพื่อที่เราจะได้ปลุกขวัญทุกครั้งตอนทำอะไรสักอย่าง ท่านคิดเห็นเช่นใด?”

โม่ข่าที่เป็นเหมือนกับหมาอดตายเมื่อครู่ จู่ๆ ก็เต็มไปด้วยพละกำลัง

“นั่นไม่เลว!”

ในฐานะตัวแทนของศิษย์หญิง สือเฉินเป็นคนแรกที่สนับสนุนความคิดนี้ นัยน์ตาของศิษย์ชายทั้งหมดเปล่งประกาย

“อย่าถามข้า... พวกเราต้องถามพี่หญิงเสวี่ย!”

ป๋ายเสี่ยวเฟยไม่หาญกล้าเพิกเฉยเสวี่ยอิ่งเพราะความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เขาถูกกลั่นแกล้งถึงตาย!

“ข้าไม่คัดค้าน แค่อย่าทำให้มันน่ารังเกียจก็พอ”

หลังจากเสวี่ยอิ่งหยุดพูดไปนาน ป๋ายเสี่ยวเฟยมีสีหน้าครุ่นคิด เขาหยุดเดินวินาทีก่อนที่พวกเขาจะทันได้ออกจากประตูหลักของสถาบัน

“ข้าคิดได้แล้ว”

ป๋ายเสี่ยวเฟยหยุดชั่วครู่ เมื่อสายตาทั้งหมดจับจ้องไปที่เขา ป๋ายเสี่ยวเฟยกวาดตามองทุกคนพลางกล่าว

“พิชิต มิใช่ถูกพิชิต!”

และคำขวัญที่จะดังก้องไปทั่วสถาบันชิงหลัวก็เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้

จบบทที่ ตอนที่ 59 พิชิต มิใช่ถูกพิชิต!

คัดลอกลิงก์แล้ว