เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 ให้ข้าดูว่าใครกล้าแตะต้องเขา!

ตอนที่ 37 ให้ข้าดูว่าใครกล้าแตะต้องเขา!

ตอนที่ 37 ให้ข้าดูว่าใครกล้าแตะต้องเขา!


“พี่หญิงเสวี่ย ข้าไร้ความสามารถในการตอบคำถามข้อนี้ เหตุเนื่องมาจากต่อหน้าโฉมสะคราญระดับล่มเมืองทั้งสอง ใครจะไปอาจหาญเปรียบเทียบ? ทุกวินาทีมีอันต้องจับจ้องอยู่ร่ำไป”

ป๋ายเสี่ยวเฟยเผยให้เห็นสีหน้าขบขันของหนุ่มน้อย นี่คือสิ่งที่เขาได้เรียบรู้มาจากเฟ่ยโก่วและฉู่กาน รอยยิ้มพลันปรากฎบนใบหน้าของเสวี่ยอิ่ง

“ประเสริฐ! ประเสริฐ! ในเมื่อปากของเจ้าหวานนัก เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากในวันนี้”

เสวี่ยอิ่งเผยให้เห็นรอยยิ้มพึงพอใจก่อนจะลากหลินหลีหมุนตัวเดินจากไป ไม่ปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวเฟยได้มีโอกาสเอาเปรียบพวกนาง

“ข้าจะมาใหม่หลังเปลี่ยนชุดเสร็จ เจ้ากลับไปที่ห้องเรียนก่อน หากมีใครมาให้ต้านทานไว้ หากเจ้าต้านทานไม่ไหวข้าจะรีบมาฝังศพให้เจ้า”

สุ้มเสียงหยอกล้อของเสวี่ยอิ่งยังคงดังกังวานไปในอากาศถึงแม้ตัวของนางและหลินหลีจะจากไปแล้วก็ตามที

ด้วยเหตุผลอันใดมิทราบ ป๋ายเสี่ยวเฟยรู้สึกว่างเปล่าอยู่จางๆ เมื่อทั้งคู่จากไป

“อนิจจา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดพ่อสามถึงกล่าวว่าผู้หญิงล้วนมีพิษ ข้ากล่าวได้ว่าถูกวางยาหรือยัง?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยขณะที่เขาจ้องมองไปยังทิศที่พวกนางจากไป ในใจครุ่นคิดอยู่นาน

‘เช่นนั้นเป็นพิษของผู้ใด?’

คิดไปนานนมก็ไม่ได้คำตอบ ป๋ายเสี่ยวเฟยตัดสินใจว่าช่างเสียเวลาโดยแท้ เขามุ่งหน้าไปยังห้องเรียนคนเถื่อน

‘ได้เวลารับมือกับไต้ฝุ่น!’

หลังจากกลับมายังห้องเรียนที่ไร้ผู้คน ป๋ายเสี่ยวเฟยรู้สึกสูญเสียเล็กน้อยที่ยากจะอธิบาย

อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เจอผู้คนมากมายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในหุบเขาวีรบุรุษ แม้จะจากลากันเพียงไม่ถึงครึ่งวัน ป๋ายเสี่ยวเฟยก็เริ่มรู้สึกคิดถึงเพื่อนร่วมห้องอันวุ่นวายของเขาเล็กน้อย

ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีก่อนที่คาบเรียนจะจบ ป๋ายเสี่ยวเฟยเริ่มเล่นเป่ายิ้งฉุบกับเสี่ยวเอ้อแก้เบื่อ

แน่นอนว่าของที่พนันเป็นอาหารของเสี่ยวเอ้อ...

อย่างไรเสียเมื่อถูกข่มขู่โดยเสวี่ยอิ่งเมื่อครู่ ป๋ายเสี่ยวเฟยสัญญาว่าจะเพิ่มอาหารสุนัขให้เสี่ยวเอ้อสองเท่าเป็นเวลาห้าวัน หากเขาไม่อาจชนะเดิมพนันนี้ได้เขาคงต้องกระอักเลือดจากค่าอาหารเป็นแน่แท้

ด้วยเหตุนี้ภายในห้องเรียนที่ว่างเปล่าจึงได้มีฉากประหลาดเกิดขึ้น มีป๋ายเสี่ยวเฟยสองคนนั่งหันหน้าเข้าหาเป่ายิ้งฉุบกันอยู่...

ถึงเสี่ยวเอ้อจะเป็นหุ่นเชิดของป๋ายเสี่ยวเฟย เขา ‘มากประสบการณ์ในวิถีแห่งการต่อสู้’ และไม่ได้พ่ายแพ้ตั้งแต่คราแรกที่รบ มีเพียงเมื่อถึงเวลาสิบนาทีก่อนคาบเรียนเลิก ป๋ายเสี่ยวเฟยถึงจะสามารถเอาอาหารสุนัขกลับมาทั้งหมดได้

“พยายามต่อไป ข้าเชื่อว่าจะมีสักวันที่เจ้าจะเอาชนะข้าได้”

ป๋ายเสี่ยวเฟยข่มกลั้นความรู้สึกอยากหัวร่อพลางลูบหัวเสี่ยวเอ้อที่มีสีหน้าไม่ยอมรับ

เขารักความดื้อดึงของเสี่ยวเอ้อที่ตอบตกลงแข่งพนันกับเขา ถึงแม้มันจะเป็นฝ่ายแพ้ทุกครา...

อย่างไรก็ตามป๋ายเสี่ยวเฟยไม่อาจมีความสุขได้นานนักเมื่อเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากข้างนอกห้องเรียน เขาสามารถบอกได้ว่ามีไม่ต่ำกว่าสิบคนที่มา!

ด้วยจำนวนขนาดนี้ ต้องคิดก็รู้ว่าพวกมันมาเพื่อเหตุอันใด...

“บัดซบ! เสวี่ยอิ่งผู้ไร้ความเชื่อถือนั้นคงไม่ได้ใช้โอกาสนี้วางแผนให้ข้าตกหลุมพลางใช่รือไม่!?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยพลันนึกถึงรอยยิ้มอย่างมีความหมายของเสวี่ยอิ่งก่อนที่นางจะจากไป เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมาจากหน้าผากเขาทันที

‘คงได้แต่พึ่งตนเองในครานี้แล้วตัวข้า!’

ครั้นคำนึงถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ป๋ายเสี่ยวเฟยตัดสินใจเป็นฝ่ายริเริ่มพุ่งไปหาประตูไม้ที่ถูกทำลายไปหลายครา เขาถีบมันพังลงอย่างป่าเถื่อนอีกครั้ง

“บัดซบ! ใครมาเอะอะโวยวายแถวนี้? ไม่รู้หรือไรว่าข้าอารมณ์ไม่ดี!?”

สีหน้าดุดันของเขาทำเอาศิษย์พี่สิบกว่าคนเหม่อมองอย่างโง่งม แต่ความกล้าหาญของพวกเขากลับมาอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นชุดนักเรียนใหม่ของป๋ายเสี่ยวเฟย

“เจ้าคือป๋ายเสี่ยวเฟยใช่หรือไม่!?”

หัวหน้ากลุ่มคือศิษย์พี่จากสาขากระบี่พิฆาตที่สวมใส่ชุดของศิษย์พี่ปีหนึ่ง คนที่เหลือเป็นศิษย์ปีหนึ่งธรรมดา

‘ดูเหมือนว่ากลุ่มแรกจะอ่อนแอที่สุด’

ป๋ายเสี่ยวเฟยอดไม่ได้ที่จะมองดูแคลนคนพวกนี้ในใจ

‘พวกเจ้าเป็นแค่ศิษย์ปีหนึ่งไม่ต่างอันใดไปจากศิษย์ใหม่ หากพวกเจ้าเป็นศิษย์ปีสองข้าอาจจะเกรงกลัวอยู่บ้าง’

“ถ้าใช่แล้วทำไม? ถ้าไม่ใช่แล้วทำไม? พวกเจ้าคงมาที่นี่เพราะภรรยาของข้าใช้วิธีการบางอย่างล่ะสิ? ให้ข้าเดา...อันดับค่าหัว?”

เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีสงบนิ่งไร้กังวลของป๋ายเสี่ยวเฟย ศิษย์ที่เป็นหัวหน้าอดไม่ได้ที่จะใจสั่นอยู่ลึกๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีหรือคำพูด ป๋ายเสี่ยวเฟยดูไม่เหมือนศิษย์ใหม่แม้แต่น้อย อันที่จริงเขาเหมือนดั่งผู้มีประสบการณ์ช่ำชองที่ได้ไปมาหาสู่ในสถาบันอยู่ช่วงหนึ่งแล้ว

“เจ้ารู้เรื่องอันดับค่าหัว?”

จ้าวฮั่นผู้เป็นหัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ ป๋ายเสี่ยวเฟยเป็นคนแรกที่เขาเห็นว่าสามารถนิ่งสงบได้แม้มีรายชื่ออยู่ในอันดับค่าหัว

“พวกเจ้ามิควรถามว่าภรรยาข้าคือใครหรอกหรือในเวลาเช่นนี้?”

ป๋ายเสี่ยวเฟยเอ่ยน้ำเสียงผ่อนคลายก่อนจะหันหลังไปทางห้องเรียน

“เสี่ยวเอ้อ ยกเก้าอี้มา”

ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อที่ยังมีรูปร่างเหมือนป๋ายเสี่ยวเฟยก็เดินออกมา ในมือถือเก้าอี้ตัวหนึ่ง ทุกคนข้างนอกตกตะลึงสุดขีด

‘ลอกเลียนแบบ!’

‘เป็นการลอกเลียนแบบจริงด้วย!’

‘ข่าวลือเป็นเรื่องจริง!’

“ขออภัยศิษย์พี่ทั้งหลาย แต่ร่างกายของข้าไม่ดีนักในช่วงสองสามวัานี้ ข้าจึงมิอาจยืนได้นาน อีกอย่างพวกท่านไม่มีทีท่าที่จะจากไปในเวลาอันสั้น ข้าจึงได้แต่ขออภัยที่ต้องนั่งคุย”

ป๋ายเสี่ยวเฟยมีสีหน้าไม่ยี่หระต่อหน้าศิษย์ปีหนึ่งสิบกว่าคน นั่งบนเก้าอี้ราวคนใหญ่คนโต

“เจ้ากับฉินหลิงหยาน...”

น้ำเสียงของจ้าวฮั่นอดไม่ได้ที่จะอ่อนลงบางส่วน เมื่อเห็นเข้า กลุ่มนักเรียนเริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบทันที

ในใจ พวกเขาคิดว่าตนเองได้กลายมาเป็นเหยื่อของ ‘เรื่องภายในครอบครัว’ ของฉินหลิงหยานเสียแล้ว

“พวกเราหมั้นกันตั้งแต่เยาว์วัย หนึ่งในเหตุผลที่ข้ามาเรียนที่สถาบันชิงหลัวเป็นเพราะจะมาเจอภรรยาในอนาคต แต่ข้าไม่คาดคิดเลยว่าพวกเราจะลงเอยด้วยการทะเลาะ”

ป๋ายเสี่ยวเฟยถอนหายใจพลางกล่าว เผยให้เห็นสีหน้าอับจนหนทาง

คำพูดของป๋ายเสี่ยวเฟยทำให้ทั้งกลุ่มเหม่อมองอยู่พักหนึ่ง

‘พวกเราควรทำภารกิจนี้ต่อไปดีหรือไม่?’

‘หากไม่ทำ พวกเรามิเท่ากับโดดเรียนหนึ่งคาบอย่างไร้เหตุผลหรอกหรือ?’

‘หากเราทำ จะเป็นเช่นไรเมื่อพวกเขาคืนดีกัน? ด้วยเส้นสายของฉินหลิงหยาน การสังหารพวกเราจะไปต่างอะไรจากพลิกฝ่ามือ?’

พวกเขาล้วนไม่รู้จะทำเช่นไรดีในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกนี้

“เจ้าบอกว่าเจ้าหมั้นหมายกับฉินหลิงหยานตั้งแต่เด็ก? เช่นนั้นทำไมเจ้าไม่บอกพวกเราเล่าว่านางและครอบครัวของนางมาจากที่ใด?”

น้ำเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างมากสำหรับป๋ายเสี่ยวเฟยดังขึ้นจากฝูงชน ในใจป๋ายเสี่ยวเฟยเย็นเยียบโดยพลัน

ฝูงชนแยกตัวออกเผยให้เห็น ‘เพื่อนเก่า’ ก้าวเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม

ป๋ายเย่!

“ไม่เลว ไม่เลว ป๋ายเสี่ยวเฟย เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่กล้าหาญที่สุดที่ข้า ป๋ายเย่เคยเห็น เจ้ากล้าแม้กระทั่งโกหกต่อหน้าศิษย์พี่ของเจ้าสิบกว่าคน ข้าหวังว่าเจ้าจะรักษาความกล้าของเจ้าไว้ได้ในอนาคต!”

ป๋ายเย่ไม่เปิดโอกาสให้ป๋ายเสี่ยวเฟยมีเวลาอธิบายตัวเอง ในอีกด้าน คนที่เหลือฟื้นคืนความมั่นใจกลับมาทันทีด้วยคำพูดของป๋ายเย่

ยิ่งกว่านั้น ในความมั่นใจที่ฟื้นกลับมามีโทสะปนอยู่ด้วย!

“ทุกคน ข้าคงไม่ต้องกล่าวอันใดอีกใช่หรือไม่? ไม่ว่าจะเพื่อการล้างแค้นส่วนตัวหรือทำภารกิจ ข้าหวังว่าทุกท่านจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

ป๋ายเย่หลบไปด้านข้างทันทีที่เอ่ยจบ พวกนักเรียนต่างก็เรียกหุ่นเชิดของตนออกมาก่อนจะกระโจนเข้าหาป๋ายเสี่ยวเฟย

“ให้ข้าดูว่าใครกล้าแตะต้องเขา!”

ก่อนที่ภัยพิบัติจะได้ถาโถมใส่ป๋ายเสี่ยวเฟย ร่างดงามตนหนึ่งก็ได้คล้อยตัวลงจากฟ้าก่อให้เกิดคลื่นอากาศสาดซัดใส่กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้า

น้ำตาของป๋ายเสี่ยวเฟยแทบไหลรินออกมาเมื่อเขาเห็นเรือนร่างที่คุ้นเคยของเสวี่ยอิ่ง!

หากแต่มันเป็นน้ำตาแห่งความกลัว...

จบบทที่ ตอนที่ 37 ให้ข้าดูว่าใครกล้าแตะต้องเขา!

คัดลอกลิงก์แล้ว