- หน้าแรก
- ท่านบรรพชนยอดนักใช้หนี้
- บทที่ 5: บรรพบุรุษออกโรงต้มตุ๋น
บทที่ 5: บรรพบุรุษออกโรงต้มตุ๋น
บทที่ 5: บรรพบุรุษออกโรงต้มตุ๋น
บทที่ 5: บรรพบุรุษออกโรงต้มตุ๋น
ฟู่จิ่วเฉินหยุดเดินพลางหันกลับไปมองอวิ๋นชิง
เด็กสาวตรงหน้าหน้าตาหมดจดงดงาม เครื่องหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะ ดวงตาดอกท้อคู่สวยกะพริบปริบๆ ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
เพียงแต่ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูเหมือนพวกสิบแปดมงกุฎ ซึ่งขัดกับบุคลิกหน้าตาอยู่บ้าง
เขาเพียงแค่จ้องมองเธอ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
สวีหมิงรุ่ยชะโงกหน้าเข้ามาเอ่ยหยอกล้อ "แม่หนู เป็นเด็กเป็นเล็กหัดหลอกลวงคนมันไม่ดีนะ"
หลอกลวงคน?
อวิ๋นชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน
เธหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายอันตรายวาบผ่านในดวงตา หลังจากจ้องมองสวีหมิงรุ่ยอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เผยรอยยิ้มออกมา "คุณชายท่านนี้ วันนี้ทางที่ดีควรอยู่ให้ห่างจากน้ำเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะมีภัยถึงชีวิต"
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีหมิงรุ่ยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที ยิ่งไม่เชื่อคำพูดของเธอเข้าไปใหญ่
เขากอดอกพิงกำแพง เอ่ยอย่างมั่นใจว่า "นายน้อยอย่างฉันว่ายน้ำเป็นตั้งแต่สามขวบ นอนในน้ำยังได้เลย จะจมน้ำตายงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก"
อวิ๋นชิงยิ้มบางๆ โดยไม่โต้ตอบ เธอหันไปมองฟู่จิ่วเฉิน พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย "ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรมาหาฉันได้นะ เห็นแก่ที่หน้าตาดี ฉันจะลดราคาให้"
ฟู่จิ่วเฉินปรายตามองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แล้วก้าวเดินจากไปทันที
โม่หยวนไห่และโม่จื่อเซียวที่เดินตามหลังมาบังเอิญได้ยินประโยคเมื่อครู่เข้าพอดี
เมื่อโม่จื่อเซียวมองเห็นชัดเจนว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร เขาก็สำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกๆ อย่างรุนแรง
โม่หยวนไห่มองหลานชายด้วยสายตาดูแคลน "แกเป็นอะไรของแก?"
โม่จื่อเซียวคว้าแขนปู่ไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริกชี้ไปข้างหน้า แล้วชี้มาที่อวิ๋นชิง "เธอ... เธอ... เธอ..."
สีหน้าของโม่หยวนไห่เคร่งขรึมลง เขาปัดมือหลานชายออกทันที "แกชี้หน้าใครห้ะ?"
โม่จื่อเซียวกุมนิ้วตัวเอง ไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป รีบโพล่งออกมาในรวดเดียว "คนที่เธอเพิ่งจะแทะโลมไปเมื่อกี้ คือนายท่านเก้าแห่งตระกูลฟู่นะปู่!"
นั่นคือฟู่จิ่วเฉินเชียวนะ! พญายมเดินดินในตำนาน ผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนและโหดเหี้ยมอำมหิต ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกตั้งแต่อายุยังน้อย ใครที่ไปล่วงเกินเขาไม่เคยมีจุดจบที่ดีสักราย
แล้วเมื่อกี้อวิ๋นชิงพูดว่าอะไรนะ? เธอบอกว่าเขาหน้าตาดีแถมยังจะลดราคาให้ อีกทั้งยังพยายามจะหลอกขายยันต์ให้เขาอีก!
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ดึงแขนโม่หยวนไห่ไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก "ปู่ พวกเรารีบหนีกันเถอะ! ขืนไม่ไปตอนนี้ วันนี้เราได้กลายเป็นศพแน่!"
"ศพบ้านแกสิ" โม่หยวนไห่ตบหัวหลานชายด้วยความรำคาญ "ถ้าแกพูดจาเหลวไหลอีก ฉันจะให้อาจารย์ช่วยหาฮวงจุ้ยหลุมศพดีๆ ให้แกเดี๋ยวนี้แหละ"
โม่จื่อเซียวมองปู่ด้วยสายตาน่าสงสาร
ปู่เลอะเลือนไปแล้วหรือไง? ไปติดตามคนที่ล่วงเกินนายท่านเก้า จะมีจุดจบที่ดีได้ยังไง?
อวิ๋นชิงได้ยินบทสนทนานั้นก็เลิกคิ้วขึ้น
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของเขา เธอจึงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ "ก็แค่คนที่มีดวงดาวแห่งหายนะติดตัว แถมยังมีเคราะห์ถึงฆาตตอนอายุยี่สิบหก มีอะไรน่ากลัวกัน?"
ดวงตาของโม่จื่อเซียวเบิกกว้างทันที "เธอรู้ได้ยังไงว่านายท่านเก้าจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินยี่สิบหก!"
ยังไม่ทันที่อวิ๋นชิงจะตอบ โม่หยวนไห่ก็เขกกะโหลกหลานชายไปอีกที
"ฉันบอกแล้วไง ว่าอาจารย์ของฉันเก่งกาจที่สุด"
โม่จื่อเซียวตะลึงงัน เขามองอวิ๋นชิงด้วยความสงสัย หรือว่าเธอจะดูดวงเป็นจริงๆ?
อวิ๋นชิงยักไหล่แล้วพูดต่อ "แต่ว่า ใครบอกล่ะว่าเขาจะอยู่ไม่ถึงยี่สิบหก? มีฉันอยู่ทั้งคน รับรองว่าเขาจะอายุยืนถึงร้อยปีแน่นอน"
สีหน้าของโม่จื่อเซียวเจื่อนลงทันที เขาตอบรับ "อ้อ" ไปอย่างขอไปที สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
เรื่องอาการป่วยของนายท่านเก้าฟู่เป็นความลับที่รู้กันทั่ว แม้แต่ท่านปรมาจารย์หยวนยังฟันธงว่าเขาจะอยู่ไม่พ้นอายุยี่สิบหก
ปรมาจารย์หยวนคือใคร? เขาคือนักคำนวณอันดับหนึ่งแห่งประเทศฮวา คำทำนายแม่นยำดั่งจับวาง มีค่าดั่งทองคำพันชั่ง ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน
แล้วเธอคนนี้ยังกล้ามาคุยโวโอ้อวดที่นี่อีก? เหอะ
อวิ๋นชิงปรายตามองเขา รู้ว่าเขาไม่เชื่อ และเธอก็คร้านจะอธิบาย
"ไปกันเถอะ"
เธอยังต้องไปซื้อยาสมุนไพรอีก
โม่หยวนไห่เตะโม่จื่อเซียวไปหนึ่งที ส่งสายตาเตือน แล้วรีบเดินตามอวิ๋นชิงไป โดยโค้งตัวลงเล็กน้อยแสดงความเคารพอย่างเห็นได้ชัด
ที่หัวมุมตึก สวีหมิงรุ่ยมองแผ่นหลังของเธอที่เดินจากไป พลางเบะปากเอ่ยอย่างดูแคลน "ผู้เฒ่าโม่ไปรู้จักเด็กสาวคนนี้มาจากไหนกัน อายุแค่นี้ก็รู้จักพูดจาเพ้อเจ้อซะแล้ว"
ฟู่จิ่วเฉินหมุนลูกประคำในมือเล่น สายตาจับจ้องแผ่นหลังของอวิ๋นชิงด้วยความพินิจพิเคราะห์
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา สวีหมิงรุ่ยก็แปลกใจ "นายท่านเก้า คุณคงไม่ได้เชื่อคำพูดของเด็กนั่นจริงๆ หรอกนะ?"
ฟู่จิ่วเฉินละสายตากลับมา ปรายตามองเขาเรียบๆ "ฉันยังมีนายอยู่ไม่ใช่หรือไง?"
ไม่ว่าคำทำนายจะจริงหรือไม่ แค่คอยจับตาดูหมอนี่ไว้ก็รู้แล้ว
เขาปรือตาลงเล็กน้อย เหลือบมองไปทางที่อวิ๋นชิงเดินจากไป แววตาฉายประกายความสนใจขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องพักผู้ป่วย
สวีหมิงรุ่ยเพิ่งจะเข้าใจความหมาย เกาหัวแกรกๆ นี่เขาถูกมองเป็นหนูทดลองงั้นเหรอ?
จุ๊ๆ ช่างร้ายกาจจริงๆ
แต่เขาก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้ดูไปเถอะ
มีอะไรน่ากลัวกัน? เขาจะรอดูก็แล้วกันว่าแม่หมอเก๊นั่นจะหน้าแตกยังไง
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นชิงก็มาถึงร้านยาสมุนไพรจีนฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล
"เธอมาทำไม?" ฮานเหลียงเลิกม่านเดินออกมาจากด้านใน เขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นอวิ๋นชิง
จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาแค่นเสียงหึ "นึกเสียใจแล้วจะมาขอร้องให้ฉันผ่าตัดให้งั้นสิ?"
"หึ คนเราอย่าเพิ่งรีบออกตัวแรงนักเลย"
อวิ๋นชิงก้มหน้ามองสมุนไพรบนโต๊ะ เอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้า "ประโยคนั้นฉันคืนให้คุณ"
"แม่สาวน้อย เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เหนือคนย่อมมีคน อย่ามั่นใจในตัวเองนักเลย"
คิ้วของฮานเหลียงขมวดแน่นขึ้น
อวิ๋นชิงเมินเขา หยิบสมุนไพรขึ้นมาพิจารณาแล้วถามพนักงานร้าน "นี่คือโสมที่ดีที่สุดในร้านพวกคุณแล้วเหรอ?"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ฮานเหลียงยิ่งโมโหหนัก "โสมอายุสองร้อยปีต้นนี้คือสมบัติล้ำค่าประจำหอจี้ซื่อ เป็นราชาแห่งโสม มูลค่าหลายสิบล้านหยวน! อย่ามาทำเป็นดูถูกหน่อยเลย บอกมาเถอะว่าเธอมีปัญญาจ่ายหรือเปล่า!"
อวิ๋นชิง: "..." เธอไม่มีปัญญาจ่ายจริงๆ
ตอนนี้เธอกำลังถังแตก
แม้แต่ค่าแท็กซี่ไม่กี่สิบหยวนยังไม่มีปัญญาจ่าย ต้องนั่งรถสองล้อมาเนี่ย
แต่จะให้พูดออกไปตอนนี้ รัศมีบารมีของเธอคงดับวูบพอดี
สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย วางโสมลงอย่างใจเย็น ไพล่มือไว้ด้านหลัง แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง "ฮานเซียวเปลี่ยนอาชีพไปเป็นโจร เปิดร้านหน้าเลือดขูดรีดคนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
ฮานเหลียง: "?" "พูดจาให้มันระวังปากหน่อย!"
"นี่ฉันก็เกรงใจมากแล้วนะ"
ความจนของเธอนั้นเป็นเรื่องจริง และความดูแคลนของเธอก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
โสมอายุสองร้อยปีต้นนี้ ในอดีตสำหรับเธอแล้วมีค่าพอกับหัวไชเท้า มองปราดเดียวยังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้กลับเอามาขายกันต้นละหลายสิบล้าน... ช่างน่าขันสิ้นดี
ถ้าไม่ใช่ร้านหน้าเลือด แล้วจะเรียกว่าอะไร?
ฮานเหลียงโกรธจัด เขาแย่งโสมกลับมา จ้องหน้าเธอเขม็งแล้วถามว่า "สรุปว่าเธอมีเงินซื้อไหม?"
"ไม่มี" อวิ๋นชิงตอบอย่างมั่นใจ สีหน้าไม่เปลี่ยน ลมหายใจไม่สะดุด เธอค่อยๆ ถามกลับว่า "คุณไม่อยากเห็นเหรอ ว่าฉันจะรักษาชีวิตผู้ป่วยโดยไม่ต้องตัดขาได้ยังไง?"
ประโยคนี้จี้ใจดำฮานเหลียงเข้าอย่างจัง
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะพูดด้วยความโมโหว่าความเป็นตายของผู้ป่วยไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่ชีวิตคนทั้งคน เขาเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น เขาจึงถามอย่างจริงจัง "เธอมีวิธีจริงๆ งั้นเหรอ?"
"อืม" อวิ๋นชิงพยักหน้า "เข็มเก้าหมุนเวียนคืนวิญญาณร้ายกาจแค่ไหน คุณไม่รู้หรือไง?"
ฮานเหลียงตื่นตัวขึ้นทันที
จริงสิ ปู่ของเขาเคยบอกไว้ว่า หากสำแดงอานุภาพของเข็มเก้าหมุนเวียนคืนวิญญาณได้ถึงขีดสุด อย่าว่าแต่รักษาขาข้างเดียวเลย ต่อให้ร่างกายแหลกเหลว ขอแค่ยังมีลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ยังยื้อชีวิตกลับมาได้
นั่นคือวิชาแพทย์ที่สามารถมอบชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ริมฝีปากของอวิ๋นชิงก็ยกยิ้มเล็กน้อย ปลายนิ้วเคาะลงบนโสมเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวนใจ:
"แค่ยอมเสียโสมไม่กี่แผ่นแลกกับการได้เห็นปาฏิหาริย์ คุณไม่คิดว่าคุ้มเหรอ?"