- หน้าแรก
- ซ่อมประวัติศาสตร์ที่พังไม่หยุด
- บทที่ 25 - สุดยอดของขลังเลี้ยงศพ เทพธิดาแห่งความแล้ง
บทที่ 25 - สุดยอดของขลังเลี้ยงศพ เทพธิดาแห่งความแล้ง
บทที่ 25 - สุดยอดของขลังเลี้ยงศพ เทพธิดาแห่งความแล้ง
เจียงเหยียนเข้าใจคำว่า "อยู่ยาวจะได้เห็นอะไรดีๆ" ก็วันนี้แหละ
อยู่มานาน ก็มักจะเจออะไรแปลกๆ จริงด้วย
ซอมบี้กับยันต์ สองสิ่งที่ควรจะอยู่คนละขั้ว ดันมาอยู่ด้วยกันได้ แถมยังเอามาทำเป็นต่างหูเครื่องประดับใส่อย่างสบายใจเฉิบ
นี่มันไม่ให้เกียรติยันต์กันเกินไปหน่อยมั้ง!
เพราะยันต์เขียนบนกระดาษเหลืองด้วยชาดแดง โดยเฉพาะยันต์นิกายเทียนซือที่เป็นตัวแทนของพลังหยางบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องเที่ยงธรรม
ส่วนซอมบี้คือสิ่งชั่วร้ายที่มีพลังหยินสุดขั้ว
อย่างเดียวที่เขาเคยเห็นว่าเกี่ยวข้องกัน คือในนิยายที่เขียนว่าปรมาจารย์สวรรค์ใส่ชุดคลุมสีม่วงลงหลุมศพ แล้วมีโอกาสกลายเป็นราชาซอมบี้ แต่นั่นมันเรื่องแต่ง
เพราะปรมาจารย์สวรรค์ตัวจริงเขาไม่ใส่สีม่วงกันหรอก ชุดพิธีการจะเป็นสีเหลือง สื่อถึงความสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของ "คุณธรรมประสานฟ้าดิน ธรรมะกล่อมเกลาสรรพสิ่ง"
ชุดสีม่วงน่ะเอาไว้ให้พวกจอมขมังเวทย์หรือข้าราชบริพารเก่าใส่ และมักใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น
ปรมาจารย์สวรรค์ตัวจริงต้องได้รับยศศักดิ์จากสวรรค์ สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่
อย่างปรมาจารย์สวรรค์รุ่นแรก ตอนอยู่เสฉวน ก็รับบัญชาจากเบื้องบน บุกนรกเพียงลำพัง กวาดล้างเหล่ามารร้าย สยบภูตผีทั้งหกสวรรค์ ตั้งเขตปกครองยี่สิบสี่แห่ง
สุดท้ายเพราะฆ่าภูตผีปีศาจมากเกินไป จนกลิ่นอายการฆ่าฟันตลบอบอวล ถึงขั้นบรรลุเป็นเซียนที่เหล่าทวยเทพไม่กล้าเข้าใกล้
แล้วในตำนาน ปรมาจารย์สวรรค์แต่ละรุ่นพอตายไป ส่วนใหญ่ก็ไปรับราชการบนสวรรค์หรือในยมโลก ได้เป็นเซียนกันหมด แทบไม่มีใครกลายเป็นซอมบี้หรอก
แต่ถ้าพวกท่านกลายเป็นซอมบี้จริงๆ ก็อาจจะใช้ยันต์ได้เหมือนเดิมก็ได้มั้ง
หรือเพราะแม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์ป่วยไข้ ซอมบี้เลยวิวัฒนาการไปหมดแล้ว?
“ไม่ใช่ซอมบี้ทุกตัวจะใช้ยันต์ได้หรอก ฉันเป็นกรณีพิเศษ”
จ้าวอิ่นม่านอธิบาย “เพราะตั้งแต่ฉันตื่นขึ้นมาในโลงศพ ฉันก็ใช้ยันต์ได้เลย ส่วนทำไม... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่ามันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ”
เจียงเหยียนโล่งอก ถ้าซอมบี้ไม่กลัวยันต์ ก็คงไม่กลัวพลังหยางบริสุทธิ์ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสมบูรณ์แบบที่ไม่มีจุดอ่อน
ถ้าเป็นแค่กรณีพิเศษ ก็ยังพอรับได้
เจียงเหยียนถามด้วยความสงสัย “เธอบอกว่าตื่นขึ้นมาในโลงศพ? ไม่ใช่ได้รับของขวัญจากประวัติศาสตร์ในแดนวิปริตเหรอ?”
“ฉันลืมไปหมดแล้ว”
จ้าวอิ่นม่านพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตั้งแต่ตื่นมา ฉันก็จำอดีตไม่ได้เลย รู้แค่เรื่องทั่วไปกับชื่อของตัวเองว่า จ้าวอิ่นม่าน
คนของสำนักงานแก้ไขประวัติศาสตร์บอกฉันว่า พวกเขาขุดฉันขึ้นมาจากสุสานโบราณ บอกว่าเป็นซอมบี้ที่เกิดจากการดัดแปลงของมนุษย์ น่าจะเป็นไม้ตายก้นหีบของผู้บำเพ็ญเพียรสมัยโบราณที่อยากยืดอายุขัย แต่ดูเหมือนเธอคนนั้นจะล้มเหลว”
เล่าเรื่องตัวเองแท้ๆ แต่จ้าวอิ่นม่านกลับไม่มีอารมณ์ร่วมเลยสักนิด เหมือนกำลังพูดเรื่องคนอื่น
จ้าวอิ่นม่านพูดต่อเรียบๆ “ต่อมา สำนักงานแก้ไขประวัติศาสตร์ยืนยันว่าฉันไม่มีนิสัยดุร้าย และไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญในอดีตกลับชาติมาเกิด ก็เลยรับฉันเข้าทำงาน และช่วยให้ฉันปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้”
“จ้าวอิ่นม่าน? หรือจะเป็นสุสานราชวงศ์ฉิน?” เจียงเหยียนนึกถึงลูกสาวของจิ๋นซีฮ่องเต้ทันที
นั่นน่ะบุคคลสำคัญตัวจริง ลูกสาวมังกรเชียวนะ!
“ฉันก็หวังว่าจะเป็นงั้น แต่น่าเสียดายที่เป็นแค่สุสานสมัยราชวงศ์หมิง เหลือแค่ร่องรอยพิธีกรรมกับแท่นบูชาที่ผุพัง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย”
น้ำเสียงเรียบเฉยของจ้าวอิ่นม่านทำลายจินตนาการของเจียงเหยียนจนพังยับ
เจียงเหยียนลองคิดดูอีกทีก็จริง ราชวงศ์ฉินห่างจากตอนนี้ตั้งสองพันกว่าปี ซอมบี้ที่บ่มเพาะมานานขนาดนั้น อย่างต่ำๆ ต้องระดับยันต์บรรพกาลหรือสูงกว่านั้นแล้ว
พลังมันไม่แมตช์กัน
ส่วนเรื่องชื่อ... คนรุ่นหลังตั้งชื่อซ้ำกับคนรุ่นก่อนก็มีถมเถไป
อาจจะเป็นเชื้อสายราชวงศ์ฉินที่สืบทอดมา แล้วตั้งชื่อรำลึกถึงความรุ่งเรืองของบรรพบุรุษก็ได้
แค่ชื่อมันไม่ค่อยมงคลเท่าไหร่
แถมจ้าวอิ่นม่านยังไม่กลัวยันต์เทียนซือ แล้วก็ไม่ต้องกินเลือดด้วย
ดูคล้ายกับซอมบี้รุ่นแรกสุดอย่าง...
เทพธิดาแห่งความแล้ง (เทียนนวี่ป๋า)
ลูกสาวของจักรพรรดิเหลืองที่ตายแล้วกลายเป็นปีศาจแล้ง ช่วยพ่อรบจนชนะสงคราม แต่เพราะไปที่ไหนก็แห้งแล้งที่นั่น เลยโดนชาวบ้านรังเกียจหวาดกลัว
นานวันเข้า เทพธิดาผู้มีจิตวิญญาณเทพ ก็ค่อยๆ ถูกมองในแง่ร้าย จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดไป
แต่ก็ยังต่างจากซอมบี้สมัยหมิงชิงที่ตัวแข็งทื่ออยู่บ้าง
“เดี๋ยวนะ ที่เธอบอกว่าตัวฉันหอม คือหอมแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”
เจียงเหยียนเพิ่งนึกขึ้นได้ ขนลุกซู่ ทำไมโลกนี้มีแต่คนจ้องจะกินตับเขานักนะ?
สิ้นเสียง จ้าวอิ่นม่านถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที แต่พอรู้ตัวว่าเสียมารยาท ก็รีบขอโทษ
“ขอโทษที ฉัน... เป็นโรคอนามัยจัดน่ะ”
ถึงสีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่เจียงเหยียนสัมผัสได้ถึงความรังเกียจที่ฝังลึกถึงกระดูกดำ
เธอเป็นซอมบี้นะเว้ย ยังจะมารังเกียจเลือดของผู้มีกายจิตวิญญาณกำเนิดอีกเหรอ?
ถ้ารู้ไปถึงหูบรรพบุรุษซอมบี้ มีหวังโกรธจนลุกขึ้นมาจากโลงแน่!
ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนร่วมงานจะจับทำถุงเลือด เจียงเหยียนก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี
“ไม่ใช่เลือดของฉัน งั้นก็แปลว่า...”
เจียงเหยียนตบกระเป๋ากางเกงเบาๆ
วินาทีต่อมา มือเล็กๆ ที่ทำจากเถ้าถ่านสองข้างก็โผล่พรวดออกมา แล้วออกแรงดันตัว จุ๊บ! วิญญาณโลงศพครึ่งตัวบนก็โผล่ออกมา ดวงตาฉายแววสงสัยมองไปรอบๆ
“เจ้านาย มีอะไรให้รับใช้ขอรับ?”
“ปู่โลงพร้อมแสตนด์บาย!”
‘น่ารักจัง หอมจังเลย!’
พอจ้าวอิ่นม่านเห็นวิญญาณโลงศพ ดวงตาก็เป็นประกายวิบวับ นัยน์ตาสีแดงที่เคยเย็นชาเหมือนดวงจันทร์เริ่มไหวระริก
“ปฏิกิริยาเหมือนสาวน้อยเจอแมวน่ารักๆ เลยแฮะ” เจียงเหยียนเลิกคิ้ว เกือบหลงเชื่อว่าเธอบรรลุวิถีแห่งการละวางอารมณ์ไปแล้ว
โลงศพสำหรับซอมบี้ ก็เหมือนเตียงกับคน เป็นปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้
ยิ่งเป็นวิญญาณโลงศพที่เป็นภูตผีหายากสุดๆ ในโลกปัจจุบันมีตำนานกล่าวถึงแค่ไม่กี่เรื่อง
ถ้าไม่ได้ตัวอ่อนเทพอสูรสร้างขึ้นมา พลิกหาทั้งแม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์ก็คงไม่เจอสักตัว
โดยเฉพาะปู่โลงที่มีความสามารถในการฝังกลบสรรพสิ่ง พอมาจับคู่กับซอมบี้...
นี่มันสุดยอดของขลังเลี้ยงศพชัดๆ!
“เอ่อ... ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องหน่อย...” จ้าวอิ่นม่านพูดอึกอัก
“ถ้าเป็นเรื่องที่ลำบากใจ ก็อย่าพูดเลยครับ เจ้านี่เป็นคู่หูสำคัญของผม”
เจียงเหยียนดักคอไว้ก่อน
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธออยากเอาของมาแลกวิญญาณโลงศพ
แต่ไม่มีทางหรอก
วิญญาณโลงศพคือทายาทตนแรกที่เขาสร้างขึ้นจากเลือดเนื้อตัวเอง เปรียบเสมือนคนในครอบครัว หรืออาจจะสนิทกว่านั้นด้วยซ้ำ
ใครจะทรยศเขาก็ได้ แต่เจ้าปู่โลงไม่มีวัน
สำหรับเจียงเหยียน มันไม่ใช่สิ่งของที่จะเอามาแลกเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ
“ข้าจะให้เจ้านายนอนคนเดียวเท่านั้น!”
ปู่โลงเริ่มรู้ตัวว่านังผู้หญิงใจร้ายคนนี้จ้องจะเคลมร่างมัน เลยรีบแสดงจุดยืน
ฟังดูแล้ว... ทะแม่งๆ ชอบกล
“ขอโทษด้วย ฉันล่วงเกินนายแล้ว”
จ้าวอิ่นม่านขอโทษเสียงเรียบ ถึงใจอยากจะแสดงอารมณ์มากกว่านี้ แต่ร่างกายมันไม่เอื้ออำนวย
“ไม่เป็นไรครับ เพื่อนร่วมงานกัน ดึกมากแล้ว ผมขอตัวก่อนนะ เธอก็รีบพักผ่อนเถอะ”
เจียงเหยียนพยักหน้า กำลังจะหันหลังเดินกลับ แต่จ้าวอิ่นม่านเรียกไว้ พร้อมยื่นสมุดโน้ตปกสีดำเล่มหนาปึกให้ หน้าปกเป็นลายยันต์เหมือนกัน
“ต้องขอโทษจริงๆ นี่เป็นสมุดโน้ตที่ฉันจดไว้ตอนเรียนรู้เรื่องโลกปัจจุบันและพลังเหนือธรรมชาติกับอาจารย์ที่สำนักงานแก้ไขประวัติศาสตร์ เนื้อหาข้างในน่าจะเป็นประโยชน์กับนาย ถือเป็นการไถ่โทษที่ฉันมารบกวน”
พูดจบ จ้าวอิ่นม่านก็โค้งตัวขอโทษเล็กน้อย แต่เพราะรูปร่างที่ "บะลั่กกั่ก" เกินหน้าเกินตา ทำเอาเกิดคลื่นมหาชนกระเพื่อมไหวจนเห็นผิวขาวเนียนวูบวาบ
เจียงเหยียนเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วรีบละสายตา ก้มหน้ามองสมุดโน้ตสีดำในมือ สีหน้าซับซ้อน
“...ขอบใจนะ”
กว่าจะกลับถึงห้องก็ปาเข้าไปตีสาม
เปิดสมุดดู หน้าแรกเป็นตัวอักษรจีนตัวเต็มที่เขียนอย่างบรรจงสวยงาม
[วันที่ 7 สิงหาคม 2022 ฉันข้ามกาลเวลาหลายร้อยปีมายังสถานที่ที่เรียกว่าสหพันธ์เทียนเซี่ย ที่นี่ไม่มีฮ่องเต้ ไม่มีการนับปีรัชศก และไม่นับปีตามวันประสูติจักรพรรดิเหลือง
พวกเขาใช้สัญลักษณ์ของพวกฝรั่งเป็นตัวเลข เรียกว่าอะไรนะ... การผสมผสานทางวัฒนธรรม
ราชสำนักของที่นี่คือสหพันธ์เทียนเซี่ย ส่วนสำนักโหรหลวง (ขีดฆ่าทิ้ง) สำนักงานแก้ไขประวัติศาสตร์ พวกเขารับฉันไว้ และสอนความรู้ให้ บอกว่าจะช่วยให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้ แต่... ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วฉันเป็นใครกันแน่?]
ผ่านตัวอักษร เจียงเหยียนสัมผัสได้ถึงความสับสนหลงทางของคนที่สูญเสียความทรงจำและต้องมาอยู่ในที่แปลกถิ่น
พลิกหน้าต่อไป ส่วนใหญ่เป็นบันทึกชีวิตประจำวันของจ้าวอิ่นม่านในสำนักงาน การเรียนตัวอักษรยุคใหม่และภาษาจีนกลาง ระหว่างนั้นลายมือก็เปลี่ยนจากตัวเต็มสวยงามเป็นตัวหนังสือไก่เขี่ยเหมือนเด็กเพิ่งหัดเขียน แต่แค่วันเดียวก็กลับมาสวยเหมือนเดิม
สิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดน่าจะเป็นทีวีและการ์ตูน ดูเหมือนจะเปิดโลกทัศน์เธอสุดๆ
ในไดอารี่ยังเขียนไว้ด้วยว่า โลกใหม่ สนุกจัง
มุมขวาล่างของหน้าแรกยังวาดรูปซอมบี้น้อยแปะยันต์แบบตัวเล็กหัวโตไว้ แต่หน้าตาก็ยังนิ่งเหมือนเดิม
นอกจากเรื่องชีวิตประจำวัน จ้าวอิ่นม่านยังจดบันทึกความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติที่สำนักงานสอนไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ อ่านง่ายมาก
ในนั้นพูดถึงขุมกำลังต่างๆ และก็เป็นอย่างที่คิด สำนักงานแก้ไขประวัติศาสตร์คือมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของสหพันธ์เทียนเซี่ย แบบไม่มีใครเทียบติด
แต่เพราะอาณาเขตกว้างใหญ่เกินไป กำลังคนดูแลไม่ทั่วถึง
ทางการเลยยอมให้มีขุมกำลังเหนือธรรมชาติกลุ่มอื่นดำรงอยู่ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องช่วยกวาดล้างความป่วยไข้ในประวัติศาสตร์และรักษาความสงบ
กลุ่มที่ถูกพูดถึงก็มี สมาคมเทพสัญจรแถบหมิ่นหนาน (ฮกเกี้ยน) พวกหมอผีร่างทรงแถบนอกด่านซานไห่กวน ซึ่งพลังส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตำนานท้องถิ่น
เหตุผลที่พลังมันตรงตามภาพจำขนาดนี้ เพราะตอนที่แม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์ชะล้างโลก แดนวิปริตและสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่โผล่ออกมา มักจะเกี่ยวข้องกับตำนานในพื้นที่นั้นๆ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า จุดยึดเหนี่ยว
ในสมุดโน้ตของจ้าวอิ่นม่านระบุว่า วิธีที่แดนวิปริตจะยึดเหนี่ยวกับโลกปัจจุบัน การใช้เลือดเนื้อเป็นแค่วิธีพื้นฐานที่สุด ยังมีวิธีอื่นอีก เช่น ตำนาน เรื่องเล่า หรือความหวาดกลัวในใจผู้คน วิธีการมีหลากหลายมาก
นี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทางการต้องปิดข่าวเรื่องเหนือธรรมชาติไม่ให้คนทั่วไปรู้
ถ้าไม่ควบคุม จะยิ่งเร่งให้แดนวิปริตโผล่ขึ้นมาเร็วขึ้น และเกิดความวุ่นวาย
สมุดเล่มนี้รวบรวมความรู้พื้นฐานที่เจียงเหยียนขาดไปได้เยอะมาก อ่านไปอ่านมาก็เพลินจนลืมเวลา
ติ๊ง
แรงสั่นของมือถือเรียกสติเจียงเหยียนกลับมา พอกดดูเวลาก็ปาเข้าไปเก้าโมงครึ่งแล้ว
มีคนแอดวีแชทมา ดูรูปโปรไฟล์ก็รู้ว่าเป็นปาเลี่ย
เพราะเป็นรูปหน้าตัวเองถ่ายเน้นๆ เวลาที่แอดมาคือเมื่อคืน
พอกดรับ อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาทันที
“รีบลงมาที่ชั้นหนึ่งด่วน ไม่งั้นจะไม่ทันการ!”
[จบแล้ว]