เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต

บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต

บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต


บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต

นางตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้อำนาจของตนเองในการปรับเปลี่ยนลำดับภารกิจสิบดาวที่ยากที่สุด…ให้เลื่อนขึ้นมาอยู่ด้านหน้า!

ต้องดับความเหิมเกริมของเจ้าเด็กคนนี้ลงเสียบ้างแล้ว!

ในบรรดาภารกิจสิบดาวทั้งหมดนั้น ภารกิจที่ยากที่สุดสองสามอันดับแรก แม้แต่ตัวนางเซียนเมฆาสีชาดเองก็ยังรู้สึกว่ารับมือได้ยากอย่างยิ่ง

ตัวอย่างเช่น ภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬ เพื่อค้นหาพฤกษาที่มีชื่อว่า “บุปผาอัคคีพันปี”...

หรืออย่างเช่น ภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนต้องห้ามอีกแห่งหนึ่งของแดนเหนือ เพื่อนำลูกของพยัคฆ์สองปีกทมิฬกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน...

ดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬนั้น ถึงแม้นางเซียนเมฆาสีชาดจะเคยเข้าไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่สำรวจอยู่บริเวณขอบของพื้นที่ชั้นในเท่านั้น ไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้าไปลึกกว่านั้นอีก

และบุปผาอัคคีพันปี…ก็ดันไปอยู่ในส่วนลึกของดินแดนต้องห้ามนั่นเสียด้วย!

ส่วนพยัคฆ์สองปีกทมิฬนั้น ถือเป็นอสูรระดับเจ้าผู้ครองดินแดนในดินแดนต้องห้ามวิญญาณสลาย!

เมื่อหลายปีก่อน นางเซียนเมฆาสีชาดเคยได้รับข่าวมาว่า พยัคฆ์ราชาตัวนั้น…แข็งแกร่งจนเกือบจะเทียบเท่ากับมหาปรมาจารย์แล้ว!

เพียงแต่ว่าอสูรเหล่านี้จะไม่ค่อยออกจากดินแดนต้องห้ามง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

…..

แน่นอนว่าลู่เย่ไม่รู้เลยว่าการที่เขารับภารกิจสิบดาวไปเพียงภารกิจเดียว จะบีบให้นางเซียนเมฆาสีชาดต้องใช้อำนาจของตนเองเข้าแทรกแซง

ในตอนนี้ เขาได้มาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอซวงเหอแล้ว

นอกอำเภอซวงเหอมีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน จึงเป็นที่มาของชื่อนี้ ภายในอำเภอมีประชากรอยู่ราวหลายแสนคน ทั้งคนธรรมดาและผู้ฝึกยุทธ์อาศัยอยู่ปะปนกัน

ตามข้อมูลที่ได้มา เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน นักฆ่ามือโลหิตเคยปรากฏตัวนอกอำเภอซวงเหอ

ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่สวมชุดดำ แต่ใช้ใบหน้าที่ปลอมแปลงมาเดินเข้าไปในอำเภอซวงเหอ

เขาใช้เวลาไปราวครึ่งชั่วยาม และใช้เงินไปเล็กน้อย ในที่สุดลู่เย่ก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้นจากในอำเภอ

นักฆ่ามือโลหิต-ผางสง เคยปรากฏตัวในอำเภอซวงเหอจริงๆแต่ว่าทุกครั้งที่อยู่ในอำเภอจะอยู่ไม่นาน

ห่างจากอำเภอซวงเหอไปราวๆยี่สิบลี้ ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า “ป่าท้อ”...และผางสงก็มักจะปรากฏตัวที่นั่นบ่อยกว่า

“ป่าท้อ?”

เมื่อได้ยินชื่อนี้จากเจ้าลิงผอมที่อ้างตัวว่าเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง ลู่เย่ก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา

“สหาย ป่าท้อนั่นน่ะเป็นสถานที่ดีเชียวนะ!” พอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเจ้าลิงผอมก็แทบจะลุกเป็นไฟ

“ที่นั่นน่ะได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาสำราญที่ใหญ่ที่สุดในรัศมีพันลี้เลยนะ!” เจ้าลิงผอมส่งสายตาแบบ “เจ้ารู้ใช่ไหม” มาให้ พลางกล่าวว่า

“ขอแค่เจ้ามีเงินพอ ในป่าท้อนั่น มีแต่เรื่องที่เจ้าไม่กล้าคิด แต่ไม่มีเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าทำ”

“นักฆ่ามือโลหิต-ผางสง ก็เป็นแขกประจำของที่นั่น ถึงแม้หน้าตาจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ใจป้ำ สาวๆหลายคนชอบเขามาก”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็เข้าใจขึ้นมาทันที

ป่าท้อ…

นั่นช่างเป็นชื่อที่ดูสุนทรีย์เสียจริง ตอนแรกเขานึกว่าเป็นสถานที่ชมดอกไม้เสียอีก

ที่แท้ก็คือซ่องนางโลมนี่เอง

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็พยัคหน้าแล้วกล่าวว่า “ได้ ขอบคุณมาก”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ในเมื่อเจ้าให้เงินข้าหนึ่งตำลึง ข้าก็ต้องบอกทุกอย่างที่ข้ารู้ให้เจ้าฟัง” เจ้าลิงผอมมองลู่เย่ขึ้นๆลงๆก่อนจะถามว่า

“เจ้าคงไม่ได้จะไปหาเรื่องผางสงหรอกนะ? ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าไปมีเรื่องกับเขาเลย เบื้องหลังของผางสงน่ะ…มีคนหนุนหลังอยู่!”

ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้น พลางกล่าวว่า “ว่ามาให้ละเอียด”

เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าลิงผอมก็ยิ้มอย่างเขินอาย พลางถูมือแล้วพูดว่า

“ท่านผู้มีพระคุณ…อันนี้ต้องเพิ่มอีกครึ่งตำลึงนะ”

ลู่เย่ยิ้มจางๆในมือของเขายังมีเงินอยู่นับร้อยล้านตำลึง

ถึงแม้จะไม่พอสำหรับหนึ่งพันล้านที่จะใช้ระบุการสุ่มของหอหมื่นวิถีได้ และทำได้เพียงแค่การสุ่มแบบทั่วไป

แต่สำหรับซื้อข้อมูลเล็กๆน้อยๆ…ต่อให้ใช้ไปร้อยปีก็ยังใช้ไม่หมด

หลังจากให้เงินไปอีกครึ่งตำลึง เจ้าลิงผอมก็รีบพูดต่อทันที

“ข่าวนี้ข้าก็ได้ยินมาโดยบังเอิญเหมือนกัน ได้ยินมาว่าผางสง…ช่วงนี้ได้ไปสร้างความสัมพันธ์กับนิกายสามหยินแล้ว!”

“นิกายสามหยินเจ้ารู้จักใช่ไหม?” เจ้าลิงผอมถาม

ลู่เย่พยัคหน้า

เจ้าลิงผอมยัดเงินครึ่งตำลึงนั้นเข้าไปในแขนเสื้อ พลางกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า

“ข้าได้ยินมาว่า ผางสงคนนั้น…ได้ไปสร้างสัมพันธ์กับผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในนิกายสามหยิน! บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสามหยิน!”

“คนคนนั้นน่ะเป็นหนึ่งในบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่ของแดนเหนือเลยนะ! ท่านผู้มีพระคุณ ข่าวนี้เด็ดพอไหมล่ะ ข้าไม่ได้เอาเงินครึ่งตำลึงของท่านมาฟรีๆใช่ไหม?”

ลู่เย่: “...”

นิกายสามหยิน…บุตรศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?

ช่างเป็นชื่อที่ไม่ได้ยินมาพักหนึ่งแล้ว

มุมปากของลู่เย่ปรากฏรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางกล่าวว่า

“ไม่ได้เสียเปล่า ข้ายังมีธุระ ต้องขอตัวก่อน”

“ถ้าครั้งหน้ามีอะไรต้องการอีกจะมาหาเจ้าใหม่”

…..

ณ ป่าท้อ

ป่าที่ทอดยาวไปหลายสิบลี้นี้ ก็สมดังชื่อของมัน เต็มไปด้วยต้นท้อ

ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดอกท้อกำลังบานสะพรั่งพอดี ทั่วทั้งป่าจึงเต็มไปด้วยสีชมพูและกลิ่นหอมของดอกไม้ที่อบอวลไปทั่ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโคมไฟสีชมพูแขวนประดับอยู่ตามที่ต่างๆบวกกับกลิ่นเครื่องหอมของสตรีที่ลอยมาเป็นระลอก…ช่างทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา

ตอนที่ลู่เย่มาถึงที่นี่ ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว

แม้ว่าท้องฟ้าจะเริ่มมืดลง แต่ทว่าภายในป่าท้อกลับเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา

“ช่างเป็นวิธีการที่แยบยลยิ่งนัก...”

ลู่เย่ยืนอยู่หน้าป่าท้อ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมจางๆที่ลอยออกมาจากในป่า

ในกลิ่นหอมนี้ กลับมีกลิ่นของยากระตุ้นกำหนัดเจือปนอยู่อย่างเบาบาง

แม้จะเพียงเล็กน้อยและไม่พอที่จะทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์ใคร่อย่างรุนแรง แต่ก็สามารถกระตุ้นความปรารถนาที่อยู่ลึกๆในใจของผู้คนขึ้นมาได้อย่างไม่รู้ตัว

และเมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด…ก็ย่อมต้องทำในสิ่งที่ควรจะทำต่อไป

ในใจของลู่เย่พลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าป่าท้อแห่งนี้เป็นฝีมือของผู้ใด แต่ลูกเล่นเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ช่างแนบเนียนและได้ผลดียิ่งนัก

ทันทีที่เพิ่งจะเดินเข้าไปในป่า ก็มีแม่เล้าคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหา

“อ้าว คุณชายมาแล้ว เชิญๆๆจะดื่มเหล้า ฟังเพลง พูดคุยกันก่อน หรือว่า…จะเข้าเรื่องเลยดีจ๊ะ?”

คนที่มาป่าท้อ โดยมากก็มีอยู่สองประเภท หนึ่งคือค่อยเป็นค่อยไป สร้างบรรยากาศให้ได้ที่ก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อ

ส่วนประเภทที่สอง…ก็คือไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศอาจจะไม่ค่อยสุนทรีย์เท่าไหร่นัก

ลู่เย่เปลี่ยนโทนเสียงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงทุ้มว่า

“ขอเหล้าหนึ่งไห กับคนคุย”

“ได้เลยจ้ะ คุณชายเชิญทางนี้”

บนลานกว้างในป่า มีโต๊ะหินและเก้าอี้หินขนาดต่างๆตั้งอยู่มากมาย เมื่ออยู่ภายใต้แสงสีชมพูของดอกท้อ ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกตาไปอีกแบบ

ซึ่งก็แตกต่างจากหอนางโลมทั่วไปอยู่บ้าง ไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงไปทั่ว

ลู่เย่หยิบเงินออกมาสองสามตำลึงยัดใส่มือแม่เล้า

ในเวลาไม่นาน ก็มีหญิงสาวในชุดกระโปรงลายดอกคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหาลู่เย่

“แม่นางน้อยเยว่เอ๋อร์ คารวะคุณชาย ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่ากระไรหรือเจ้าคะ?”

ลู่เย่กำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พลันเห็นว่าที่นอกป่าท้อซึ่งยามนี้ความมืดได้โรยตัวลงมาอย่างสมบูรณ์แล้ว มีร่างหลายร่างเดินเข้ามา

หนึ่งในนั้นมีใบหน้าที่หยาบกร้าน และยังแฝงไปด้วยไอสังหารที่กระหายเลือด ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่น่าจะไปมีเรื่องด้วย

แต่ทว่าดวงตาของลู่เย่กลับเป็นประกายขึ้นมา เพราะคาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน ก็ได้พบกับเป้าหมายหลักแล้ว

หนึ่งเเสนห้าหมื่นคะแนน!

บุรุษผู้นั้นก็คือผางสง ผู้ซึ่งนิกายเมฆาสีชาดได้ตั้งค่าหัวไว้ในภารกิจสิบดาวนั่นเอง!

และที่เบื้องหน้าของผางสงนั้น ยังมีอีกร่างหนึ่ง ซึ่งก็คือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินที่เขาเคยพบเจอมาแล้วสองครั้ง

ในตอนนี้ ผางสงกำลังเดินตามหลังบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังของเขาเผยรอยยิ้มประจบประแจงออกมา

หลังจากที่ต้องต่อสู้เพียงลำพังมาหลายปี ผางสงเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าการมีคนหนุนหลังนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

………………..

จบบทที่ บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว