- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต
บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต
บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต
บทที่ 254 : ผู้อยู่เบื้องหลังนักฆ่ามือโลหิต
นางตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้อำนาจของตนเองในการปรับเปลี่ยนลำดับภารกิจสิบดาวที่ยากที่สุด…ให้เลื่อนขึ้นมาอยู่ด้านหน้า!
ต้องดับความเหิมเกริมของเจ้าเด็กคนนี้ลงเสียบ้างแล้ว!
ในบรรดาภารกิจสิบดาวทั้งหมดนั้น ภารกิจที่ยากที่สุดสองสามอันดับแรก แม้แต่ตัวนางเซียนเมฆาสีชาดเองก็ยังรู้สึกว่ารับมือได้ยากอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่น ภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬ เพื่อค้นหาพฤกษาที่มีชื่อว่า “บุปผาอัคคีพันปี”...
หรืออย่างเช่น ภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนต้องห้ามอีกแห่งหนึ่งของแดนเหนือ เพื่อนำลูกของพยัคฆ์สองปีกทมิฬกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน...
ดินแดนต้องห้ามคลื่นทมิฬนั้น ถึงแม้นางเซียนเมฆาสีชาดจะเคยเข้าไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่สำรวจอยู่บริเวณขอบของพื้นที่ชั้นในเท่านั้น ไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้าไปลึกกว่านั้นอีก
และบุปผาอัคคีพันปี…ก็ดันไปอยู่ในส่วนลึกของดินแดนต้องห้ามนั่นเสียด้วย!
ส่วนพยัคฆ์สองปีกทมิฬนั้น ถือเป็นอสูรระดับเจ้าผู้ครองดินแดนในดินแดนต้องห้ามวิญญาณสลาย!
เมื่อหลายปีก่อน นางเซียนเมฆาสีชาดเคยได้รับข่าวมาว่า พยัคฆ์ราชาตัวนั้น…แข็งแกร่งจนเกือบจะเทียบเท่ากับมหาปรมาจารย์แล้ว!
เพียงแต่ว่าอสูรเหล่านี้จะไม่ค่อยออกจากดินแดนต้องห้ามง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
…..
แน่นอนว่าลู่เย่ไม่รู้เลยว่าการที่เขารับภารกิจสิบดาวไปเพียงภารกิจเดียว จะบีบให้นางเซียนเมฆาสีชาดต้องใช้อำนาจของตนเองเข้าแทรกแซง
ในตอนนี้ เขาได้มาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอซวงเหอแล้ว
นอกอำเภอซวงเหอมีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน จึงเป็นที่มาของชื่อนี้ ภายในอำเภอมีประชากรอยู่ราวหลายแสนคน ทั้งคนธรรมดาและผู้ฝึกยุทธ์อาศัยอยู่ปะปนกัน
ตามข้อมูลที่ได้มา เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน นักฆ่ามือโลหิตเคยปรากฏตัวนอกอำเภอซวงเหอ
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่สวมชุดดำ แต่ใช้ใบหน้าที่ปลอมแปลงมาเดินเข้าไปในอำเภอซวงเหอ
เขาใช้เวลาไปราวครึ่งชั่วยาม และใช้เงินไปเล็กน้อย ในที่สุดลู่เย่ก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้นจากในอำเภอ
นักฆ่ามือโลหิต-ผางสง เคยปรากฏตัวในอำเภอซวงเหอจริงๆแต่ว่าทุกครั้งที่อยู่ในอำเภอจะอยู่ไม่นาน
ห่างจากอำเภอซวงเหอไปราวๆยี่สิบลี้ ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า “ป่าท้อ”...และผางสงก็มักจะปรากฏตัวที่นั่นบ่อยกว่า
“ป่าท้อ?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้จากเจ้าลิงผอมที่อ้างตัวว่าเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง ลู่เย่ก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
“สหาย ป่าท้อนั่นน่ะเป็นสถานที่ดีเชียวนะ!” พอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเจ้าลิงผอมก็แทบจะลุกเป็นไฟ
“ที่นั่นน่ะได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาสำราญที่ใหญ่ที่สุดในรัศมีพันลี้เลยนะ!” เจ้าลิงผอมส่งสายตาแบบ “เจ้ารู้ใช่ไหม” มาให้ พลางกล่าวว่า
“ขอแค่เจ้ามีเงินพอ ในป่าท้อนั่น มีแต่เรื่องที่เจ้าไม่กล้าคิด แต่ไม่มีเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าทำ”
“นักฆ่ามือโลหิต-ผางสง ก็เป็นแขกประจำของที่นั่น ถึงแม้หน้าตาจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ใจป้ำ สาวๆหลายคนชอบเขามาก”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ป่าท้อ…
นั่นช่างเป็นชื่อที่ดูสุนทรีย์เสียจริง ตอนแรกเขานึกว่าเป็นสถานที่ชมดอกไม้เสียอีก
ที่แท้ก็คือซ่องนางโลมนี่เอง
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็พยัคหน้าแล้วกล่าวว่า “ได้ ขอบคุณมาก”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ในเมื่อเจ้าให้เงินข้าหนึ่งตำลึง ข้าก็ต้องบอกทุกอย่างที่ข้ารู้ให้เจ้าฟัง” เจ้าลิงผอมมองลู่เย่ขึ้นๆลงๆก่อนจะถามว่า
“เจ้าคงไม่ได้จะไปหาเรื่องผางสงหรอกนะ? ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าไปมีเรื่องกับเขาเลย เบื้องหลังของผางสงน่ะ…มีคนหนุนหลังอยู่!”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้น พลางกล่าวว่า “ว่ามาให้ละเอียด”
เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าลิงผอมก็ยิ้มอย่างเขินอาย พลางถูมือแล้วพูดว่า
“ท่านผู้มีพระคุณ…อันนี้ต้องเพิ่มอีกครึ่งตำลึงนะ”
ลู่เย่ยิ้มจางๆในมือของเขายังมีเงินอยู่นับร้อยล้านตำลึง
ถึงแม้จะไม่พอสำหรับหนึ่งพันล้านที่จะใช้ระบุการสุ่มของหอหมื่นวิถีได้ และทำได้เพียงแค่การสุ่มแบบทั่วไป
แต่สำหรับซื้อข้อมูลเล็กๆน้อยๆ…ต่อให้ใช้ไปร้อยปีก็ยังใช้ไม่หมด
หลังจากให้เงินไปอีกครึ่งตำลึง เจ้าลิงผอมก็รีบพูดต่อทันที
“ข่าวนี้ข้าก็ได้ยินมาโดยบังเอิญเหมือนกัน ได้ยินมาว่าผางสง…ช่วงนี้ได้ไปสร้างความสัมพันธ์กับนิกายสามหยินแล้ว!”
“นิกายสามหยินเจ้ารู้จักใช่ไหม?” เจ้าลิงผอมถาม
ลู่เย่พยัคหน้า
เจ้าลิงผอมยัดเงินครึ่งตำลึงนั้นเข้าไปในแขนเสื้อ พลางกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า
“ข้าได้ยินมาว่า ผางสงคนนั้น…ได้ไปสร้างสัมพันธ์กับผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในนิกายสามหยิน! บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสามหยิน!”
“คนคนนั้นน่ะเป็นหนึ่งในบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่ของแดนเหนือเลยนะ! ท่านผู้มีพระคุณ ข่าวนี้เด็ดพอไหมล่ะ ข้าไม่ได้เอาเงินครึ่งตำลึงของท่านมาฟรีๆใช่ไหม?”
ลู่เย่: “...”
นิกายสามหยิน…บุตรศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?
ช่างเป็นชื่อที่ไม่ได้ยินมาพักหนึ่งแล้ว
มุมปากของลู่เย่ปรากฏรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางกล่าวว่า
“ไม่ได้เสียเปล่า ข้ายังมีธุระ ต้องขอตัวก่อน”
“ถ้าครั้งหน้ามีอะไรต้องการอีกจะมาหาเจ้าใหม่”
…..
ณ ป่าท้อ
ป่าที่ทอดยาวไปหลายสิบลี้นี้ ก็สมดังชื่อของมัน เต็มไปด้วยต้นท้อ
ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดอกท้อกำลังบานสะพรั่งพอดี ทั่วทั้งป่าจึงเต็มไปด้วยสีชมพูและกลิ่นหอมของดอกไม้ที่อบอวลไปทั่ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโคมไฟสีชมพูแขวนประดับอยู่ตามที่ต่างๆบวกกับกลิ่นเครื่องหอมของสตรีที่ลอยมาเป็นระลอก…ช่างทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา
ตอนที่ลู่เย่มาถึงที่นี่ ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว
แม้ว่าท้องฟ้าจะเริ่มมืดลง แต่ทว่าภายในป่าท้อกลับเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา
“ช่างเป็นวิธีการที่แยบยลยิ่งนัก...”
ลู่เย่ยืนอยู่หน้าป่าท้อ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมจางๆที่ลอยออกมาจากในป่า
ในกลิ่นหอมนี้ กลับมีกลิ่นของยากระตุ้นกำหนัดเจือปนอยู่อย่างเบาบาง
แม้จะเพียงเล็กน้อยและไม่พอที่จะทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์ใคร่อย่างรุนแรง แต่ก็สามารถกระตุ้นความปรารถนาที่อยู่ลึกๆในใจของผู้คนขึ้นมาได้อย่างไม่รู้ตัว
และเมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด…ก็ย่อมต้องทำในสิ่งที่ควรจะทำต่อไป
ในใจของลู่เย่พลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าป่าท้อแห่งนี้เป็นฝีมือของผู้ใด แต่ลูกเล่นเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ช่างแนบเนียนและได้ผลดียิ่งนัก
ทันทีที่เพิ่งจะเดินเข้าไปในป่า ก็มีแม่เล้าคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหา
“อ้าว คุณชายมาแล้ว เชิญๆๆจะดื่มเหล้า ฟังเพลง พูดคุยกันก่อน หรือว่า…จะเข้าเรื่องเลยดีจ๊ะ?”
คนที่มาป่าท้อ โดยมากก็มีอยู่สองประเภท หนึ่งคือค่อยเป็นค่อยไป สร้างบรรยากาศให้ได้ที่ก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อ
ส่วนประเภทที่สอง…ก็คือไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศอาจจะไม่ค่อยสุนทรีย์เท่าไหร่นัก
ลู่เย่เปลี่ยนโทนเสียงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงทุ้มว่า
“ขอเหล้าหนึ่งไห กับคนคุย”
“ได้เลยจ้ะ คุณชายเชิญทางนี้”
บนลานกว้างในป่า มีโต๊ะหินและเก้าอี้หินขนาดต่างๆตั้งอยู่มากมาย เมื่ออยู่ภายใต้แสงสีชมพูของดอกท้อ ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกตาไปอีกแบบ
ซึ่งก็แตกต่างจากหอนางโลมทั่วไปอยู่บ้าง ไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงไปทั่ว
ลู่เย่หยิบเงินออกมาสองสามตำลึงยัดใส่มือแม่เล้า
ในเวลาไม่นาน ก็มีหญิงสาวในชุดกระโปรงลายดอกคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหาลู่เย่
“แม่นางน้อยเยว่เอ๋อร์ คารวะคุณชาย ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่ากระไรหรือเจ้าคะ?”
ลู่เย่กำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พลันเห็นว่าที่นอกป่าท้อซึ่งยามนี้ความมืดได้โรยตัวลงมาอย่างสมบูรณ์แล้ว มีร่างหลายร่างเดินเข้ามา
หนึ่งในนั้นมีใบหน้าที่หยาบกร้าน และยังแฝงไปด้วยไอสังหารที่กระหายเลือด ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่น่าจะไปมีเรื่องด้วย
แต่ทว่าดวงตาของลู่เย่กลับเป็นประกายขึ้นมา เพราะคาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน ก็ได้พบกับเป้าหมายหลักแล้ว
หนึ่งเเสนห้าหมื่นคะแนน!
บุรุษผู้นั้นก็คือผางสง ผู้ซึ่งนิกายเมฆาสีชาดได้ตั้งค่าหัวไว้ในภารกิจสิบดาวนั่นเอง!
และที่เบื้องหน้าของผางสงนั้น ยังมีอีกร่างหนึ่ง ซึ่งก็คือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินที่เขาเคยพบเจอมาแล้วสองครั้ง
ในตอนนี้ ผางสงกำลังเดินตามหลังบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังของเขาเผยรอยยิ้มประจบประแจงออกมา
หลังจากที่ต้องต่อสู้เพียงลำพังมาหลายปี ผางสงเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าการมีคนหนุนหลังนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
………………..