เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 212: หากข้าปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดีมาก

บทที่ 212: หากข้าปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดีมาก

บทที่ 212: หากข้าปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดีมาก


บทที่ 212: หากข้าปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดีมาก

ถ้วยชาใบหนึ่งที่แต่เดิมวางอยู่บนโต๊ะอย่างดี ทันใดนั้นก็พลันลอยขึ้นมาโดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ!

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆแค่เพียงชั่วพริบตาเดียว ก่อนจะร่วงหล่นลงไปอย่างรวดเร็ว

แต่…เเต่นางเพิ่งจะมอบเคล็ดวิชาจิตสัมผัสให้ลู่เย่ไปไม่ถึงสองชั่วยามมิใช่หรือ?!

แค่เพียงชั่วครู่เท่านี้ ก็สามารถใช้พลังจิตเบื้องต้นควบคุมถ้วยชาบนโต๊ะได้แล้วงั้นรึ?!

ในวินาทีนั้น ในดวงตาสีดำอมม่วงทั้งสองข้างของยูหลัว นอกเหนือจากความตกตะลึงแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกที่แปลกประหลาดอยู่เล็กน้อย

หากจะกล่าวว่า ในตอนแรก ยูหลัวรู้สึกว่าการที่สามีนาย​หญิงคนนี้สามารถแต่งงานกับนายหญิงได้นั้น ช่างเป็นโชคดีที่ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานเสียจริง!

และเมื่อค่อยๆค้นพบในภายหลังว่า อันที่จริงแล้วคนผู้นี้เอง ก็เป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียรที่ผิดมนุษย์มนาคนหนึ่ง การทะลวงขอบเขตของเขานั้นง่ายดายราวกับดื่มน้ำ

หน้าตาก็หล่อเหลาดูสบายตา เป็นไอ้หนุ่มหน้าขาวอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ก็แทบจะไม่เคยตื่นตระหนกต่ออันตราย มีอากัปกิริยาที่สงบนิ่ง ซึ่งก็ดูเหมือนว่ากับนายหญิงแล้ว…จะเรียกได้ว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง

แต่เมื่อมาถึงตอนนี้...

“นายหญิงนี่…ไปเก็บของล้ำค่าขนาดนี้มาจากที่ไหนกันนะ?!”

เขา…เขาช่างหอมหวานเสียจริง!

สายตาที่ยูหลัวมองไปยังลู่เย่ ในตอนนี้ได้เจือไปด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดอยู่เล็กน้อย

เวลาผ่านไปอีกสิบนาที ความชำนาญในการใช้จิตสัมผัสของลู่เย่ก็เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง แทบจะได้สัมผัสกับประตูสู่การเป็นนักบำเพ็ญวิญญาณอย่างเป็นทางการแล้ว

ในตอนนี้ เขาสามารถควบคุมถ้วยน้ำ กาน้ำชา และสิ่งของอื่นๆบนโต๊ะให้ลอยอยู่กลางอากาศได้นานสามถึงสี่นาทีอย่างสบายๆ

สีหน้าของยูหลัว ในตอนนี้ได้กลายเป็นชาชิน และเริ่มจะเคยชินกับมันแล้ว

ถึงขนาดที่ว่าหากตอนนี้มีคนมาบอกนางว่า อันที่จริงแล้วสามีนาย​หญิงเป็นปีศาจเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มาหมื่นแปดพันปี นางก็รู้สึกว่าจะสามารถเชื่อได้!

ต้องรู้ไว้ด้วยว่า นี่คือเคล็ดวิชาจิตสัมผัสระดับสวรรค์ขั้นต่ำนะ!

ในเขตแดนภาคเหนือ เกรงว่าแค่เคล็ดวิชาจิตสัมผัสระดับสีเหลืองขั้นพื้นฐานเล่มหนึ่ง ราคาก็คงจะสูงกว่าวิชาลับระดับลึกล้ำขั้นต่ำเสียอีก

ส่วนในด้านความยากนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าห่างกันราวฟ้ากับดิน

นี่ไม่ใช่ว่ายูหลัวตั้งใจจะนินทานายหญิงในใจ เพียงแต่รู้สึกว่า…ถึงแม้ว่าจะเป็นพรสวรรค์ของนายหญิงในตอนนั้น ก็คงจะไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาจิตสัมผัสลับระดับสวรรค์ขั้นต่ำจนสำเร็จขั้นพื้นฐานได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้หรอกนะ?!

“นายหญิงขออภัยด้วยค่ะ ยูหลัวไม่ได้ตั้งใจ ลบหลู่พรสวรรค์ของท่าน”

นางรีบขอโทษในใจอย่างรวดเร็ว พลางมองไปยังลู่เย่ที่ยังคงหลับตาจมดิ่งอยู่กับสมาธิ ก็รู้สึกว่าร่างกายชาไปกว่าครึ่งแล้ว

นางนำเคล็ดวิชาเล่มนี้ออกมา แต่เดิมตั้งใจจะลองดู ให้สามีนาย​หญิงขัดเกลาอยู่สักครึ่งปีหนึ่งปี เพื่อดูว่าจะสามารถฝึกฝนจนสำเร็จขั้นพื้นฐานได้หรือไม่

และแล้วในตอนนั้นเอง กาน้ำชาที่ลอยอยู่กลางอากาศมาโดยตลอดก็พลันร่วงหล่นลงมา ก่อนจะกระแทกเข้ากับโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’

เพราะว่ายูหลัวยังคงจมอยู่ในความตกตะลึงและชาชิน ในตอนแรกจึงยังไม่ได้สติกลับมา จนกระทั่งกาน้ำชาหล่นลงไปบนพื้นแล้วแตกออก ถึงค่อยได้สติกลับมา

“เจ็ดนาที…ครั้งนี้กลับสามารถทำได้นานเกือบเจ็ดนาทีงั้นรึ?!”

เพราะการที่สามารถใช้พลังจิตพยุงกาน้ำชาใบหนึ่งให้อยู่กลางอากาศได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสิบนาที หรือก็คือเวลาประมาณครึ่งก้านธูป ก็จะเท่ากับว่ามีคุณสมบัติที่จะบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นนักบำเพ็ญวิญญาณที่แท้จริงได้

และสถานะของสามีนาย​หญิงในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าใกล้เคียงอย่างยิ่งยวดแล้ว!

เมื่อมองดูกาน้ำชาที่แตกละเอียดใบนั้น หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ยูหลัวก็หันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

“ท่านรอสักครู่นะคะ ข้าจะไปซื้อกาน้ำชามาให้ท่านสักสองสามใบ”

นางชดใช้เงินค่ากาน้ำชาที่แตกในห้อง จากนั้นก็ซื้อกาน้ำชาที่มีขนาดใกล้เคียงกันมาอีกหลายใบ…ก่อนจะนำมาวางไว้บนโต๊ะ เพื่อให้ลู่เย่ได้ฝึกฝนต่อไป

ณ เขาอู๋เซี่ยง

เมื่อมองดูเทือกเขาที่ทอดยาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกว่าภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ดูเหมือนว่าจะยังคงติดตาตรึงใจอยู่

“รอให้ถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สี่ แล้วค่อยลงเขาไปสักเที่ยว พอถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด…ก็กลับไปอีกเที่ยว!”

เจียงหลิงเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบวางแผนเล็กๆไว้ในใจ

แบบนี้แล้ว การบำเพ็ญเพียร ก็จะมีแรงผลักดันมากขึ้น!

“แผนการนี้ สมองต้องใช้อย่างนี้นี่เอง…ข้าช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ”

เมื่อตามศิษย์พี่อวี๋อวี่เข้าไปในนิกาย อวี๋อวี่ก็หันกลับมาพูดว่า “ศิษย์น้อง เจ้าตามข้ามา เราไปรับของประจำเดือนของศิษย์กัน”

ในฐานะที่เป็นศิษย์ของนิกายอู๋เซี่ยง ทุกเดือนจะสามารถรับทรัพยากรประจำเดือนได้ตามลำดับ

เจียงหลิงเยว่ในฐานะศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสในนิกาย มาตรฐานทรัพยากรของนางจึงเป็นรองเพียงแค่ศิษย์สายตรงของประมุขเท่านั้น และเพราะว่ารู้ดีว่าเจียงหลิงเยว่เพิ่งจะเข้านิกายได้ไม่นาน อวี๋อวี่จึงพานางไปยังยอดเขาโอสถเพื่อรับทรัพยากร

ในขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังยอดเขาโอสถ อวี๋อวี่ก็กระซิบเสียงเบา

“ของประจำเดือนของเรา คือยาเม็ดปราณก่อกำเนิดหกเม็ด ซึ่งรับประกันว่าจะมีระดับสูงอย่างน้อยหนึ่งเม็ด นอกเหนือจากนั้น ทุกเดือนยังมีคะแนนสะสมอีกห้าสิบคะแนน คะแนนสะสมในนิกายนั้น เป็นสิ่งที่ใช้ได้ทั่วไป สามารถใช้ซื้อของได้ และยังสามารถแลกเป็นเงินตำลึงได้อีกด้วย โดยทั่วไปแล้วหนึ่งคะแนนจะแลกได้หนึ่งตำลึงเงิน”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อ “แต่ว่า แทบจะไม่มีใครนำคะแนนสะสมไปแลกเป็นเงินตำลึงหรอกนะ”

เจียงหลิงเยว่พยักหน้า “ศิษย์พี่ เรื่องนี้ข้าก็ได้ยินมาบ้างแล้วค่ะ คะแนนสะสมสามารถแลกวิชาลับได้ และยังสามารถแลกยาเม็ดได้อีกด้วย แต่เงินตำลึงไม่สามารถแลกสิ่งเหล่านี้ได้”

ทั้งสองคนเดินไปคุยกันไป และก็ได้ขึ้นมาถึงยอดเขาโอสถแล้ว

ยอดเขาโอสถในนิกายอู๋เซี่ยงนั้น มีสถานะเป็นรองเพียงแค่ยอดเขาประมุขเท่านั้น อันที่จริงแล้ว สถานการณ์ของขุมกำลังหลายแห่งก็เป็นเช่นนี้

เพราะอย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเป็นการหลอมศาสตราวุธ การสร้างยันต์ หรือค่ายกล ก็ล้วนเป็นวิธีการภายนอกที่ใช้ในการเพิ่มความแข็งแกร่ง

มีเพียงแต่ยาเม็ดเท่านั้น หลังจากที่กินเข้าไปแล้วดูดซับ ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาจึงจะกลายเป็นของตนเองอย่างแท้จริง

บนเส้นทางที่ทอดยาวไปถึงครึ่งทางขึ้นเขาของยอดเขาโอสถ ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะมีการปรุงยาอยู่ตลอดทั้งปี จึงมีกลิ่นหอมของยาอบอวลอยู่จางๆ

ตลอดเส้นทาง ศิษย์ของยอดเขาโอสถที่ได้พบเห็น บนใบหน้าต่างก็เจือไปด้วยความหยิ่งทะนง ดูเหมือนว่าจะภาคภูมิใจในการเป็นศิษย์ของยอดเขาโอสถ

ทั้งสองคนเดินทางมาถึงครึ่งทางขึ้นเขา ทันใดนั้นกลุ่มอาคารที่ทอดยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

นอกเหนือจากนั้น กลิ่นหอมของยาในอากาศ และกลิ่นของสมุนไพรต่างๆก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น พร้อมกับมีไอร้อนจางๆแผ่ออกมาเป็นระลอก

ดวงตาทั้งสองข้างของเจียงหลิงเยว่มองไปอย่างสงสัย ก็เห็นเพียงบนป้ายที่แขวนอยู่บนอาคารข้างๆกลับมีอักษรตัวใหญ่สามตัวเขียนไว้ว่า [ตำหนักปรุงยา]

“มิน่าเล่าถึงได้มีไอร้อนจางๆแผ่ออกมา ที่แท้ก็เป็นสถานที่ปรุงยานี่เอง” เจียงหลิงเยว่เผยสีหน้าเข้าใจขึ้นมา

“ศิษย์น้อง จำไว้ให้ดีนะว่าอย่าได้ไปล่วงเกินคนบนยอดเขาโอสถง่ายๆมิเช่นนั้นแล้ว ตอนที่มารับของประจำเดือน คนที่เสียเปรียบก็มีแต่พวกเราเท่านั้น” อวี๋อวี่กระซิบเสียงเบา

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหลิงเยว่ก็รีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะโดยนิสัยแล้วนางก็ไม่ใช่คนที่ชอบล่วงเกินใครอยู่แล้ว จึงรีบเดินตามอวี๋อวี่เข้าไปในตำหนักใหญ่ข้างๆตำหนักปรุงยาทันที

อวี๋อวี่ดึงเจียงหลิงเยว่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าเคารพนบนอบออกมา

“ท่านผู้ดูแลซู ศิษย์ใต้สังกัดผู้อาวุโสโจวซาน มารับของประจำเดือนของเดือนนี้เจ้าค่ะ”

“เข้ามาสิ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากข้างใน

เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงที่เคร่งขรึม แต่เมื่อฟังแล้ว…กลับดูเหมือนจะเจือไปด้วยความเย้ายวนจางๆ

ภายในห้อง มีหญิงสาวในชุดกี่เพ้าคนหนึ่งนั่งอยู่ รูปโฉมของนางอ่อนหวานและเย้ายวน

แต่บนใบหน้ากลับดูเหมือนจะเจือไปด้วยไอเย็นจางๆทำให้เกิด…ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างหาได้ยาก

หญิงสาวในชุดกี่เพ้าที่ถูกเรียกว่าท่านผู้ดูแลซู ในมือนางกำลังถือยาเม็ดหนึ่งที่เพิ่งจะปรุงเสร็จใหม่ๆพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ

เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เอาป้ายหยกศิษย์ออกมา”

เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋อวี่และเจียงหลิงเยว่ก็รีบหยิบป้ายหยกประจำตัวของตนเองออกมา

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลังจากที่ทั้งสองคนได้รับคะแนนสะสมและเงินเดือนแล้ว ก็โค้งคำนับ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องนี้ไป

ในตอนนี้ ในใจของเจียงหลิงเยว่ ก็ได้เริ่มวางแผนขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

นางจำได้ว่า ตอนที่ลู่เย่เหม็นๆคนนั้นช่วยพี่หญิงไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็อยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณช่วงปลายแล้ว

ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่ได้สอบถามระดับพลังที่แท้จริงของเขา แต่คิดว่าขอบเขตปราณก่อกำเนิดนั้นย่อมต้องมีอย่างแน่นอน และระดับพลังก็ย่อมต้องอยู่เหนือกว่าตนเอง

นางกำขวดยาหยกเล็กๆในมือแน่น พลางคิดคำนวณในใจ

“ยาเม็ดปราณก่อกำเนิดหกเม็ด ก็พอดีเลย…ข้าสามเม็ด ลู่เย่สามเม็ด!”

นางหันกลับไปมองกลุ่มอาคารที่ทอดยาวของยอดเขาโอสถ ในใจก็รู้สึกปรารถนาอยู่บ้าง หากว่าตนเองปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดี

ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็จะสามารถปรุงยาออกมาได้มากๆ ให้ลู่เย่กลายเป็นขอบเขตเหนือสวรรค์ หรือจนถึงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 212: หากข้าปรุงยาเป็นด้วยก็คงจะดีมาก

คัดลอกลิงก์แล้ว