- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 193: จันทร์โลหิตปรากฏอีกครั้ง
บทที่ 193: จันทร์โลหิตปรากฏอีกครั้ง
บทที่ 193: จันทร์โลหิตปรากฏอีกครั้ง
บทที่ 193: จันทร์โลหิตปรากฏอีกครั้ง
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ ก็เกิดเสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งโถง เพียงแค่วันเดียว ทำเนียบศิลาจารึกตงชางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงสองครั้งสองคราเชียวรึ?!
ต้องไม่ลืมว่า อันดับสุดท้ายบนทำเนียบในปัจจุบัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีพลังในระดับขอบเขตปรมาจารย์แล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอายุไม่เกินห้าสิบปีอีก…ซึ่งอันที่จริงแล้ว การทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตเหนือสวรรค์ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์อยู่แล้ว
และพอมีข้อจำกัดเรื่องอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งทำให้มันยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
นี่ขนาดว่าหลายปีที่ผ่านมาไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆแต่พอจะเปลี่ยนที ก็เปลี่ยนถึงสองครั้งซ้อนเลยรึ?!
“แล้วเฉินเป่ยซวนผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกัน? ข้าอาศัยอยู่ในเมืองตงชางมาตลอดทั้งปี ก็คิดว่าตนเองพอจะมีความรู้อยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย”
“จริงอย่างที่ท่านว่า ชื่อนี้มันช่างไม่คุ้นหูเอาเสียเลย ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ตามหลักแล้วคนที่มีอายุต่ำกว่าห้าสิบปีแล้วสามารถบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ แถมยังเป็นปรมาจารย์ขั้นที่สามอีก! คนระดับนี้ ก็น่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแดนบูรพาตั้งนานแล้วสิ”
“เว้นเสียแต่ว่า…คนผู้นี้จะไม่ได้มาจากแดนบูรพา?”
...
ณ บริเวณที่พักของนิกายอู๋เซี่ยง ไม่เว้นแม้แต่รองเจ้าสำนักอู๋เซี่ยงที่นำทีมมาเอง ก็ยังแสดงสีหน้าทอดถอนใจออกมา
ก็เพราะนิกายอู๋เซี่ยงที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา ยังมีปรมาจารย์ขั้นต้นอยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ทว่าบนศิลาจารึกตงชางในตอนนี้ กลับปรากฏปรมาจารย์อายุต่ำกว่าห้าสิบปีขึ้นมาพร้อมกันถึงสองคน!
ข้างๆเจียงหลิงเยว่ อวี๋อวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความปรารถนาว่า “นี่สินะ คือรากฐานที่แท้จริงของแดนบูรพา? ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร”
เจียงหลิงเยว่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาในทันที เพราะนางรู้สึกตลอดเวลาว่า…ชื่อ ‘เฉินเป่ยซวน’ นี่มันมีความรู้สึกแปลกๆอยู่ชอบกล?
ราวกับว่า…นางเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
นางพยายามเค้นความทรงจำในสมองอย่างหนัก และในที่สุด ประกายความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นในหัวของเจียงหลิงเยว่!
ดูเหมือนว่านางจะนึกออกแล้ว ว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหน!
นั่นคือเมื่อเกือบสามปีก่อน ในครั้งที่นางกับพี่เขยลู่เย่เดินทางคุ้มกันภัยด้วยกัน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ได้เดินทางร่วมกัน…หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อขับไล่คนร้ายที่มาปล้นขบวนคุ้มกันภัย ในตอนนั้นพี่หญิงหลิงเซียงเคยเอ่ยถามชื่อของชายชุดดำคนนั้น!
และชายชุดดำในตอนนั้น ก็ได้ตอบว่าชื่อของเขาคือ…‘เฉินเป่ยซวน’!
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า…เฉินเป่ยซวนไม่ได้เป็นคนของแดนบูรพา แต่มาจากแดนเหนืออย่างนั้นรึ?!
….
“ชายชุดดำที่เคยช่วยชีวิตข้าไว้คนนั้น…ก็มาที่แดนบูรพาด้วยเหมือนกันงั้นหรือ?”
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า…ชายชุดดำคนนี้ ข้าต้องรู้จักเขาแน่ๆ...”
เจียงหลิงเยว่เผลอยกมือขึ้นมาเคาะศีรษะของตนเองเบาๆราวกับว่ากำลังพยายามใช้วิธีทางกายภาพเพื่อซ่อมแซมและเพิ่มพูนสติปัญญาของตัวเอง
พอนึกถึงที่เคยสงสัยว่าชายชุดดำคนนั้นอาจจะเป็นคนไม่ดีอย่างลู่เย่ ณ ตอนนี้ ความคิดนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าในตอนนั้นเจ้าคนไม่ดีนั่นจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม แต่พอได้ยินชื่อนี้อีกครั้งในวันนี้ เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกว่า...บางทีก่อนหน้านี้ เจ้าคนไม่ดีนั่นอาจจะกำลังโกหกนางอยู่ก็เป็นได้?
“คิดไม่ออก ช่างมันเถอะ…เอาเป็นว่าไว้ถึงตอนนั้น ลองหาคำถามเล็กๆน้อยๆไปล่อลวงลู่เย่ดู ไม่แน่ว่าอาจจะหลอกล่อให้เขาเผยอะไรบางอย่างออกมาก็ได้” เจียงหลิงเยว่กำหมัดแน่น ในใจก็เริ่มวางแผนแล้วว่าจะส่งข้อความไปหาลู่เย่ได้อย่างไร
...
หลังจากงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมืองสิ้นสุดลง งานชุมนุมแลกเปลี่ยนก็ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ลานกว้างตงชาง
ทันใดนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็นำของล้ำค่าที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนเองหมายปอง
เมื่อลู่เย่และเฉินหลิงเซียงซึ่งแปลงโฉมแล้วเดินทางมาถึงลานกว้าง เฉินหลิงเซียงก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะตามหาเม็ดยาเหนือสวรรค์ในทันที…หากแต่นางเดินไปยังเบื้องหน้าศิลาจารึกตงชาง แล้วพินิจพิจารณาอย่างตั้งใจอีกครั้งหนึ่ง
และพอได้เห็นชื่อ ‘เฉินเป่ยซวน’ ที่ลู่เย่ใช้ปรากฏอยู่บนอันดับที่ยี่สิบสอง เฉินหลิงเซียงก็คาดเดาความจริงได้ในทันที
คุณชายลู่ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดอย่างแน่นอน!
มิฉะนั้นแล้ว หากเขาใช้ดาบท่าเดียวกับในครั้งนั้นอีกครั้ง การที่จะพุ่งตรงเข้าไปติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรก ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เฉินหลิงเซียงทอดสายตามองลู่เย่ที่กำลังเดินดูแผงค้าแลกเปลี่ยนอยู่ไม่ไกล ในใจก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
ในวัยที่อ่อนแอที่สุด กลับได้พบพานคนที่ถูกใจที่สุด...การเป็นทายาทตระกูลเฉินแห่งบุปผาร่วงโรยผู้บรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์ แม้จะเป็นเกียรติยศ แต่ทว่ามันก็เป็นพันธนาการเช่นกัน
...
อีกด้านหนึ่ง ลู่เย่ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกซับซ้อนในใจของเฉินหลิงเซียงเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนนี้เขากำลังเดินดูแผงค้าชั่วคราวบนลานกว้าง และก็ได้เห็นของแปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในวันปกติอยู่มากมาย
ครู่ต่อมา เฉินหลิงเซียงก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา
“คุณชายเฉิน เห็นของที่ถูกใจบ้างหรือยังเจ้าคะ?”
“ก็แค่เดินดูไปเรื่อยๆยังไม่เห็นอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ” ลู่เย่เอ่ยถามกลับ “แล้วเจ้าล่ะ เห็นเม็ดยาเหนือสวรรค์บ้างหรือไม่?”
เฉินหลิงเซียงเผยรอยยิ้มงดงาม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “อันที่จริงแล้ว แผงค้าแลกเปลี่ยนบนลานกว้างตอนกลางวัน โดยพื้นฐานแล้วจะไม่ค่อยมีของล้ำค่าอะไรปรากฏออกมาหรอกเจ้าค่ะ”
“ถ้าหากอยากจะตามหาของดีๆก็ยังคงต้องไปที่โรงประมูลอยู่ดี เพียงแต่ว่าในช่วงงานชุมนุมแลกเปลี่ยน โรงประมูลจะไม่ได้ใช้เงินตำลึงในการประมูล หากแต่จะใช้วิธีการประมูลตามความต้องการของเจ้าของสินค้า”
“ตัวอย่างเช่น มีเจ้าของสินค้านำเม็ดยาเหนือสวรรค์ออกมา และเงื่อนไขของเขาอาจจะเป็นการนำสมุนไพรวิญญาณระดับสามมาแลก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ใครที่สามารถเสนอราคาบนพื้นฐานเงื่อนไขนี้ได้สูงที่สุด สินค้าชิ้นนั้นก็จะตกเป็นของคนผู้นั้นไป”
พอได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็พลันแสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้ารับ…เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาร่วมงานชุมนุมแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่อย่างนี้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆภายในงานมากนัก
และพอได้ฟังคำอธิบายของเฉินหลิงเซียงจบ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็รอตอนกลางคืน แล้วค่อยไปที่โรงประมูลดูก็แล้วกัน” ลู่เย่กล่าว
ทันทีที่พูดจบ หางตาของลู่เย่ก็เหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่งที่คุ้นตาเป็นอย่างยิ่งบนแผงค้าแผงหนึ่ง…นั่นคือแผนที่หนังสัตว์แผ่นหนึ่ง
พอได้เห็นสิ่งนี้ ลู่เย่ก็มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเองยิ่งขึ้น แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าแผนที่ขุมทรัพย์ในหุบเขาปลิดวิญญาณนี้ เป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดีบางคนที่สร้างขึ้นมา ก็เพื่อหลอกล่อให้คนเข้าไปสังเวยชีวิตในหุบเขาปลิดวิญญาณนั่นเอง
ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่อสูรหน้าคนตัวก่อนหน้านี้จะถูกเลี้ยงขึ้นมาด้วยวิธีนี้
และแน่นอนว่าการที่ค่ายกลผนึกถูกทำลาย อสูรหน้าคนเองก็ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
...
ณ เมืองเมฆาใบไม้ ตระกูลเจียง
เจียงชิงเกอนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องฝึกยุทธ์ พลันกลิ่นอายพลังที่ไม่ธรรมดาสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างอรชรของนาง ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา
นับตั้งแต่ลู่เย่จากเมืองเมฆาใบไม้เพื่อมุ่งหน้าไปยังแดนบูรพา ก็เป็นเวลาเกือบสิบวันแล้ว ซึ่งในตอนนี้ระดับพลังของเจียงชิงเกอก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่ได้สำเร็จ
นอกจากนี้ สาวใช้จากร้านของจีโยวหลัวที่เคยมาหาก่อนหน้านี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้นำคัมภีร์วิทยายุทธ์มามอบให้กับนางอีกครั้ง….ถึงแม้ว่านางจะไม่ค่อยอยากจะรับน้ำใจที่หยิบยื่นมาให้ครั้งแล้วครั้งเล่าสักเท่าไหร่ แต่ทว่าในตอนที่ได้เห็นเคล็ดวิชาในคัมภีร์เล่มนี้ เจียงชิงเกอก็เผลอไผลจมดิ่งเข้าไปในนั้นโดยไม่รู้ตัว
และหลังจากที่เปลี่ยนมาฝึกฝนวิชานี้ เจียงชิงเกอก็รู้สึกว่าความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนาง…ดูเหมือนว่าจะรวดเร็วจนน่าตกใจ!
เพียงแค่สิบกว่าวันเท่านั้น นางก็สามารถทะลวงจากขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สามสู่ขั้นที่สี่ได้แล้ว…ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถนำมาเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘พรสวรรค์ไม่ดี’ ได้อีกต่อไปโดยสิ้นเชิง
ในไม่ช้า ดวงอาทิตย์ยามอัสดงก็สาดส่องแสงสุดท้าย ก่อนจะลับหายไปจากขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันนั้น ดวงจันทร์กระจ่างใสก็ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้ายามราตรี
พอย่างเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน เจียงชิงเกอก็รู้สึกได้ในทันทีว่าความเร็วในการรวบรวมปราณต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินของนางได้เพิ่มสูงขึ้นอีกระดับหนึ่งอย่างเงียบงัน
และในตอนนั้นเอง บนพื้นผิวของดวงจันทร์ที่เคยสุกใสไร้มลทิน กลับมีเส้นสายสีแดงโลหิตจางๆปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ในทันใดนั้น ภายในร่างของเจียงชิงเกอก็ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกกระตุ้น พร้อมกับปราณต้นกำเนิดอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งที่พวยพุ่งออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของตันเถียน!
ทว่าปราณต้นกำเนิดสายนี้ไม่ได้เกรี้ยวกราด หากแต่ให้ความรู้สึกราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของนางมาตั้งแต่แรก จึงสามารถหลอมรวมได้อย่างง่ายดาย
และเมื่อเจียงชิงเกอใช้เวลาอยู่พักหนึ่งในการรวบรวมปราณสายนั้นจนหมดสิ้น ระดับพลังของนางก็ทะยานสูงขึ้นอีกครั้ง...
“ข้า…ข้าบรรลุขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่หกแล้วรึ?!”
ในชั่วพริบตานั้น เจียงชิงเกอก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก การบำเพ็ญเพียร…กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
และในขณะที่ดวงจันทร์บนฟากฟ้าเริ่มปรากฏเส้นสายสีเลือด ณ เมืองตงชาง
ชายในชุดคลุมสีดำคนหนึ่งซึ่งถูกผู้คนรายล้อมอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลันในแววตาของเขาก็ฉายแววคลั่งไคล้อย่างรุนแรง
“ดี! ดีมาก! ยิ่งจันทร์โลหิตปรากฏบ่อยครั้งเท่าไหร่ พลังของท่านประมุขก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเร็วเท่านั้น!”
(จบตอน)