- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!
บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!
บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!
บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!
ลู่เย่กุมมือของเจียงชิงเกอเอาไว้ ก่อนจะถ่ายทอดปราณก่อกำเนิดอันบริสุทธิ์ของขั้นปรมาจารย์เข้าไปสิบกว่าสาย แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าช่วยเร่งความเร็วให้เจ้านิดหน่อย จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ได้อย่างแท้จริง”
“ขอบคุณมาก!” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ลู่เย่พบหน้า เขาก็มักจะถ่ายทอดปราณบางส่วนเข้ามาในร่างของนางเสมอ
ซึ่งทุกครั้งที่ได้รับการถ่ายทอดพลัง ถึงแม้ว่าเจียงชิงเกอจะยังไม่มีพลังยุทธ์เป็นของตัวเอง แต่นางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสภาพของลู่เย่ไม่ได้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมเหมือนในตอนแรก
เเสดงว่าการทำเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมายเสียหน่อย” ลู่เย่โบกมืออย่างสบายๆ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาช่วยถ่ายทอดพลังให้เจียงชิงเกอ เขาก็ได้ส่งมอบปราณก่อกำเนิดของขั้นปรมาจารย์เข้าไปแล้วราวๆหนึ่งในสิบส่วน
แต่โชคดีที่คัมภีร์ดาราโบราณมีอัตราการดูดซับพลังที่น่าสะพรึงกลัว ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบเมืองเมฆาใบไม้จะมีปราณฟ้าดินเบาบาง แต่เพียงแค่คืนเดียว ก็เพียงพอที่จะฟื้นฟูพลังให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้…ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรที่ร้ายแรงนัก
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของลู่เย่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปยังมุมหนึ่งบนหลังคาอย่างแนบเนียน
ดูท่าว่ายูหลัวคนนี้ จะแอบย่องมาอีกแล้ว ทั้งๆที่ยังเป็นเวลากลางวันแสกๆ
ลู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ประมุขนิกายยูหลัวผู้เป็นถึงหนึ่งในสี่ขุมอำนาจใหญ่แห่งดินแดนโกลาหล เหตุใดถึงได้ชอบทำตัวลับๆล่อๆเช่นนี้กันนะ
…..
ณ เรือนเล็กที่อยู่ติดกัน
เจียงหลิงเยว่ที่เดิมทีกำลังฝึกดาบอยู่ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอย่างยิ่งดังแว่วมา ทำเอานางอดที่จะพึมพำอย่างขุ่นเคืองไม่ได้
“เจ้าลู่เย่ตัวร้าย! พอย้ายไปอยู่เรือนของพี่หญิง ก็ไม่กล้ามาหาข้าอีกเลย…ขี้ขลาดชะมัด!”
ทันใดนั้น ดวงตาของเจียงหลิงเยว่ก็พลันกลอกไปมา ก่อนที่นางจะย่องไปที่กำแพงอย่างเงียบเชียบ พยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง แล้วจึงปีนขึ้นไปบนกำแพงเพื่อแอบมองไปยังเรือนของพี่สาวที่อยู่ข้างๆ
และในขณะเดียวกันนั้นเอง หลังจากที่ความรู้สึกซาบซึ้งใจจางลง เจียงชิงเกอก็มองไปยังลู่เย่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พลางเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“ข้า...ข้าขอจูบท่านสักครั้งได้หรือไม่?”
ในทันใดนั้นเอง ร่างทั้งสองที่อยู่บนหลังคาและที่มุมกำแพงข้างๆก็พลันสะท้านเฮือกขึ้นมาพร้อมกัน
“เรื่องแบบนั้น...ย่อมไม่ได้เด็ดขาด!” เจียงหลิงเยว่เบิกตากว้าง
ส่วนบนหลังคา ยูหลัวแทบจะควบคุมปราณของตนเองไว้ไม่อยู่จนเกือบจะเผลอเหยียบหลังคาให้เป็นรูไปแล้ว
แม้ว่าเมื่อหลายวันก่อน นางจะได้ยินนายหญิงเรียกเขาว่า ‘สามี’ มาบ้างแล้ว แต่ในแง่ของคำพูดนั้น ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ยูหลัวก็ค่อยๆทำใจยอมรับได้แล้ว
แต่ตอนนี้...เรื่องมันกลับยกระดับมาถึงขั้นนี้แล้วอย่างนั้นหรือ?!
แบบนั้นมันจะไปได้ได้อย่างไรกัน แค่กลางวันแสกๆยังกล้าจูบกัน แล้วถ้าเป็นตอนกลางคืนล่ะ...ยูหลัวแทบไม่กล้าจะคิดต่อเลย!
ในใจของยูหลัวพลันตื่นตระหนกขึ้นมา เพราะที่ผ่านมานายหญิงฝึกฝนวิชาระดับจักรพรรดิมาโดยตลอด ซึ่งก็มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ ก่อนที่จะบรรลุถึงระดับขั้นที่กำหนดและผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปได้นั้น จะต้องไม่เสียพรหมจรรย์เป็นอันขาด
มิเช่นนั้น หากสูญเสียพลังหยินบริสุทธิ์ไป ไม่เพียงแต่พลังยุทธ์จะตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว แถมความเร็วในการฝึกฝนก็จะเชื่องช้าลงไปตลอดกาล และทั้งชีวิตนี้ก็จะไม่มีวันได้แตะต้องขอบเขตแห่งจักรพรรดิอีกเลย!
แต่ถ้ารอจนกระทั่งนายหญิงผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปแล้ว ถึงตอนนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณบริสุทธิ์ของนายหญิงยังสามารถช่วยให้อีกฝ่ายพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้อีกด้วย!
ทว่า...เมื่อดูจากท่าทีของนายหญิงแล้ว ดูเหมือนว่านางจะชอบเจ้าลู่เย่ที่พูดจายียวนกวนประสาทคนนี้เข้าจริงๆ
และหากลู่เย่ต้องการขึ้นมาจริงๆ... ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่นายหญิงจะยอมมอบให้
ในชั่วขณะนั้น ยูหลัวรู้สึกราวกับว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมา บนใบหน้าเล็กๆที่ดูเย็นชามาแต่กำเนิด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
นางควรจะทำอย่างไร ถึงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้?
ในขณะที่จิตใจกำลังสับสนวุ่นวาย เมื่อมองลงไปยังลานบ้าน ก็เห็นนายหญิงประทับรอยจูบลงบนแก้มของลู่เย่แผ่วเบาด้วยความเขินอายอย่างสุดซึ้ง ภาพนั้นทำเอายูหลัวร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
หากเป็นไปได้ ยูหลัวถึงกับคิดไปไกลว่า ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ให้นางเป็นคนรับความทุกข์ทรมานแทนนายหญิงเสียเองก็แล้วกัน…ทำแบบนี้ ก็น่าจะช่วยให้นายหญิงไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากได้ใช่หรือไม่?
ในขณะเดียวกัน ลู่เย่เองก็รู้สึกจนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะด้วยประสาทสัมผัสของเขา ไม่ว่าจะเป็นยูหลัว หรือเจียงหลิงเยว่ที่แอบอยู่ตรงมุมกำแพง ก็ล้วนไม่อาจหลบซ่อนจากสัมผัสทั้งห้าของเขาไปได้
คนสองคนนี้...มีรสนิยมแปลกประหลาดอะไรกันนักหนา?
เพราะไม่อยากถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ลู่เย่จึงรีบออกจากจวนสกุลเจียงไปในเวลาไม่นาน
….
ครู่ต่อมา ณ ตรอกซอยแห่งหนึ่ง
เมื่อมองยูหลัวที่ปรากฏตัวขึ้นมา ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า
“เจ้าสติไม่ดีหรืออย่างไร? นี่มันกลางวันแสกๆเจ้าวิ่งเข้าไปในจวนสกุลเจียง ไม่กลัวว่าจะมีคนพบเห็นรึไง?”
ยูหลัวถึงกับตกตะลึง นางยืนตะลึงฟังคำพูดของลู่เย่ สมองยังคงประมวลผลไม่ทัน
หากเป็นไปตามนิสัยเดิมๆของยูหลัว ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่างไรเสียนางก็คงต้องใช้กำปั้นพูดคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่องกันไปข้างหนึ่ง
แต่พอนึกถึงฐานะของลู่เย่ขึ้นมา ยูหลัวก็พลันรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที นางก้มหน้าลงพลางเอ่ยเสียงอ่อย
“ข้าผิดไปแล้ว”
เมื่อเห็นภาพนั้น ลู่เย่กลับรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เพราะเขาเตรียมใจที่จะฟังคำโต้แย้งของยูหลัวไว้แล้ว แต่กลับไม่คิดเลยว่านางจะยอมรับผิดอย่างง่ายดายเช่นนี้
“เอ่อ..เจ้า...เจ้าช่วยอย่า... เอ่อ... ทำเรื่องแบบนั้นกับนายหญิงได้หรือไม่?” หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ยูหลัวก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา แม้ว่าใบหน้าเล็กๆของนางจะฉายแววเขินอายอยู่บ้างก็ตาม
แต่เพื่ออนาคตทางการฝึกยุทธ์ของนายหญิงแล้ว นางก็ยังคงตัดสินใจพูดมันออกมา
ครู่ต่อมา หลังจากฟังเรื่องราวจากยูหลัวจนจบ คิ้วของลู่เย่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“เจ้ากำลังจะบอกว่า นางฝึกฝนวิชา ‘เก้าอเวจีฟีนิกซ์สวรรค์’ และก่อนที่จะผ่านการเปลี่ยนแปลงเป็นฟีนิกซ์สวรรค์ได้นั้น จะต้องไม่สูญเสียพลังปราณบริสุทธิ์ไปอย่างนั้นรึ?”
“ใช่แล้ว ได้โปรด...ได้โปรดช่วยอดทนอย่าเพิ่งรังแก...อย่าเพิ่งรังแกนายหญิงเลยได้หรือไม่?” ยูหลัวกล่าวเสียงแผ่ว
จากนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ นางพลันเคลื่อนร่างมาอยู่ตรงหน้าลู่เย่ในชั่วพริบตา
“เรื่องที่นายหญิงทำได้...ให้ยูหลัวทำแทนนางไปก่อนจะได้หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่ายูหลัวทำท่าจะยื่นหน้าเข้ามาจูบจริงๆสีหน้าของลู่เย่ก็พลันมืดครึ้มลง ก่อนจะใช้มือยันศีรษะของนางที่กำลังค่อยๆโน้มเข้ามาเอาไว้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
ไอ้เรื่องแบบนี้ มันจะมาทำแทนกันได้ด้วยหรือ?
พอถูกลู่เย่ใช้มือยันศีรษะเอาไว้ เดิมทียูหลัวก็ยังคิดจะพูดอะไรต่อ…แต่ทันใดนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
หลังจากฟังข้อความในยันต์จบ สีหน้าของยูหลัวก็เปลี่ยนไปในทันที นางเงยหน้าขึ้นมองลู่เย่
“คนของข้า ดูเหมือนว่าจะเจอตัวเจ้าของไอมารที่หลบหนีออกมาจากทุ่งร้างหินทมิฬนั่นแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของลู่เย่ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาเช่นกัน
“นำทางไป”
….
ณ ป่าไอพิษที่ห่างจากเมืองเมฆาใบไม้ไปราวเจ็ดถึงแปดร้อยลี้
ภายในป่าเต็มไปด้วยไอพิษหนาทึบ ทั้งยังมีงู แมลง หนู มด และอสูรมีพิษนานาชนิดปรากฏขึ้นไม่หยุดหย่อน
สถานที่ที่เต็มไปด้วยไอพิษเช่นนี้ ตามปกติแล้ว ควรจะเป็นที่รกร้างไร้ผู้คนจึงจะถูก…ทว่า ณ ขณะนี้ ภายในป่าไอพิษ บนลานกว้างแห่งหนึ่ง กลับมีคนกลุ่มหนึ่งกระจายตัวกันอยู่
ผู้ที่เป็นหัวหน้าคือชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าแฝงแววอำมหิต…ในขณะนั้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นกำลังรับไหโลหิตสดๆสองสามใบที่คนกลุ่มหนึ่งควบม้าเร็วส่งมาให้ พลางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า
“นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว ได้ของมาแค่นี้เองรึ?”
“ท่านผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากจะนำมาส่งให้มากกว่านี้ แต่สถานการณ์ข้างนอกตอนนี้มันเข้มงวดมากจริงๆเรียกได้ว่ามีแต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์นำทีมลาดตระเวนอยู่ทุกหนแห่ง มันเลยลงมือได้ไม่ง่ายเลยขอรับ” หัวหน้าหน่วยที่นำของมาส่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ไร้ประโยชน์ พวกเจ้ารับของแล้วก็ไสหัวไปซะ”
ชายวัยกลางคนมองเหล่าสาวกนิกายสามหยินด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะโยนขวดยาเม็ดสีดำสนิทขวดหนึ่งให้ แล้วเอ่ยเสียงเย็น
“ขอบพระคุณท่านผู้พิทักษ์ที่ประทานรางวัลให้!” หัวหน้าหน่วยรีบรับขวดยาสีดำนั้นไว้ราวกับได้ของล้ำค่า ก่อนจะรีบนำคนของตนออกจากป่าไอพิษแห่งนี้ไปทันที
จนกระทั่งเดินพ้นออกมาจากป่าหมอกแล้วนั่นแหละ คนกลุ่มนั้นถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
การติดต่อกับพวกปีศาจที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อยเช่นนั้น หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของตนเองก็คงจะไม่ได้ย่างกรายออกมาจากป่าหมอกนั่นอีก
(จบตอน)