เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!

บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!

บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!


บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!

ลู่เย่กุมมือของเจียงชิงเกอเอาไว้ ก่อนจะถ่ายทอดปราณก่อกำเนิดอันบริสุทธิ์ของขั้นปรมาจารย์เข้าไปสิบกว่าสาย แล้วจึงเอ่ยขึ้น

“ข้าช่วยเร่งความเร็วให้เจ้านิดหน่อย จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ได้อย่างแท้จริง”

“ขอบคุณมาก!” เจียงชิงเกอกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ลู่เย่พบหน้า เขาก็มักจะถ่ายทอดปราณบางส่วนเข้ามาในร่างของนางเสมอ

ซึ่งทุกครั้งที่ได้รับการถ่ายทอดพลัง ถึงแม้ว่าเจียงชิงเกอจะยังไม่มีพลังยุทธ์เป็นของตัวเอง แต่นางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสภาพของลู่เย่ไม่ได้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมเหมือนในตอนแรก

เเสดงว่าการทำเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมายเสียหน่อย” ลู่เย่โบกมืออย่างสบายๆ

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาช่วยถ่ายทอดพลังให้เจียงชิงเกอ เขาก็ได้ส่งมอบปราณก่อกำเนิดของขั้นปรมาจารย์เข้าไปแล้วราวๆหนึ่งในสิบส่วน

แต่โชคดีที่คัมภีร์ดาราโบราณมีอัตราการดูดซับพลังที่น่าสะพรึงกลัว ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบเมืองเมฆาใบไม้จะมีปราณฟ้าดินเบาบาง แต่เพียงแค่คืนเดียว ก็เพียงพอที่จะฟื้นฟูพลังให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้…ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรที่ร้ายแรงนัก

ทันใดนั้นเอง สีหน้าของลู่เย่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปยังมุมหนึ่งบนหลังคาอย่างแนบเนียน

ดูท่าว่ายูหลัวคนนี้ จะแอบย่องมาอีกแล้ว ทั้งๆที่ยังเป็นเวลากลางวันแสกๆ

ลู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ประมุขนิกายยูหลัวผู้เป็นถึงหนึ่งในสี่ขุมอำนาจใหญ่แห่งดินแดนโกลาหล เหตุใดถึงได้ชอบทำตัวลับๆล่อๆเช่นนี้กันนะ

…..

ณ เรือนเล็กที่อยู่ติดกัน

เจียงหลิงเยว่ที่เดิมทีกำลังฝึกดาบอยู่ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอย่างยิ่งดังแว่วมา ทำเอานางอดที่จะพึมพำอย่างขุ่นเคืองไม่ได้

“เจ้าลู่เย่ตัวร้าย! พอย้ายไปอยู่เรือนของพี่หญิง ก็ไม่กล้ามาหาข้าอีกเลย…ขี้ขลาดชะมัด!”

ทันใดนั้น ดวงตาของเจียงหลิงเยว่ก็พลันกลอกไปมา ก่อนที่นางจะย่องไปที่กำแพงอย่างเงียบเชียบ พยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง แล้วจึงปีนขึ้นไปบนกำแพงเพื่อแอบมองไปยังเรือนของพี่สาวที่อยู่ข้างๆ

และในขณะเดียวกันนั้นเอง หลังจากที่ความรู้สึกซาบซึ้งใจจางลง เจียงชิงเกอก็มองไปยังลู่เย่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พลางเอ่ยถามเสียงเบาว่า

“ข้า...ข้าขอจูบท่านสักครั้งได้หรือไม่?”

ในทันใดนั้นเอง ร่างทั้งสองที่อยู่บนหลังคาและที่มุมกำแพงข้างๆก็พลันสะท้านเฮือกขึ้นมาพร้อมกัน

“เรื่องแบบนั้น...ย่อมไม่ได้เด็ดขาด!” เจียงหลิงเยว่เบิกตากว้าง

ส่วนบนหลังคา ยูหลัวแทบจะควบคุมปราณของตนเองไว้ไม่อยู่จนเกือบจะเผลอเหยียบหลังคาให้เป็นรูไปแล้ว

แม้ว่าเมื่อหลายวันก่อน นางจะได้ยินนายหญิงเรียกเขาว่า ‘สามี’ มาบ้างแล้ว แต่ในแง่ของคำพูดนั้น ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ยูหลัวก็ค่อยๆทำใจยอมรับได้แล้ว

แต่ตอนนี้...เรื่องมันกลับยกระดับมาถึงขั้นนี้แล้วอย่างนั้นหรือ?!

แบบนั้นมันจะไปได้ได้อย่างไรกัน แค่กลางวันแสกๆยังกล้าจูบกัน แล้วถ้าเป็นตอนกลางคืนล่ะ...ยูหลัวแทบไม่กล้าจะคิดต่อเลย!

ในใจของยูหลัวพลันตื่นตระหนกขึ้นมา เพราะที่ผ่านมานายหญิงฝึกฝนวิชาระดับจักรพรรดิมาโดยตลอด ซึ่งก็มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ ก่อนที่จะบรรลุถึงระดับขั้นที่กำหนดและผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปได้นั้น จะต้องไม่เสียพรหมจรรย์เป็นอันขาด

มิเช่นนั้น หากสูญเสียพลังหยินบริสุทธิ์ไป ไม่เพียงแต่พลังยุทธ์จะตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว แถมความเร็วในการฝึกฝนก็จะเชื่องช้าลงไปตลอดกาล และทั้งชีวิตนี้ก็จะไม่มีวันได้แตะต้องขอบเขตแห่งจักรพรรดิอีกเลย!

แต่ถ้ารอจนกระทั่งนายหญิงผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปแล้ว ถึงตอนนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณบริสุทธิ์ของนายหญิงยังสามารถช่วยให้อีกฝ่ายพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้อีกด้วย!

ทว่า...เมื่อดูจากท่าทีของนายหญิงแล้ว ดูเหมือนว่านางจะชอบเจ้าลู่เย่ที่พูดจายียวนกวนประสาทคนนี้เข้าจริงๆ

และหากลู่เย่ต้องการขึ้นมาจริงๆ... ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่นายหญิงจะยอมมอบให้

ในชั่วขณะนั้น ยูหลัวรู้สึกราวกับว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมา บนใบหน้าเล็กๆที่ดูเย็นชามาแต่กำเนิด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี

นางควรจะทำอย่างไร ถึงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้?

ในขณะที่จิตใจกำลังสับสนวุ่นวาย เมื่อมองลงไปยังลานบ้าน ก็เห็นนายหญิงประทับรอยจูบลงบนแก้มของลู่เย่แผ่วเบาด้วยความเขินอายอย่างสุดซึ้ง ภาพนั้นทำเอายูหลัวร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา

หากเป็นไปได้ ยูหลัวถึงกับคิดไปไกลว่า ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ให้นางเป็นคนรับความทุกข์ทรมานแทนนายหญิงเสียเองก็แล้วกัน…ทำแบบนี้ ก็น่าจะช่วยให้นายหญิงไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากได้ใช่หรือไม่?

ในขณะเดียวกัน ลู่เย่เองก็รู้สึกจนใจอยู่ไม่น้อย

เพราะด้วยประสาทสัมผัสของเขา ไม่ว่าจะเป็นยูหลัว หรือเจียงหลิงเยว่ที่แอบอยู่ตรงมุมกำแพง ก็ล้วนไม่อาจหลบซ่อนจากสัมผัสทั้งห้าของเขาไปได้

คนสองคนนี้...มีรสนิยมแปลกประหลาดอะไรกันนักหนา?

เพราะไม่อยากถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ลู่เย่จึงรีบออกจากจวนสกุลเจียงไปในเวลาไม่นาน

….

ครู่ต่อมา ณ ตรอกซอยแห่งหนึ่ง

เมื่อมองยูหลัวที่ปรากฏตัวขึ้นมา ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า

“เจ้าสติไม่ดีหรืออย่างไร? นี่มันกลางวันแสกๆเจ้าวิ่งเข้าไปในจวนสกุลเจียง ไม่กลัวว่าจะมีคนพบเห็นรึไง?”

ยูหลัวถึงกับตกตะลึง นางยืนตะลึงฟังคำพูดของลู่เย่ สมองยังคงประมวลผลไม่ทัน

หากเป็นไปตามนิสัยเดิมๆของยูหลัว ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่างไรเสียนางก็คงต้องใช้กำปั้นพูดคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่องกันไปข้างหนึ่ง

แต่พอนึกถึงฐานะของลู่เย่ขึ้นมา ยูหลัวก็พลันรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที นางก้มหน้าลงพลางเอ่ยเสียงอ่อย

“ข้าผิดไปแล้ว”

เมื่อเห็นภาพนั้น ลู่เย่กลับรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

เพราะเขาเตรียมใจที่จะฟังคำโต้แย้งของยูหลัวไว้แล้ว แต่กลับไม่คิดเลยว่านางจะยอมรับผิดอย่างง่ายดายเช่นนี้

“เอ่อ..เจ้า...เจ้าช่วยอย่า... เอ่อ... ทำเรื่องแบบนั้นกับนายหญิงได้หรือไม่?” หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ยูหลัวก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา แม้ว่าใบหน้าเล็กๆของนางจะฉายแววเขินอายอยู่บ้างก็ตาม

แต่เพื่ออนาคตทางการฝึกยุทธ์ของนายหญิงแล้ว นางก็ยังคงตัดสินใจพูดมันออกมา

ครู่ต่อมา หลังจากฟังเรื่องราวจากยูหลัวจนจบ คิ้วของลู่เย่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“เจ้ากำลังจะบอกว่า นางฝึกฝนวิชา ‘เก้าอเวจีฟีนิกซ์สวรรค์’ และก่อนที่จะผ่านการเปลี่ยนแปลงเป็นฟีนิกซ์สวรรค์ได้นั้น จะต้องไม่สูญเสียพลังปราณบริสุทธิ์ไปอย่างนั้นรึ?”

“ใช่แล้ว ได้โปรด...ได้โปรดช่วยอดทนอย่าเพิ่งรังแก...อย่าเพิ่งรังแกนายหญิงเลยได้หรือไม่?” ยูหลัวกล่าวเสียงแผ่ว

จากนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ นางพลันเคลื่อนร่างมาอยู่ตรงหน้าลู่เย่ในชั่วพริบตา

“เรื่องที่นายหญิงทำได้...ให้ยูหลัวทำแทนนางไปก่อนจะได้หรือไม่?”

เมื่อเห็นว่ายูหลัวทำท่าจะยื่นหน้าเข้ามาจูบจริงๆสีหน้าของลู่เย่ก็พลันมืดครึ้มลง ก่อนจะใช้มือยันศีรษะของนางที่กำลังค่อยๆโน้มเข้ามาเอาไว้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

ไอ้เรื่องแบบนี้ มันจะมาทำแทนกันได้ด้วยหรือ?

พอถูกลู่เย่ใช้มือยันศีรษะเอาไว้ เดิมทียูหลัวก็ยังคิดจะพูดอะไรต่อ…แต่ทันใดนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ

หลังจากฟังข้อความในยันต์จบ สีหน้าของยูหลัวก็เปลี่ยนไปในทันที นางเงยหน้าขึ้นมองลู่เย่

“คนของข้า ดูเหมือนว่าจะเจอตัวเจ้าของไอมารที่หลบหนีออกมาจากทุ่งร้างหินทมิฬนั่นแล้ว!”

เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของลู่เย่ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาเช่นกัน

“นำทางไป”

….

ณ ป่าไอพิษที่ห่างจากเมืองเมฆาใบไม้ไปราวเจ็ดถึงแปดร้อยลี้

ภายในป่าเต็มไปด้วยไอพิษหนาทึบ ทั้งยังมีงู แมลง หนู มด และอสูรมีพิษนานาชนิดปรากฏขึ้นไม่หยุดหย่อน

สถานที่ที่เต็มไปด้วยไอพิษเช่นนี้ ตามปกติแล้ว ควรจะเป็นที่รกร้างไร้ผู้คนจึงจะถูก…ทว่า ณ ขณะนี้ ภายในป่าไอพิษ บนลานกว้างแห่งหนึ่ง กลับมีคนกลุ่มหนึ่งกระจายตัวกันอยู่

ผู้ที่เป็นหัวหน้าคือชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าแฝงแววอำมหิต…ในขณะนั้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นกำลังรับไหโลหิตสดๆสองสามใบที่คนกลุ่มหนึ่งควบม้าเร็วส่งมาให้ พลางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า

“นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว ได้ของมาแค่นี้เองรึ?”

“ท่านผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากจะนำมาส่งให้มากกว่านี้ แต่สถานการณ์ข้างนอกตอนนี้มันเข้มงวดมากจริงๆเรียกได้ว่ามีแต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสวรรค์นำทีมลาดตระเวนอยู่ทุกหนแห่ง มันเลยลงมือได้ไม่ง่ายเลยขอรับ” หัวหน้าหน่วยที่นำของมาส่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ไร้ประโยชน์ พวกเจ้ารับของแล้วก็ไสหัวไปซะ”

ชายวัยกลางคนมองเหล่าสาวกนิกายสามหยินด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะโยนขวดยาเม็ดสีดำสนิทขวดหนึ่งให้ แล้วเอ่ยเสียงเย็น

“ขอบพระคุณท่านผู้พิทักษ์ที่ประทานรางวัลให้!” หัวหน้าหน่วยรีบรับขวดยาสีดำนั้นไว้ราวกับได้ของล้ำค่า ก่อนจะรีบนำคนของตนออกจากป่าไอพิษแห่งนี้ไปทันที

จนกระทั่งเดินพ้นออกมาจากป่าหมอกแล้วนั่นแหละ คนกลุ่มนั้นถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

การติดต่อกับพวกปีศาจที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อยเช่นนั้น หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของตนเองก็คงจะไม่ได้ย่างกรายออกมาจากป่าหมอกนั่นอีก

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 163 : ร่องรอยของผู้ฝึกตนสายมารในป่าไอพิษ!

คัดลอกลิงก์แล้ว