- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
เจียงหลิงเยว่ยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์กับภาพของดาบท่านั้น ที่ปลุกเร้าพลังดาบให้ปั่นป่วนไปทั่วอาณาบริเวณสามพันเมตร และทำให้แม่น้ำต้องระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
นาง...ยังไม่ได้สติกลับมาเลยด้วยซ้ำ
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกได้ว่ามีคนมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆจากด้านหลัง
นางหันกลับไปมองด้วยความสงสัย และในทันทีนั้นเอง...นางก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“เจียงชิงเกอ? เอ่อ... ไม่ใช่สิ... พี่หญิง?”
เจียงชิงเกอ: “??”
นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินน้องสาวเอ่ยชื่อจริงของนางออกมาตรงๆ หลังจากที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ในชั่วพริบตา สายตาของผู้คนรอบข้างจำนวนไม่น้อยต่างพากันหันมาจับจ้องที่คนทั้งสอง หลังจากได้ยินเสียงอุทานนั้น
“นั่นน่ะหรือคือเจียงชิงเกอแห่งตระกูลเจียง ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาใบไม้?...ช่างงดงามราวกับเทพธิดาจำแลงลงมาจริงๆ”
“มิน่าเล่าข้าถึงมองว่าเด็กสาวคนนี้ดูคล้ายกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของนางนี่เอง เพียงแต่ว่าดูเหมือนพี่น้องคู่นี้จะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นะ?”
ก็เพราะหากว่าพวกนางรักใคร่ปรองดองกันดี ก็ควรจะแสดงความเคารพและความรักใคร่ฉันพี่น้องต่อกันสิ
ไหนเลยจะมีน้องสาวที่เรียกชื่อพี่สาวของตนเองออกมาโต้งๆ เช่นนี้
ผู้คนที่เดินทางมาที่นี่จำนวนไม่น้อยล้วนเป็นคนจากเมืองเมฆาใบไม้ ในตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน
…..
เมื่อเห็นสีหน้าของพี่สาวที่ฉายแววประหลาดใจอยู่บ้าง เจียงหลิงเยว่ก็เกาหัวตัวเองด้วยความกระวนกระวายใจ
“เอ่อ... คือว่าเมื่อคืนข้านอนดึกไปหน่อยเลยยังมึนๆอยู่น่ะค่ะพี่หญิง... แล้วท่านมาที่นี่ด้วยได้อย่างไรคะ?”
ก็เมื่อคืน...ตอนที่นางได้กลิ่นของพี่หญิงมาจากบนตัวเจ้าคนเลวนั่น เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมา เลยเผลอเรียกชื่อเจียงชิงเกอออกไป
เมื่อครู่พอเห็นหน้าพี่สาวอย่างกะทันหัน ก็เลยยังไม่ทันได้ตั้งตัว เผลอหลุดปากเรียกชื่อออกไปอีก
ในอดีต เจียงชิงเกอไม่เคยสนใจการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย เจียงหลิงเยว่เองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีวันที่ได้เห็นพี่สาวของตน ณ สถานที่อื่นนอกเหนือจากสมรภูมิของผู้ฝึกยุทธ
ทำไมถึงได้รู้สึกว่า...นับตั้งแต่ที่ลู่เย่กลับมาเป็นครั้งที่สอง พี่หญิงก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ?
“พอดีว่าไม่มีอะไรทำน่ะ ได้ยินว่าที่นี่มีการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ซึ่งหาชมได้ยากในรอบหลายปี ข้าก็เลยลองมาดู” เจียงชิงเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เพราะว่าไม่มีอะไรทำ...ก็เลยขี่ม้ามาอย่างเร่งรีบ จนตอนนี้ยังหอบหายใจเล็กน้อยอยู่งั้นหรือ?
ท่าทางแบบนี้... ไม่เหมือนกับคนว่างที่ไม่มีอะไรทำอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเหมือนคนที่รีบร้อนเดินทางมาอย่างเร่งด่วนมากกว่า
เจียงหลิงเยว่เหลือบมองม้าเร็วที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของพี่สาว ก่อนจะหันกลับมามองเจียงชิงเกออีกครั้ง ในใจพลันผุดความสงสัยขึ้นมาสายหนึ่ง
ถึงแม้ว่า... ปกตินางจะไม่ค่อยได้ใช้สมองคิดอะไรมากนัก แต่คำพูดเมื่อครู่นี้ทำไมนางฟังแล้วถึงรู้สึกแปลกๆพิกล
…..
ณ กลางอากาศเหนือสมรภูมิ ลู่เย่ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาด้วยความตกตะลึง เขาก็ล้วงหยิบแหวนมิติมาจากนิ้วของปรมาจารย์ชราชุดดำร่างเตี้ยผอมที่คลุมหน้าอยู่ ก่อนจะเก็บของที่ริบมาจากเจ้าสำนักโลหิตอสูรไปอีกคน
ส่วนผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนนั้น ลู่เย่ไม่ได้คิดจะกระชากมันออก
เพราะผู้คนที่มามุงดูส่วนใหญ่ย่อมมองออกถึงที่มาของซูเหยียนที่ลงมืออย่างเต็มกำลัง และแน่นอนว่าลู่เย่เองก็ย่อมรู้เช่นกันว่าคนผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับนิกายอัสนีครามอย่างแน่นอน
ทว่า... ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นคนของนิกายอัสนีคราม ก็คงมีคนในแคว้นฝ่ายเหนือเพียงไม่กี่หยิบมือที่กล้าเอ่ยปากสนับสนุนลู่เย่
และการที่กระชากผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนออก ก็ไม่ต่างอะไรกับการกระชากผ้าผืนสุดท้ายที่ใช้ปิดบังความอัปยศของนิกายอัสนีครามทิ้งไป
นิกายที่สืบทอดกันมานับหมื่นปีเช่นนี้ ภายในย่อมต้องมีศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายอยู่อย่างแน่นอน
ชิงซวนจื่อคืออัจฉริยะรุ่นก่อนของแคว้นฝ่ายเหนือ บัดนี้หลังจากดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักมาหลายสิบปี เขาก็ได้บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นที่หกไปนานแล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าซูเหยียนเสียอีก
หากว่าเขาพกศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายมาด้วย แล้วเกิดคลุ้มคลั่งบุกมายังเมืองเมฆาใบไม้โดยไม่สนใจสิ่งใด เรื่องก็คงจะยุ่งยากไม่น้อย
ในฐานะผู้ข้ามมิติ ผู้ซึ่งได้รับการปลูกฝังความรู้และประสบการณ์จากดาวโลกมานานหลายปี
ลู่เย่รู้ดีว่า สุนัขจนตรอกย่อมกัดคน...ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบบีบคั้นให้นิกายอัสนีครามต้องคลุ้มคลั่งจนถึงขีดสุด แล้วหันมาใช้ไม้ตายสุดท้ายแบบไม่คิดชีวิตในทันที
ด้วยความเร็วในการยกระดับที่น่าสะพรึงกลัวของเขาในตอนนี้ ขอเพียงเวลาอีกไม่กี่เดือน ถึงตอนนั้นต่อให้ชิงซวนจื่อจะควักศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายออกมา... มันก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาอีกต่อไป
ในเมื่อมีนิ้วทองคำอยู่ในมือ ลู่เย่ย่อมไม่คิดจะสู้ในศึกที่ตนไม่มีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
ครู่ต่อมา ลู่เย่หยิบผงสลายกระดูกออกมาสองขวด แล้วจัดการกับศพทั้งสองทันที
….
ด้านข้าง
เซียนเมฆาสีชาดซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างเงียบๆ ในแววตาของนางก็พลันฉายแววตกตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง
“เขาสามารถอดทนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...ถึงกับไม่กระชากผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนออก?!”
“ช่างสุขุมเยือกเย็น และมีวิธีการจัดการที่เจนจัดอะไรเช่นนี้!”
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เซียนเมฆาสีชาดเชื่อว่าเกือบทุกคนคงจะอดรนทนไม่ไหว และเลือกที่จะเปิดโปงตัวตนของซูเหยียนอย่างสิ้นเชิง เพื่อทำให้นิกายอัสนีครามต้องเสียหน้าอย่างย่อยยับ
อย่างไรก็ตาม...หากทำเช่นนั้น ก็ย่อมต้องเผชิญหน้ากับการล้างแค้นอย่างสุดกำลังจากนิกายอัสนีครามอย่างแน่นอน!
ทว่า...เขากลับเลือกที่จะจัดการกับศพของซูเหยียนอย่างเรียบง่าย เซียนเมฆาสีชาดลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู
แม้แต่ตัวนางเอง หากไม่ได้อยู่ในฐานะประมุขของนิกายที่ต้องคำนึงถึงภาพรวมเป็นหลัก ก็คงจะมีความคิดที่จะเปิดโปงคนผู้นี้เช่นกัน
แต่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านางผู้นั้น กลับไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย แล้วเลือกที่จะจัดการกับซูเหยียนไปอย่างเงียบๆ...เขาช่างสุขุมเยือกเย็นเสียจริง!
ผู้ฝึกยุทธที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความสุขุมรอบคอบเช่นนี้ ทำให้ความปรารถนาในใจของเซียนเมฆาสีชาดพลุ่งพล่านขึ้นไปอีก
เพราะภายในนิกายของนาง ขาดแคลนคนประเภทนี้ที่มีทั้งฝีมือยุทธ์และสติปัญญาอยู่พอดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียนเมฆาสีชาดก็กัดฟันตัดสินใจ
ถึงแม้ว่าความหวังจะริบหรี่ แต่นางก็ยังอยากจะลองพูดคุยกับเขาดูสักครั้ง เพื่อดูว่าพอจะมีโอกาสอยู่บ้างหรือไม่ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม
หากว่าอีกฝ่ายยอมตกลง นางก็พร้อมที่จะมอบตำแหน่งรองประมุขให้ในทันที และอำนาจในมือของนาง ก็พร้อมที่จะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง!
…..
ณ กลางที่ราบ หลังจากที่เพิ่งจะจัดการกับศพทั้งสองแบบครบวงจรไปหมาดๆ หางตาของลู่เย่ก็พลันเห็นเซียนเมฆาสีชาดในชุดดำกำลังเหินร่างเข้ามา
ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจเจตนาของตนผิด เซียนเมฆาสีชาดจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
“สหายพอจะมีเวลาหรือไม่? เรามาลองพูดคุยกันหน่อยดีไหม?”
“ไม่มี” ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่หยาบกระด้างกว่าปกติ
เซียนเมฆาสีชาด: “…”
หากเป็นคนอื่นมาพูดจากับนางเช่นนี้ ต่อให้เป็นลู่เย่ ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดที่นางเจอเมื่อคืนก็ตามที…อย่างมากที่สุด นางก็จะเห็นแก่หน้าที่เคยส่งลู่เย่ออกไปแต่งงานเข้าบ้านเจ้าสาว แล้วยอมทนกับน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เช่นนี้สักครั้งสองครั้ง
แต่ทว่า... เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ยุทธ์หน้าใหม่ผู้ลึกลับคนนี้ เซียนเมฆาสีชาดกลับพบว่า อารมณ์ของนางกลับดีขึ้นอย่างน่าประหลาด
“สหาย... ข้า... ข้าคือเมฆาสีชาด ท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อข้ามาบ้าง”
“เคยได้ยิน แล้วอย่างไร? หากไม่มีธุระอะไรก็เชิญตามสบาย” ลู่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความรำคาญอยู่บ้าง
เซียนเมฆาสีชาด: “…”
นี่...
ปรมาจารย์ยุทธ์หน้าใหม่คนนี้ ช่างเป็นคนอารมณ์ร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
สถานการณ์เช่นนี้... ปกติแล้วนางมักจะเป็นฝ่ายทำกับคนอื่นเสียมากกว่า แต่บัดนี้กลับต้องมาโดนเสียเอง
ทว่าเพื่อโอกาสอันน้อยนิดนั้น เพื่อที่จะทำให้นิกายเมฆาสีชาดแข็งแกร่งขึ้น เซียนเมฆาสีชาดจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย นางยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งดังเดิม
“สหาย... ข้าเพียงแค่ต้องการจะพูดคุยกับท่านเท่านั้น ที่นี่มีคนเยอะเกินไป ไม่ค่อยสะดวกนัก...”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียนเมฆาสีชาดก็พลิกข้อมือ
ผลึกปราณใสบริสุทธิ์เม็ดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนางอย่างเงียบงัน พร้อมกับเผยให้เห็นเพียงมุมหนึ่ง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ลู่เย่จะมองเห็นได้พอดี
“ท่านเองก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ ของสิ่งนี้ท่านน่าจะรู้จักดี มันมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรในระดับปรมาจารย์ของพวกเรา”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“หากท่านยอมพูดคุยกับข้า ข้าจะให้ท่านห้าเม็ด...เป็นอย่างไร?”
เซียนเมฆาสีชาดรู้ดีว่า หากไม่กล้าลงทุน ก็ย่อมไม่ได้ผลตอบแทน
เเล้วของอย่างผลึกปราณ จะมีปรมาจารย์ยุทธ์คนไหนที่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้กัน?
นางยอมควักออกมาถึงห้าเม็ดในคราวเดียว เพียงเพื่อโอกาสในการพูดคุยเท่านั้น
เซียนเมฆาสีชาดไม่เชื่อหรอกว่า อีกฝ่ายจะยังอดใจไม่ให้หวั่นไหวได้อีก!
และก็เป็นไปตามคาด...แววตาของลู่เย่พลันไหววูบเล็กน้อย
แค่พูดคุยกัน ก็ยอมให้ผลึกปราณถึงห้าเม็ดเชียวหรือ?
ต้องยอมรับเลยว่าสตรีที่ชื่อเมฆาสีชาดผู้นี้...ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก!
(จบตอน)