เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก


บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

เจียงหลิงเยว่ยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์กับภาพของดาบท่านั้น ที่ปลุกเร้าพลังดาบให้ปั่นป่วนไปทั่วอาณาบริเวณสามพันเมตร และทำให้แม่น้ำต้องระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

นาง...ยังไม่ได้สติกลับมาเลยด้วยซ้ำ

ทันใดนั้น นางก็รู้สึกได้ว่ามีคนมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆจากด้านหลัง

นางหันกลับไปมองด้วยความสงสัย และในทันทีนั้นเอง...นางก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“เจียงชิงเกอ? เอ่อ... ไม่ใช่สิ... พี่หญิง?”

เจียงชิงเกอ: “??”

นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินน้องสาวเอ่ยชื่อจริงของนางออกมาตรงๆ หลังจากที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ในชั่วพริบตา สายตาของผู้คนรอบข้างจำนวนไม่น้อยต่างพากันหันมาจับจ้องที่คนทั้งสอง หลังจากได้ยินเสียงอุทานนั้น

“นั่นน่ะหรือคือเจียงชิงเกอแห่งตระกูลเจียง ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาใบไม้?...ช่างงดงามราวกับเทพธิดาจำแลงลงมาจริงๆ”

“มิน่าเล่าข้าถึงมองว่าเด็กสาวคนนี้ดูคล้ายกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของนางนี่เอง เพียงแต่ว่าดูเหมือนพี่น้องคู่นี้จะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นะ?”

ก็เพราะหากว่าพวกนางรักใคร่ปรองดองกันดี ก็ควรจะแสดงความเคารพและความรักใคร่ฉันพี่น้องต่อกันสิ

ไหนเลยจะมีน้องสาวที่เรียกชื่อพี่สาวของตนเองออกมาโต้งๆ เช่นนี้

ผู้คนที่เดินทางมาที่นี่จำนวนไม่น้อยล้วนเป็นคนจากเมืองเมฆาใบไม้ ในตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน

…..

เมื่อเห็นสีหน้าของพี่สาวที่ฉายแววประหลาดใจอยู่บ้าง เจียงหลิงเยว่ก็เกาหัวตัวเองด้วยความกระวนกระวายใจ

“เอ่อ... คือว่าเมื่อคืนข้านอนดึกไปหน่อยเลยยังมึนๆอยู่น่ะค่ะพี่หญิง... แล้วท่านมาที่นี่ด้วยได้อย่างไรคะ?”

ก็เมื่อคืน...ตอนที่นางได้กลิ่นของพี่หญิงมาจากบนตัวเจ้าคนเลวนั่น เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมา เลยเผลอเรียกชื่อเจียงชิงเกอออกไป

เมื่อครู่พอเห็นหน้าพี่สาวอย่างกะทันหัน ก็เลยยังไม่ทันได้ตั้งตัว เผลอหลุดปากเรียกชื่อออกไปอีก

ในอดีต เจียงชิงเกอไม่เคยสนใจการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย เจียงหลิงเยว่เองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีวันที่ได้เห็นพี่สาวของตน ณ สถานที่อื่นนอกเหนือจากสมรภูมิของผู้ฝึกยุทธ

ทำไมถึงได้รู้สึกว่า...นับตั้งแต่ที่ลู่เย่กลับมาเป็นครั้งที่สอง พี่หญิงก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ?

“พอดีว่าไม่มีอะไรทำน่ะ ได้ยินว่าที่นี่มีการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ซึ่งหาชมได้ยากในรอบหลายปี ข้าก็เลยลองมาดู” เจียงชิงเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

เพราะว่าไม่มีอะไรทำ...ก็เลยขี่ม้ามาอย่างเร่งรีบ จนตอนนี้ยังหอบหายใจเล็กน้อยอยู่งั้นหรือ?

ท่าทางแบบนี้... ไม่เหมือนกับคนว่างที่ไม่มีอะไรทำอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเหมือนคนที่รีบร้อนเดินทางมาอย่างเร่งด่วนมากกว่า

เจียงหลิงเยว่เหลือบมองม้าเร็วที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของพี่สาว ก่อนจะหันกลับมามองเจียงชิงเกออีกครั้ง ในใจพลันผุดความสงสัยขึ้นมาสายหนึ่ง

ถึงแม้ว่า... ปกตินางจะไม่ค่อยได้ใช้สมองคิดอะไรมากนัก แต่คำพูดเมื่อครู่นี้ทำไมนางฟังแล้วถึงรู้สึกแปลกๆพิกล

…..

ณ กลางอากาศเหนือสมรภูมิ ลู่เย่ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา

ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาด้วยความตกตะลึง เขาก็ล้วงหยิบแหวนมิติมาจากนิ้วของปรมาจารย์ชราชุดดำร่างเตี้ยผอมที่คลุมหน้าอยู่ ก่อนจะเก็บของที่ริบมาจากเจ้าสำนักโลหิตอสูรไปอีกคน

ส่วนผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนนั้น ลู่เย่ไม่ได้คิดจะกระชากมันออก

เพราะผู้คนที่มามุงดูส่วนใหญ่ย่อมมองออกถึงที่มาของซูเหยียนที่ลงมืออย่างเต็มกำลัง และแน่นอนว่าลู่เย่เองก็ย่อมรู้เช่นกันว่าคนผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับนิกายอัสนีครามอย่างแน่นอน

ทว่า... ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นคนของนิกายอัสนีคราม ก็คงมีคนในแคว้นฝ่ายเหนือเพียงไม่กี่หยิบมือที่กล้าเอ่ยปากสนับสนุนลู่เย่

และการที่กระชากผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนออก ก็ไม่ต่างอะไรกับการกระชากผ้าผืนสุดท้ายที่ใช้ปิดบังความอัปยศของนิกายอัสนีครามทิ้งไป

นิกายที่สืบทอดกันมานับหมื่นปีเช่นนี้ ภายในย่อมต้องมีศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายอยู่อย่างแน่นอน

ชิงซวนจื่อคืออัจฉริยะรุ่นก่อนของแคว้นฝ่ายเหนือ บัดนี้หลังจากดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักมาหลายสิบปี เขาก็ได้บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นที่หกไปนานแล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าซูเหยียนเสียอีก

หากว่าเขาพกศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายมาด้วย แล้วเกิดคลุ้มคลั่งบุกมายังเมืองเมฆาใบไม้โดยไม่สนใจสิ่งใด เรื่องก็คงจะยุ่งยากไม่น้อย

ในฐานะผู้ข้ามมิติ ผู้ซึ่งได้รับการปลูกฝังความรู้และประสบการณ์จากดาวโลกมานานหลายปี

ลู่เย่รู้ดีว่า สุนัขจนตรอกย่อมกัดคน...ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบบีบคั้นให้นิกายอัสนีครามต้องคลุ้มคลั่งจนถึงขีดสุด แล้วหันมาใช้ไม้ตายสุดท้ายแบบไม่คิดชีวิตในทันที

ด้วยความเร็วในการยกระดับที่น่าสะพรึงกลัวของเขาในตอนนี้ ขอเพียงเวลาอีกไม่กี่เดือน ถึงตอนนั้นต่อให้ชิงซวนจื่อจะควักศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายออกมา... มันก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาอีกต่อไป

ในเมื่อมีนิ้วทองคำอยู่ในมือ ลู่เย่ย่อมไม่คิดจะสู้ในศึกที่ตนไม่มีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

ครู่ต่อมา ลู่เย่หยิบผงสลายกระดูกออกมาสองขวด แล้วจัดการกับศพทั้งสองทันที

….

ด้านข้าง

เซียนเมฆาสีชาดซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างเงียบๆ ในแววตาของนางก็พลันฉายแววตกตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง

“เขาสามารถอดทนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...ถึงกับไม่กระชากผ้าคลุมหน้าของซูเหยียนออก?!”

“ช่างสุขุมเยือกเย็น และมีวิธีการจัดการที่เจนจัดอะไรเช่นนี้!”

หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เซียนเมฆาสีชาดเชื่อว่าเกือบทุกคนคงจะอดรนทนไม่ไหว และเลือกที่จะเปิดโปงตัวตนของซูเหยียนอย่างสิ้นเชิง เพื่อทำให้นิกายอัสนีครามต้องเสียหน้าอย่างย่อยยับ

อย่างไรก็ตาม...หากทำเช่นนั้น ก็ย่อมต้องเผชิญหน้ากับการล้างแค้นอย่างสุดกำลังจากนิกายอัสนีครามอย่างแน่นอน!

ทว่า...เขากลับเลือกที่จะจัดการกับศพของซูเหยียนอย่างเรียบง่าย เซียนเมฆาสีชาดลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู

แม้แต่ตัวนางเอง หากไม่ได้อยู่ในฐานะประมุขของนิกายที่ต้องคำนึงถึงภาพรวมเป็นหลัก ก็คงจะมีความคิดที่จะเปิดโปงคนผู้นี้เช่นกัน

แต่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านางผู้นั้น กลับไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย แล้วเลือกที่จะจัดการกับซูเหยียนไปอย่างเงียบๆ...เขาช่างสุขุมเยือกเย็นเสียจริง!

ผู้ฝึกยุทธที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความสุขุมรอบคอบเช่นนี้ ทำให้ความปรารถนาในใจของเซียนเมฆาสีชาดพลุ่งพล่านขึ้นไปอีก

เพราะภายในนิกายของนาง ขาดแคลนคนประเภทนี้ที่มีทั้งฝีมือยุทธ์และสติปัญญาอยู่พอดี

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียนเมฆาสีชาดก็กัดฟันตัดสินใจ

ถึงแม้ว่าความหวังจะริบหรี่ แต่นางก็ยังอยากจะลองพูดคุยกับเขาดูสักครั้ง เพื่อดูว่าพอจะมีโอกาสอยู่บ้างหรือไม่ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม

หากว่าอีกฝ่ายยอมตกลง นางก็พร้อมที่จะมอบตำแหน่งรองประมุขให้ในทันที และอำนาจในมือของนาง ก็พร้อมที่จะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง!

…..

ณ กลางที่ราบ หลังจากที่เพิ่งจะจัดการกับศพทั้งสองแบบครบวงจรไปหมาดๆ หางตาของลู่เย่ก็พลันเห็นเซียนเมฆาสีชาดในชุดดำกำลังเหินร่างเข้ามา

ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจเจตนาของตนผิด เซียนเมฆาสีชาดจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า

“สหายพอจะมีเวลาหรือไม่? เรามาลองพูดคุยกันหน่อยดีไหม?”

“ไม่มี” ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่หยาบกระด้างกว่าปกติ

เซียนเมฆาสีชาด: “…”

หากเป็นคนอื่นมาพูดจากับนางเช่นนี้ ต่อให้เป็นลู่เย่ ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดที่นางเจอเมื่อคืนก็ตามที…อย่างมากที่สุด นางก็จะเห็นแก่หน้าที่เคยส่งลู่เย่ออกไปแต่งงานเข้าบ้านเจ้าสาว แล้วยอมทนกับน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เช่นนี้สักครั้งสองครั้ง

แต่ทว่า... เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ยุทธ์หน้าใหม่ผู้ลึกลับคนนี้ เซียนเมฆาสีชาดกลับพบว่า อารมณ์ของนางกลับดีขึ้นอย่างน่าประหลาด

“สหาย... ข้า... ข้าคือเมฆาสีชาด ท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อข้ามาบ้าง”

“เคยได้ยิน แล้วอย่างไร? หากไม่มีธุระอะไรก็เชิญตามสบาย” ลู่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความรำคาญอยู่บ้าง

เซียนเมฆาสีชาด: “…”

นี่...

ปรมาจารย์ยุทธ์หน้าใหม่คนนี้ ช่างเป็นคนอารมณ์ร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

สถานการณ์เช่นนี้... ปกติแล้วนางมักจะเป็นฝ่ายทำกับคนอื่นเสียมากกว่า แต่บัดนี้กลับต้องมาโดนเสียเอง

ทว่าเพื่อโอกาสอันน้อยนิดนั้น เพื่อที่จะทำให้นิกายเมฆาสีชาดแข็งแกร่งขึ้น เซียนเมฆาสีชาดจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย นางยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งดังเดิม

“สหาย... ข้าเพียงแค่ต้องการจะพูดคุยกับท่านเท่านั้น ที่นี่มีคนเยอะเกินไป ไม่ค่อยสะดวกนัก...”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียนเมฆาสีชาดก็พลิกข้อมือ

ผลึกปราณใสบริสุทธิ์เม็ดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนางอย่างเงียบงัน พร้อมกับเผยให้เห็นเพียงมุมหนึ่ง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ลู่เย่จะมองเห็นได้พอดี

“ท่านเองก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ ของสิ่งนี้ท่านน่าจะรู้จักดี มันมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรในระดับปรมาจารย์ของพวกเรา”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ

“หากท่านยอมพูดคุยกับข้า ข้าจะให้ท่านห้าเม็ด...เป็นอย่างไร?”

เซียนเมฆาสีชาดรู้ดีว่า หากไม่กล้าลงทุน ก็ย่อมไม่ได้ผลตอบแทน

เเล้วของอย่างผลึกปราณ จะมีปรมาจารย์ยุทธ์คนไหนที่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้กัน?

นางยอมควักออกมาถึงห้าเม็ดในคราวเดียว เพียงเพื่อโอกาสในการพูดคุยเท่านั้น

เซียนเมฆาสีชาดไม่เชื่อหรอกว่า อีกฝ่ายจะยังอดใจไม่ให้หวั่นไหวได้อีก!

และก็เป็นไปตามคาด...แววตาของลู่เย่พลันไหววูบเล็กน้อย

แค่พูดคุยกัน ก็ยอมให้ผลึกปราณถึงห้าเม็ดเชียวหรือ?

ต้องยอมรับเลยว่าสตรีที่ชื่อเมฆาสีชาดผู้นี้...ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 151: สตรีผู้นี้ช่างมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว