เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 148: ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว

บทที่ 148: ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว

บทที่ 148: ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว


บทที่ 148: ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว

“หวังว่า พวกเจ้าทุกคนคงจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังหรอกนะ!” นางเซียนเมฆาสีชาดพึมพำกับตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา

เพราะการที่จะทำให้เรื่องราวที่นางวาดหวังไว้ในใจสำเร็จลุล่วงได้นั้น

ไม่ว่าจะเป็นเฒ่าโลหิตอสูร คนจากนิกายอัสนีคราม รวมถึงตัวนาง…ทั้งสามฝ่ายนี้ล้วนขาดไปไม่ได้แม้แต่ฝ่ายเดียว!

หากว่าขาดองค์ประกอบใดไปสักหนึ่งอย่าง ก็คงจะไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขที่นางต้องการได้เป็นแน่

เเละเรื่องที่ได้พบเห็นลู่เย่ เมื่อคืนนั้น ณ เวลานี้ก็ได้ถูกนางเซียนเมฆาสีชาดลืมเลือนไปเกือบหมดสิ้นแล้ว

เพราะสำหรับนางแล้ว ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ผู้ลึกลับคนนั้น สำคัญกว่าลู่เย่ตัวเล็กๆคนหนึ่งมากมายนัก!

ดังนั้นในขณะนี้ ความสนใจทั้งหมดของนางจึงจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ที่กำลังจะอุบัติขึ้นนี้เท่านั้น

….

ยามสาย เจียงชิงเกอก็ค่อยๆฟื้นคืนสติจากอาการสลบไสล

ทันทีที่นางลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นภาพทิวทัศน์อันคุ้นเคยอยู่รอบกาย ในตอนแรกนางก็ถึงกับนิ่งงันไปเล็กน้อย

“ข้าไม่ได้สลบไปบนเนินเขานอกเมืองหรอกหรือ...เป็นเขาส่งข้ากลับมางั้นรึ?”

นางเลิกผ้าห่มขึ้นพลางตั้งใจจะลุกจากเตียง

แต่เมื่อมองไปยังชุดสีขาวที่อยู่ไม่ไกล แล้วหันกลับมามองดูตัวเองอีกครั้ง เจียงชิงเกอก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

นี่...ก็เป็นเขาที่ช่วยนางอีกเช่นกันหรือ?

บนใบหน้าของนางพลันปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมาจางๆพอความสัมพันธ์ดีขึ้นมาหน่อย เขาก็เป็นคนที่ดีใช้ได้เลยนี่นา

ชั่วครู่ต่อมา เจียงชิงเกอที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากห้อง

ณ กลางลานบ้าน ร่างของลู่เย่กำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วดุจมังกรท่องสมุทร ทะยานไปมาอย่างสบายๆและเป็นธรรมชาติ

เมื่อเห็นเจียงชิงเกอเดินออกมา ลู่เย่ก็หยุดเพลงเท้าลง

“ฟื้นแล้วรึ?”

“อืม ขอบคุณนะที่ส่งข้ากลับมา...แล้วก็ขอโทษด้วย ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้สลบไปกะทันหัน” เจียงชิงเกอกล่าวอย่างเขินอาย

เพราะตามที่ตำราว่าไว้ เมื่อคืนนี้นางควรจะฉวยโอกาสที่เหมาะสมแล้วรุกเข้าไป...

เพียงแต่ว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่รวบรวมความกล้าได้ คนกลับสลบไปเสียอย่างนั้น

มันช่าง...น่าอับอายขายหน้าเสียจริง

“บางทีอาจเป็นเพราะว่า เดิมทีเจ้าคือยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ตอนนี้ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ การที่สลบไปก็เป็นเพียงการฟื้นฟูพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ของเจ้าเท่านั้น”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็เอ่ยขึ้น

เจียงชิงเกอ: “...”

นางเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าหลังจากที่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดีขึ้นแล้ว ลู่เย่จะยังพูดจาหยอกล้อนางเล่นได้ด้วย

เพราะวาจาเช่นนี้ เจียงชิงเกอฟังแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เนื่องจากโดยปกติแล้วเรื่องราวทำนองนี้อาจจะได้ยินเพียงครั้งสองครั้งจากปากของนักเล่านิทานเท่านั้น

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงกลับไปบ้างว่า

“ถ้าอย่างนั้น...หากเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน จะสามารถสู้เจ้าได้หรือไม่?”

ไหนเลยจะเรียกว่าแค่สู้ได้

แววตาของลู่เย่พลันล้ำลึกขึ้นเล็กน้อย เพราะเหนือกว่าขอบเขตปรมาจารย์... ก็คือขอบเขตมหาปรมาจารย์!

เมื่อเทียบกับขอบเขตปรมาจารย์แล้ว มหาปรมาจารย์นั้นสามารถเริ่มสัมผัสกับเส้นทางแห่งสายธารพลังปราณได้ในเบื้องต้นแล้ว

สายธารพลังปราณคือหนทางชั้นเลิศในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถเปิดขึ้นมาในร่างกายได้หลังจากที่บรรลุถึงขอบเขตที่กำหนด

และทั่วทั้งดินแดนฝ่ายเหนือ จากข้อมูลที่ลู่เย่ล่วงรู้มา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเวลาเกือบพันปีแล้วที่ไม่มีมหาปรมาจารย์ปรากฏกายขึ้นมา

ดังนั้น วิธีการเปิดสายธารพลังปราณหลังจากบรรลุเป็นมหาปรมาจารย์ คาดว่าคงจะมีเพียงสามนิกายใหญ่เท่านั้นที่ยังคงเก็บรักษามันเอาไว้

เมื่อมองไปยังลู่เย่ที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความคิด เจียงชิงเกอก็จ้องมองใบหน้าของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

“หากว่าข้ากลายเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน...ข้าก็จะไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”

เมื่อลู่เย่ตื่นจากภวังค์ และกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

ทันใดนั้น ภายในเมืองเมฆาใบไม้ ก็พลันมีเสียงหนึ่งซึ่งมีพลังทะลุทะลวงอย่างยิ่งยวดดังขึ้น จนกึกก้องไปทั่วเกือบครึ่งเมือง

“ปรมาจารย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ กล้าออกมาสู้กันสักตั้งหรือไม่!”

“เจ้ามีปัญญาฆ่าหลานข้า หรือว่าจะไม่มีปัญญาออกมายอมรับ!”

ภายในน้ำเสียงนั้น ราวกับจะเจือไปด้วยกลิ่นอายโลหิตอสูรอันเข้มข้น

พลังอำนาจที่แผ่ขยายไปทั่วฟ้าดินไม่ได้ถูกปิดบังไว้แม้แต่น้อย พลันกดดันไปทั่วทั้งเมือง!

ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว

ในชั่วพริบตานั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างเงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างเงาบนฟากฟ้าเหนือเมืองที่ดูเหมือนจะห่อหุ้มไปด้วยประกายแสงสีโลหิตสายแล้วสายเล่า

ทุกสายตาล้วนถูกดึงดูดจับจ้อง ขณะที่ในใจก็บังเกิดความตื่นตะลึงอย่างสุดขีด

….

ณ ภายในลานเล็กๆ

ลู่เย่ค่อยๆหยิบชุดสีดำชุดหนึ่งออกมา ก่อนจะเปลี่ยนมันต่อหน้าเจียงชิงเกออย่างไม่รีบร้อน

ในเมื่อเจียงชิงเกอจำเขาได้แล้ว ดังนั้นการปิดบังตัวตนต่อหน้านางจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

เพราะการสวมชุดดำในตอนนี้นั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อไม่ให้คนจากนิกายอัสนีครามหรือท่านประมุขนิกายเมฆาสีชาดจำตัวตนของเขาได้

ถึงแม้ว่านิกายอัสนีครามจะเป็นนิกายใหญ่ แต่วิธีการของพวกเขาก็ใช่ว่าจะขาวสะอาดเสมอไป

หากว่าตัวตนของเขาถูกเปิดเผย ต่อให้พวกเขาจะสู้ตนเองไม่ได้ แต่หากหันไปลงมือกับคนรอบข้างแทน ก็จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ดี

ในวินาทีต่อมา ร่างของลู่เย่ก็ทะยานออกจากจวนตระกูลเจียงไปอย่างเงียบเชียบ

เจียงชิงเกอจ้องมองแผ่นหลังของลู่เย่ที่กำลังจากไปอย่างเงียบงัน

จากนั้นจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างเงาประกายโลหิตที่ยืนตระหง่านอยู่บนฟากฟ้าไกลออกไป ก่อนจะกัดฟันกรอด

“หากว่าข้ากลายเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน...ข้าจะซัดเจ้าให้ตายเลย”

บางทีอาจเป็นเพราะว่าความโกรธเคืองที่มีต่อร่างเงาประกายโลหิตที่กำลัง “รังแก” ลู่เย่อยู่นั้น ทำให้เจียงชิงเกอรู้สึกได้ถึงอาการวิงเวียนเล็กน้อยแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง

เจียงชิงเกอคิดว่า นี่คงเป็นเพราะว่านางโกรธมากเกินไป จนเกือบจะทำให้ตนเองโกรธจนสลบไป

นางไม่สามารถมองเห็นสภาพใบหน้าของตนเองได้ หากว่าลู่เย่ยังอยู่ที่นี่ เขาจะสามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายว่าหลังจากที่นางกัดฟันพูดประโยคนั้นออกมา ในแววตาของนาง ก็มีประกายแสงสีโลหิตสายหนึ่งวาบผ่านไปเช่นกัน!

….

ณ น่านฟ้าเหนือเมืองเมฆาใบไม้

เฒ่าโลหิตอสูรไพล่มือไว้ด้านหลัง พลางกวาดสายตาอันเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดันไปทั่วกว่าครึ่งเมือง

เขาเห็นสายตาอันตื่นตะลึงและหวาดกลัวของคนนับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องล่าง และยังเห็นสีหน้าที่อัดอั้นตันใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ของเจ้าเมืองเมฆาใบไม้ ณ ในจวนเจ้าเมืองอีกด้วย

ในโลกแห่งยุทธ์อันยิ่งใหญ่ พลังฝีมืออันแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง!

หากว่าเขาไม่ใช่ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ ไหนเลยจะกล้าทำตัวกร่างเช่นนี้ ถึงขนาดใช้อำนาจกดดันไปทั่วทั้งเมือง เพื่อบีบให้ปรมาจารย์คนใหม่ที่ซ่อนเร้นอยู่ที่นี่ปรากฏตัวออกมา?

เมื่อมองไปยังเมืองเมฆาใบไม้ที่ยังคงเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหว เฒ่าโลหิตอสูรก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“เป็นถึงปรมาจารย์แล้ว ยังคงขี้ขลาดตาขาวดั่งหนูเช่นนี้อีกรึ เจ้าช่างทำให้ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ต้องขายหน้าเสียจริง!”

ณ ภายในโรงเตี๊ยม ดวงตาอันงดงามของนางเซียนเมฆาสีชาดพลันหรี่ลงเล็กน้อย

นางไม่คิดว่าปรมาจารย์คนใหม่ผู้ลึกลับคนนั้นจะเป็นคนขี้ขลาดเช่นนี้

เพียงแค่วิชาดาบที่เขาใช้บนภูเขาอินหมางในตอนนั้น ก็ควรจะมีความมั่นใจเพียงพอที่จะต่อกรกับเฒ่าโลหิตอสูรได้แล้ว

….

ณ ภายในลานเล็กๆ

เมื่อเห็นเฒ่าโลหิตอสูรกล่าววาจาโอหังเช่นนั้น อีกทั้งยังดูหมิ่นลู่เย่ เจียงชิงเกอก็ยิ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

นางอยากจะ... ตบไอ้ร่างเงาประกายโลหิตน่ารังเกียจนั่นให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวเสียจริง!

….

ณ อีกฟากหนึ่ง นอกเมือง เฉินหลิงเซียงที่กำลังขี่สัตว์อสูรบินได้รีบรุดมา ก็ต้องรีบนำมันร่อนลงจอด

เพราะพลังอำนาจของคนผู้นั้นแข็งแกร่งเกินไป จนสัตว์อสูรบินได้ของนางไม่กล้าที่จะบินเข้าไปใกล้อีกแล้ว

และเป็นจังหวะพอดีที่ในวินาทีต่อมา เฉินหลิงเซียงก็ได้ยินวาจาของเฒ่าโลหิตอสูร นางจึงขมวดคิ้วขึ้นในทันที

กล้าดียังไงมาด่าว่าลู่เย่ขี้ขลาดตาขาว...หากไม่ใช่เพราะว่านางรู้ดีว่าพลังฝีมือของตนเองไม่เพียงพอ มิเช่นนั้นแล้วนางคงจะซัดหมัดใส่เฒ่าโลหิตอสูรจนหาทางกลับบ้านไม่ถูกไปแล้ว

….

“ลมปากของเจ้าช่างเหม็นคลุ้งเสียจริง”

“ข้าอยู่ห่างตั้งครึ่งเมืองยังได้กลิ่นเลย”

ทันใดนั้น ร่างในชุดดำร่างหนึ่ง พลันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางสายตาของทุกผู้คน

ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็กลั้นไว้ไม่อยู่ จนหลุดหัวเราะออกมา

โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์ย่อมมีท้องถิ่นของตนเอง เมื่อพิจารณาจากฐานะของทั้งสองฝ่ายแล้ว เฒ่าโลหิตอสูรมาจากเขตแดนแห่งความโกลาหล อีกทั้งยังใช้อำนาจกดดันไปทั่ว…นั่นย่อมทำให้คนท้องถิ่นของเมืองเมฆาใบไม้นับไม่ถ้วนไม่พอใจเป็นธรรมดา

ในทางกลับกัน ลู่เย่คือปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ที่เก็บตัวซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ โดยธรรมชาติแล้วจึงทำให้คนในเมืองเมฆาใบไม้รู้สึกดีกับเขาอยู่บ้าง

ณ ภายในลานเล็กๆสายตาที่เจียงชิงเกอมองไปยังเฒ่าโลหิตอสูรนั้น ได้เจือไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นแล้ว

บนฟากฟ้า สีหน้าของเฒ่าโลหิตอสูรพลันเย็นเยียบลง

เขากำลังจ้องมองไปยังบุรุษในชุดดำที่เหินทะยานขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา และในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นขนทั่วทั้งร่างของเขาก็พลันลุกชันขึ้นมา!

มันเป็นความรู้สึกเหมือนดั่งว่า...เขาถูกตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลจ้องมองอยู่!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 148: ประมุขนิกายโลหิตอสูร...ในที่สุดก็ได้มาเยือนเมืองเมฆาใบไม้แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว