- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 146: วาจาเช่นนั้น…อย่าได้เอ่ยออกมาอีก
บทที่ 146: วาจาเช่นนั้น…อย่าได้เอ่ยออกมาอีก
บทที่ 146: วาจาเช่นนั้น…อย่าได้เอ่ยออกมาอีก
บทที่ 146: วาจาเช่นนั้น…อย่าได้เอ่ยออกมาอีก
ณ สถานที่รกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นเวลากลางค่ำกลางคืน
นางเซียนเมฆาสีชาดในชุดสีดำกลับต้องมาเห็น…ศิษย์ของนาง ลู่เย่ ผู้ซึ่งนางได้มีคำสั่งให้ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ด้วยตนเองก่อนหน้านี้
กำลังทำเรื่องเช่นนี้กับสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามล่ม
เมืองและเจือไปด้วยความเขินอายอยู่
นี่มันจะไม่งามหน้าได้อย่างไรกัน!
และในขณะที่นางเซียนเมฆาสีชาดกำลังเหินทะยานผ่านผืนฟ้ามาถึงน่านฟ้าแห่งนี้
ลู่เย่ซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ขั้นที่สี่ ก็สัมผัสได้ถึงการมาของนางในทันที
ณ เวลานี้ ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มอย่างหาที่เปรียบมิได้ของเจียงชิงเกอ ได้ประทับลงมาอย่างแผ่วเบาแล้ว
แต่ทว่าไม่ทันที่ลู่เย่จะได้ผลักนางออก ความรู้สึกวิงเวียนในหัวของเจียงชิงเกอก็ทำให้นางไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก พลันร่างอรชรก็เอนเอียงแล้วล้มลงข้างกายของลู่เย่
ลู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน…
เบื้องบนนั้น มีคนผู้หนึ่งในชุดนักฆ่ายามราตรีสีดำ กำลังจับจ้องมาที่เขาอยู่
เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว ลู่เย่ก็ดูออกได้ในทันทีว่า นี่คือสตรี และที่สำคัญ...นางแข็งแกร่งมาก!
อีกทั้งกลิ่นอายนี้ ก็ดูคุ้นเคยอยู่บ้าง
ในดินแดนฝ่ายเหนือแห่งนี้ สตรีที่สามารถมีพลังยุทธ์ได้ถึงเพียงนี้ คงจะมีอยู่ไม่มากนัก
ในชั่วพริบตา ลู่เย่ก็คิดออกได้ในทันทีว่าสตรีในชุดดำที่ยืนตระหง่านอยู่บนฟากฟ้ายามค่ำคืนผู้นั้นคือใคร
ประมุขนิกายเมฆาสีชาด!
เเต่เหตุใดนางถึงมาที่เมืองเมฆาใบไม้ด้วย?
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หรือว่า...นางก็ถูกดึงดูดมาจากการเคลื่อนไหวออกจากเขตแดนแห่งความโกลาหลของประมุขนิกายโลหิตอสูรเช่นกัน?
เพราะถึงอย่างไร เครือข่ายข่าวกรองของสามนิกายใหญ่นั้นย่อมดีกว่าขุมกำลังอื่นอยู่มากมายนัก
เกรงว่าข่าวสารเช่นนี้ ในตอนที่คนอื่นยังไม่ล่วงรู้ ก็คงจะถูกส่งไปถึงโต๊ะของสามนิกายนี้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ออกจากนิกายไปแล้ว บัดนี้ได้มาพบกับนางเซียนเมฆาสีชาดอีกครั้ง หากนับดูแล้ว นี่ก็ควรจะเป็นครั้งที่สาม
ครั้งแรกคือในดินแดนลับหุบเขาทมิฬ ครั้งที่สองคือที่ใต้ภูเขาอินหมาง
และครั้งที่สาม ก็คือที่นอกเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้
ในการพบกันทั้งสามครั้งนี้ พลังฝีมือของลู่เย่ก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ในตอนที่พบกันอีกครั้งแรกนั้น เขายังคงพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ และในที่สุดก็ได้สมความปรารถนาในดินแดนลับแห่งนั้น จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วดินแดนฝ่ายเหนือ
แต่ทว่าบัดนี้ วันเวลาได้ผันผ่านไปแล้ว ช่องว่างระหว่างเขากับประมุขนิกายเมฆาสีชาด ผู้ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดฝีมือสตรีอันดับหนึ่งในดินแดนฝ่ายเหนือผู้นี้ ก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่ขอบเขตย่อยเท่านั้น
ในเมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดอุตส่าห์สวมชุดดำปิดบังใบหน้า ย่อมแสดงว่านางไม่ต้องการให้ผู้อื่นจำได้
ลู่เย่เองก็ขี้เกียจที่จะเปิดโปงนาง ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นจำไม่ได้แล้วละสายตากลับ
ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า นางเซียนเมฆาสีชาดที่อยู่เบื้องบนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“เจ้าคือศิษย์นิกายเมฆาสีชาด ลู่เย่ ใช่หรือไม่?”
ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ข้าคือลู่เย่ แต่ว่า...ไม่ใช่ศิษย์นิกายเมฆาสีชาด”
เพราะนับตั้งแต่ที่นิกายส่งตัวเขาออกมาแต่งงานเข้าบ้านสตรี เขาก็ไม่ได้เป็นศิษย์ของนิกายเมฆาสีชาดอีกต่อไปแล้ว
บนฟากฟ้ายามค่ำคืน นางเซียนเมฆาสีชาดขมวดคิ้วงามเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นใส
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ใช่? บันทึกการเข้าเป็นศิษย์ของเจ้ายังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่นิกายเมฆาสีชาด บนนั้นยังคงบันทึกไว้อย่างชัดเจน”
“ลู่เย่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด?”
“ไม่ทราบ”
นางเซียนเมฆาสีชาดไพล่มือไว้ด้านหลัง พลางกล่าวอย่างเฉยเมยว่า
“ข้าคือเซียนเมฆาสีชาด”
เดิมทีนางเซียนเมฆาสีชาดคาดว่า หลังจากที่นางเอ่ยชื่อของตนเองออกมาแล้ว ด้วยฐานะและพลังฝีมือของลู่เย่ ย่อมต้องรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้างเป็นแน่
และวาจาที่กล่าวออกมาก่อนหน้านี้ ก็จะยอมรับว่าเป็นตนเองที่พูดผิดไป
เพราะถึงอย่างไร สำหรับดินแดนฝ่ายเหนือแล้ว นิกายเมฆาสีชาดก็เปรียบเสมือนยันต์คุ้มภัยอย่างหนึ่ง
อีกทั้งสถานะศิษย์ของเขา…ดูเหมือนว่าในตอนนั้นนางจะเลื่อนขั้นให้เขาเป็นศิษย์สายในแล้วด้วย
หากว่าเขาต้องการจะรับสิทธิประโยชน์ของนิกายที่สงวนไว้สำหรับศิษย์สายใน นิกายก็จะยังคงมอบให้เขาเช่นเดิม
“ที่แท้ก็คือท่านประมุขนิกายเมฆาสีชาด ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว” ลู่เย่เงยหน้าขึ้นมองร่างในชุดดำที่อยู่เบื้องบนแวบหนึ่ง ก่อนจะยังคงมีท่าทีเฉยเมยเช่นเดิม
คราวนี้ นางเซียนเมฆาสีชาดขมวดคิ้วลึกยิ่งขึ้น
เพราะว่าปฏิกิริยาของลู่เย่... ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์รับใช้ที่ได้รับการเลื่อนขั้นควรจะมี
ในนิกายนั้น นางเมฆาสีชาดมีบารมีสูงส่งอย่างยิ่ง
ถึงขนาดที่ว่าซูหว่านซึ่งเป็นถึงศิษย์สายตรงและเป็นที่โปรดปราน ก็ยังไม่กล้าใช้ท่าทีเพิกเฉยเช่นนี้พูดคุยกับนางเลย
“ในเมื่อเจ้ารู้จักข้าแล้ว เหตุใดเมื่อได้ยินจึงไม่ทำความเคารพ?” นางเซียนเมฆาสีชาดค่อยๆร่อนลงมา ขณะที่ดวงตาซึ่งเจือไปด้วยอำนาจจางๆก็กวาดมองไปยังลู่เย่
“เพิ่งจะออกจากนิกายไปได้เพียงสองปี ก็ถึงกับไม่มีความเคารพต่อข้าผู้นี้แล้วอย่างนั้นรึ”
สายตาของนางกวาดผ่านร่างของลู่เย่ไป ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของสตรีในชุดขาวที่สลบไสลอยู่ข้างๆ
“นางคงจะเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียง ที่จัดหาให้เจ้าในการแต่งงานครั้งนั้นสินะ”
นางหันกลับมามองลู่เย่อีกครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่ความหมายก็ชัดเจนยิ่ง
สตรีงามล่มเมืองถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะมีอะไรไม่พอใจอีกหรือ?
แล้วตอนนี้ถึงกับพูดออกมาได้ว่าตนเองไม่ใช่ศิษย์ของนิกายเมฆาสีชาดแล้ว
“ท่านประมุขเมฆาสีชาด หากท่านมีธุระ ก็เชิญไปทำเถิด อย่าได้เสียเวลาเลย” ลู่เย่ส่ายหน้า
นางเซียนเมฆาสีชาด: “…?”
นางฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า?
ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้ ถึงกับกำลังเร่งให้นางไป?
หรือถ้าจะให้พูดแบบไม่เกรงใจนัก ก็คือกำลังไล่นางไป?
อะไรกัน โกรธที่ข้ามาขัดจังหวะเรื่องดีๆของเขางั้นหรือ?
ในที่รกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้ กลับมาทำเรื่อง... เยี่ยงนั้น เขามิรู้สึกละอายใจบ้างเลยหรืออย่างไร
อันที่จริง เดิมทีนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดคุยอะไรกับลู่เย่มากนัก
แต่พอได้ยินลู่เย่เป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่นาง นางเซียนเมฆาสีชาดกลับหยุดชะงัก ก่อนจะหาศิลาสีเขียวก้อนหนึ่งแล้วนั่งลงไปเสียดื้อๆ
“ข้าฟังออก ว่าในใจเจ้ามีความขุ่นเคืองอยู่จางๆ”
“การแต่งงานครั้งนี้ หรือว่าจะไม่ถูกใจเจ้า?”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง พลางเหลือบมองไปยังคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงที่สลบไปแล้ว ก่อนจะกล่าวอย่างเฉยเมยว่า
“หากว่าไม่ถูกใจเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้มาทำเรื่องเช่นนั้นกับคุณหนูบ้านเขาในยามดึกดื่นเช่นนี้...”
ทำเรื่องเช่นไหน?
ลู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเพียงแค่การที่เจียงชิงเกอจู่ๆก็จูบเขาเท่านั้น
แต่เหตุใดพอมาอยู่ในปากของท่านประมุขเมฆาสีชาดผู้นี้... มันถึงได้ฟังดูราวกับว่าเขากำลังจะมาพลอดรักกันกลางป่าอย่างนั้น
“จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวกับท่านประมุขเมฆาสีชาดนะ”
“ท่านมีภารกิจมากมาย กิจการในนิกายก็สลับซับซ้อน ทางที่ดีอย่าได้มาสิ้นเปลืองพลังใจกับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญเช่นนี้เลยจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันเย็นเยียบลง
“ลู่เย่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ต่อหน้าข้า”
นับตั้งแต่ที่นางเข้ารับตำแหน่งประมุขนิกายเมฆาสีชาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บรรลุสู่ขอบเขตปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์แล้ว ตลอดระยะเวลายี่สิบปีมานี้ ไม่เคยมีผู้ใดกล้าล่วงเกินนางเลยแม้แต่น้อย!
นางจ้องมองลู่เย่อยู่สองวินาที ก่อนจะกล่าวว่า
“เห็นแก่ที่ดูเหมือนเจ้าจะได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจมาบ้าง ในครั้งนี้...ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่อย่าให้มีครั้งต่อไปอีก”
เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ลู่เย่มีความขุ่นเคืองใจอยู่บ้างนั้น นางเซียนเมฆาสีชาดก็พอจะคาดเดาได้อยู่
ในตอนนั้น อู๋เต๋อ ศิษย์สายในปากพล่อยคนนั้น ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของลู่เย่ว่าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ ซึ่งน่าจะทำให้เขาต้องเผชิญกับการปฏิบัติอันเย็นชามากมายในตระกูลเจียง
เรื่องนี้
สายสืบที่นางส่งไปประจำการในตระกูลเจียงก็เคยรายงานแนบมาด้วยเช่นกัน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงคนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆการที่จะมีความขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด
“เจ้าอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ และในครั้งนี้เมืองเมฆาใบไม้กำลังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง หากว่าไม่มีเรื่องจำเป็น ทางที่ดีอย่าได้ออกจากเมืองไปไหนมาไหนตามใจชอบ”
นางเซียนเมฆาสีชาดลุกขึ้นยืน พลางกล่าวอย่างเฉยเมยว่า
“ด้วยพลังระดับปราณก่อกำเนิดของเจ้า แค่เพียงเศษเสี้ยวพลังที่เกิดจากการโจมตีของคนเหล่านั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถทนรับไหวได้หรอก”
ในชั่วพริบตา ร่างอันสูงโปร่งของนางเซียนเมฆาสีชาดก็หายลับไป ทิ้งไว้เพียงประโยคสุดท้ายที่ยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ
“และอีกอย่าง หลังจากนี้ วาจาที่ว่าเจ้าไม่ใช่ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดอีกต่อไปแล้วนั่นน่ะ”
“อย่าได้พูดออกมาอีก... ข้าไม่ชอบฟัง”
(จบตอน)