เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 143 : แผนการของนางเซียนเมฆาสีชาด

บทที่ 143 : แผนการของนางเซียนเมฆาสีชาด

บทที่ 143 : แผนการของนางเซียนเมฆาสีชาด


บทที่ 143 : แผนการของนางเซียนเมฆาสีชาด

“เอ่อ...ให้เจ้านอนบนเตียง ส่วนข้าปูที่นอนบนพื้นก็พอแล้ว” เจียงชิงเกอกล่าวขณะอุ้มผ้านวมผืนหนึ่งเอาไว้

“ไม่จำเป็นต้องปูที่นอนบนพื้นหรอก เพราะว่าปกติในตอนกลางคืนข้าก็ไม่ค่อยได้นอนอยู่แล้ว เจ้าก็รู้นี่” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

สำหรับปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์แล้ว การนั่งสมาธิเพียงหนึ่งคืนกลับทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าการนอนหลับของคนธรรมดาเสียอีก

เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในสมองของเจียงชิงเกอก็พลันปรากฏภาพของช่วงเวลาสั้นๆที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันก่อนหน้านี้ ในตอนที่ซูหว่านแห่งนิกายเมฆาสีชาดยังอยู่ที่นี่

ในตอนนั้น ดูเหมือนว่าบุรุษผู้นี้จะไม่เคยนอนหลับเลยจริงๆเขาเพียงแต่ใช้การนั่งสมาธิแทนการพักผ่อนเท่านั้น

“จริงสิ ข้าได้ยินมาว่า ประมุขอะไรนั่น...นิกายโลหิตอสูร กำลังจะมาที่เมืองเมฆาใบไม้แล้ว”

เจียงชิงเกอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวลอยู่เล็กน้อย

“เจ้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง?”

นางได้ยินเรื่องที่ลู่เย่กับเถียนชิงเคยมีเรื่องประมูลแข่งขันกับนิกายโลหิตอสูรมาจากเจียงหลิงเยว่

ในความคิดของเจียงชิงเกอแล้ว ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ล้วนเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้

และด้วยข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด นางจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่าใคร

เมื่อมองไปยังใบหน้าของเจียงชิงเกอที่ปรากฏร่องรอยความกังวลใจ ลู่เย่ก็รู้สึกขบขันขึ้นมาในใจเล็กน้อย

หากว่านางสามารถปลดผนึกออกได้ แล้วค่อยๆฟื้นฟูพลังฝีมือของตนเองกลับคืนมา...

เกรงว่าไอ้ที่เรียกว่าประมุขนิกายโลหิตอสูรระดับปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งอะไรนั่น นางคงจะสามารถกวาดล้างให้ตายตกไปเป็นเบือได้เพียงแค่สะบัดชายแขนเสื้อกระมัง?

….

ณ นิกายเมฆาสีชาด

นางเซียนเมฆาสีชาดเพิ่งจะออกมาจากการเก็บตัวฝึกตนในห้องลับได้ไม่นาน ก็พลันได้รับทราบข่าวนี้ในทันที

“โอ้? เจ้าเฒ่าโลหิตอสูรนั่น จะลงมือแล้วอย่างนั้นรึ?”

เมื่อนางนึกถึงข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ว่า เมืองเมฆาใบไม้ดูเหมือนจะมีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์เก็บตัวซ่อนเร้นอยู่

นางเซียนเมฆาสีชาดก็คาดเดาได้อย่างรวดเร็วว่า การตายของกลุ่มคนจากนิกายโลหิตอสูรนั้น... มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นฝีมือของผู้ที่เก็บตัวซ่อนเร้นผู้นั้น!

ปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ปะทะกับปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ ย่อมไม่เหมือนกับเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในดินแดนฝ่ายเหนือก่อนหน้านี้ ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นชัยชนะอย่างท่วมท้นของฝ่ายเดียว

ดังนั้น การปะทะกันในครั้งนี้ จะต้องเกิดเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!

ในแววตาของนางเซียนเมฆาสีชาดพลันฉายประกายความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

เจ้าเฒ่าโลหิตอสูรนั่น นางเซียนเมฆาสีชาดค่อนข้างจะรู้จักดีอยู่บ้าง

เพราะวิชาเทวะทะเลโลหิตในมือของเขานั้นมิอาจดูแคลนได้เลย

อันที่จริง เขาไม่ใช่คนดั้งเดิมของดินแดนฝ่ายเหนือ หากแต่เป็นคนจากดินแดนฝ่ายใต้

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไปก่อเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่งยวดที่ดินแดนฝ่ายใต้เข้า จึงได้หลบหนีมายังดินแดนฝ่ายเหนือ และในที่สุดก็ได้ก่อตั้งขุมกำลังของตนเองขึ้นในเขตแดนแห่งความโกลาหล

อาจกล่าวได้ว่าในทั่วทั้งดินแดนฝ่ายเหนือแห่งนี้ นิกายโลหิตอสูรซึ่งมีปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ประจำการอยู่นั้น ก็นับเป็นหนึ่งในขุมกำลังกึ่งชั้นแนวหน้าได้เช่นกัน

ส่วนปรมาจารย์ที่เก็บตัวซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันผู้นั้น...

ในบัดดลนั้นเอง บรรยากาศอันทรงอำนาจรอบกายนางเซียนเมฆาสีชาดพลันควบแน่นขึ้น

นางนึกขึ้นได้ในทันทีว่าช่วงเวลาที่ข่าวคราวของปรมาจารย์ผู้นี้ปรากฏขึ้นมานั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ห่างจากช่วงเวลาที่ปรมาจารย์คนใหม่ปรากฏตัวในดินแดนลับหุบเขาทมิฬมากนัก!

ดินแดนฝ่ายเหนือต้องใช้เวลานานกี่ปีกัน ถึงจะมีปรมาจารย์ปรากฏกายขึ้นมาสักคนหนึ่ง?

แล้วนี่ อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกันถึงสองคนเลยรึ?

“ถ้าหากว่า...ปรมาจารย์ทั้งสองคนนี้ คือคนคนเดียวกันล่ะ?”

นางเซียนเมฆาสีชาดหรี่ตาลงเล็กน้อย นางรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังจะจับต้นชนปลายบางอย่างได้แล้ว

หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็หมายความว่า ปรมาจารย์อิสระคนใหม่ผู้นั้นกำลังเก็บตัวซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้!

“เรื่องนี้ ในเมื่อข้าคิดได้ นิกายอัสนีครามก็ย่อมคิดได้เช่นกัน...”

นางเซียนเมฆาสีชาดครุ่นคิด เพราะในครั้งนั้นปรมาจารย์อิสระคนใหม่ได้ขัดขวางผู้อาวุโสของนิกายอัสนีครามไม่ให้ดูดซับพลังจากสระวิญญาณแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ นี่นับเป็นความแค้นจากการขวางทางบรรลุ!

ด้วยเหตุนี้ นิกายอัสนีครามย่อมไม่มีทางลืมเลือนเรื่องนี้ไปง่ายๆเป็นแน่...

“หากว่านิกายอัสนีครามก็คาดเดาถึงจุดนี้ได้เช่นกัน พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้ลงมือพร้อมกันไปด้วยหรือไม่?”

ถึงแม้ว่าชิงซวนจื่อจะไม่ลงมือเอง แต่ผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอัสนีครามนั้น ก็เป็นถึงปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ระดับขั้นที่ห้าเลยนะ!

ปรมาจารย์ระดับขั้นที่ห้าเช่นนี้ ย่อมแข็งแกร่งกว่าเจ้าเฒ่าโลหิตอสูรนั่นมากมายนัก…ถึงขนาดที่ว่าในทั่วทั้งดินแดนฝ่ายเหนือ ก็ยังนับเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดที่สามารถจัดอยู่ในอันดับต้นๆได้เลย

หากว่าผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอัสนีครามลงมือเอง เช่นนั้นปรมาจารย์อิสระคนใหม่ผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีที่เก็บตัวซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ผู้นั้น

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงมีเพียงหนทางสู่ความตายเท่านั้น

“ถ้าหากข้าช่วยชีวิตเขาไว้สักครั้งหนึ่ง ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณบ้างสินะ?”

ส่วนคำถามที่ว่าการจะไปล่วงเกินนิกายอัสนีครามเพื่อปรมาจารย์คนใหม่เพียงคนเดียว จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น...

ในห้วงความคิดของนาง ภาพดาบนั้นที่เคยเห็นจากหินบันทึกภาพได้ฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ในบัดดล

คุ้มค่า!

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางเซียนเมฆาสีชาดก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พลันทะยานร่างออกจากโถงหลักในทันที

ชั่วครู่ต่อมา นางได้สวมใส่ชุดที่ใช้สำหรับปิดบังรูปลักษณ์ ก่อนจะออกจากนิกายเมฆาสีชาดอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเมฆาใบไม้

แม้ว่าด้วยฐานะและพลังฝีมือของนางแล้ว ทันทีที่ลงมือก็มีโอกาสสูงที่จะถูกจดจำรูปพรรณสัณฐานได้

แต่ทว่า... การปิดบังตัวตนก็ถือเป็นการแสดงท่าทีอย่างหนึ่ง

หากว่าไม่ปิดไม่บังอะไรเลย ถึงเวลานั้นก็คงจะเป็นการไม่ไว้หน้านิกายอัสนีครามจนเกินไป

ถึงแม้ว่านางจะสามารถล่วงเกินนิกายอัสนีครามเพื่อยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ได้ แต่นางก็ไม่อยากจะสร้างศัตรูกันจนถึงขั้นแตกหัก

“ถึงเวลานั้นข้าจะช่วยชีวิตเจ้าไว้สักครั้ง...เจ้าก็อย่าได้ทำให้ข้าต้องผิดหวังเล่า”

ท่ามกลางเทือกเขาอันกว้างใหญ่ นางเซียนเมฆาสีชาดที่กำลังเหินทะยานไปบนฟากฟ้าด้วยความเร็วสูง ทอดสายตามองไปยังผืนฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุดเบื้องหน้า พลันพึมพำกับตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา

….

ณ ส่วนลึกของป่าอันเงียบสงัดที่เต็มไปด้วยไอพิษ ภายในโถงตำหนักอันมืดมิด

“เจ้าเฒ่าโลหิตอสูรออกจากเขตแดนแห่งความโกลาหลแล้วรึ?”

เมื่อได้รับฟังข่าวกรองที่รวบรวมมาได้ บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินก็เผยสีหน้าที่เจือไปด้วยความขบขันออกมา

เพราะผู้ที่สามารถจัดการกับกลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรได้นั้น คาดว่าคงจะมีเพียงปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ที่ลือกันว่าเก็บตัวซ่อนเร้นอยู่ในเมืองเมฆาใบไม้ตามข้อมูลข่าวก่อนหน้านี้เท่านั้น

ถ้าเช่นนั้นแล้ว การปะทะกันในครั้งนี้...ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างปรมาจารย์!

ทันทีที่คิดมาถึงจุดนี้ ในแววตาของบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินก็พลันฉายประกายอันร้อนแรงออกมา

เนื่องด้วยการทุ่มเททรัพยากรจำนวนมหาศาลจากนิกาย ประกอบกับพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของตนเอง ทำให้บัดนี้เขาได้บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าตอนปลายระดับสมบูรณ์แล้ว

และเช่นเดียวกับเซียวหยุน บุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินเองก็กำลังแสวงหาโอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์อยู่เช่นกัน!

ดังนั้นในช่วงเวลาเช่นนี้ หากว่าสามารถรับชมการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ได้สักครั้งหนึ่ง มันย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างมหาศาล

“ในเมื่อมันคือการต่อสู้ของเหล่าปรมาจารย์ เช่นนั้นบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ก็สมควรจะเดินทางไปสักครา”

กล่าวจบ บุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินก็พลันทะยานร่างออกจากโถงตำหนักอันมืดมิด แล้วหายลับไปในบัดดล

ในขณะเดียวกันนั้น เมื่อข่าวการเคลื่อนไหวของเจ้าเฒ่าโลหิตอสูรออกจากเขตแดนแห่งความโกลาหลได้แพร่สะพัดออกไป

ทั่วทุกแห่งหนในดินแดนฝ่ายเหนือก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาราวกับระเบิด

ถึงขนาดที่ว่า ผู้คนให้ความสนใจมากกว่าเรื่องราวของผู้เฒ่าอินหมางในครั้งก่อนเสียอีก

นั่นก็เพราะว่า ต่อให้ผู้เฒ่าอินหมางจะถูกขนานนามว่าเป็นอันดับหนึ่งในขอบเขตเหนือสวรรค์อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังคงอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์เท่านั้น

แต่ทว่า ประมุขนิกายโลหิตอสูรนั้น คือยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งตอนปลาย ผู้สร้างชื่อเสียงมานานนับร้อยปี!

ในชั่วพริบตานั้น เมืองเมฆาใบไม้และเมืองอินทรีสวรรค์ ก็ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของทั่วทั้งดินแดนฝ่ายเหนือในทันที

และที่สำคัญ เมืองเมฆาใบไม้กลับกลายเป็นจุดสนใจที่สำคัญที่สุด เหตุผลประการแรกคือ เมืองเมฆาใบไม้อยู่ใกล้กับเขตแดนแห่งความโกลาหลมากกว่า

ดังนั้น สถานที่แรกที่ประมุขนิกายโลหิตอสูรจะมาเยือน ย่อมต้องเป็นที่นี่อย่างแน่นอน

เหตุผลประการที่สองคือ...ในเมืองอินทรีสวรรค์นั้น ไม่มีข่าวลือเรื่องปรมาจารย์เก็บตัวซ่อนเร้นเล็ดลอดออกมาเลย

เมื่อเทียบกันแล้ว แรงดึงดูดความสนใจจึงด้อยกว่าอยู่หนึ่งขั้นโดยธรรมชาติ

….

ยามค่ำคืน

ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกกำลังตึงเครียดดั่งพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ และเมืองเมฆาใบไม้ได้กลายเป็นจุดสนใจของดินแดนฝ่ายเหนือ

แต่ทว่าภายในลานเล็กๆของเจียงชิงเกอนั้น กลับไม่มีบรรยากาศของความตึงเครียดอยู่เลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม กลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ดูแปลกไปเล็กน้อย

ณ เวลานี้ เป็นเวลาของอาหารค่ำพอดี เจียงชิงเกอไม่ได้ให้สาวใช้มาส่งอาหาร หากแต่นางอาสาที่จะไปนำอาหารกลับมาให้ทั้งสองคนด้วยตนเอง

และหลังจากนั้น เมื่อเจียงชิงเกอกลับมา นางไม่เพียงแต่ถือกล่องอาหารกลับมาด้วย หากแต่ยังถือเทียนไขสีแดงสองเล่มกลับมาอีก...

ลู่เย่: “…?”

เมื่อเห็นสายตาที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งของลู่เย่ เจียงชิงเกอก็ฝืนเก็บอาการ ก่อนจะอธิบายว่า

“ตอนกินข้าวเย็น...ข้ารู้สึกว่าแสงไฟในลานบ้านมันมืดไปหน่อยน่ะ”

ต่อให้ตาย นางก็ไม่กล้าบอกลู่เย่หรอกว่า นี่เป็นสิ่งที่เรียนรู้มาจากตำราพิสดารเล่มนั้น

หรือที่เขาเรียกว่า...มื้อค่ำใต้แสงเทียน...

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 143 : แผนการของนางเซียนเมฆาสีชาด

คัดลอกลิงก์แล้ว