เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ

บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ

บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ


บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ

เวลาของลู่เย่มีจำกัดมาก เพราะเขาบอกกับเจียงหลิงเยว่ไว้ว่าขอออกไปทำธุระส่วนตัวสักครู่

ดังนั้น เขาจึงขี้เกียจแม้แต่จะพูดจาไร้สาระกับคนของนิกายโลหิตอสูรแม้เพียงครึ่งประโยค และเลือกที่จะจัดการสังหารยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าที่ซ่อนตัวอยู่ให้สิ้นชีพในกระบวนท่าเดียวก่อนเป็นอันดับแรก

ครู่ต่อมา หลังจากเก็บรวบรวมของที่ยึดมาได้จากคนเหล่านี้จนหมดสิ้น ลู่เย่ก็หยิบผงสลายกระดูกออกมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วจัดการกับศพทั้งหมดจนไม่เหลือซาก

…..

ณ สมาพันธ์การค้าไป่ชวน

ภายในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง

ผู้นำการประมูลนามว่าหรูเสวี่ยได้ถอดชุดกี่เพ้าที่ใช้ในการดำเนินรายการออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่สวมใส่สบาย

และทันทีที่เธอเปิดประตูเดินออกมา ตรงทางเดินเบื้องหน้า ก็มีชายวัยกลางคนหน้าตาเฉยเมยผู้หนึ่งกำลังเดินสวนมาพอดี

แน่นอนว่า ชายผู้นั้นก็คือลู่เย่ที่สวมหน้ากากจำแลงโฉมอยู่นั่นเอง

กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าพอได้โอสถทะลวงปราณเทวะมาไว้ในมือปุ๊บก็รีบออกเดินทางทันที

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ลู่เย่จึงยังไม่ได้แวะไปรับเงินจากการประมูลแหวนมิติทั้งสามวงในทันที

….

ในวินาทีที่เห็นลู่เย่เดินเข้ามา นัยน์ตาดอกท้อของหรูเสวี่ยก็พลันหดเล็กลงอย่างรุนแรง

นางไม่ได้รู้จักลู่เย่ในโฉมหน้าที่ปลอมแปลงอยู่ แต่ทว่า...ประสาทรับกลิ่นของนางนั้นเฉียบคมเป็นพิเศษ!

บนร่างของชายวัยกลางคนที่เดินเข้ามานั้น มีกลิ่นคาวเลือดจางๆติดอยู่

กลิ่นเพียงเท่านี้ หากเป็นที่อื่น เกรงว่าคนเก้าในสิบส่วนคงไม่มีทางได้กลิ่น แต่หรูเสวี่ยนั้นเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านนี้โดยเฉพาะ

อันที่จริงกลิ่นคาวเลือดไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะในยุคสมัยเช่นนี้ มีคนตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทว่ากลิ่นคาวเลือดที่หรูเสวี่ยได้กลิ่นนั้น มันช่างดูคล้ายคลึงกับกลิ่นอายของกลุ่มคนจากนิกายโลหิตอสูรที่นั่งอยู่แถวหน้าในโถงชั้นหนึ่งเมื่อยี่สิบนาทีก่อน...จนแทบไม่แตกต่างกันเลย!

และก็ด้วยเหตุนี้เอง หรูเสวี่ยจึงตกใจอย่างมาก

กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรนั้นมีท่าทีองอาจกร่างผยอง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ประมูลโอสถทะลวงปราณเทวะไปได้อีก

ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็คาดเดากันว่า พวกเขาอาจจะกำลังตามไปไล่ฆ่ากลุ่มคนจากเมืองอินทรีสวรรค์อยู่ก็เป็นได้

…..

ลู่เย่กวาดสายตามองผ่านไป ผู้ประมูลอันดับหนึ่งของสมาพันธ์การค้าไป่ชวนผู้นี้จึงรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับเขา

กระทั่งทั้งสองเดินสวนกันไป และหรูเสวี่ยเดินพ้นจากทางเดินนั้นมาแล้ว นางถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“มีกลิ่นคาวเลือดของกลุ่มคนนิกายโลหิตอสูรติดอยู่ นี่ก็หมายความว่า...” ในดวงตาของหรูเสวี่ยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรที่ก่อนหน้านี้ทำตัวหยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา…

ตอนนี้คงจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้วกระมัง!

แล้วอีกอย่าง...ดูจากท่าทีของชายผู้นั้นแล้ว เหมือนว่าเขาจะกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องของท่านนักประเมินเจี๋ยผิง?

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความตกตะลึงและความอยากรู้อยากเห็นก็ผสมปนเปกันอยู่ในใจ

หรูเสวี่ยกัดริมฝีปากสีแดงสดของตนเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังห้องส่วนตัวของเจี๋ยผิงเช่นกัน ด้วยตั้งใจว่าจะไปสอบถามถึงที่มาที่ไปของชายผู้นั้น

เพราะถ้าหากประสาทรับกลิ่นของนางไม่ได้ผิดเพี้ยนไปล่ะก็

ชายวัยกลางคนผู้นั้น...เขาก็น่ากลัวเกินไปแล้ว

ต้องรู้ก่อนว่าฝีมือของกลุ่มคนจากนิกายโลหิตอสูรนั้นแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่อนับรวมเวลาตั้งแต่ที่พวกเขาออกจากลานประมูล นี่ก็ยังไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ แต่กลับถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปแล้ว

….

ภายในห้องส่วนตัวของเจี๋ยผิง

ณ เวลานี้ เจี๋ยผิงกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ผู้ที่นำแหวนมิติมาประมูลก่อนหน้านี้เพิ่งจะจากไปได้ไม่กี่นาที

เจี๋ยผิงได้มอบเงินให้แก่เขาไปแล้ว และยังได้มอบบัตรแขกคนสำคัญระดับทองให้ไปหนึ่งใบตามกฎของสมาพันธ์การค้าอีกด้วย

โดยผู้ที่ซื้อหรือประมูลสินค้าในสมาพันธ์การค้าครบหนึ่งล้านตำลึงเงิน ก็จะได้รับบัตรแขกคนสำคัญระดับทองตามเงื่อนไข

ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการประมูลเท่านั้น แต่ยังสามารถรับส่วนลดสิบส่วนได้ที่สมาพันธ์การค้าไป่ชวนทุกสาขาภายในเเคว้นซวนโจวอีกด้วย

อันที่จริง สิทธิพิเศษเหล่านี้ลู่เย่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตามในเมื่อเจี๋ยผิงมอบบัตรให้ เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเผื่อว่าในอนาคตอาจจะได้ใช้ประโยชน์ ก็ถือว่าไม่เลว

เเละในขณะนั้นเอง มันก็มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูห้องของเจี๋ยผิง

“เชิญเข้ามา”

เมื่อเห็นว่าผู้ที่ผลักประตูเข้ามาคือหัวหน้าผู้ประมูลของสมาพันธ์การค้า ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหรูเสวี่ยผู้มีข่าวลือว่ามีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับท่านประธานสมาพันธ์ฯ

เจี๋ยผิงจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที

“ที่แท้ก็คือคุณหนูหรูเสวี่ย มีธุระสำคัญอันใดหรือขอรับ?”

“เมื่อครู่นี้ มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมาที่นี่ใช่หรือไม่?” หรูเสวี่ยเอ่ยถาม

“ใช่แล้วขอรับ เขาคือผู้ที่นำแหวนมิติทั้งสามวงมาประมูล เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งจะมอบบัตรสมาชิกระดับทองให้เขาไปตามกฎของสมาพันธ์ฯ”

ที่แท้ก็เป็นเขานี่เองหรือ?

หรูเสวี่ยพอจะเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้ว นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“ทำได้ดีมาก สองเดือนนี้ข้าจะอยู่ที่เมืองเมฆาใบไม้ หากว่าคราวหน้าเขามาอีก เจ้าช่วยแจ้งข้าด้วยก็แล้วกัน”

“ขอรับ คุณหนูหรูเสวี่ย ข้าจะจำไว้”

….

อีกด้าน

ณ ดินแดนอันห่างไกลและทุรกันดารสุดขอบแดนเหนือ...

แต่เดิมทีที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาและสายนน้ำอันตราย อีกทั้งยังมีอาณาเขตติดกับมณฑลอสูรศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่อยู่ของเผ่าอสูรแห่งทวีป…เป็นเหตุให้ในอดีตแทบไม่มีผู้ใดมาอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งเลย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ หากคนธรรมดาคิดจะมาตั้งรกรากที่นี่ คาดว่าคงไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็คงจะถูกอสูรจากเผ่าอสูรที่มักจะบุกรุกเข้ามาจับตัวไปทำเป็นกับแกล้มสุราเสียแล้ว

ทว่า...เนิ่นนานมาแล้ว มีจอมโหดกระหายเลือดผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่หลายคนเล็งเห็นว่าที่แห่งนี้ไร้ซึ่งผู้คนควบคุมดูแล ดังนั้นจึงสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ

พวกเขาจึงได้ยึดครองดินแดนผืนนี้เป็นของตน และเริ่มก่อตั้งขุมกำลังของตัวเองขึ้นมา

และหลังจากผ่านการพัฒนามานับไม่ถ้วน

ดินแดนซึ่งเคยเกิดการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน…

ดินแดนที่ราวกับถูกชโลมไปด้วยโลหิตของผู้คนมากมาย..

ดินแดนนี้ก็ได้มีชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความโหดเหี้ยมเป็นที่รู้จักไปทั่ว

เเละนามนั้นคือ...ดินแดนโกลาหล!

….

ณ เวลานี้ ภายในเมืองโกลาหล

เมืองเพียงแห่งเดียวในดินแดนโกลาหล ณ ที่ตั้งของนิกายโลหิตอสูร

ภายในอาคารอันโอ่อ่าหรูหรา ประมุขนิกายโลหิตอสูรมีใบหน้าเคร่งขรึมมืดมน

เมื่อครู่นี้ ศิษย์ผู้ดูแลป้ายวิญญาณพบว่า ป้ายวิญญาณของผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสามคนที่เดินทางไปยังเมืองเมฆาใบไม้เพื่อแย่งชิงโอสถทะลวงปราณเทวะในครั้งนี้ รวมถึงป้ายวิญญาณของหลานชายเขา

ทั้งหมด...ล้วนแตกละเอียดจนหมดสิ้น!

ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ถึงสามคน!

เเถมในจำนวนนั้นยังมีขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงกลางอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน!

ด้วยพลังฝีมือระดับนี้ หากนับกันในนิกายโลหิตอสูรแล้ว ก็ถือว่าติดหนึ่งในห้าของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของนิกายอีกด้วย

เเต่แค่เพียงเดินทางไปยังเมืองเมฆาใบไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง กลับไม่มีใครได้กลับมาเลยแม้แต่คนเดียว

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ประมุขนิกายโลหิตอสูรเพิ่งจะได้รับข้อความจากป้ายหยกของพวกเขาว่าได้โอสถทะลวงปราณเทวะมาไว้ในมือแล้ว และกำลังสร้างสถานการณ์ลวงเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ

ทันใดนั้น ไอสังหารก็แผ่กระจายออกมาจากทั่วร่างของประมุขนิกายโลหิตอสูร

พลังอำนาจของปรมาจารย์ยุทธ์แผ่กดดันไปทั่วทั้งโถงกว้าง

“ไปสืบมาให้ข้า! ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าเป็นยอดฝีมือจากที่ใดกันที่มันบังอาจคิดจะทำลายรากฐานของนิกายโลหิตอสูรของข้า!”

….

อีกด้าน

ภายในโรงเตี๊ยม เจียงหลิงเยว่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าเหตุใดลู่เย่จึงไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก?

และในตอนนั้นเอง เสียงประตูก็ขยับดังขึ้น เป็นลู่เย่เดินเข้ามาจากด้านนอก

“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที ข้านึกว่าเจ้าหาทางกลับไม่เจอเสียแล้ว”

“พวกเรา...ไปหาที่หลบภัยกันก่อนดีไหม ตอนนี้ข้างนอกคงจะอันตรายมากแน่ๆ...”

เจียงหลิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย

ความคิดของเจียงหลิงเยว่ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ คือต่างก็คิดว่าด้วยพฤติกรรมที่ผ่านมาของนิกายโลหิตอสูร พวกเขาย่อมไม่ปล่อยคนที่กล้าต่อกรกับตนไปง่ายๆแน่

แม้ว่าตอนนี้เป้าหมายหลักน่าจะเป็นคนของสกุลชิวแห่งเมืองอินทรีสวรรค์และเถียนชิง

ทว่าลู่เย่เองก็เคยขานราคาสู้ไปเหมือนกัน ดังนั้นเจียงหลิงเยว่จึงไม่รู้ว่าพวกคนกระหายเลือดเหล่านั้นจะนับรวมลู่เย่เข้าไปด้วยหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่การประมูลสิ้นสุดลง เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกเป็นกังวลมาโดยตลอด

ถ้าหากว่า...พวกคนโหดเหี้ยมจากนิกายโลหิตอสูรตามมาถึงที่นี่จริงๆ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะขอตายอยู่เคียงข้างเขาแล้วกัน

….

“หาที่หลบภัยหรือ?”

ลู่เย่แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้ายังมีธุระต้องไปทำอีกหน่อย...วางใจได้ พวกเขาไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นหรอก ไม่เก็บมาคิดแค้นอะไรแน่”

ก็แน่ล่ะ...ในเมื่อเขาถึงขนาดช่วยจัดการกับศพของพวกเขาจนกลายเป็นเถ้าธุลีส่งวิญญาณไปสู่สุคติแบบครบวงจรขนาดนี้แล้ว

แบบนั้น ยังจะมีอะไรให้ต้องมาเก็บเป็นความแค้นอีกเล่า?

เเละเมื่อครู่นี้เอง ลู่เย่ได้รับข้อความจากเสี่ยวหลิงในหอหมื่นวิถี ว่ามันสามารถควบแน่นของเหลววิญญาณต้นกำเนิดออกมาได้อีกหนึ่งหยดแล้ว!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว