- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ
บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ
บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ
บทที่ 132: หรูเสวี่ยผู้มีพรสวรรค์พิเศษ
เวลาของลู่เย่มีจำกัดมาก เพราะเขาบอกกับเจียงหลิงเยว่ไว้ว่าขอออกไปทำธุระส่วนตัวสักครู่
ดังนั้น เขาจึงขี้เกียจแม้แต่จะพูดจาไร้สาระกับคนของนิกายโลหิตอสูรแม้เพียงครึ่งประโยค และเลือกที่จะจัดการสังหารยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าที่ซ่อนตัวอยู่ให้สิ้นชีพในกระบวนท่าเดียวก่อนเป็นอันดับแรก
ครู่ต่อมา หลังจากเก็บรวบรวมของที่ยึดมาได้จากคนเหล่านี้จนหมดสิ้น ลู่เย่ก็หยิบผงสลายกระดูกออกมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วจัดการกับศพทั้งหมดจนไม่เหลือซาก
…..
ณ สมาพันธ์การค้าไป่ชวน
ภายในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง
ผู้นำการประมูลนามว่าหรูเสวี่ยได้ถอดชุดกี่เพ้าที่ใช้ในการดำเนินรายการออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่สวมใส่สบาย
และทันทีที่เธอเปิดประตูเดินออกมา ตรงทางเดินเบื้องหน้า ก็มีชายวัยกลางคนหน้าตาเฉยเมยผู้หนึ่งกำลังเดินสวนมาพอดี
แน่นอนว่า ชายผู้นั้นก็คือลู่เย่ที่สวมหน้ากากจำแลงโฉมอยู่นั่นเอง
กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าพอได้โอสถทะลวงปราณเทวะมาไว้ในมือปุ๊บก็รีบออกเดินทางทันที
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ลู่เย่จึงยังไม่ได้แวะไปรับเงินจากการประมูลแหวนมิติทั้งสามวงในทันที
….
ในวินาทีที่เห็นลู่เย่เดินเข้ามา นัยน์ตาดอกท้อของหรูเสวี่ยก็พลันหดเล็กลงอย่างรุนแรง
นางไม่ได้รู้จักลู่เย่ในโฉมหน้าที่ปลอมแปลงอยู่ แต่ทว่า...ประสาทรับกลิ่นของนางนั้นเฉียบคมเป็นพิเศษ!
บนร่างของชายวัยกลางคนที่เดินเข้ามานั้น มีกลิ่นคาวเลือดจางๆติดอยู่
กลิ่นเพียงเท่านี้ หากเป็นที่อื่น เกรงว่าคนเก้าในสิบส่วนคงไม่มีทางได้กลิ่น แต่หรูเสวี่ยนั้นเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านนี้โดยเฉพาะ
อันที่จริงกลิ่นคาวเลือดไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะในยุคสมัยเช่นนี้ มีคนตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทว่ากลิ่นคาวเลือดที่หรูเสวี่ยได้กลิ่นนั้น มันช่างดูคล้ายคลึงกับกลิ่นอายของกลุ่มคนจากนิกายโลหิตอสูรที่นั่งอยู่แถวหน้าในโถงชั้นหนึ่งเมื่อยี่สิบนาทีก่อน...จนแทบไม่แตกต่างกันเลย!
และก็ด้วยเหตุนี้เอง หรูเสวี่ยจึงตกใจอย่างมาก
กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรนั้นมีท่าทีองอาจกร่างผยอง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ประมูลโอสถทะลวงปราณเทวะไปได้อีก
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็คาดเดากันว่า พวกเขาอาจจะกำลังตามไปไล่ฆ่ากลุ่มคนจากเมืองอินทรีสวรรค์อยู่ก็เป็นได้
…..
ลู่เย่กวาดสายตามองผ่านไป ผู้ประมูลอันดับหนึ่งของสมาพันธ์การค้าไป่ชวนผู้นี้จึงรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับเขา
กระทั่งทั้งสองเดินสวนกันไป และหรูเสวี่ยเดินพ้นจากทางเดินนั้นมาแล้ว นางถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“มีกลิ่นคาวเลือดของกลุ่มคนนิกายโลหิตอสูรติดอยู่ นี่ก็หมายความว่า...” ในดวงตาของหรูเสวี่ยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
กลุ่มคนของนิกายโลหิตอสูรที่ก่อนหน้านี้ทำตัวหยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา…
ตอนนี้คงจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้วกระมัง!
แล้วอีกอย่าง...ดูจากท่าทีของชายผู้นั้นแล้ว เหมือนว่าเขาจะกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องของท่านนักประเมินเจี๋ยผิง?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความตกตะลึงและความอยากรู้อยากเห็นก็ผสมปนเปกันอยู่ในใจ
หรูเสวี่ยกัดริมฝีปากสีแดงสดของตนเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังห้องส่วนตัวของเจี๋ยผิงเช่นกัน ด้วยตั้งใจว่าจะไปสอบถามถึงที่มาที่ไปของชายผู้นั้น
เพราะถ้าหากประสาทรับกลิ่นของนางไม่ได้ผิดเพี้ยนไปล่ะก็
ชายวัยกลางคนผู้นั้น...เขาก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่าฝีมือของกลุ่มคนจากนิกายโลหิตอสูรนั้นแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เมื่อนับรวมเวลาตั้งแต่ที่พวกเขาออกจากลานประมูล นี่ก็ยังไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ แต่กลับถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปแล้ว
….
ภายในห้องส่วนตัวของเจี๋ยผิง
ณ เวลานี้ เจี๋ยผิงกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ผู้ที่นำแหวนมิติมาประมูลก่อนหน้านี้เพิ่งจะจากไปได้ไม่กี่นาที
เจี๋ยผิงได้มอบเงินให้แก่เขาไปแล้ว และยังได้มอบบัตรแขกคนสำคัญระดับทองให้ไปหนึ่งใบตามกฎของสมาพันธ์การค้าอีกด้วย
โดยผู้ที่ซื้อหรือประมูลสินค้าในสมาพันธ์การค้าครบหนึ่งล้านตำลึงเงิน ก็จะได้รับบัตรแขกคนสำคัญระดับทองตามเงื่อนไข
ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการประมูลเท่านั้น แต่ยังสามารถรับส่วนลดสิบส่วนได้ที่สมาพันธ์การค้าไป่ชวนทุกสาขาภายในเเคว้นซวนโจวอีกด้วย
อันที่จริง สิทธิพิเศษเหล่านี้ลู่เย่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามในเมื่อเจี๋ยผิงมอบบัตรให้ เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเผื่อว่าในอนาคตอาจจะได้ใช้ประโยชน์ ก็ถือว่าไม่เลว
เเละในขณะนั้นเอง มันก็มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูห้องของเจี๋ยผิง
“เชิญเข้ามา”
เมื่อเห็นว่าผู้ที่ผลักประตูเข้ามาคือหัวหน้าผู้ประมูลของสมาพันธ์การค้า ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหรูเสวี่ยผู้มีข่าวลือว่ามีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับท่านประธานสมาพันธ์ฯ
เจี๋ยผิงจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที
“ที่แท้ก็คือคุณหนูหรูเสวี่ย มีธุระสำคัญอันใดหรือขอรับ?”
“เมื่อครู่นี้ มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมาที่นี่ใช่หรือไม่?” หรูเสวี่ยเอ่ยถาม
“ใช่แล้วขอรับ เขาคือผู้ที่นำแหวนมิติทั้งสามวงมาประมูล เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งจะมอบบัตรสมาชิกระดับทองให้เขาไปตามกฎของสมาพันธ์ฯ”
ที่แท้ก็เป็นเขานี่เองหรือ?
หรูเสวี่ยพอจะเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้ว นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ทำได้ดีมาก สองเดือนนี้ข้าจะอยู่ที่เมืองเมฆาใบไม้ หากว่าคราวหน้าเขามาอีก เจ้าช่วยแจ้งข้าด้วยก็แล้วกัน”
“ขอรับ คุณหนูหรูเสวี่ย ข้าจะจำไว้”
….
อีกด้าน
ณ ดินแดนอันห่างไกลและทุรกันดารสุดขอบแดนเหนือ...
แต่เดิมทีที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาและสายนน้ำอันตราย อีกทั้งยังมีอาณาเขตติดกับมณฑลอสูรศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่อยู่ของเผ่าอสูรแห่งทวีป…เป็นเหตุให้ในอดีตแทบไม่มีผู้ใดมาอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งเลย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ หากคนธรรมดาคิดจะมาตั้งรกรากที่นี่ คาดว่าคงไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็คงจะถูกอสูรจากเผ่าอสูรที่มักจะบุกรุกเข้ามาจับตัวไปทำเป็นกับแกล้มสุราเสียแล้ว
ทว่า...เนิ่นนานมาแล้ว มีจอมโหดกระหายเลือดผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่หลายคนเล็งเห็นว่าที่แห่งนี้ไร้ซึ่งผู้คนควบคุมดูแล ดังนั้นจึงสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
พวกเขาจึงได้ยึดครองดินแดนผืนนี้เป็นของตน และเริ่มก่อตั้งขุมกำลังของตัวเองขึ้นมา
และหลังจากผ่านการพัฒนามานับไม่ถ้วน
ดินแดนซึ่งเคยเกิดการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน…
ดินแดนที่ราวกับถูกชโลมไปด้วยโลหิตของผู้คนมากมาย..
ดินแดนนี้ก็ได้มีชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความโหดเหี้ยมเป็นที่รู้จักไปทั่ว
เเละนามนั้นคือ...ดินแดนโกลาหล!
….
ณ เวลานี้ ภายในเมืองโกลาหล
เมืองเพียงแห่งเดียวในดินแดนโกลาหล ณ ที่ตั้งของนิกายโลหิตอสูร
ภายในอาคารอันโอ่อ่าหรูหรา ประมุขนิกายโลหิตอสูรมีใบหน้าเคร่งขรึมมืดมน
เมื่อครู่นี้ ศิษย์ผู้ดูแลป้ายวิญญาณพบว่า ป้ายวิญญาณของผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสามคนที่เดินทางไปยังเมืองเมฆาใบไม้เพื่อแย่งชิงโอสถทะลวงปราณเทวะในครั้งนี้ รวมถึงป้ายวิญญาณของหลานชายเขา
ทั้งหมด...ล้วนแตกละเอียดจนหมดสิ้น!
ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ถึงสามคน!
เเถมในจำนวนนั้นยังมีขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงกลางอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน!
ด้วยพลังฝีมือระดับนี้ หากนับกันในนิกายโลหิตอสูรแล้ว ก็ถือว่าติดหนึ่งในห้าของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของนิกายอีกด้วย
เเต่แค่เพียงเดินทางไปยังเมืองเมฆาใบไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง กลับไม่มีใครได้กลับมาเลยแม้แต่คนเดียว
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ประมุขนิกายโลหิตอสูรเพิ่งจะได้รับข้อความจากป้ายหยกของพวกเขาว่าได้โอสถทะลวงปราณเทวะมาไว้ในมือแล้ว และกำลังสร้างสถานการณ์ลวงเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ
ทันใดนั้น ไอสังหารก็แผ่กระจายออกมาจากทั่วร่างของประมุขนิกายโลหิตอสูร
พลังอำนาจของปรมาจารย์ยุทธ์แผ่กดดันไปทั่วทั้งโถงกว้าง
“ไปสืบมาให้ข้า! ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าเป็นยอดฝีมือจากที่ใดกันที่มันบังอาจคิดจะทำลายรากฐานของนิกายโลหิตอสูรของข้า!”
….
อีกด้าน
ภายในโรงเตี๊ยม เจียงหลิงเยว่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าเหตุใดลู่เย่จึงไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก?
และในตอนนั้นเอง เสียงประตูก็ขยับดังขึ้น เป็นลู่เย่เดินเข้ามาจากด้านนอก
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที ข้านึกว่าเจ้าหาทางกลับไม่เจอเสียแล้ว”
“พวกเรา...ไปหาที่หลบภัยกันก่อนดีไหม ตอนนี้ข้างนอกคงจะอันตรายมากแน่ๆ...”
เจียงหลิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย
ความคิดของเจียงหลิงเยว่ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ คือต่างก็คิดว่าด้วยพฤติกรรมที่ผ่านมาของนิกายโลหิตอสูร พวกเขาย่อมไม่ปล่อยคนที่กล้าต่อกรกับตนไปง่ายๆแน่
แม้ว่าตอนนี้เป้าหมายหลักน่าจะเป็นคนของสกุลชิวแห่งเมืองอินทรีสวรรค์และเถียนชิง
ทว่าลู่เย่เองก็เคยขานราคาสู้ไปเหมือนกัน ดังนั้นเจียงหลิงเยว่จึงไม่รู้ว่าพวกคนกระหายเลือดเหล่านั้นจะนับรวมลู่เย่เข้าไปด้วยหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่การประมูลสิ้นสุดลง เจียงหลิงเยว่ก็รู้สึกเป็นกังวลมาโดยตลอด
ถ้าหากว่า...พวกคนโหดเหี้ยมจากนิกายโลหิตอสูรตามมาถึงที่นี่จริงๆ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะขอตายอยู่เคียงข้างเขาแล้วกัน
….
“หาที่หลบภัยหรือ?”
ลู่เย่แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้ายังมีธุระต้องไปทำอีกหน่อย...วางใจได้ พวกเขาไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นหรอก ไม่เก็บมาคิดแค้นอะไรแน่”
ก็แน่ล่ะ...ในเมื่อเขาถึงขนาดช่วยจัดการกับศพของพวกเขาจนกลายเป็นเถ้าธุลีส่งวิญญาณไปสู่สุคติแบบครบวงจรขนาดนี้แล้ว
แบบนั้น ยังจะมีอะไรให้ต้องมาเก็บเป็นความแค้นอีกเล่า?
เเละเมื่อครู่นี้เอง ลู่เย่ได้รับข้อความจากเสี่ยวหลิงในหอหมื่นวิถี ว่ามันสามารถควบแน่นของเหลววิญญาณต้นกำเนิดออกมาได้อีกหนึ่งหยดแล้ว!
(จบบท)