- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 99 : รับมรดกของปรมาจารย์ค่ายกล!
บทที่ 99 : รับมรดกของปรมาจารย์ค่ายกล!
บทที่ 99 : รับมรดกของปรมาจารย์​ค่ายกล!
บทที่ 99 : รับมรดกของปรมาจารย์​ค่ายกล!
“ผลึกปราณสี่สิบกว่าชิ้น?”
“นอกจากนี้ ยังมีโอสถปรมาจารย์อีกสองขวด...”
เมื่อมองดูของที่เก็บเกี่ยวมาได้ล่าสุด ลู่เย่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ
สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกล ช่างร่ำรวยกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ทรัพยากรเหล่านี้ เพียงพอที่จะทำให้เขาทะลวงระดับพลังขึ้นไปได้อย่างน้อยสองขั้นแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งขั้นนั้น ไม่สามารถนำไปเทียบกับตอนที่อยู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้เลย
มันมากกว่ากันอย่างมหาศาล!
“ผลึกปราณ เราแบ่งกันคนละครึ่ง”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็ตัดสินใจที่จะแบ่งกับเฉินหลิงเซียงคนละครึ่ง
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเฉินหลิงเซียงจะรีบส่ายหน้าพลางกล่าว
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ไม่ต้องเลย ข้ามีผลึกปราณไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แค่คัมภีร์สามเล่มนี้ ก็เกินความคาดหมายของข้าไปมากแล้ว”
“และอีกอย่างถ้าไม่มีท่าน ข้าก็ไม่มีทางเข้ามาในแดนลับนี้ได้อย่างแน่นอน”
เฉินหลิงเซียงมองสถานการณ์ออกอย่างชัดเจน
หากว่าไม่มีลู่เย่ ต่อให้สมบัติลับแห่งนี้จะร่ำรวยเพียงใด มันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนางมากนัก
เมื่อเห็นเฉินหลิงเซียงปฏิเสธ ลู่เย่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล้วงหยิบโอสถเหนือ​สวรรค์​ชั้นยอดออกมาสามเม็ด
นี่คือของที่เหลือมาจากการสุ่มรางวัลในตำหนักหมื่นวิถีครั้งก่อน เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บไว้ใช้เป็นตัวช่วยในตอนที่ทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์
แต่ในท้ายที่สุด ลู่เย่ก็ทะลวงระดับได้สำเร็จในดินแดนลับหุบเขาทมิฬ จึงไม่ได้ใช้มัน
เรื่องของสมบัติลับนี้ อย่างไรเสียก็เป็นเพราะกุญแจของเฉินหลิงเซียง ลู่เย่จึงยื่นโอสถเหนือสวรรค์​ชั้นยอดทั้งสามเม็ดให้นาง
“ของนี่…เจ้าสามารถ​ใช้ได้”
“นี่มัน…โอสถเหนือสวรรค์ชั้นยอด?!”
เมื่อมองดูโอสถชั้นยอดที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมา เฉินหลิงเซียงก็ถึงกับตกตะลึง
แน่นอนว่ามูลค่าของโอสถเหนือสวรรค์ย่อมไม่อาจเทียบกับโอสถปรมาจารย์ได้…แต่ทว่าในตอนนี้มันกลับเป็นโอสถที่เหมาะสมกับนางที่สุด
โอสถปรมาจารย์นั้นเฉินหลิงเซียงไม่ต้องการเลยแม้แต่น้อย แต่พอได้เห็นโอสถเหนือสวรรค์สามเม็ดในมือของลู่เย่ ในใจของนางก็พลันหวั่นไหวขึ้นมาอยู่บ้าง
ลู่เย่ยัดโอสถใส่มือของเฉินหลิงเซียงก่อนจะกล่าว
“ไปกันเถอะ ไปดูห้องอื่นกันต่อ”
ขณะที่จ้องมองแผ่นหลังของลู่เย่ ในดวงตาของเฉินหลิงเซียงก็ทอประกายแห่งความซาบซึ้งขึ้นมาวูบหนึ่ง
นางรู้ดีว่า นี่คือโอสถที่ลู่เย่ตั้งใจหยิบออกมาให้ ก็เพราะกลัวว่านางจะเสียเปรียบ
เพราะถึงอย่างไร ผลึกปราณนางก็บอกไปแล้วว่าไม่ต้องการ ส่วนโอสถปรมาจารย์นางก็ใช้ไม่ได้
ดังนั้น ลู่เย่จึงคิดที่จะนำโอสถเหนือสวรรค์ชั้นยอดออกมาเพื่อชดเชยให้นาง
“สายตาของข้า ช่างไม่เลวจริงๆ...”
เมื่อประโยคนี้แวบเข้ามาในความคิด ในแววตาของเฉินหลิงเซียงก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้นมา
ดูท่าทางแล้ว การที่นางตัดสินใจพยายามเข้าหาลู่เย่อย่างสุดความสามารถ…หลังจากที่ได้ค้นพบตัวตนที่ซ่อนเร้นของเขาในตอนนั้น ช่างเป็นการตัดสินใจที่ไม่เลวเลยจริงๆ!
จากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นี้ก็สามารถมองออกได้ว่า ในการเข้ามาในดินแดนลับครั้งนี้ นอกจากเรื่องกุญแจแล้ว ลู่เย่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนออกแรงถึงเก้าส่วนเก้าเลยทีเดียว
แต่ทว่าลู่เย่กลับไม่เคยคิดที่จะเอาเปรียบคนที่อยู่ข้างกายเลย
ทันใดนั้นเอง เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่า นางเหมือนจะมองข้ามอะไรบางอย่างไป
“จริงสิ โอสถปรมาจารย์นั้น...ปกติแล้วไม่ใช่ว่าต้องเป็นปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้นถึงจะสามารถหลอมรวมและใช้งานได้หรอกหรือ...”
ทันใดนั้น​เอง เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่าหัวใจของนางพลันเต้นผิดจังหวะไปอย่างรุนแรง
“เขา...เขาคงจะไม่...”
ในดวงตาของเฉินหลิงเซียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
ในชั่วพริบตานี้เอง นางก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า หากลู่เย่ยังคงอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ แม้จะเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าก็ตาม โอสถเหนือสวรรค์ชั้นยอดก็ยังคงมีประโยชน์ต่อเขาอยู่ดี
ในทางกลับกัน โอสถปรมาจารย์นั่นแหละ​ที่ไร้ประโยชน์
แต่ถ้าหาก…
หากลู่เย่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ในตำนานไปแล้วจริงๆ
ถ้าเช่นนั้นการกระทำของเขาที่มอบโอสถเหนือสวรรค์ให้นางเมื่อครู่นี้ ก็สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง
เพราะว่า...แม้จะเป็นโอสถเหนือสวรรค์ชั้นยอด ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับลู่เย่ผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ไปแล้ว
เมื่อค่อยๆ คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแจ้งในสมอง เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่าลมหายใจของนางเริ่มหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย
หากว่าคำคาดเดานี้เป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าลู่เย่คือปรมาจารย์ยุทธ์ที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบห้าปีอย่างนั้นหรือ?!
ในวินาทีนี้ ความสงสัยใคร่รู้ที่เฉินหลิงเซียงมีต่อลู่เย่ แทบจะพุ่งทะยานไปจนถึงขีดสุด
นางชื่นชมในตัวลู่เย่มาโดยตลอด และตั้งแต่แรกเริ่มก็มีความรู้สึกดีๆให้เขาอยู่บ้างแล้ว
เดิมทีนางคิดว่า การที่เขาสามารถบรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นสูงสุดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับแนวหน้าของดินแดนทางเหนือแล้ว
แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า…
ทันใดนั้นเอง เนื่องจากความตื่นเต้นอย่างสุดขีดหลังจากที่คิดเรื่องราวทั้งหมดออก
ร่างอรชรของเฉินหลิงเซียงที่สั่นสะท้านเล็กน้อยก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป
สุดท้าย…นางอดไม่ได้ที่จะหนีบขาเรียวยาวของตนเองเข้าหากันแน่น
บนแก้มเนียนใสราวกับจะแตกได้เมื่อสัมผัส ก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมา
นาง….ตื่นเต้นเกินไป...
เมื่อมองไปยังลู่เย่ที่เดินเข้าไปในห้องอื่นแล้ว เฉินหลิงเซียงก็ลองดมกลิ่นบนร่างกายของตนเอง โชคดีที่ยังมีกลิ่นหอมกรุ่นจางๆคอยกลบเกลื่อนเอาไว้
มิฉะนั้นแล้วหากถูกลู่เย่ได้กลิ่นเข้า... นางคงจะต้องหาหลุมดินมุดลงไปอยู่เป็นแน่
….
ครู่ต่อมา ณ ห้องค่ายกลและศาสตราวุธ
ในตอนนี้ ลู่เย่กำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งอ่านอย่างเพลิดเพลิน
เเละเมื่อเห็นเฉินหลิงเซียงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนจะแดงระเรื่ออยู่บ้าง เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงแค่พยักหน้าให้เล็กน้อย
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คัมภีร์วิทยายุทธ์อะไร หากแต่เป็นบันทึกส่วนตัวบางส่วนของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างอู๋อี้ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นอัตชีวประวัติของเขา
ภายในนั้นได้บันทึกความเข้าใจในวิถียุทธ์บางส่วนที่อู๋อี้ได้ประสบพบเจอมาตลอดเส้นทาง รวมถึงความเข้าใจในด้านค่ายกลและศาสตราวุธ และยังมีเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจและน่าประทับใจอีกด้วย
หลังจากที่อู๋อี้ทะลวงถึงขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด เขาก็รู้สึกว่าการที่จะทะลวงระดับต่อไปในดินแดนทางเหนือนั้นยิ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่จะเดินทางออกจากดินแดนทางเหนือ ไปยังซวนโจว…หรือแคว้นอื่นๆเพื่อตามหาโอกาสในการทะลวงระดับ
คาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะพบเจอกับโอกาสบางอย่างในดินแดนตะวันออกของซวนโจวจริงๆ และมรดกสืบทอดด้านค่ายกลก็ได้รับมาในตอนนั้นเอง
นับตั้งแต่นั้นมา อู๋อี้ก็บำเพ็ญเพียรวิถียุทธ์ไปพร้อมๆกับการศึกษาค้นคว้าวิชาค่ายกล
และตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีให้หลัง เขาก็สามารถศึกษาค้นคว้าจนบรรลุถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับสี่ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เดิมทีเขาคิดว่าอู๋อี้น่าจะมีความสามารถระดับปรมาจารย์ค่ายกลขั้นที่สาม แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นถึงระดับสี่ ซึ่งเทียบเท่ากับปรมาจารย์ค่ายกลขอบเขตปรมาจารย์!
วิชาค่ายกลนั้น มีข้อกำหนดด้านพรสวรรค์ที่สูงมาก และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อาชีพพิเศษนั้นหาได้ยากยิ่ง
หลังจากอ่านจนจบแล้ว ลู่เย่ก็หยิบสารานุกรมค่ายกลฉบับพื้นฐานที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมา
“วิชาค่ายกลเล่มนี้ หลังจากออกไปแล้ว ค่อยคัดลอกอีกฉบับหนึ่ง เจ้ากับข้าคนละฉบับ…เเล้วมาดูกันว่าใครจะมีพรสวรรค์ด้านค่ายกลมากกว่ากัน” ลู่เย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม​
“หา ให้ข้าฉบับหนึ่งหรือเจ้าคะ?” เฉินหลิงเซียงดีใจอยู่บ้าง ที่แท้ลู่เย่ก็ยังนึกถึงนางอยู่จริงๆ
“ขอบคุณคุณชายลู่”
ภายในห้องค่ายกลและศาสตราวุธ ยังมีจานค่ายกลอยู่อีกหลายชิ้น
ลู่เย่หยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าบางส่วนได้สูญเสียประสิทธิภาพไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสามชิ้นที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ลู่เย่เหลือบมองดู ก็พบว่าทั้งสามชิ้นล้วนเป็นจานค่ายกลสังหารระดับสี่ทั้งสิ้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็แบ่งจานค่ายกลระดับสี่ให้เฉินหลิงเซียงสองชิ้น
“ของดีทีเดียว เจ้าเอาไปสองชิ้น…ของพวกนี้ ในยามคับขันมีประโยชน์กับเจ้ามาก”
วิชาย่างก้าว​มังกรท่องสี่ทิศของเขานั้น เมื่อหลายวันก่อนได้เข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญ​แล้ว เมื่อผนวกเข้ากับพลังฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่ง แม้จะเป็นปรมาจารย์ขั้นที่สาม ก็ไม่มีทางรั้งเขาไว้ได้
ดังนั้นสำหรับเขา จานค่ายกลระดับสี่จึงเป็นเพียงของเสริมบารมีเท่านั้น มีประโยชน์อยู่บ้าง…แต่ก็ไม่มากนัก
ครู่ต่อมา หลังจากที่สำรวจห้องพักอาศัยของอู๋อี้อีกรอบหนึ่ง เขาก็พบว่านอกจากของใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
และในตอนนั้นเอง ด้านนอกถ้ำก็พลันมีเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาแว่วเข้ามา
ประสาทสัมผัสอันทรงพลังของลู่เย่แผ่ขยายออกไป จาก​นั้นสีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
“มีคนมาแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
ดูท่าทางเขาจะเดาไม่ผิด สมบัติลับแห่งนี้ คนที่รู้เรื่องคงไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองคนจริงๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงก็รีบเดินตามหลังลู่เย่ แล้วหาทางออกเพื่อจากไป
ในขณะเดียวกันนั้น กลุ่มคนสามคนก็บุกฝ่าค่ายกลเบื้องหน้ามาอย่างทุลักทุเล จนมาถึงถ้ำที่อยู่หน้าประตูด่านสุดท้าย
ในชั่วพริบตาเดียว สายตาของคนทั้งสามก็พลันจับจ้องไปยังซากศพของปีศาจจิ้งจอกตนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าอยู่
(จบตอน)