- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!
บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!
บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!
บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ถึงสองชิ้น ซึ่งเท่ากับว่าจะสามารถลดทอนพลังของค่ายกลลงได้ถึงสองในสี่ส่วน แต่ในใจของทุกคนรวมถึงหลิ่วหรูเยียนเอง ก็ยังคงไม่มั่นใจเต็มร้อยอยู่ดี
เพราะถึงอย่างไร ความสามารถด้านค่ายกลของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดนั้นไม่ใช่ระดับธรรมดา
ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่กลับไม่มีความเข้าใจในเรื่องค่ายกลอย่างลึกซึ้งนัก
ดังนั้นบางครั้งแค่ค่ายกลระดับสาม ก็สามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้เทียบเท่ากับค่ายกลระดับสี่เลยทีเดียว
ในทางกลับกัน ลู่เย่กลับมีท่าทีสงบนิ่งกว่ามาก
เพราะถ้าหากไม่สามารถทำลายค่ายกลเพื่อเข้าไปในถ้ำได้จริงๆ อย่างมากก็แค่พึ่งพาเสี่ยวหลิงเพื่อถอนตัวออกมาก็เท่านั้นเอง
ครู่ต่อมา คนทั้งสองก็พร้อมใจกันนำแผ่นป้ายทั้งสองชิ้นสอดเข้าไปในช่องบนประตู...
แคร่ก... แคร่ก... แคร่ก...
และในทันใดนั้น ประตูหินหนาทึบที่ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นจากวัสดุอะไรบานนั้น ก็ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ
พร้อมกันนั้น กลิ่นอับชื้นที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานก็โชยออกมา
“ข้างในยังคงเป็นค่ายกลกักขังซ้อนกับค่ายกลสังหารอยู่ดีนะเจ้าคะ คุณชายลู่ ท่านต้องระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ” หลิ่วหรูเยียนเหลือบมองลู่เย่แวบหนึ่ง ถึงกับแอบสวดภาวนาให้เขาในใจ
ด้วยพลังฝีมือของนาง ยังไงก็ไม่เพียงพอที่จะแบกรับภาระในการคุ้มครองขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สามอย่างลู่เย่ฝ่าด่านเข้าไปได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ลู่เย่ภาวนาขอพรให้ตัวเองเท่านั้น
เดิมทีนางคิดว่าจะรีบดูดกลืนแก่นพลังปราณของลู่เย่เสียแต่เนิ่นๆ…พอเข้ามาในแดนลับแล้ว ต่อให้ลู่เย่จะตายหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา...พลังใจของชายคนนี้จะแน่วแน่จนน่ากลัว
จนทำให้นางไม่มีโอกาสลงมือเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นหลิ่วหรูเยียนก้าวเข้าไปในค่ายกลก่อนเป็นคนแรก และร่างของนางก็ถูกค่ายกลบดบังไปในชั่วพริบตา ลู่เย่จึงหันกลับมามองเฉินหลิงเซียง
“คุณหนูเฉิน ค่ายกลนั้นอันตรายอย่างยิ่ง…พวกเราอย่าแยกจากกันจะดีกว่า”
เพราะถ้าหากไม่แยกจากกัน เขาก็ยังสามารถพึ่งพาเสี่ยวหลิงเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงส่วนที่อันตรายที่สุดของค่ายกล และคอยดูแลเฉินหลิงเซียงได้บ้าง
“เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายลู่” เฉินหลิงเซียงเข้าใจในทันที
นางจึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วเดินตามหลังลู่เย่อย่างใกล้ชิด…จากนั้น คนทั้งสองก็ก้าวเข้าไปในค่ายกลตามลำดับ
ประตูถ้ำที่เคยเปิดออก ก็พลันปิดลงอีกครั้ง...
ทันทีที่เข้ามาในค่ายกล เบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นผืนป่าขึ้นทันที รอบด้านเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านที่บดบังทัศนวิสัยจนหมดสิ้น
และจากที่ไกลๆ ดูเหมือนจะมีเสียงเคลื่อนไหวแว่วมาอย่างไม่ชัดเจน
“นี่เป็นค่ายกลกักขังและสังหารในหนึ่งเดียวอีกแล้ว”
“ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดท่านนี้จะชอบใช้ค่ายกลผสมแบบนี้เป็นพิเศษเลยนะ”
ลู่เย่กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะสัมผัสได้ว่าในผืนป่าแห่งนี้ ก็มีอันตรายซุกซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเพราะพลังอำนาจของค่ายกลถูกลดทอนลงไปครึ่งหนึ่ง ดังนั้นอันตรายที่ซุ่มซ่อนอยู่เหล่านี้จึงทำได้เพียงทำให้ลู่เย่รู้สึกตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้ขนลุกชันได้
….
อย่างไร​ก็ตาม…ลู่เย่เพิ่งจะก้าวไปข้างหน้าได้เพียงสองก้าว ทันใดนั้นลูกธนูขนาดใหญ่ดอกหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างเงียบเชียบ!
หัวลูกธนูนั้นส่องประกายเย็นเยียบ ราวกับสามารถทะลวงผ่านม่านพลังปราณได้อย่างง่ายดาย
เนื่องจากทั้งสองคนยืนหันหลังชนกันอยู่ ด้านหลังของลู่เย่จึงเป็นด้านหน้าของเฉินหลิงเซียงพอดี…นางจึงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นลูกธนูนี้ และรีบซัดพลังปราณเเท้จริ​งออกไป
แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า พลังโจมตีที่รุนแรงพอที่จะทำให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งบาดเจ็บสาหัสได้นั้น กลับถูกลูกธนูที่พุ่งเข้ามาทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย!
เฉินหลิงเซียงเบิกตากว้าง นางรีบหยิบโล่เวทมนตร์ทรงกลมออกมาอีกชิ้นหนึ่ง…และเมื่อถ่ายทอดพลังปราณก่อกำเนิดเข้าไป มันก็ขยายตัวกลายเป็นกำแพงป้องกันอย่างรวดเร็ว
ลู่เย่หันกลับไปมอง ก็เห็นโล่เวทมนตร์ระดับลึกลับ​ขั้นต่ำชิ้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง
ลูกธนูกำลังจะพุ่งเข้ามาถึงตัว...ในชั่วพริบตาเดียว ลู่เย่ก็ตัดสินได้ว่าพลังป้องกันของโล่ชิ้นนี้ ไม่เพียงพอที่จะป้องกันลูกธนูนี้ได้
เขาจึงกำหมัดแน่นในฉับพลัน ก่อนจะหันกายพุ่งออกจากขอบเขตป้องกันของโล่ แล้วทะยานเข้าหาลูกธนูนั้นพร้อมกับซัดหมัดออกไป
ฉากต่อมา
ภาพที่เฉินหลิงเซียงเห็นคืออาวุธ​ในร่างมนุษย์คนหนึ่งพุ่งออกไป
บูมมม!!
ด้วยหมัดเพียงหมัดเดียว ลู่เย่ก็สามารถทลายลูกธนูที่นางมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงได้ในพริบตา
ฉากนี้ทำให้เฉินหลิงเซียงตกตะลึงสุดชีวิต​
นางมีความรู้สึกว่า หากต้องเผชิญหน้ากับหมัดเช่นนี้...เก้าในสิบส่วนนางคงจะรับไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน
ขณะที่มองดูร่างของลู่เย่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันบังเกิดความรู้สึกปลอดภัยจางๆขึ้นมาอย่างประหลาด
เเละสิ่งนี้ทำให้นางแสดงสีหน้าที่ดูแปลกไปเล็กน้อย
“เจ้าคอยระวังการโจมตีจากด้านหลังก็พอ ส่วนเรื่องลงมือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ลู่เย่กล่าวขึ้นหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
สมแล้วที่เป็นสมบัติลับของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด แม้จะเป็นการโจมตีที่อ่อนกำลังลงแล้ว ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นต้นทั่วไปจะรับมือได้
หลิ่วหรูเยียนมาคนเดียว บวกกับดูเหมือนว่านางจะรู้จักสมบัติลับแห่งนี้เป็นอย่างดี
ตอนนี้ลู่เย่จึงกลัวว่าหากมัวแต่ชักช้าอยู่อีก จะทำให้หลิ่วหรูเยียนบุกฝ่าด่านไปก่อนได้…และเมื่อถึงตอนนั้น ของดีๆก็คงจะถูกนางกวาดไปจนหมดสิ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงที่รู้ดีว่าพลังฝีมือของตนเองยังไม่เพียงพอ…จึงพยักหน้ารับอย่างไม่มีเงื่อนไข
“เจ้าค่ะคุณชายลู่ ข้าจะคอยสนับสนุนท่านเอง”
ณ ตอนนี้ เฉินหลิงเซียงรู้สึกโชคดีอยู่บ้าง ที่ได้มาเจอกับลู่เย่
มิฉะนั้นแล้ว ถึงแม้ว่านางจะมีกุญแจสมบัติลับอยู่หนึ่งชิ้น แต่ด้วยพลังฝีมือของนางเพียงลำพัง ก็คงไม่เพียงพอที่จะผ่านด่านเหล่านี้ไปได้อย่างแน่นอน
และหลังจากนั้น เฉินหลิงเซียงก็ได้ประจักษ์แก่สายตาของตนเองว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘หนึ่งคนต้านหมื่น’ นั้นเป็นอย่างไร
ภายในค่ายกล ไม่ว่าการโจมตีจะมาจากทิศทางใด ก็ไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาในรัศมีหนึ่งเมตรของลู่เย่ได้เลย
แม้กระทั่งประกายดาบอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้เฉินหลิงเซียงรู้สึกใจสั่นและสิ้นหวัง ลู่เย่ก็ยังสามารถใช้ดาบยาวที่เป็นเพียงอาวุธระดับสามัญขั้นกลาง!
ความตกตะลึงเช่นนี้ เฉินหลิงเซียงที่เดินตามอยู่ข้างหลังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเขา...แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวดไปมากแล้วล่ะ?” เฉินหลิงเซียงพึมพำในใจ
ต้องเข้าใจก่อนว่า ท่านปู่ทวดของสกุลเฉินนั้นเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด และยังเป็นผู้นำตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรัศมีหมื่นลี้อีกด้วย!
แต่ว่าในตอนนี้ลู่เย่อายุเท่าไหร่กัน?
การที่แข็งแกร่งกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดได้ นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าแล้ว
และสำหรับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้านั้น...ตลอดดินแดนทางเหนือ ผู้ที่อายุน้อยที่สุด ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นศิษย์เอกอันดับหนึ่งของเจ้าสำนักหมื่นวิถี ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งคนรุ่นเยาว์ในดินแดนทางเหนือ...เซียวหยุน ในวัยยี่สิบเก้าปี
ส่วนลู่เย่ในปัจจุบัน เฉินหลิงเซียงไม่รู้แน่ชัดว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่นางก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า...เขาน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีอย่างแน่นอน!
นั่นก็หมายความว่า เขาอายุน้อยกว่าเซียวหยุนที่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของดินแดนทางเหนืออย่างน้อยสี่ปี ในขณะที่พลังฝีมือ...ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทัดเทียมกัน (ใช่หรอ)​
กล่าวได้คำเดียวว่า...ช่างน่าสะพรึงกลัวโดยแท้
….
อีกด้านหนึ่ง
ตอนนี้หลิ่วหรูเยียนก็กำลังบุกฝ่าค่ายกลอยู่เช่นกัน
เเละเนื่องจากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เพื่อที่จะฝ่าค่ายกลไปได้อย่างรวดเร็ว หลิ่วหรูเยียนจึงได้เผยร่างที่แท้จริงของตนเองออกมาแล้ว
หูจิ้งจอกคู่หนึ่งคอยสดับฟังความเคลื่อนไหวรอบทิศทาง ในขณะที่หางขนาดมหึมาสามหางที่อยู่ด้านหลังก็สะบัดไปมาจนเกิดเสียงหวีดหวิวในอากาศ พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์จิ้งจอกออกมาเป็นระลอก
หลังจากสลายการโจมตีไปสายหนึ่ง หลิ่วหรูเยียนก็หันกลับไปมองด้านหลัง พลางพึมพำกับตนเอง
“พ่อ​หนุ่มชั้นเลิศเอ๋ย อย่าเพิ่งรีบตายไปเสียล่ะ”
นางยังไม่ได้ลิ้มรสแก่นพลังปราณของลู่เย่เลยนะ!
เมื่อมองไปข้างหน้า หลิ่วหรูเยียนก็คาดคะเนว่า อีกประมาณสิบกว่านาที นางก็น่าจะสามารถฝ่าออกไปได้แล้ว
ด้วยภัยคุกคามที่ลดลงไปครึ่งหนึ่ง ประกอบกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ที่นางมีอยู่
หลิ่วหรูเยียนจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยความเร็วในการฝ่าด่านระดับนี้ ถึงแม้ลู่เย่ทั้งสองคนจะยังไม่ตาย…นางก็คงนำหน้าพวกเขาไปไกลมากแล้ว
ในที่สุด อีกสิบกว่านาทีต่อมา หลิ่วหรูเยียนก็สามารถก้าวออกจากค่ายกลสังหารซ้อนได้สำเร็จ
และในวินาทีก่อนที่จะก้าวออกจากค่ายกลสังหาร นางก็ได้เก็บร่างที่แท้จริงของตนเองกลับคืน แล้วเปลี่ยนกลับไปเป็นสตรีโฉมงามเย้ายวนดังเดิม
ณ เวลานี้​เบื้องหน้าของนางมีทางแยกอยู่สองทาง
ทางหนึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าเต็มไปด้วยกลไกกับดัก ทั้งยังสามารถมองเห็นซากกระดูกอยู่เกลื่อนกลาดบนเส้นทางนั้นอีกด้วย
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งนั้น เป็นประตูหินกลไกบานหนึ่ง ซึ่งด้านหน้ามีร่องเว้าอยู่
สีหน้าของหลิ่วหรูเยียนดูเย็นชา จากนั้น​จู่ๆนางก็หยิบศีรษะที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะรีดเอาโลหิตส่วนหนึ่งออกมา…แล้วหยดมันลงไปในร่องเว้านั้น!
และในจังหวะนั้นเอง ลู่เย่ที่พาเฉินหลิงเซียงบุกฝ่าค่ายกลมาตลอดทาง ก็ได้ก้าวออกมาและได้เห็นภาพนั้นเข้าพอดิบพอดี​
(จบตอน)