เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!

บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!

บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!


บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ถึงสองชิ้น ซึ่งเท่ากับว่าจะสามารถลดทอนพลังของค่ายกลลงได้ถึงสองในสี่ส่วน แต่ในใจของทุกคนรวมถึงหลิ่วหรูเยียนเอง ก็ยังคงไม่มั่นใจเต็มร้อยอยู่ดี

เพราะถึงอย่างไร ความสามารถด้านค่ายกลของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดนั้นไม่ใช่ระดับธรรมดา

ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่กลับไม่มีความเข้าใจในเรื่องค่ายกลอย่างลึกซึ้งนัก

ดังนั้นบางครั้งแค่ค่ายกลระดับสาม ก็สามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้เทียบเท่ากับค่ายกลระดับสี่เลยทีเดียว

ในทางกลับกัน ลู่เย่กลับมีท่าทีสงบนิ่งกว่ามาก

เพราะถ้าหากไม่สามารถทำลายค่ายกลเพื่อเข้าไปในถ้ำได้จริงๆ อย่างมากก็แค่พึ่งพาเสี่ยวหลิงเพื่อถอนตัวออกมาก็เท่านั้นเอง

ครู่ต่อมา คนทั้งสองก็พร้อมใจกันนำแผ่นป้ายทั้งสองชิ้นสอดเข้าไปในช่องบนประตู...

แคร่ก... แคร่ก... แคร่ก...

และในทันใดนั้น ประตูหินหนาทึบที่ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นจากวัสดุอะไรบานนั้น ก็ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ

พร้อมกันนั้น กลิ่นอับชื้นที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานก็โชยออกมา

“ข้างในยังคงเป็นค่ายกลกักขังซ้อนกับค่ายกลสังหารอยู่ดีนะเจ้าคะ คุณชายลู่ ท่านต้องระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ” หลิ่วหรูเยียนเหลือบมองลู่เย่แวบหนึ่ง ถึงกับแอบสวดภาวนาให้เขาในใจ

ด้วยพลังฝีมือของนาง ยังไงก็ไม่เพียงพอที่จะแบกรับภาระในการคุ้มครองขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่สามอย่างลู่เย่ฝ่าด่านเข้าไปได้

ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ลู่เย่ภาวนาขอพรให้ตัวเองเท่านั้น

เดิมทีนางคิดว่าจะรีบดูดกลืนแก่นพลังปราณของลู่เย่เสียแต่เนิ่นๆ…พอเข้ามาในแดนลับแล้ว ต่อให้ลู่เย่จะตายหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา...พลังใจของชายคนนี้จะแน่วแน่จนน่ากลัว

จนทำให้นางไม่มีโอกาสลงมือเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นหลิ่วหรูเยียนก้าวเข้าไปในค่ายกลก่อนเป็นคนแรก และร่างของนางก็ถูกค่ายกลบดบังไปในชั่วพริบตา ลู่เย่จึงหันกลับมามองเฉินหลิงเซียง

“คุณหนูเฉิน ค่ายกลนั้นอันตรายอย่างยิ่ง…พวกเราอย่าแยกจากกันจะดีกว่า”

เพราะถ้าหากไม่แยกจากกัน เขาก็ยังสามารถพึ่งพาเสี่ยวหลิงเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงส่วนที่อันตรายที่สุดของค่ายกล และคอยดูแลเฉินหลิงเซียงได้บ้าง

“เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายลู่” เฉินหลิงเซียงเข้าใจในทันที

นางจึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วเดินตามหลังลู่เย่อย่างใกล้ชิด…จากนั้น คนทั้งสองก็ก้าวเข้าไปในค่ายกลตามลำดับ

ประตูถ้ำที่เคยเปิดออก ก็พลันปิดลงอีกครั้ง...

ทันทีที่เข้ามาในค่ายกล เบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นผืนป่าขึ้นทันที รอบด้านเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านที่บดบังทัศนวิสัยจนหมดสิ้น

และจากที่ไกลๆ ดูเหมือนจะมีเสียงเคลื่อนไหวแว่วมาอย่างไม่ชัดเจน

“นี่เป็นค่ายกลกักขังและสังหารในหนึ่งเดียวอีกแล้ว”

“ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดท่านนี้จะชอบใช้ค่ายกลผสมแบบนี้เป็นพิเศษเลยนะ”

ลู่เย่กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะสัมผัสได้ว่าในผืนป่าแห่งนี้ ก็มีอันตรายซุกซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเพราะพลังอำนาจของค่ายกลถูกลดทอนลงไปครึ่งหนึ่ง ดังนั้นอันตรายที่ซุ่มซ่อนอยู่เหล่านี้จึงทำได้เพียงทำให้ลู่เย่รู้สึกตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้ขนลุกชันได้

….

อย่างไร​ก็ตาม…ลู่เย่เพิ่งจะก้าวไปข้างหน้าได้เพียงสองก้าว ทันใดนั้นลูกธนูขนาดใหญ่ดอกหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างเงียบเชียบ!

หัวลูกธนูนั้นส่องประกายเย็นเยียบ ราวกับสามารถทะลวงผ่านม่านพลังปราณได้อย่างง่ายดาย

เนื่องจากทั้งสองคนยืนหันหลังชนกันอยู่ ด้านหลังของลู่เย่จึงเป็นด้านหน้าของเฉินหลิงเซียงพอดี…นางจึงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นลูกธนูนี้ และรีบซัดพลังปราณเเท้จริ​งออกไป

แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า พลังโจมตีที่รุนแรงพอที่จะทำให้ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งบาดเจ็บสาหัสได้นั้น กลับถูกลูกธนูที่พุ่งเข้ามาทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย!

เฉินหลิงเซียงเบิกตากว้าง นางรีบหยิบโล่เวทมนตร์ทรงกลมออกมาอีกชิ้นหนึ่ง…และเมื่อถ่ายทอดพลังปราณก่อกำเนิดเข้าไป มันก็ขยายตัวกลายเป็นกำแพงป้องกันอย่างรวดเร็ว

ลู่เย่หันกลับไปมอง ก็เห็นโล่เวทมนตร์ระดับลึกลับ​ขั้นต่ำชิ้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง

ลูกธนูกำลังจะพุ่งเข้ามาถึงตัว...ในชั่วพริบตาเดียว ลู่เย่ก็ตัดสินได้ว่าพลังป้องกันของโล่ชิ้นนี้ ไม่เพียงพอที่จะป้องกันลูกธนูนี้ได้

เขาจึงกำหมัดแน่นในฉับพลัน ก่อนจะหันกายพุ่งออกจากขอบเขตป้องกันของโล่ แล้วทะยานเข้าหาลูกธนูนั้นพร้อมกับซัดหมัดออกไป

ฉากต่อมา

ภาพที่เฉินหลิงเซียงเห็นคืออาวุธ​ในร่างมนุษย์คนหนึ่งพุ่งออกไป

บูมมม!!

ด้วยหมัดเพียงหมัดเดียว ลู่เย่ก็สามารถทลายลูกธนูที่นางมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงได้ในพริบตา

ฉากนี้ทำให้เฉินหลิงเซียงตกตะลึงสุดชีวิต​

นางมีความรู้สึกว่า หากต้องเผชิญหน้ากับหมัดเช่นนี้...เก้าในสิบส่วนนางคงจะรับไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน

ขณะที่มองดูร่างของลู่เย่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันบังเกิดความรู้สึกปลอดภัยจางๆขึ้นมาอย่างประหลาด

เเละสิ่งนี้ทำให้นางแสดงสีหน้าที่ดูแปลกไปเล็กน้อย

“เจ้าคอยระวังการโจมตีจากด้านหลังก็พอ ส่วนเรื่องลงมือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ลู่เย่กล่าวขึ้นหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

สมแล้วที่เป็นสมบัติลับของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด แม้จะเป็นการโจมตีที่อ่อนกำลังลงแล้ว ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นต้นทั่วไปจะรับมือได้

หลิ่วหรูเยียนมาคนเดียว บวกกับดูเหมือนว่านางจะรู้จักสมบัติลับแห่งนี้เป็นอย่างดี

ตอนนี้ลู่เย่จึงกลัวว่าหากมัวแต่ชักช้าอยู่อีก จะทำให้หลิ่วหรูเยียนบุกฝ่าด่านไปก่อนได้…และเมื่อถึงตอนนั้น ของดีๆก็คงจะถูกนางกวาดไปจนหมดสิ้น

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหลิงเซียงที่รู้ดีว่าพลังฝีมือของตนเองยังไม่เพียงพอ…จึงพยักหน้ารับอย่างไม่มีเงื่อนไข

“เจ้าค่ะคุณชายลู่ ข้าจะคอยสนับสนุนท่านเอง”

ณ ตอนนี้ เฉินหลิงเซียงรู้สึกโชคดีอยู่บ้าง ที่ได้มาเจอกับลู่เย่

มิฉะนั้นแล้ว ถึงแม้ว่านางจะมีกุญแจสมบัติลับอยู่หนึ่งชิ้น แต่ด้วยพลังฝีมือของนางเพียงลำพัง ก็คงไม่เพียงพอที่จะผ่านด่านเหล่านี้ไปได้อย่างแน่นอน

และหลังจากนั้น เฉินหลิงเซียงก็ได้ประจักษ์แก่สายตาของตนเองว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘หนึ่งคนต้านหมื่น’ นั้นเป็นอย่างไร

ภายในค่ายกล ไม่ว่าการโจมตีจะมาจากทิศทางใด ก็ไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาในรัศมีหนึ่งเมตรของลู่เย่ได้เลย

แม้กระทั่งประกายดาบอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้เฉินหลิงเซียงรู้สึกใจสั่นและสิ้นหวัง ลู่เย่ก็ยังสามารถใช้ดาบยาวที่เป็นเพียงอาวุธระดับสามัญขั้นกลาง!

ความตกตะลึงเช่นนี้ เฉินหลิงเซียงที่เดินตามอยู่ข้างหลังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน

“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเขา...แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวดไปมากแล้วล่ะ?” เฉินหลิงเซียงพึมพำในใจ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ท่านปู่ทวดของสกุลเฉินนั้นเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปด และยังเป็นผู้นำตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรัศมีหมื่นลี้อีกด้วย!

แต่ว่าในตอนนี้ลู่เย่อายุเท่าไหร่กัน?

การที่แข็งแกร่งกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดได้ นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องอยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าแล้ว

และสำหรับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้านั้น...ตลอดดินแดนทางเหนือ ผู้ที่อายุน้อยที่สุด ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นศิษย์เอกอันดับหนึ่งของเจ้าสำนักหมื่นวิถี ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งคนรุ่นเยาว์ในดินแดนทางเหนือ...เซียวหยุน ในวัยยี่สิบเก้าปี

ส่วนลู่เย่ในปัจจุบัน เฉินหลิงเซียงไม่รู้แน่ชัดว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่นางก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า...เขาน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีอย่างแน่นอน!

นั่นก็หมายความว่า เขาอายุน้อยกว่าเซียวหยุนที่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของดินแดนทางเหนืออย่างน้อยสี่ปี ในขณะที่พลังฝีมือ...ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทัดเทียมกัน (ใช่หรอ)​

กล่าวได้คำเดียวว่า...ช่างน่าสะพรึงกลัวโดยแท้

….

อีกด้านหนึ่ง

ตอนนี้หลิ่วหรูเยียนก็กำลังบุกฝ่าค่ายกลอยู่เช่นกัน

เเละเนื่องจากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เพื่อที่จะฝ่าค่ายกลไปได้อย่างรวดเร็ว หลิ่วหรูเยียนจึงได้เผยร่างที่แท้จริงของตนเองออกมาแล้ว

หูจิ้งจอกคู่หนึ่งคอยสดับฟังความเคลื่อนไหวรอบทิศทาง ในขณะที่หางขนาดมหึมาสามหางที่อยู่ด้านหลังก็สะบัดไปมาจนเกิดเสียงหวีดหวิวในอากาศ พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์จิ้งจอกออกมาเป็นระลอก

หลังจากสลายการโจมตีไปสายหนึ่ง หลิ่วหรูเยียนก็หันกลับไปมองด้านหลัง พลางพึมพำกับตนเอง

“พ่อ​หนุ่มชั้นเลิศเอ๋ย อย่าเพิ่งรีบตายไปเสียล่ะ”

นางยังไม่ได้ลิ้มรสแก่นพลังปราณของลู่เย่เลยนะ!

เมื่อมองไปข้างหน้า หลิ่วหรูเยียนก็คาดคะเนว่า อีกประมาณสิบกว่านาที นางก็น่าจะสามารถฝ่าออกไปได้แล้ว

ด้วยภัยคุกคามที่ลดลงไปครึ่งหนึ่ง ประกอบกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ที่นางมีอยู่

หลิ่วหรูเยียนจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยความเร็วในการฝ่าด่านระดับนี้ ถึงแม้ลู่เย่ทั้งสองคนจะยังไม่ตาย…นางก็คงนำหน้าพวกเขาไปไกลมากแล้ว

ในที่สุด อีกสิบกว่านาทีต่อมา หลิ่วหรูเยียนก็สามารถก้าวออกจากค่ายกลสังหารซ้อนได้สำเร็จ

และในวินาทีก่อนที่จะก้าวออกจากค่ายกลสังหาร นางก็ได้เก็บร่างที่แท้จริงของตนเองกลับคืน แล้วเปลี่ยนกลับไปเป็นสตรีโฉมงามเย้ายวนดังเดิม

ณ เวลานี้​เบื้องหน้าของนางมีทางแยกอยู่สองทาง

ทางหนึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าเต็มไปด้วยกลไกกับดัก ทั้งยังสามารถมองเห็นซากกระดูกอยู่เกลื่อนกลาดบนเส้นทางนั้นอีกด้วย

ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งนั้น เป็นประตูหินกลไกบานหนึ่ง ซึ่งด้านหน้ามีร่องเว้าอยู่

สีหน้าของหลิ่วหรูเยียนดูเย็นชา จากนั้น​จู่ๆนางก็หยิบศีรษะที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะรีดเอาโลหิตส่วนหนึ่งออกมา…แล้วหยดมันลงไปในร่องเว้านั้น!

และในจังหวะนั้นเอง ลู่เย่ที่พาเฉินหลิงเซียงบุกฝ่าค่ายกลมาตลอดทาง ก็ได้ก้าวออกมาและได้เห็นภาพนั้นเข้าพอดิบพอดี​

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 96 : ลู่เย่แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ทวด?!

คัดลอกลิงก์แล้ว