- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 81 : รวมพล ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 81 : รวมพล ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 81 : รวมพล ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 81 : รวมพล ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ในขณะที่ลู่เย่กำลังดูดซับพลังจากศิลาปราณเพื่อยกระดับพลังฝีมือของตนเองอยู่นั้น
ภายในดินแดนลึกลับก็ได้มีข่าวที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเรื่องที่บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินถูกไล่ล่าแพร่กระจายออกมา
เเละนั่นก็คือ ศิษย์สืบทอดของประมุขแห่งนิกายหมื่นเต๋า-เซียวหยุน...ได้เปิดฉากต่อสู้ครั้งใหญ่กับบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเบญจพิษ!
เนื่องจากทั้งสองคนล้วนเป็นตัวเต็งที่มีสิทธิ์ในการแย่งชิงสระวิญญาณในดินแดนลึกลับครั้งนี้
ดังนั้นเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป มันจึงกระจายไปทั่วทั้งดินแดนลึกลับในชั่วพริบตา
….
“แล้วผลเป็นอย่างไร? ใครชนะ?”
“ใช่ๆ สู้กันแล้วยังไงต่อ บอกผลลัพธ์มาสิวะ ให้ตายเถอะ!”
ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์คนหนึ่งรีบเอ่ยถามขึ้นทันทีหลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากสหายของตน
ในเมื่อต่างก็เป็นยอดฝีมือชั้นนำ...ใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า?
“ดูเหมือนว่า... จะยังไม่รู้ผลแพ้ชนะนะ”
“ในท้ายที่สุด ศิษย์สืบทอดโดยตรงแห่งนิกายหมื่นเต๋าจะเป็นฝ่ายจากไปก่อน”
ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกคนสงสัยหัวข้อใหม่ขึ้นมา
“บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินก็เป็นยอดฝีมือชั้นนำเช่นกันนะ…แต่กลับมีคนที่สามารถไล่ล่าเขาได้!”
“เเบบนี้ศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินคนนั้น...จะสามารถเอาชนะคนทั้งสองนี้ได้หรือไม่?”
“ไม่แน่เสมอไปหรอก…”
“ถึงแม้ว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินจะเป็นหนึ่งในตัวเต็ง แต่ทว่าวิชาของเขานั้นโดยธรรมชาติแล้วจะถูกข่มโดยวิชาสายสุริยันอย่างมาก”
“อีกทั้งพลังฝีมือในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงต้นของเขาก็ไม่ได้นับว่าแข็งแกร่งที่สุดในครั้งนี้ ดังนั้นในบรรดาสิบยอดฝีมือชั้นนำ ข้าคิดว่า... บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินน่าจะอ่อนแอที่สุด”
เมื่อความคิดเห็นนี้ถูกกล่าวออกมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็พากันรู้สึกว่ามันมีเหตุผล
และเมื่อลู่เย่เดินทางมาถึงใต้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ได้พบกับเถียนชิงอีกครั้ง พร้อมได้รับรู้ถึงความคิดเห็นนี้ เขาก็อดที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมาไม่ได้
ไม่คาดคิดเลยว่า บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินจะซ่อนเร้นฝีมือได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
ด้วยพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าช่วงกลาง แต่กลับซ่อนเร้นจนกลายเป็นช่วงต้นได้…ช่างเป็นคนที่รอบคอบจริงๆ
หากว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินได้รู้ความคิดในใจของลู่เย่ เขาคงจะโมโหจนควันออกหูแน่ๆ
เขาน่ะซ่อนเร้นไปแค่ระดับย่อยเดียว...แล้วลู่เย่เล่า?!
มีที่ไหนกัน ที่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่จะสามารถสู้กับขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้?!
นี่มันซ่อนเร้นพลังไว้ทั้งมหาสมุทรชัดๆ!
……
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึงใต้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์…เพื่อรอคอยการเปิดออกของมัน
ณ ตอนนี้…ลู่เย่จึงมีเวลาได้สังเกตภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
นี่คือภูเขาสีดำทมิฬทั้งลูก มีความสูงราวหลายร้อยเมตร และมีพลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นกว่าพื้นที่อื่นๆในดินแดนลึกลับอย่างเห็นได้ชัด
บนยอดเขานั้นมีสระน้ำสีครามสดใสอยู่สระหนึ่ง ซึ่งภายในมีแท่นบูชาสิบแห่งลอยเด่นอยู่ โดยมีค่ายกลขนาดมหึมาคอยปกคลุมสระวิญญาณทั้งหมดเอาไว้
เมื่อมองดูเหล่ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ธรรมดาที่ทยอยเดินทางมาถึง ลู่เย่ก็รู้ได้ว่า เมื่อใดที่สระวิญญาณบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์เปิดออกอย่างเป็นทางการ ภายในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ก็จะเกิดคลื่นพลังปราณระลอกหนึ่งขึ้นมา
ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะเทียบไม่ได้กับการชำระล้างร่างกายในสระวิญญาณเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ธรรมดาเหล่านี้แล้ว มันก็ถือเป็นโอกาสในการยกระดับพลังฝีมืออีกครั้งหนึ่ง
ในตอนนี้ บริเวณใกล้เคียงกับสระวิญญาณบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่แล้ว
ณ พื้นที่ที่อยู่ใกล้กับสระวิญญาณมากที่สุด มีคนหลายคนยืนอยู่แล้ว และเมื่อสายตาของยอดฝีมือคนอื่นๆกวาดมองไปยังคนเหล่านั้น ก็ล้วนฉายแววหวาดหวั่นออกมา
ลู่เย่มองดูก็รู้ได้ทันทีว่าคนทั้งสามกลุ่มนี้สังเกตได้ง่ายมาก เพราะทุกคนล้วนสวมใส่ชุดประจำนิกาย
หมื่นเต๋า, เมฆาสีชาด, อัสนีคราม...สามนิกายใหญ่แห่งดินแดนตอนเหนือ!
….
“ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นปลายเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้อาวุโสของสามนิกายใหญ่ขอรับ” เถียนชิงกระซิบอยู่ข้างๆ
ลู่เย่พยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อมองดูแล้ว นิกายหมื่นเต๋าก็ยังคงแข็งแกร่งที่สุดจริงๆ เพราะนอกจากผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดและเก้าแล้ว ยังมีศิษย์สืบทอดขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าอีกด้วย
“ในบรรดายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ไร้สังกัดแห่งดินแดนตอนเหนือ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะเป็นท่านผู้เฒ่าอินหมางแห่งภูเขาอินหมางขอรับ น่าเสียดายที่ในดินแดนลึกลับครั้งนี้ ท่านผู้เฒ่าอินหมางไม่ได้มาด้วย” เถียนชิงกล่าว
ท่านผู้เฒ่าอินหมาง?
ลู่เย่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นสายตาของเขาก็พลันจับจ้องไปยังพื้นที่ของนิกายเมฆาสีชาด
ณ ที่แห่งนั้น นอกจากผู้อาวุโสของนิกายเมฆาสีชาดที่ยืนอยู่แล้ว ยังมีสตรีผู้มีกลิ่นอายอ่อนโยนคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย ซึ่งก็คือซูหว่านที่ไม่ได้พบหน้ากันมาพักหนึ่งแล้วนั่นเอง
แน่นอนว่าตอนนี้ลู่เย่จงใจซ่อนเร้นตัวตนของตนเองไว้…ซูหว่านจึงจำเขาไม่ได้
ครู่ต่อมา ก็มียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์อีกคนหนึ่งเหินเวหาเข้ามา ก่อนจะร่อนลงมาอย่างรวดเร็ว
“นั่นคือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน!”
“ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งจะถูกคนไล่ล่าอยู่ไม่ใช่รึ...”
“ใครกันที่ช่างกล้าหาญถึงเพียงนี้?! หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือจากดินแดนบูรพาและทักษิณ?”
“มีความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ ได้ยินมาว่าดินแดนบูรพาและทักษิณนั้นมียอดฝีมือมากกว่าเสียอีก”
….
บุตรศักดิธิ์แห่งนิกายสามหยินร่อนลงสู่พื้น
สายตาของเขาเย็นชาขณะกวาดมองไปยังพื้นที่ของสามนิกายใหญ่ก่อนเป็นอันดับแรก
แต่เมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจ สายตาของเขาก็พลันไปสะดุดเข้ากับลู่เย่ในชุดดำ
ในชั่วพริบตานั้น ใบหน้าของเขาก็พลันปรากฏร่องรอยไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาเล็กน้อย
เเละซูหว่านในพื้นที่ของนิกายเมฆาสีชาดก็สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยิน
นางจึงมองตามสายตาของเขาไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เพราะนางเองก็อยากจะเห็นกับตาเช่นกันว่า ใครกันที่ช่างดุร้ายถึงเพียงนี้
อีกฝ่ายถึงกับสามารถไล่ล่าบุตรศักดิ์สิทธิ์คนล่าสุดของนิกายสามหยินจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนได้
และเมื่อได้เห็นร่างในชุดดำนั้น ในหัวของซูหว่านก็พลันปรากฏความประหลาดใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“รูปร่างแบบนี้...ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ?”
ซูหว่านรีบขบคิดค้นหาในความทรงจำของตนเองอย่างรวดเร็ว
และหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว เมื่อภาพเงาในหัวของนางปรากฏขึ้นมา ซูหว่านก็แทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
เพราะ​ร่างที่ปรากฏขึ้นมานั้น หาใช่ใครอื่น...หากแต่เป็นลู่เย่
ในชั่ววินาทีนั้น ซูหว่านกลับเกือบจะหลุดหัวเราะออกมากับความคิด​ของตัวเองจริงๆ
คนหนึ่งคือสามีแต่งเข้าตระกูลเจียง ส่วนอีกคน...คือยอดฝีมือชั้นนำที่สามารถไล่ล่าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินได้
ทั้งสองคนนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่มีจุดที่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย
อย่างมากก็อาจจะมีรูปร่างที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง... เพราะถึงอย่างไร ลู่เย่ก็เป็นศิษย์รับใช้ที่ท่านอาจารย์ของนางเป็นผู้ชี้ตัวด้วยตนเอง
หนึ่งปีก่อน เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณเท่านั้น ต่อให้จะกินยาเข้าไป ก็ไม่มีทางที่จะกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวอย่างแน่นอน
….
หลังจากที่บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินมาถึงได้ไม่นาน
ทันใดนั้น ​มันก็มีร่างอีกสองร่างที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารเดินทางมาถึงนอกสระวิญญาณ
“นั่นคือบุตรศักดิ์สิทธิ์เบญจพิษและศิษย์สืบทอดโดยตรงแห่งนิกายหมื่นเต๋า เซียวหยุน!”
“สามนิกายใหญ่ส่งยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นปลายมานิกายละสองคน นั่นก็หกคนแล้ว บวกกับบุตรศักดิ์สิทธิ์เบญจพิษและบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยิน…”
“เท่ากับว่าตอนนี้ ยังเหลือยอดฝีมือชั้นนำจากดินแดนบูรพาและทักษิณที่ยังไม่มาถึง”
“ไม่รู้ว่ายอดฝีมือชั้นนำจากดินแดนตอนเหนือของพวกเรา…เทียบกับอีกสองดินแดนนั้น ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน?”
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็มีความสงสัยคล้ายๆ กันนี้อยู่ในใจ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์แห่งดินแดนตอนเหนือก็ไม่ใช่คนโง่
พวกเขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่า ยอดฝีมือชั้นนำจากดินแดนบูรพาและทักษิณ...อาจจะจงใจทำเช่นนี้!
ณ เวลานี้พวกเขาอาจจะมาถึงบริเวณใกล้เคียงภูเขาศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ได้ แต่ทว่ากลับรอคอยที่จะปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง (อยากหล่อเท่)​
….
ด้านข้าง
นิกายอัสนีครามนั้นไม่ถูกกับนิกายสามหยินมาโดยตลอด และยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผู้อาวุโสของทั้งสองฝ่ายต่างก็สิ้นชีพที่เมืองเหมยซาน…มันก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างคิดว่าเป็นฝีมือของอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ ผู้อาวุโสคนหนึ่งของนิกายอัสนีครามจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ได้ยินมาว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินถูกคนไล่ล่า...คงจะไม่ได้รับบาดเจ็บกระมัง?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังจะมีเรื่องสนุกๆให้ดูแล้ว
ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งดินแดนลึกลับ แต่ทว่าต่อหน้าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสามหยินนั้น กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเอ่ยถึงมัน
และก็เป็นไปตามคาด คำพูด​นี้​ทำให้สีหน้าของบุตรศักดิ์สิทธิ์สามหยินพลันมืดครึ้มลงทันที
“อะไร…หรือเจ้าอยากจะมาลองฝีมือของข้าดูบ้าง?”
จริงอยู่ที่เขากลัวกระบวนท่าดาบอันน่าสะพรึงกลัวของลู่เย่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เพียงแค่เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดหรือเก้าแล้ว เขาจะไม่กล้าต่อกรด้วย
ผู้อาวุโสขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่แปดของนิกายอัสนีครามเองก็เป็นคนเลือดร้อนเช่นกัน เขาจึงเอ่ยปากท้ารบทันที​
“สู้ก็สู้สิ…เจ้าถูกคนไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ยังจะมาทำเป็นอวดดีต่อหน้าข้าอีกรึ?!”
“คิดว่าข้าจะกลัวเจ้ารึไง!”
(จบตอน)