- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 35 : ผู้มาเยือนจากนิกายอัสนีคราม
บทที่ 35 : ผู้มาเยือนจากนิกายอัสนีคราม
บทที่ 35 : ผู้มาเยือนจากนิกายอัสนีคราม
บทที่ 35 : ผู้มาเยือนจากนิกายอัสนีคราม
ลู่เย่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณฟ้าดิน ณ ที่แห่งนี้ที่ถือว่าพอใช้ได้…เขาก็พยักหน้าเบาๆ
และในวินาทีต่อมา คัมภีร์ดาราโบราณก็โคจรเต็มกำลัง
ครืน! ครืน!
ทันใดนั้น พลังปราณฟ้าดินในรัศมีสองร้อยเมตร ก็พลันถูกดูดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับถูกเครื่องสูบน้ำสูบเข้ามา!
คัมภีร์ดาราโบราณที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้แสดงอานุภาพเต็มที่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ครั้งนี้ ในที่สุดมันก็ได้เผยให้เห็นถึงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว!
แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ช่วงต้นบางคน ก็ยังไม่สามารถที่จะดูดซับพลังปราณฟ้าดินในรัศมีสองร้อยเมตรได้เลย!
เมื่อพลังปราณฟ้าดินไหลทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง คัมภีร์ดาราโบราณก็หลอมรวมมันด้วยความเร็วสูง
หลังจากที่เริ่มทะลวงกำแพงขวางกั้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว ลู่เย่ถึงได้เข้าใจว่า เหตุใดขอบเขตเหนือสวรรค์ถึงได้เป็นด่านทดสอบที่ยากลำบาก
ด่านแรกบนเส้นทางการฝึกตนแห่งยุทธ…มันช่างแข็งแกร่งเกินกว่าจินตนาการจริงๆ!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลอดหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมามียอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้านับไม่ถ้วน ที่สุดท้ายแล้วก็ต้องถูกกักขังอยู่ใต้ขอบเขตเหนือสวรรค์ไปตลอดชีวิต
ทว่า กำแพงขวางกั้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์นี้ ถึงจะสามารถกักขังยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้านับหมื่นนับเเสนคนได้ แต่กลับกักขังเขาไว้ไม่ได้!
เมื่อสัมผัสได้ว่าเพียงแค่พลังปราณฟ้าดิน ณ ที่แห่งนี้ ยังไม่สามารถที่จะเปิดประตูสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์
ลู่เย่ก็รวบรวมสมาธิ…ยาเหนือสวรรค์ระดับสูงเม็ดหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในมือของเขา
จากนั้น เขาก็กลืนมันลงไปในคำเดียว!
ยาเหนือสวรรค์ระดับสูงละลายในปากทันที ก่อนจะกลายเป็นพลังงานมหาศาลที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย
หลังจากรวบรวมพลังงานมหาศาเหล่านี้ ลู่เย่ก็กลับมาพร้อมกับพลังอันไร้เทียมทานอีกครั้ง
พลังงานได้กลายร่างเป็นมังกรพลังปราณที่ถาโถมเข้าใส่กำแพงขวางกั้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์!
ตูมมมม!
พลังของยาระดับสูงนั้น ไม่อาจเทียบกับยาเหนือสวรรค์ระดับต่ำได้เลย
เมื่อรวมกับประสิทธิภาพในการหลอมรวมอันน่าสะพรึงกลัวของคัมภีร์ดาราโบราณแล้ว ในที่สุดการโจมตีด้วยพลังงานระลอกแล้วระลอกเล่า… ก็ทำให้กำแพงขวางกั้นสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ปรากฏรอยร้าวขึ้นมาหนึ่งรอย!
"จงแตกออกซะ!"
หลังจากหลอมรวมพลังของยาจนหมดสิ้นแล้ว ลู่เย่ก็รวบรวมพลังงานอันหนาแน่นระลอกสุดท้าย…ก่อนจะซัดเข้าใส่กำแพงขวางกั้นนั้นอีกครั้ง
ตูมมมม!!!
ทันใดนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่
พลังปราณภายในร่างกายของเขา กำลังแปรเปลี่ยนไปสู่ปราณแท้จริงซึ่งเป็นระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้นอย่างรวดเร็ว!
หลังจากที่เดินทางข้ามมิติมาได้ครึ่งปีกว่า ในที่สุดวันนี้...เขาก็บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์!
ในขณะที่ลู่เย่กำลังทะลวงขอบเขตอยู่นั้น พลังปราณฟ้าดินรอบด้านก็ถูกดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น ทำให้การเคลื่อนไหวในที่แห่งนี้ได้แพร่กระจายออกไป
….
ณ เมืองเมฆาใบไม้
ทั้งตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์และจวนเจ้าเมือง ต่างก็สัมผัสได้ในทันทีว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติมาจากนอกเมือง
พริบตาเดียว ร่างของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์สองร่างก็เหินเวหาขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เเล้วมุ่งหน้าตรงไปยังนอกเมือง!
การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองคน ก็พลันทำให้เมืองเมฆาใบไม้สั่นสะเทือนในทันที
บรรพชนตระกูลเถียน เถียนชิง!
เจ้าเมืองเมฆาใบไม้ หวังซิงลั่ว!
ยอดฝีมือบนเส้นทางแห่งยุทธทั้งสองท่านนี้ คือสองในสามของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ในเมืองเมฆาใบไม้
ในป่าทึบที่อยู่ห่างจากนอกเมืองไปสองลี้
เมื่อลู่เย่ทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ… ความสามารถในการรับรู้ของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
เขาหันสายตาไปมองทางเมืองเมฆาใบไม้ พลางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งสองสายที่กำลังมุ่งหน้าตรงมายังที่แห่งนี้
แววตาของลู่เย่เรียบเฉย
เขากลับประสานมือ โคจรวิชาตัวเบาใบไม้ร่วงระดับสมบูรณ์ ก่อนจะจากไปอย่างเงียบกริบ ราวกับไม่เคยปรากฏตัวที่นี่มาก่อน
ในเมื่อเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์เหมือนกัน ถึงแม้ระดับพลังจะสู้กลิ่นอายทั้งสองสายที่กำลังมาไม่ได้ แต่ลู่เย่ก็มั่นใจในวิชาตัวเบาของตัวเองอย่างมาก
วิชาตัวเบาใบไม้ร่วง ระดับลึกลับ​ขั้นสูง​!
อีกเพียงแค่ก้าวเดียว มันก็จะสามารถเลื่อนขึ้นเป็นวิชาตัวเบาระดับปฐพีได้แล้ว
แค่เมืองเมฆาใบไม้เมืองเดียว วิชามหัศจรรย์ประจำตระกูลของสองตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ อย่างดีที่สุดก็เป็นแค่ระดับลึกลับขั้นสูงเท่านั้น รากฐานยังคงตื้นเขินเกินไป
….
ครู่ต่อมา เมื่อยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองเหินเวหามาถึงที่แห่งนี้
สายตาของพวกเขาก็กวาดมองไปรอบๆ เเต่กลับพบว่ามันว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน
เจ้าเมืองเมฆาใบไม้ หวังซิงลั่ว สัมผัสได้เล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มว่า
"ท่านผู้เฒ่าเถียน เมื่อครู่นี้...มีคนทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง คนผู้นี้ในเมื่อทะลวงขอบเขตอยู่ไม่ไกลจากนอกเมือง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนของเมืองเมฆาใบไม้" เถียนชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แก่ชรา​
"น่าเสียดายที่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่เพิ่งจะเลื่อนขึ้นมาใหม่ท่านนี้ดูเหมือนจะไม่อยากเปิดเผยตัวตน เลยจากไปเสียก่อนแล้ว" หวังซิงลั่วถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง​
"ว่าเเต่ เหตุใดท่านผู้เฒ่าเจียงถึงไม่มากับเรา?"
หลังจาก​พูด​จบ เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
การเปลี่ยนแปลงของพลังปราณฟ้าดินเช่นนี้ ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์จะมีความไวต่อการรับรู้มากที่สุด
บรรพชนของตระกูลเจียง เจียงอู๋โยว เป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม สูงกว่าเถียนชิงอยู่หนึ่งขอบเขต เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสัมผัสไม่ได้
แววตาของเถียนชิงสว่างวาบขึ้นมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา
"ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าเฒ่าเจียงจะปิดด่าน บางทีตอนนี้ก็อาจจะยังคงอยู่ในระหว่างการปิดด่านอยู่ก็เป็นได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซิงลั่วก็พยักหน้าเล็กน้อย
การปิดด่านของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์นั้น เวลาไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน สั้นที่สุดก็สิบวันครึ่งเดือน ยาวที่สุดก็เป็​นปีเลยทีเดียว
เรื่องที่เมืองเมฆาใบไม้มียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ลึกลับที่เพิ่งจะ​ปรากฏตัวขึ้นนั้น เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่อยากเปิดเผยตัวตน ทั้งสองคนจึงกลับเข้าเมืองไปโดยไม่ได้พูดอะไรมาก
แต่ในเมืองก็ยังมีผู้ที่มีความรู้กว้างขวางอยู่ไม่น้อย
เมื่อนำปฏิกิริยาของยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองคนมารวมกัน ก็ยังคงคาดเดาได้ว่า เมืองเมฆาใบไม้...บางทีอาจจะมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมาอีกหนึ่งคน!
….
ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ชายหน้าปรุคนหนึ่งซึ่งอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นที่ห้ากำลังพูดคุยอย่างออกรส
"ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ จากการเคลื่อนไหวของท่านยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ทั้งสองท่านในเมืองของเราแล้ว เมืองเมฆาใบไม้ของเรา...ต้องมียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์คนที่สี่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างแน่นอน!"
"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า โครงสร้างอำนาจในเมืองก็จะเปลี่ยนไปอีกแล้วน่ะสิ? จากสามขั้วอำนาจ กลายเป็นสี่ขั้วอำนาจแย่งชิงกัน?"
เเต่ชายหน้าปรุกลับส่ายหน้า
"จากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่เพิ่งจะเลื่อนขึ้นมาใหม่ท่านนี้จะเก็บตัวมิดชิดอย่างมาก ท่านเจ้าเมืองกับบรรพชนตระกูลเถียนน่าจะยังหาตัวอีกฝ่ายไม่เจอ ไม่อย่างนั้น ตอนที่กลับมาก็คงจะเป็นสามคนแล้ว"
ณ มุมหนึ่งของโรงน้ำชา
ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่
ทั้งสองคนยังหนุ่มสาวมาก เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็กระซิบด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"เมืองเล็กๆก็คือเมืองเล็กๆอยู่วันยังค่ำ แค่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งที่เพิ่งจะเลื่อนขึ้นมาใหม่ก็พูดจาเสียเลิศเลอ…ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องมาฟัง คงจะนึกว่าพูดถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าเสียอีก"
ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง ในนิกายของนางแล้ว อย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่ผู้จัดการนอกนิกายเท่านั้น
แต่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ กลับดูเหมือนจะเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
ข้างๆกันนั้น ชายหนุ่มหน้ากลมที่มีหน้าตาธรรมดากล่าวอย่างจนใจ
"ศิษย์น้อง เจ้าอย่าได้ดูถูกยอดฝีมือบนเส้นทางแห่งยุทธข้างนอกเลย ต้องรู้ไว้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า"
"ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกคนข้างนอกหรอกนะ ข้าอายุแค่ยี่สิบสามปี ก็เป็นถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดแล้ว…เฉินหลิงเซียงแห่งตระกูลเฉินคนนั้น ทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ก่อนอายุสามสิบ ก็ถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลแล้ว หารู้ไม่ว่าในนิกายของเรานั้น พรสวรรค์ระดับนี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่สองคน!" เจิงซานซานกล่าวด้วยใบหน้าที่ไม่ใส่ใจ
"ส่วนยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ข้างนอกเมืองเพื่อทะลวงขอบเขตในวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเฒ่าแก่หัวหงอกอายุเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้"
ชายหนุ่มหน้ากลมจนใจ แต่ก็ไม่สามารถที่จะโต้เถียงอะไรได้
ทั้งสองคนมาจากหนึ่งในขุมกำลังระดับสุดยอดของแดนเหนือ นั่นคือนิกายอัสนีคราม หนึ่งในสามสุดยอดนิกาย!
สำหรับนิกายที่พวกเขาอยู่แล้ว อัจฉริยะระดับสุดยอดที่คนภายนอกร่ำลือกันอย่างน่าอัศจรรย์นั้น เมื่อนำมาไว้ในนิกาย ก็เป็นได้แค่อัจฉริยะธรรมดาๆเท่านั้นเอง
เเละในครั้งนี้ที่ทั้งสองคนออกจากนิกายลงจากเขามา ก็เพื่อเป็นตัวแทนของนิกายอัสนีคราม มาเข้าร่วมงานเลี้ยงของบรรพชนตระกูลหวัง
แต่ในระหว่างที่เดินทางผ่านเมืองเมฆาใบไม้ กลับได้ยินมาว่ามีบุคคลปริศนาทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์เสียก่อน
….
อีก​ด้าน
ลู่เย่ที่กลับมาถึงตระกูลเจียงแล้ว ย่อมไม่รู้ว่า ตัวเขาที่เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีไปได้ไม่นาน กลับถูกคนอื่นคาดเดาว่าเป็นเฒ่าแก่ชราไปเสียแล้ว
ภายใต้สายตาของยามเฝ้าประตูตระกูลเจียง ลู่เย่เดินเข้าไปในคฤหาสน์อย่างเรียบเฉย
หลังจากที่ลู่เย่เข้าไปแล้ว องครักษ์ทั้งสองคนก็สบตากัน
"เจ้ามีความรู้สึกไหมว่า สามีของคุณหนูชิงเกอคนนี้... ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปตรงไหนสักแห่ง?"
องครักษ์อีกคนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเหอะๆแล้วตอบกลับไปว่า
"ไม่ใช่ว่า...เป็นเพราะหลังจากเรื่องนั้นแล้ว คุณหนูชิงเกอถึงได้ดูเปล่งปลั่งขึ้น จนทำให้ท่านเขยลู่ก็เปลี่ยนไปด้วยหรอกนะ?"
(จบตอน)