- หน้าแรก
- ตำหนักเซียนอสูร
- บทที่ 580 - ชักเชิดเจ้า
บทที่ 580 - ชักเชิดเจ้า
บทที่ 580 - ชักเชิดเจ้า
บทที่ 580 - ชักเชิดเจ้า
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีผู้ฝึกปราณขอบเขตตี้เซียนตายในการฆ่าฟันกันตรงๆ โดยทั่วไปเมื่อพลังถึงระดับนี้แล้ว การจะตายด้วยอุบัติเหตุเป็นเรื่องยากมาก
คุณอาจจะขังตี้เซียนไว้ได้ หรือทำให้ตี้เซียนบาดเจ็บสาหัสได้ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ แต่ถ้าคิดจะสังหารตี้เซียนให้สิ้นซากนั้นยากแสนยาก
เพราะตี้เซียนหนีเก่งเกินไป และตายยากเกินไป
อย่างน้อยหลังจากโลกเข้าสู่ยุคสามอาณาจักรเซียนคานอำนาจกัน ก็ไม่เคยได้ยินว่ามียอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนคนไหนตายจากการต่อสู้ ส่วนใหญ่ตายเพราะความเสื่อมถอยแห่งฟ้าทั้งนั้น
ดังนั้นเมื่อพลังยืนอยู่บนขอบเขตตี้เซียน ภัยคุกคามความตายเดียวก็คือความเสื่อมถอยแห่งฟ้า นอกนั้นแทบจะไม่เกิดความเป็นไปได้อื่น
ความจริงนับตั้งแต่สามอาณาจักรเซียนเริ่มสงครามกันมา เซียนระดับขอบเขตเหรินเซียนบาดเจ็บล้มตายกันไม่น้อย แต่ขอบเขตตี้เซียนไม่มีเลยสักคน ต่อให้เป็นฝ่ายอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ที่เสียเปรียบเรื่องจำนวน ยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนของพวกเขาก็ยังสามารถฝ่าวงล้อมหนีออกมาได้แม้จะถูกรุมกินโต๊ะ ต่อให้บาดเจ็บก็ยังห่างไกลคำว่าจะถูกรั้งตัวไว้ได้
ปกติฆ่าไม่ตาย ต่อให้เจออุบัติเหตุก็หนีได้ สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ตี้เซียนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์มีความคิดแบบนี้โดยธรรมชาติ: อยากฆ่าข้าเหรอ? ฝันไปเถอะ!
ด้วยการรับรู้แบบนี้ เมื่อยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนขั้นต้นคนแรกของอาณาจักรเซียนเจินอี "หายสาบสูญ" ไป จึงไม่มีใครใส่ใจมากนัก แม้จะติดต่อไม่ได้นานแล้วก็คิดว่าคงติดธุระอื่น
จนกระทั่งไม่นาน ยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนของอาณาจักรเซียนจินอวิ๋นก็ขาดการติดต่อไปขณะเคลื่อนย้ายในความว่างเปล่านอกมิติภพ ทุกคนถึงได้เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ปกติ
ครั้งเดียวคือบังเอิญ ใครก็ไม่คิดมาก แต่สองครั้งติดกันจะอธิบายด้วยคำว่าบังเอิญไม่ได้แล้ว และเรื่องอะไรที่ทำให้ตี้เซียนเลือกที่จะไม่ติดต่อกับสำนักของตัวเองเลยในสภาวะสงครามอาณาจักรเซียน?
เกิดเรื่องแล้ว!
เพราะสิ่งที่ตามมาไม่ใช่การกลับมาของยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนที่หายไปทั้งสองคน แต่เป็นการโต้กลับอย่างดุเดือดของอาณาจักรเซียนดาราจันทร์!
เกิดอะไรขึ้น? อาณาจักรเซียนดาราจันทร์ที่โดนไล่ต้อนจนโงหัวไม่ขึ้นได้แต่ร้องขอชีวิตพร้อมเฉือนเนื้อตัวเองโยนออกมาแล้วหดหัวอยู่ในกระดอง จู่ๆ ทำไมถึงฮึดสู้ขึ้นมาได้?
บรรยากาศสงครามยกระดับขึ้นอีกหลายระดับทันที
แต่ทิศทางของสงครามไม่ได้เป็นไปตามที่อาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นคิดว่าจะสามารถอาศัยความได้เปรียบของกำลังรบระดับสูงสุดกดหัวอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ลงไปได้อีกครั้ง กลับกลายเป็นว่ารบไปรบมา เซียนในฝั่งพวกเขาหายตัวไปมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนหายสาบสูญไปรวมแล้วถึงห้าคน อาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นก็ตกใจกลัวจริงๆ เป็นครั้งแรกที่เมื่อเผชิญกับการโต้กลับของอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะชนกันซึ่งๆ หน้า แต่เลือกที่จะถอย ถอยรวดเดียวเท่ากับที่บุกมาได้สามปี ตั้งแนวป้องกันอยู่ข้างนอก มองดูฝ่ายอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ที่ยังคงเสียเปรียบด้วยความตื่นตระหนก
แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ายอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนที่หายตัวไปในช่วงนี้ถูกอาณาจักรเซียนดาราจันทร์สังหาร และคำกล่าวนี้ก็ทำให้อาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นที่ไม่รู้เรื่องการมีอยู่ของปืนใหญ่ล้างเซียนรู้สึกว่าไม่สมจริงเอาเสียเลย
แต่มันประจวบเหมาะเกินไป จนไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ต่อให้คิดไม่ตก แต่ก็กล้าฟันธงว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับอาณาจักรเซียนดาราจันทร์เก้าสิบเปอร์เซ็นต์!
แต่ยังไม่ทันที่อาณาจักรเซียนจินอวิ๋นและเจินอีจะเข้าใจว่ายอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนของตัวเองหายไปไหน การบุกโต้กลับที่ดุเดือดของอาณาจักรเซียนดาราจันทร์จู่ๆ ก็หยุดชะงักลงอย่างประหลาด
ความเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ นี้แปลกประหลาดมาก สำหรับอาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นที่รู้ตื้นลึกหนาบางของอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ดีอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่มาก
เดาว่าต้องมีแรงภายนอกบางอย่างส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ประหลาดนี้ของอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ จึงเริ่มตามหา "แรงภายนอก" ที่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
แล้วเกิดอะไรขึ้นในอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ การบุกที่ดุเดือดถึงได้หยุดชะงักลงเอง?
มิติภพยอดเขาโครงกระดูกขาว เมืองหย่งชวน
ห้าปีผ่านไปนับตั้งแต่งานฉลองครบร้อยวันลูกชายของไป๋หยวนไค ในงานฉลองร้อยวันลูกชายไป๋หยวนไคปีนั้น ร่างของไป๋ล่างปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก
จากนั้นไป๋ล่างก็อาศัยอยู่ในเมืองหย่งชวนอย่างเปิดเผย แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของสำนักดาบเหมือนเมื่อก่อน กลับค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาผู้คนเหมือนวางมือแล้ว มีเพียงน้อยคนนักที่รู้ว่าแม้ไป๋ล่างจะไม่ได้บริหารงานสำนักดาบแล้ว แต่นโยบายและทิศทางสำคัญของสำนักดาบยังคงเป็นไป๋ล่างที่ตัดสินใจ
"พี่ เสิ่นชิง ผู้อาวุโสสำนักภูผาเมฆามาด้วยตัวเองแล้ว เขาประกาศว่าต้องเอาหินวิญญาณยันต์ทองให้พวกเขาต่อภายในครึ่งเดือน ไม่อย่างนั้นจะพังร้านเรา"
แม้เรื่องที่พูดจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ใบหน้าของไป๋หยวนไคกลับเปื้อนยิ้ม ห้าปีมานี้ไป๋หยวนไคดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่รูปร่างหน้าตาแทบไม่เปลี่ยน แถมยังอ้วนขึ้นนิดหน่อย น่าจะเพราะอารมณ์ดีไม่มีความกดดันเลยกินเยอะไปหน่อย
"มาถึงตอนนี้ได้ คนของสำนักภูผาเมฆาก็ถือว่าใจเย็นพอตัวแล้ว แต่เรื่องนี้จะตามใจพวกเขาไม่ได้ คนที่แกหามาส่งข่าวไปถึงอาณาจักรเซียนเจินอีหรือยัง?"
"ส่งไปแล้ว เดินทางสายวิถีมาร แล้วอ้อมไปหลายตลบกว่าจะถึงอาณาจักรเซียนเจินอี ทำตามแผนที่วางไว้เป๊ะ แค่เผยพิรุธให้เห็น ไม่ให้พวกเขาเห็นมากเกินไป ล่อให้พวกเขาตรวจสอบมาเอง ถึงตอนนั้นค่อยปล่อยข่าวเวลาส่งของหินวิญญาณยันต์ทองออกไปอีกที ให้เกิดการดักปล้น นี่ก็นับเป็นก้าวต่อไปได้แล้ว
ดูจากตอนนี้ฝั่งอาณาจักรเซียนดาราจันทร์ยังไม่กล้าลงมือกับเรา กลัวว่าถ้าแตกหักกันจริงๆ แล้วจะไม่ได้ของ พวกเขาจะซวยเอา
แต่ไปๆ มาๆ ก็ได้เห็นธาตุแท้ของพวกอาณาจักรเซียน ข้าจะบอกให้นะ คนอาณาจักรเซียนพวกนี้ไม่มีความสำนึกบุญคุณเลย มีผลประโยชน์ก็เอา พอมีอะไรผิดพลาดนิดหน่อยก็พลิกหน้าทันที เทียบกับคนสำนักดาบเราแล้วห่างชั้นกันไกล"
"ฮ่าๆ พลังวัตรและความแข็งแกร่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนิสัยการวางตัว คนอาณาจักรเซียน โดยเฉพาะมหาสำนักหมื่นยุคระดับท็อปอย่างสำนักภูผาเมฆา ไม่มีความสัมพันธ์แบบ "เพื่อน" หรอก ในสายตาพวกเขามีแค่ "คู่แข่ง" กับ "สัตว์ทรัพยากร" สองอย่างนี้เท่านั้น
แกคิดว่าให้ปืนใหญ่ล้างเซียนพวกเขาคือการช่วย แต่ในสายตาพวกเขาต้องคิดว่ากำลังให้โอกาสแกแสดงความจงรักภักดี แกยังต้องขอบคุณพวกเขาด้วยซ้ำ
ตอนนี้เราหยุดส่งหินวิญญาณยันต์ทองให้พวกเขากะทันหัน ทำให้ปืนใหญ่ล้างเซียนของพวกเขาเป็นใบ้ หยุดการบุกโต้กลับของพวกเขา ป่านนี้พวกเขาคงแค้นเราเข้ากระดูกดำแล้วมั้ง
ดังนั้นนะ จัดการพวกคนอาณาจักรเซียนที่หลงตัวเองพวกนี้ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก พวกนี้สมควรโดนวางแผนโดนเล่นงาน รอให้พวกเขาตกลงมาจากเมฆก่อน ในใจพวกเขาถึงจะบรรจุหลักการของสรรพชีวิตในโลกได้ ไม่อย่างนั้นก็มีแต่หลักการของตัวพวกเขาเอง"
"พี่ ความจริงข้าไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมไม่เอาปืนใหญ่ล้างเซียนที่เรามีเหลือไปให้อาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นด้วยล่ะ? แบบนั้นพวกเขาจะได้รบกันหนักกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ?"
ไป๋ล่างส่ายหน้า พูดว่า "ทำแบบนั้นจริงจะไม่รบหนักขึ้น แต่จะหยุดมือทันที แล้วสองฝ่ายจะหันหอกมาทางเรา เพราะแรงจูงใจในการยุยงมันชัดเจนเกินไป สองอาณาจักรเซียนดูออกแน่ว่าเราอยากเป็นตาอยู่คว้าพุงเพียวๆ สู้ให้เป็นอย่างตอนนี้ ให้พวกเขารบกันเองต่อไปดีที่สุด แถมยังซื้อเวลาให้เราได้มากขึ้นด้วย"
ตอนนี้ไป๋หยวนไคไม่เหมือนเมื่อห้าปีก่อนที่ไม่รู้เรื่องแผนการของพี่ชายเลย เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่พี่ชายวางแผนไม่ใช่แค่การค้าตลาดมืดในมิติภพยอดเขาโครงกระดูกขาวอันน้อยนิดนี้ แต่กำลังวางแผนเกี่ยวกับโลกที่กว้างใหญ่กว่านอกมิติภพยอดเขาโครงกระดูกขาว
วางแผนกับสามอาณาจักรเซียน และพวกวิถีมารในเงามืด
ส่วนความมั่นใจที่พี่ชายกล้าทำแบบนี้ ไป๋หยวนไคสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งในช่วงห้าปีมานี้
อย่างแรกคือวิชา
แม้แต่ไป๋หยวนไคที่อาศัยวัฏจักรฟ้าดินเปลี่ยนผันถึงมีพรสวรรค์อันน้อยนิดพอจะฝึกปราณได้แบบถูๆ ไถๆ ยังดูออกว่าวิชาที่ไป๋ล่างถ่ายทอดลงมาในช่วงห้าปีมานี้แตกต่างจากวิชาที่ทุกคนฝึกกันเมื่อก่อนอย่างมาก
เน้นการฝึกคู่ขนานอาคมและยุทธ์มากขึ้น และใช้วิธีที่สมเหตุสมผลกว่าและสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของพรสวรรค์ได้มากกว่า เพื่อส่งคนให้เดินไปบนเส้นทางฝึกคู่ขนานนี้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไป๋หยวนไคไม่เข้าใจเคล็ดลับของวิชาว่ามีการปรับเปลี่ยนอะไรที่ยอดเยี่ยมบ้าง แต่เขาฟังพี่สาวไป๋เยี่ยนบอกว่า วิชาใหม่ที่พี่ใหญ่มอบให้เรียกได้ว่าพลิกโฉมแนวทางการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดในอาณาจักรเซียนปัจจุบัน เป็นเส้นทางใหม่ หรือจะเรียกว่ากำลังค้นหาเส้นทางการบำเพ็ญเพียรเพื่อกลับสู่ยุคบรรพกาลก็ได้
และเท่าที่ไป๋หยวนไครู้ ปีที่แล้วพี่ชายยังพาพวกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในสำนักในสำนักดาบรวมถึงพี่สาวไป๋เยี่ยนออกไปหลายเดือน พอกลับมาคนพวกนี้พลังวัตรก็พุ่งพรวด พี่สาวไป๋เยี่ยนถึงขอบเขตเต๋าตันขั้นปลายแล้ว ได้ยินว่าปีหน้าก็น่าจะพุ่งชนขอบเขตคืนสู่เทพได้แล้ว!
ความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ไป๋หยวนไคไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาถึงขั้นรู้สึกว่าถ้าให้เวลาพี่ชายอีกสักหน่อย มหาสำนักหมื่นยุคในอาณาจักรเซียนที่ว่าแน่ๆ ก็ต้องถูกสำนักดาบแซงหน้าแน่นอน
แน่นอนว่าการที่ไป๋หยวนไคมีความคิดแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขารู้วิธีการของไป๋ล่างดีแค่ไหน แค่เพราะเขามีความรู้น้อย และมีความมั่นใจในตัวพี่ชายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น
ในขณะที่ไป๋หยวนไคทำตามการจัดวางของพี่ชาย ด้านหนึ่งถ่วงเวลาเสิ่นชิงจากสำนักภูผาเมฆา อีกด้านหนึ่งก็ส่งข่าว "อาณาจักรเซียนดาราจันทร์มีอาวุธลับ" อ้อมไปให้อาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นรู้
ข่าวส่งไปทางลับ ไป๋หยวนไคจงใจรอสองเดือน เพื่อให้เวลาอาณาจักรเซียนเจินอีและจินอวิ๋นได้ตอบสนอง และสองเจ้านี้ก็ไม่ทำให้ไป๋หยวนไคผิดหวังจริงๆ
ยื้อมาสองเดือน ตอนที่เสิ่นชิงผู้อาวุโสสำนักภูผาเมฆาที่ติดแหง็กอยู่ในเมืองหย่งชวนใกล้จะบ้าตาย ไป๋หยวนไคก็แจ้งฝ่ายนั้นว่าหินวิญญาณยันต์ทองเตรียมเสร็จแล้ว ให้เสิ่นชิงนำกลับไปได้
เสิ่นชิงดีใจมาก นัดหมายส่งมอบของในอีกสามวันทันที
แต่เสิ่นชิงคงคิดไม่ถึงว่านี่จะเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิตของเขา ยังไม่ทันที่เขาจะออกจากมิติภพยอดเขาโครงกระดูกขาวทางค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับไปสำนักภูผาเมฆา เขาก็ถูกกลุ่มศัตรูที่แข็งแกร่งดักโจมตีในป่าไร้ชื่อห่างจากเมืองหย่งชวนหกร้อยกว่าลี้
ยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนสองคนทำให้เสิ่นชิงไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้หรือหนี เพียงแค่ปะทะกันหน้าเดียวก็ถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าตาย ตายพร้อมกับศิษย์สำนักภูผาเมฆาที่มาด้วยกันจนไม่เหลือซาก
แน่นอนว่า หินวิญญาณยันต์ทองที่ควรจะถูกส่งกลับสำนักภูผาเมฆาเพื่อใช้กับปืนใหญ่ล้างเซียนก็ถูกยอดฝีมือขอบเขตตี้เซียนสองคนนั้นเอาไป
และการลอบสังหารที่มีการวางแผนล่วงหน้าครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนอยู่ในจิตสัมผัสของไป๋ล่าง...
[จบแล้ว]