เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 470 - ถึงพริกถึงขิง

บทที่ 470 - ถึงพริกถึงขิง

บทที่ 470 - ถึงพริกถึงขิง


บทที่ 470 - ถึงพริกถึงขิง

เวลาในวังใต้ดินถูกตัดแบ่งด้วยอัตราการไหลที่ต่างกันในแต่ละตำหนัก ทำให้ยากจะคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ต่อให้มีใจอยากจะคำนวณ ก็จะหมดอารมณ์ไปอย่างรวดเร็วเมื่อเจอกับบททดสอบความเป็นความตายที่ยากขึ้นเรื่อยๆ แค่รักษาชีวิตให้รอดในตอนนี้ และเตรียมพร้อมถอนตัวตลอดเวลาก็ยากแสนเข็ญแล้ว

ผู้ฝึกปราณขอบเขตเต๋าตันที่เข้ามาก่อนส่วนใหญ่มองไม่เห็นตำหนักที่สี่ เก้าส่วนจะทิ้งชีวิตไว้ในตำหนักที่สองและสาม และตำหนักที่สี่ก็แทบจะเป็นจุดจบของการเดินทางและจุดจบของชีวิตพวกเขา

มีพวกหัวหมอเหมือนกัน ที่ดักรออยู่ที่ตำหนักที่สี่ รอให้คนข้างหลังโผล่มาก็กระโดดฆ่าทันที ฆ่าใคร? ย่อมฆ่าพวกเดียวกัน เพราะพวกเดียวกันการระวังตัวต่ำที่สุด ลงมือง่ายที่สุด

ทำไปทำมา ตำหนักที่สี่จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนในวังใต้ดิน ดูเหมือนไอ้สิ่งที่เรียกว่า "รวมกลุ่ม" และ "แบ่งฝ่ายชัดเจน" ก่อนหน้านี้ พอมาถึงตรงนี้ก็พังทลายลงในพริบตา

ไม่ใช่แค่ขอบเขตเต๋าตันที่เป็นแบบนี้ ขอบเขตคืนสู่เทพ ขอบเขตประสานกายที่ตามเข้ามาก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่ความต่างอยู่ที่ตำแหน่งที่ไปต่อไม่ไหวจะต่างกันเท่านั้น

เหมือนที่รูปปั้นหินผูซิวบอกไว้ตอนตำหนักที่หนึ่ง ในยอดเขาโครงกระดูกขาวทดสอบโชคและความเข้ากันได้ของมรดกวิชา ไม่ได้เกี่ยวกับระดับพลังสูงต่ำโดยตรง

แต่มองอีกมุมหนึ่ง ระดับพลังสูงก็แสดงว่าความเข้าใจและพรสวรรค์การฝึกตนสูง ต่อให้ไม่พูดเรื่องระดับพลัง ก็ย่อมผ่านด่านได้ง่ายกว่าผู้ฝึกปราณกลุ่มก่อนหน้าแน่นอน

และเมื่อเทียบกับข้อมูลเกี่ยวกับยอดเขาโครงกระดูกขาวที่ผู้ฝึกปราณขอบเขตเต๋าตันและคืนสู่เทพรุ่นก่อนหน้ารู้ พวกขอบเขตประสานกายหรือแม้แต่ขอบเขตทะลวงลี้ลับที่ตามมาข้างหลังรู้มากกว่า และเตรียมตัวมาดีกว่า

อาศัยความได้เปรียบด้านความเข้าใจและการรับรู้ บางคนที่มีพื้นฐานแน่นปึ้กถึงขั้นศึกษา "วิชาโครงกระดูกหยกเร้นลับ" แบบเศษเสี้ยวมาก่อนแล้ว อาจจะไม่ได้ฝึก แต่ในใจรู้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้มาฝึกย่อมได้ผลดีเป็นทวีคูณ ดังนั้นจึงไม่รอให้เวลาฝึกฝนเต็ม ก็ผละจากเบาะรองนั่งเรียกบททดสอบออกมาทันที

การจงใจปั่นป่วนเวลาหยุดพักของแต่ละตำหนักแบบนี้ ไม่เพียงสร้างปัญหาให้ยอดฝีมือที่ตามมาข้างหลัง แต่ยังเป็นวิธีไล่ตามพวกอ่อนแอข้างหน้าอีกด้วย

ไล่ตามพวกอ่อนแอทำไม? ย่อมไล่ตามไปหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง

เทียบกับการฆ่าผู้ฝึกปราณระดับเดียวกันเพื่อหาเงื่อนไขถอนตัว "ห้าชีวิต" การฆ่าพวกอ่อนแอเพื่อให้เงื่อนไขครบย่อมง่ายกว่ามาก

ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่สามข้อตกลงก่อนหน้านี้ตั้งใจจะหลีกเลี่ยง แต่เลี่ยงไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เซียนสิบกว่าท่านที่เข้ามากลุ่มสุดท้ายก็ดีดลูกคิดรางแก้วแบบเดียวกัน

"ครั้งก่อนข้าลุยไปถึงตำหนักที่เก้าก็จำต้องถอยออกมา ครั้งนี้สมควรไปได้ไกลกว่าเดิม"

"ครั้งก่อนข้าติดอยู่ที่ตำหนักที่แปดเกือบออกมาไม่ได้ แต่ขัดเกลามานานปานนี้ก็นับว่าพอมีเคล็ดลับอยู่บ้าง ข้าเลยอยากไปดูตำหนักที่เก้าหรือสิบ สหายพรตหากยินดีชี้แนะ หลินโหมวขอยอมติดค้างน้ำใจท่านหนึ่งครั้ง"

"ฮ่าฮ่าฮ่า คุยง่ายคุยง่าย! ล้วนเป็นคนอาณาจักรเซียน ข่าวสารเล็กน้อยมีอะไรพูดไม่ได้? สหายพรตหลินขยับหูมา ข้าจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้"

เหนือก้อนเมฆกลางอากาศนอกวังใต้ดิน ตอนนี้เหลือเพียงเซียนสิบกว่าท่านที่มาจากนอกมิติภพ ยังคงยืนแบ่งฝ่ายชัดเจนอยู่คนละฝั่งเมฆ แต่คำพูดคำจาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ไม่มีการตะโกนด่าทอกันข้ามฝั่งอีกแล้ว แต่ต่างคนต่างซุบซิบวางแผนเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง

"คนขอบเขตทะลวงลี้ลับมีไม่เยอะนะ มีไม่ถึงสิบคน"

"ฝั่งเราคนเก่งร่อยหรอ ฝั่งอาณาจักรเซียนก็ยุ่งจนหัวหมุน ได้ยินว่าในมิติภพอื่นก็มีวังใต้ดินปรากฏขึ้นเยอะ แม้แต่มิติภพใต้เท้าเราตอนนี้ก็ไม่ได้มีแค่วังใต้ดินนี้ที่เดียว เพียงแต่เทียบความสำคัญกับยอดเขาโครงกระดูกขาวไม่ได้เท่านั้น"

"ฝั่งเราสี่คน ฝั่งตรงข้ามตั้งห้าคน เข้าไปแล้วต้องรอหน่อย ให้พวกเขาบุกไปข้างหน้าอีกสักระยะ ทางที่ดีไล่ทันพวกขอบเขตประสานกายข้างหน้าได้ยิ่งดี แบบนั้นทางเลือกจะเยอะขึ้น"

"หึหึ เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา ก่อนหน้านี้รั้งพวกเขาไว้สี่คนติวเข้มเคล็ดวิชา 'วิชาโครงกระดูกหยกเร้นลับ' ไปไม่น้อย ด้วยความหัวไวของพวกเขาน่าจะได้อะไรไปเยอะ ตอนนี้เข้าไปขอแค่ไม่ไปไล่ฆ่าใคร ตั้งใจฝึกฝนผ่านด่านความเร็วจะสูงมาก ไล่ทันพวกขอบเขตประสานกายข้างหน้าไม่มีปัญหา เผลอๆ ไล่ทันพวกขอบเขตคืนสู่เทพข้างหน้าโน้นก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเป็นแบบนั้นสถานการณ์ข้างในคงวุ่นวายพิลึก"

"วุ่นวาย? ครั้งไหนไม่วุ่นวาย? ยอดเขาโครงกระดูกขาวข้าเคยเข้ามาก่อนหน้านี้สองครั้งวัฏจักรฟ้าดินเปลี่ยนผัน ทุกครั้งข้างในสุดท้ายก็เละเป็นโจ๊ก เจ้าคงไม่คิดจริงๆ หรอกนะว่ากฎที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้เพื่อป้องกันความวุ่นวายข้างหลัง? นั่นแค่กันการตายที่ไม่จำเป็นเท่านั้น ข้างหน้าตายหมด คนที่เข้าไปทีหลังอยากออกมาจะทำยังไง?

แต่ครั้งนี้ยอดเขาโครงกระดูกขาวปรากฏตัวออกมาค่อนข้างประหลาด ถึงขั้นหลุดออกมาจากช่องว่างแห่งฟ้าดินทั้งลูก แถมยังลอยเด่นอยู่กลางอากาศอย่างเปิดเผย โอ้อวดขนาดนี้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมิติภพนี้ หรือตัวยอดเขาโครงกระดูกขาวเองเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร

สรุปคือ ข้ารู้สึกว่ายอดเขาโครงกระดูกขาวครั้งนี้มีแรงกดดันมากกว่าสองครั้งที่ข้าเคยเจอ!"

"หากเป็นเช่นนั้น พวกเราเดี๋ยวเข้าไปคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น"

"อืม ต้องระวัง ครั้งนี้ข้าจะคอยคุ้มกันอยู่ข้างนอก พวกเจ้าเข้าไปเถอะ กันไม่ให้พวกจอมปลอมฝั่งตรงข้ามเล่นลูกไม้อะไร"

"หือ? จอมปราชญ์เซี่ยวเฟิงทำไมไม่ลองดูอีกสักครั้ง?"

"ไม่มีความหมาย ข้าลองมาสองครั้งแล้ว ตัวข้าครั้งก่อนกับตอนนี้โดยเนื้อแท้ไม่มีอะไรต่างกัน ด่านตำหนักที่สิบเอ็ดต้องไม่ผ่านแน่นอน แทนที่จะเสียเวลาเสียจำนวนหัวคนข้างใน สู้ช่วยพวกเจ้าดูต้นทางข้างนอกดีกว่า ข้าคิดว่าไม่ใช่แค่ข้าที่จะไม่เข้าไป เซี่ยอวี่ชิงฝั่งตรงข้ามก็คงไม่เข้าเหมือนกัน นางก็ติดอยู่ที่ตำหนักที่สิบเอ็ดเหมือนกัน"

พูดถึงตรงนี้ บนลานกว้างยอดเขาโครงกระดูกขาวเบื้องล่างเหลือคนสุดท้ายอยู่เก้าคน ครั้งนี้ไม่ได้แบ่งเป็นสองกลุ่มแล้ว และไม่สนใจสัดส่วนอะไรทั้งนั้น สองฝ่ายแค่สบตาก็มีจิตสังหารแลบออกมาอย่างไม่ปิดบัง ต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ฆ่าฟันที่จะเกิดขึ้นหลังจากเข้าไปข้างใน ถึงขั้นทุกคนเรียกอาวุธวิเศษในมือออกมาลอยวนรอบตัวแล้ว

คนเหล่านี้ก็คือคนกลุ่มสุดท้ายที่จะเข้าวังใต้ดินที่เหล่าเซียนบนเมฆวิจารณ์กันเมื่อครู่ ล้วนเป็นยอดคนขอบเขตทะลวงลี้ลับ

ขอบเขตทะลวงลี้ลับเหล่านี้รออยู่บนลานกว้างห้าวัน จนเสียงระฆังบนชั้นเมฆดังขึ้นอีกครั้งถึงเริ่มเดินขึ้นบันไดหน้าประตูพร้อมกัน ก้าวขึ้นไปทีละขั้น มั่นคงราบรื่นจนกระทั่งก้าวสุดท้าย ก็ไม่เห็นใครเท้าลอยหรือสีหน้าเปลี่ยนแม้แต่น้อย

บันไดหินของยอดเขาโครงกระดูกขาวไม่อาจสร้างภัยคุกคามให้ขอบเขตทะลวงลี้ลับได้ สภาวะจิตใจและอารมณ์มาถึงระดับพวกเขาแทบไม่มีช่องโหว่ให้เล่นงานแล้ว

ไม่นานพวกขอบเขตทะลวงลี้ลับก็หายเข้าไปในประตูหิน

แทบจะในวินาทีถัดมา เมฆสลาย เซียนทั้งหมดที่ยืนวางมาดอยู่บนยอดเมฆเมื่อครู่ก็วาร์ปมายืนอยู่บนลานกว้างยอดเขาโครงกระดูกขาวราวกับหายตัวมา ยังคงแบ่งฝ่ายชัดเจน แต่ก็เริ่มมีท่าทีกระตือรือร้นอยากลองของ

ครั้งนี้เซียนทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกันรอเกือบสิบวัน เกินกว่าห้าวันที่ตกลงกันไว้มาก แต่เหตุผลไม่มีใครพูดถึง แต่ต่างรู้กันดี

รอจนเหล่าเซียนเข้าไปในประตูใหญ่ของตำหนัก บนลานกว้างยังเหลือชายหนึ่งหญิงหนึ่ง

ฝ่ายอธรรม เซี่ยวเฟิง

ฝ่ายอาณาจักรเซียน เซี่ยอวี่ชิง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 470 - ถึงพริกถึงขิง

คัดลอกลิงก์แล้ว