- หน้าแรก
- ฉายาป่วน กวนยุทธภพ
- บทที่ 190 - ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน คำพูดของท่านข้าไม่เข้าใจ
บทที่ 190 - ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน คำพูดของท่านข้าไม่เข้าใจ
บทที่ 190 - ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน คำพูดของท่านข้าไม่เข้าใจ
บทที่ 190 - ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน คำพูดของท่านข้าไม่เข้าใจ
★★★★★
ศิษย์สำนักในเหล่านี้ นอกจากจะสนิทสนมกับอาจารย์ทั้งแปดท่านแล้ว ในอนาคตเมื่อเรียนจบ ก็จะกลายเป็นบุคลากรสำคัญที่สำนักใหญ่ต่างๆ แย่งชิงตัวกัน
การไปสร้างความบาดหมางกับพวกเขามันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ
โดยเฉพาะโจวชิง กลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาเมื่อครู่ พวกเขาเคยสัมผัสได้จากอัจฉริยะไม่กี่คนในสำนักในเท่านั้น
คนแบบนี้ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปตอแยดีที่สุด
ชายชราระดับหยวนอิงขั้นสมบูรณ์กระแอมเบาๆ ปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมจริงจัง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้พวกเราจะสอบสวนเพิ่มเติม แต่ศิษย์พี่ของเจ้าต่อไปก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้อีก"
โจวชิงได้ยินดังนั้น ก็กล่าวขอบคุณยกใหญ่
"รบกวนพวกท่านช่วยเป็นธุระให้ด้วย คนคนนั้นดูเหมือนจะไม่ถูกชะตากับศิษย์พี่ข้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"
พูดจบ โจวชิงก็แอบยัดหินวิญญาณให้อีกหลายก้อน เพื่อแสดงความจริงใจ
พวกเขารับไว้อย่างแนบเนียน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า น้ำเสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"วางใจเถอะ มีข่าวเมื่อไหร่จะรีบแจ้งให้พวกเจ้าทราบทันที!"
......
หลังจากออกจากหอคุมกฎ เหยียนเสี่ยวหูหน้าแดงด้วยความโกรธ
"ดวงซวย สำนักศึกษาไป๋อวี้ไท่ซูนี่มันดวงชงกับข้าชัดๆ ตอนเผชิญหน้ากับวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงและสำนักประตูเทียนจี ข้ายังไม่เคยเสียท่าขนาดนี้มาก่อนเลย!" เหยียนเสี่ยวหูบ่นอุบ
จากเมื่อวานถึงวันนี้ โดนคนของหอคุมกฎจับตัวไปสองรอบ เสียหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
ยังดีที่ท่านอาจารย์ม่อไม่อยู่ ไม่งั้นคงโกรธจนลมออกหู
ลู่เหยาเหยาเอ่ยปลอบใจเบาๆ "ศิษย์พี่เหยียน ท่านไม่สังเกตเหรอว่าอีกฝ่ายตั้งใจยั่วโมโหให้ท่านทำผิด คราวหน้าท่านก็แค่อย่าไปสนใจเขาก็สิ้นเรื่อง"
ในจุดนี้ โจวชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ในเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะเป็นฝ่ายรุก แสดงว่าเขาต้องเตรียมการมาอย่างดี เจ้าไม่เล่นตามเกมของเขาก็จบแล้ว" โจวชิงกล่าวอย่างจริงจัง
ลองคิดดูสิ ทั้งระดับพลัง ความเร็ว หรือแม้แต่ความคุ้นเคยกับสถานที่ ท่านสู้เขาไม่ได้สักอย่าง จะยอมให้เขาจูงจมูกเดินทำไม
เหยียนเสี่ยวหูหยุดเดิน มองโจวชิงด้วยความเกรงใจ
"เจ้าสี่ ทำให้เจ้าต้องเสียเงินอีกแล้ว ศิษย์พี่รับรอง จะไม่มีครั้งที่สามแน่นอน!" เหยียนเสี่ยวหูสาบาน
โจวชิงยิ้มบางๆ พูดทีเล่นทีจริงว่า "ในเมื่อบอกว่าเสียเงิน งั้นศิษย์พี่สามก็ชดใช้ให้ข้าสิ นั่นมันหินวิญญาณระดับสูงนะ หายไปตั้งหลายก้อน"
เหยียนเสี่ยวหูทำหน้ากระอักกระอ่วน เกาหัวแกรกๆ "ประเด็นคือศิษย์พี่อย่างข้าไม่ค่อยมีเงินติดตัวน่ะสิ ไม่เหมือนเจ้า ถุงสมบัติของห้าอัจฉริยะก็เสร็จเจ้าหมด ไหนจะของหลี่หานซานกับเฒ่ากระดูกโลหิตที่ไม่รักษากฎอีก ค่าทำขวัญจากวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง รางวัลจากสำนัก..."
เหยียนเสี่ยวหูยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น พูดไปก็นับนิ้วไป จู่ๆ ก็รู้สึกว่าศิษย์น้องตัวเองนี่มันรวยล้นฟ้าจริงๆ
โจวชิงกำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้น แสงสว่างสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า
"ศิษย์น้องทั้งหลาย!" หลี่เต้าเสวียนตะโกนเรียกด้วยความดีใจ
เมื่อหลี่เต้าเสวียนร่อนลงพื้น สายตาก็มองไปที่ชุดแดงของโจวชิงและลู่เหยาเหยาโดยสัญชาตญาณ แอบตกใจอยู่ลึกๆ
คิดไม่ถึงว่าเวลาแค่วันเดียว ทั้งสองคนจะได้เป็นศิษย์สำนักในแล้ว ต่อให้เป็นการรับสมัครปกติ ก็ยังไม่เร็วขนาดนี้เลยมั้ง
"พวกเจ้ามาทำอะไรที่เขตฮ่าวเมี่ยวกะทันหันแบบนี้ ท่านอาจารย์ลุงสบายดีไหม สำนักตอนนี้เป็นยังไงบ้าง" หลี่เต้าเสวียนยิงคำถามรัวๆ
โจวชิงมองผู้คนที่เดินขวักไขว่รอบๆ แล้วกล่าวว่า "ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยกัน พวกเราไปหาที่อื่นคุยกันดีกว่า"
หลี่เต้าเสวียนตอบ "ตามข้ามา!"
จากนั้นเขาก็พาพวกโจวชิงไปที่สวนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
ในสวนมีต้นไม้วิญญาณเก่าแก่ยืนต้นสงบนิ่ง ทอดเงาไม้ร่มรื่นลงมา รอบด้านเงียบสงัดไร้เสียงรบกวน
ทุกคนนั่งลง โจวชิงเริ่มเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแดนบูรพาตลอดสองปีที่หลี่เต้าเสวียนไม่อยู่ ลู่เหยาเหยาและเหยียนเสี่ยวหูคอยเสริมรายละเอียดอยู่ข้างๆ
หลี่เต้าเสวียนตั้งใจฟัง สีหน้าเปลี่ยนไปตามเรื่องราว เดี๋ยวตกใจ เดี๋ยวเคร่งเครียด
ข่าวเรื่องขอบเขตแปลงเทพเข้าร่วมสงครามมันกะทันหันเกินไป เขาจำได้ว่าท่านอาจารย์เคยบอกว่า เพราะมีการแทรกแซงจากทางเมืองหลวง สงครามภายในแดนบูรพาอาจยืดเยื้อไปถึงสิบกว่าปี หรือนานกว่านั้น
แต่ใครจะคิดว่า จู่ๆ ก็มีราชาปีศาจโหวซานโผล่มา และหลังจากผ่านการฆ่าฟันอันดุเดือดที่เทือกเขาชางหลานถึงสองเดือน สงครามภายในกลับจบลงอย่างเหนือความคาดหมาย?
หลี่เต้าเสวียนรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาคงไม่จากมา
ในฐานะศิษย์เอกของเจ้าสำนักไท่ชิง ในยามที่สำนักเผชิญวิกฤต เขาควรจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับสำนัก
ยิ่งเมื่อได้ยินว่าโจวชิงสังหารซือหม่าเยาจีเป็นครั้งที่สอง ช่วยเหลือเผยเหยียน และหลังจากนั้นยังสังหารอวี๋จื่อชีและหลี่หานซานที่เริ่มเข้าใจเจตจำนงได้แล้ว
ได้ยินถึงตรงนี้ หลี่เต้าเสวียนมองโจวชิงอีกครั้ง สีหน้าซับซ้อน
นี่สิถึงเรียกว่าลูกรักของสวรรค์ตัวจริง!
แต่ยังดี ที่เขาเป็นคนของสำนักไท่ชิง และเป็นศิษย์น้องของเขา!
"เจ้าสำนักวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงคนนี้ วิธีการช่างวิปริตพิลึกคน ทั้งวางค่ายกลสังหารหวังจะฝังคนทั้งสี่สำนักไว้ที่เทือกเขาชางหลาน แต่สุดท้ายกลับปล่อยออกมาบางส่วน แถมยังแบ่งยาระดับเทพเจ้านั้นให้เท่าๆ กันอีก นี่มัน..."
หลี่เต้าเสวียนส่ายหน้า ไม่เข้าใจตรรกะความคิดของซือคงเหยียนจริงๆ
ความจริงแล้ว อย่าว่าแต่หลี่เต้าเสวียนเลย แม้แต่พวกโจวชิงจนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ เหมือนคนโรคจิตชัดๆ
โดยเฉพาะคนสี่สำนักที่ควรจะมีความแค้นฝังลึกต่อกัน หลังจากแบ่งเมล็ดบัวแล้ว กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังช่วยกันปิดความลับนี้อีก
ตามที่ท่านลุงศิษย์เจ้าสำนักบอก ตอนแบ่งเมล็ดบัว ซือคงเหยียนยังยิ้มระรื่นพูดว่า "สุขคนเดียวมิสู้สุขร่วมกัน" อยู่เลย
"สรุปว่า เด็กหนุ่มที่พาพวกเจ้ามาวันนั้น คือท่านลุงรอง?" คุยไปคุยมา หลี่เต้าเสวียนก็ทำหน้าตกใจสุดขีด
เขารู้อยู่แล้วว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลินเต้าเฉินได้รับลูกศิษย์คนโปรดที่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลอย่างหาตัวจับยาก แต่คิดไม่ถึงว่าคนคนนั้นจะเป็นท่านลุงรอง
"ชู่ว!" ลู่เหยาเหยารีบทำท่าจุ๊ปาก อย่าให้ท่านลุงรองได้ยินเชียว
หลี่เต้าเสวียนรู้ทัน รีบพยักหน้า
เพราะท่านลุงรองถือเป็นตำนานของสำนักไท่ชิง
หลี่เต้าเสวียนจำได้ว่าท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง ท่านปู่ทวด (อาจารย์ของม่อสิงเจี่ยน) เคยวางตัวท่านลุงรองเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักอันดับหนึ่ง แต่เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ท่านลุงรองเสียชีวิตกะทันหัน ท่านอาจารย์ลุงเจ้าสำนักถึงได้ส้มหล่น กลายมาเป็นเจ้าสำนักในปัจจุบัน
"ครั้งนี้ท่านลุงรองตั้งใจมาเรียนรู้วิชาค่ายกลจริงๆ วันหลังถ้าบังเอิญเจอ ก็ทำเหมือนเป็นศิษย์สำนักในทั่วไปก็พอ อย่าให้ความแตกนะ"
โจวชิงกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง
หลี่เต้าเสวียนตบหน้าอกรับประกัน "วางใจเถอะ ว่ากันตามลำดับศักดิ์จริงๆ เขาก็คือท่านอาอาจารย์ของพวกเรานั่นแหละ"
ทุกคนฟังแล้วก็ยิ้มให้กัน พอลองคิดดู มันก็จริงตามนั้น
"จริงสิ เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย!"
พูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าเสวียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ล้วงลูกธนูเหล็กดอกหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
จากนั้นเขาก็ยื่นลูกธนูและกระดาษให้โจวชิง กล่าวว่า "เมื่อเช้าตอนข้าวกกลับมา ผ่านหุบเขาแห่งหนึ่ง ลูกธนูนี้ก็พุ่งใส่ข้า โชคดีที่ไม่มีเจตนาฆ่าฟัน กระดาษแผ่นนี้ผูกติดมากับลูกธนู ระบุชื่อว่าจะมอบให้เจ้า"
โจวชิงงุนงง บนกระดาษเขียนแค่สามคำว่า [ถึงโจวชิง]
ด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัว หลี่เต้าเสวียนจึงไม่ได้เปิดอ่าน
เหยียนเสี่ยวหูขมวดคิ้ว บ่นพึมพำ "สำนักศึกษาไป๋อวี้ไท่ซูนี่มันพิลึกจริงๆ ข้าเพิ่งมาได้สองวันก็โดนคนเล่นงาน ตอนนี้ก็ถึงตาเจ้าสี่แล้ว พวกเราเพิ่งมาถึง จะไปรู้จักใครเยอะแยะขนาดนั้น"
โจวชิงก็สงสัยเช่นกัน ค่อยๆ คลี่กระดาษออก เมื่อเห็นข้อความข้างใน ดวงตาก็หรี่ลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
[หุบเขาใบเมเปิ้ลเหลือง , ยาชื่อหลิง]
บนกระดาษมีเพียงหกตัวอักษรนี้ ไม่มีเนื้อหาอื่น แต่โจวชิงกลับเข้าใจทันทีว่าใครเป็นคนเขียน
เจ้าของยอดเขาสุริยันทองคำ ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน!
ยาชื่อหลิง คือไอเทมสำคัญในนิทานเรื่องหนึ่งในบันทึกที่ท่านลุงศิษย์เกาเสวียนเคยให้เขาไว้
เรื่องราวเล่าถึงเจ้าวังโลหิตมารใช้ยาชื่อหลิงเป็นเหยื่อล่อ วางเดิมพันทดสอบความดีความชั่วของมนุษย์
เอาตัวเข้าแลก จนสุดท้ายชนะสวรรค์ไปครึ่งกระดาน
ท่านลุงศิษย์เกาเสวียน มาที่เขตฮ่าวเมี่ยวด้วยหรือ?
เหยียนเสี่ยวหูชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็งงเต็ก
หมายความว่าไง?
ที่ที่เรียกว่าหุบเขาเมเปิ้ลเหลือง มียาวิเศษรึ?
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โจวชิงมีความไว้วางใจในตัวท่านลุงศิษย์เกาเสวียนในระดับหนึ่ง ความไว้วางใจนี้ไม่ได้มาจากแค่กระบวนท่าที่สี่ของ [เคล็ดกระบี่อัสนีคลั่ง] แต่ยังมาจากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสำนัก
แม้แต่ท่านเจ้าสำนักยังเคยมอบตำแหน่งรักษาการเจ้าสำนักให้ท่านลุงศิษย์เกาเสวียนถึงสองครั้ง นี่ทำให้โจวชิงมั่นใจว่าท่านลุงศิษย์เกาจะไม่ทำร้ายเขา
"ศิษย์พี่หลี่ หุบเขาเมเปิ้ลเหลืองนี่อยู่ที่ไหนขอรับ" โจวชิงถาม
หลี่เต้าเสวียนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "อยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักศึกษา ห่างไปประมาณสามพันลี้ ต้องการให้ช่วยอะไรไหม"
ลู่เหยาเหยาและเหยียนเสี่ยวหูรีบหันมามอง
โจวชิงรีบส่ายหน้า "ไม่เป็นไรขอรับ คนรู้จักเก่า พวกท่านรู้จักกันทุกคน งั้นข้าขอตัวก่อน"
เห็นโจวชิงลุกขึ้น ลู่เหยาเหยารีบก้าวเข้ามา แววตาฉายความกังวล "ศิษย์พี่โจว ให้ข้าตามไปด้วยไหม"
โจวชิงส่ายหน้าอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่น "ไม่เป็นไรจริงๆ"
มองแผ่นหลังของโจวชิงที่เดินจากไป เหยียนเสี่ยวหูเกาหัวแกรกๆ "ในเมื่อเจ้าสี่บอกว่าไม่เป็นไร ก็คงไม่เป็นไรจริงๆ นั่นแหละ จริงสิศิษย์พี่หลี่ ท่านรู้ไหมว่าในสำนักนอกมีใครที่ชอบหันหลังคุยกับชาวบ้านบ้างไหม ไอ้เวรนั่นมันดวงชงกับข้า"
พอนึกถึงเจ้านั่น เหยียนเสี่ยวหูก็แค้นจนฟันแทบหัก อดบ่นออกมาไม่ได้
หลี่เต้าเสวียนทำหน้างง แต่ก็ส่ายหน้า "เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
เหยียนเสี่ยวหูจึงเล่าเรื่องราวความคับแค้นใจที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันนี้ให้ฟังอย่างออกรสออกชาติ...
ระยะทางสามพันลี้ สำหรับระดับพลังของโจวชิงในตอนนี้ ก็แค่ชั่วพริบตาเดียว
เมื่อเห็นโครงร่างของหุบเขาเมเปิ้ลเหลือง โจวชิงก็ชะลอความเร็วลง
เห็นเพียงใบเมเปิ้ลสีเหลืองเต็มหุบเขา ส่งเสียงสวบสาบยามลมพัดผ่าน
โจวชิงก้าวเข้าไป เดินช้าๆ ไปตามทางเดินคดเคี้ยว
รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้หมุนคว้างร่วงหล่นลงสู่พื้น เขาเดินไปพลาง สังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระมัดระวังไปพลาง
ไม่นาน ที่ลานโล่งกว้างแห่งหนึ่ง เขาก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคย
ท่านลุงศิษย์เกาเสวียนสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าอ่อน ชายเสื้อพลิ้วไหวตามลม ในมือถือกลองป๋องแป๋ง กำลังยืนนิ่งครุ่นคิด
และบนหัวของเขา ยังคงมีฉายา [อัจฉริยะแห่งสำนักไท่ชิง] ลอยเด่นอยู่
เหมือนจะได้ยินเสียงฝีเท้า เขาเก็บกลองป๋องแป๋ง แล้วค่อยๆ หันกลับมามองโจวชิง
วินาทีที่สบตากัน เขาก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นยังคงอบอุ่นและเป็นกันเองเช่นเดิม "โจวชิง ไม่เจอกันนานนะ!"
โจวชิงรีบเข้าไปคารวะ
อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ได้เจอผู้ใหญ่ในครอบครัวมาปรากฏตัวกะทันหัน โจวชิงรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
"ท่านลุงศิษย์ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ขอรับ" โจวชิงถามด้วยความสงสัย
ดูเหมือนเขาเพิ่งมาถึงสำนักศึกษาได้ไม่ถึงสองวัน แต่จากสำนักมานานแล้ว ลำพังแค่เดินทางมาเขตหลิงหยุนก็ปาเข้าไปสองเดือนกว่า
เกาเสวียนมองสำรวจชุดแดงของโจวชิง ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเท่าไหร่
จากนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง กล่าวว่า "ข้าแค่ฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ เลยรีบมาบอกเจ้า"
"เชิญท่านลุงศิษย์ชี้แนะขอรับ" โจวชิงกล่าวอย่างนอบน้อม
เกาเสวียนกล่าวช้าๆ ว่า "ในเมื่อท่านลุงรองพาเจ้ามาเรียนวิถีค่ายกลที่นี่ ก็จงตั้งใจเรียน แต่ในระหว่างนี้ ต้องระวังคนคนหนึ่งให้ดี"
"ใครหรือขอรับ" โจวชิงสงสัย
เกาเสวียนสีหน้าเคร่งขรึม "เจ้าวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง ซือคงเหยียน!"
โจวชิงได้ยินดังนั้น รูม่านตาก็หดวูบ แววตาฉายความไม่อยากเชื่อ ถามกลับว่า "เขาก็มาที่สำนักศึกษาไป๋อวี้ไท่ซูเหมือนกันเหรอขอรับ"
เกาเสวียนพยักหน้าเบาๆ แววตาลึกล้ำ "จริงๆ แล้ว เขาอยู่ที่สำนักศึกษามาตลอด"
โจวชิงฟังแล้วงงหนัก รีบส่ายหน้า "ท่านลุงศิษย์ ข้าไม่ค่อยเข้าใจ เขาอยู่ที่แดนบูรพาไม่ใช่หรือขอรับ หมายความว่ายังไงที่ว่าอยู่ที่สำนักศึกษามาตลอด?"
เกาเสวียนชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ข้าก็แค่เดา ยังไม่แน่ใจว่าจริงเท็จแค่ไหน อาจจะเกี่ยวข้องกับการขยายพลังหยวนอิงของเขา หรือไม่ก็เป็นเจตจำนงของขอบเขตแปลงเทพ สรุปคือ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี"
โจวชิงขมวดคิ้ว วินาทีนี้เขารู้สึกขนลุกซู่กับเจ้าวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงผู้นี้อีกครั้ง
แต่เขาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง "ขอบคุณท่านลุงศิษย์มากขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว"
"ข้าอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ต้องรีบกลับ เจ้าจงตั้งใจเรียนอยู่ที่นี่ให้ดี!" เกาเสวียนกำชับ
โจวชิงฟังแล้วซาบซึ้งใจ ท่านลุงศิษย์เกาเสวียนไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เดินทางไกลพันลี้ เพียงเพื่อมาเตือนเขา
เห็นเกาเสวียนกำลังจะไป โจวชิงกัดฟัน ตัดสินใจถามโพล่งออกไปว่า "ท่านลุงศิษย์ ทางฝั่งวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง มีอะไรที่ข้าพอจะช่วยได้ไหมขอรับ"
เกาเสวียนมองโจวชิงด้วยสายตามีความหมาย แววตาฉายความพึงพอใจ ยิ้มบางๆ "ตั้งใจฝึกฝนเถอะ!"
จากนั้น เขาก็จากไป
มองจนแผ่นหลังของเกาเสวียนหายลับไป โจวชิงถึงถอนหายใจเบาๆ
เขาสัมผัสได้ว่าท่านลุงศิษย์เกาเสวียนเหมือนแบกภูเขาลูกใหญ่ไว้บนบ่า แม้ใบหน้าปกติจะยิ้มแย้มใจดี แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความจนใจที่หนักอึ้ง
บางที ความจริงทั้งหมดอาจมีเพียงท่านลุงศิษย์เจ้าสำนักที่รู้ ด้วยเหตุนี้ ท่านถึงได้ไว้ใจเขาขนาดนั้น
รอจบเรื่องทางนี้กลับไป เขาต้องหาทางรู้เรื่องนี้ให้ได้
เพราะเขาอยากช่วยท่านลุงศิษย์เกาเสวียนจริงๆ
เมื่อกลับถึงสำนักศึกษา หลี่เต้าเสวียนและเหยียนเสี่ยวหูก็รีบเข้ามาหา
โจวชิงรู้สึกอบอุ่นใจ บอกว่า "ไม่เป็นไรจริงๆ แล้วศิษย์น้องลู่ล่ะ?"
ทั้งสองคนถึงวางใจลง หลี่เต้าเสวียนตอบ "นางถูกอาจารย์ลู่เรียกตัวไปแล้ว"
คุยกันอีกสักพัก โจวชิงก็กลับถ้ำที่พักของตัวเอง อ่านบันทึกที่อาจารย์หลินให้มาต่อ
โชคดีที่หลายวันต่อมา คนลึกลับคนนั้นไม่ได้โผล่มาป่วนเหยียนเสี่ยวหูอีก ทำให้ทุกคนโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
จนกระทั่งวันนี้ ท่านลุงรองก็โผล่มาหาที่หน้าประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น กล่าวว่า "ช่วงนี้เรียนไปถึงไหนแล้ว วันนี้เป็นวันสอนของอาจารย์หลิน ห้ามพลาดเชียวนะ"
โจวชิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย ยิ้มตอบ "ได้อะไรเยอะเลยขอรับ แทบจะรอไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ"
ท่านลุงรองหน้าตาภูมิใจ "ก็แหงสิ ไม่ดูว่าใครเป็นคนเลือกคน รีบไปกันเถอะ!"
จากนั้น ทั้งสองก็มุ่งหน้าสู่สำนักใน
ตลอดทาง อาคารต่างๆ ตั้งเรียงรายสลับซับซ้อน หอเก๋งโบราณตัดกับต้นไม้วิญญาณเขียวขจี ทำให้จิตใจเบิกบานขึ้นไม่น้อย
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงตำหนักใหญ่ที่มีชื่อว่า [หอค่ายกลวิญญาณ] ยังไม่ทันก้าวเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคนจอแจดังออกมาจากข้างใน
สำนักศึกษาไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องการเข้าเรียนมากนัก ศิษย์สำนักในทุกคนสามารถเลือกเข้าฟังการสอนของอาจารย์ทั้งแปดท่านได้ตามใจชอบ
ยังไงซะ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม แต่จะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของตัวเอง
แน่นอน นักเรียนดีเด่นย่อมเป็นที่รักของอาจารย์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อย่างเช่นลู่เหยาเหยาและท่านลุงรอง
ทุกครั้งที่มีการสอน คนมักจะมากันเยอะ แต่คนที่ฟังรู้เรื่องจริงๆ และตามทันความคิดของอาจารย์ มีเพียงหยิบมือเดียว
คนส่วนใหญ่มาแค่เพื่อเสนอหน้าให้คุ้นตาเท่านั้น
เมื่อทั้งสองเข้าไป ข้างในก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน นั่งอยู่บนเบาะ บ้างจับกลุ่มคุยกัน บ้างนั่งหลับตาทำสมาธิ รออาจารย์มา
ที่นั่งดีๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว ทั้งสองจนปัญญา ได้แต่หาที่นั่งมุมอับนั่งลง
โจวชิงมองไปรอบๆ แอบตกใจ ศิษย์ที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นระดับหยวนอิง
แถมยังมีหลายคนที่กลิ่นอายหนักแน่นดั่งขุนเขา คล้ายกับหลี่หานซานและอวี๋จื่อชี ที่เริ่มสัมผัสถึงรูปแบบของเจตจำนงได้แล้ว
ก็แน่ล่ะ ที่นี่รวบรวมอัจฉริยะจากสำนักนับไม่ถ้วนทั่วทั้งสี่ทิศของเขตฮ่าวเมี่ยวไว้ด้วยกันนี่นา
ไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้น ภายในตำหนักเงียบกริบทันที
หลินเต้าเฉินเดินเข้ามา ทุกคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพ "คารวะท่านอาจารย์!"
หลินเต้าเฉินพยักหน้า ใบหน้าประดับรอยยิ้มจางๆ โบกมือให้นั่งลง
สายตากวาดมองไปทั่วห้อง พอเห็นหัวกะทิไม่กี่คนมากันครบ ก็ยิ้มอย่างพอใจ
จากนั้นก็เอ่ยว่า "วันนี้ เราจะมาถกกันต่อเรื่องวิถีแห่งค่ายกล ค่ายกล คือรูปธรรมของกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน มันสามารถกักขัง สังหาร หรือปกป้องคุ้มครอง ความมหัศจรรย์ของมัน ไร้ที่สิ้นสุด..."
ขณะที่บรรยาย สองมือเขาก็วาดไปในอากาศเบาๆ สายพลังวิญญาณเหมือนเส้นไหมพุ่งออกไป กระตุ้นจานค่ายกลหลายอันที่วางอยู่บนโต๊ะให้ทำงานทันที
เพื่อให้ทุกคนสัมผัสและเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ไม่นาน มีคนยกมือขึ้นถาม "ขออนุญาตถามท่านอาจารย์ 'ค่ายกลดารากักขัง' ที่ท่านเพิ่งพูดถึง หากเจอกับยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญกฎแห่งมิติ จะยังสามารถกักขังศัตรูได้หรือไม่ขอรับ"
หลินเต้าเฉินฟังแล้วก็ลอบถอนหายใจในใจ
คำถามนี้ จริงๆ แล้วในการสอนครั้งก่อนๆ ก็เคยพูดถึงไปแล้ว นอกจากต้องเจอกับผู้เชี่ยวชาญด้านมิติ ค่ายกลนี้ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีก
แต่ก็เข้าใจได้ว่า คนพวกนี้แค่แกล้งทำเป็นเข้าใจ ไม่ได้คิดวิเคราะห์และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงๆ
อีกอย่าง พื้นฐานและการรับรู้ของศิษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปจริงจังมาก
ดังนั้น เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ
คนถามรีบคารวะ "ขอบคุณอาจารย์หลินที่ไขข้อข้องใจ ศิษย์ไป๋ถิงหลงซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
จากนั้น อีกคนก็ลุกขึ้นถาม คำถามก็ยังคงเป็นเรื่องยิบย่อยเหมือนเดิม
"ศิษย์อู่ซ่าง ขอบคุณอาจารย์ที่ไขข้อข้องใจ"
"ศิษย์หลี่เซียวหนาน ขอบคุณอาจารย์"
......
จากนั้น หลินเต้าเฉินก็บรรยายต่อ
ส่วนโจวชิงที่นั่งอยู่มุมห้อง เพราะนั่งท่าเดิมนานเกินไป ก้นเริ่มชา เลยขยับตัวนิดหน่อย
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นข้างหู
[แต้มการถูกเมิน +4]
โจวชิงชะงัก แล้วก็ดีใจสุดขีด
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
จากนั้น เขาแอบมองท่านลุงรอง เห็นท่านลุงรองโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องหลินเต้าเฉินเขม็ง ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
นานๆ ทีก็จดบันทึกยิกๆ บางทีก็หยุดคิด ทำหน้าเหมือนบรรลุธรรม ดูเหมือนจะเข้าสู่ภวังค์ไปแล้ว
โจวชิงรู้สึกนับถือจริงๆ
ในเรื่องการเรียนรู้ ท่านลุงรองเป็นคนที่บริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่อย่างนั้น ระดับตัดวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ จะยอมให้คนอื่นมองข้ามได้ง่ายๆ แบบนี้เหรอ
น่าเสียดาย สกิลติดตัว [ลดตัวตน] เงื่อนไขการรีเฟรชคือสภาพแวดล้อมที่มีคนเยอะและตึงเครียด และต้องถูกคนเมินเฉยในช่วงเวลาหนึ่ง
ตอนนี้เงื่อนไขอื่นครบหมด ขาดแค่ความตื่นเต้น
แต้มที่ได้มา ก็ถือว่าได้มาแบบถูๆ ไถๆ จากการถูกเมิน
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แม้จะช้าหน่อย แต่ก็น้ำซึมบ่อทราย แถมทุกวันก็มีอาจารย์สลับกันมาสอน
ไม่แน่ว่าการมาสำนักศึกษาครั้งนี้ อาจจะมีโอกาสรีเฟรชชิ้นส่วนสกิลชิ้นสุดท้ายออกมาก็ได้
[แต้มส่องใจ +2]
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ไม่นานก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีก
"โจวชิง เจ้ามีคำถามอะไรไหม"
ทันใดนั้น หลินเต้าเฉินที่อยู่ด้านบนก็กวาดตามองทุกคน สุดท้ายมาหยุดที่โจวชิง ถามด้วยสีหน้าใจดี
คนอื่นๆ หันขวับมามองพร้อมกัน ด้วยความสงสัย
โจวชิง?
ใครอะ?
เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินชื่อ?
เพิ่งเลื่อนมาจากสำนักนอกรึไง?
นานมาแล้ว นอกจากซืออวิ๋นหยา (ท่านลุงรอง) นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่อาจารย์เป็นฝ่ายถามศิษย์ก่อน
ตอนนี้ท่านลุงรองก็หันมามองโจวชิงยิ้มๆ
โจวชิงลุกขึ้นยืน คารวะอย่างนอบน้อม ถ่อมตนสุดๆ
แล้วกล่าวด้วยวาจาฉะฉานว่า "ท่านอาจารย์บรรยายได้ละเอียดลึกซึ้ง ศิษย์ได้รับประโยชน์มากมาย เดิมทีไม่มีข้อสงสัย แต่เกี่ยวกับ [ค่ายกลดาวพัก] ศิษย์มีความคิดเห็นเล็กน้อย อยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมสักนิดขอรับ"
สิ้นคำพูด สีหน้าทุกคนในที่นั้นเปลี่ยนทันที
"โอหังเกินไปแล้ว กล้าคิดว่าสิ่งที่อาจารย์สอนยังมีจุดให้เพิ่มเติมอีก ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!"
"นั่นสิ ความเข้าใจเรื่องค่ายกลของอาจารย์หลินลึกซึ้งแค่ไหน คนไร้ชื่อเสียงอย่างมันมีสิทธิ์อะไรมาสงสัย นี่มันศิษย์สำนักไหนเนี่ย?"
"ไม่แน่เขาอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างจริงๆ ก็ได้ อาจารย์หลินยังเป็นฝ่ายถามเขาเอง โจวชิงคนนี้คงไม่ใช่คนธรรมดา"
"หึ รอดูกันว่าจะพ่นอะไรออกมา ข้าว่าก็แค่อยากเรียกร้องความสนใจจากอาจารย์เหมือนคนอื่นนั่นแหละ"
......
ทุกคนเริ่มซุบซิบวิจารณ์กันเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่วตำหนัก
ผิดกับท่านลุงรอง ที่ทำหน้าคาดหวัง แววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
หลินเต้าเฉินด้านบนก็เริ่มสนใจขึ้นมา รอยยิ้มสนใจปรากฏบนใบหน้าที่เคยสงบนิ่ง เขาโบกมือเบาๆ ให้ทุกคนเงียบ
แล้วยิ้มกล่าวด้วยความสนับสนุนว่า "ลองว่ามาซิ"
[จบแล้ว]