เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 - เด็กหญิงตัวน้อยในค่ายกลแม่

บทที่ 170 - เด็กหญิงตัวน้อยในค่ายกลแม่

บทที่ 170 - เด็กหญิงตัวน้อยในค่ายกลแม่


บทที่ 170 - เด็กหญิงตัวน้อยในค่ายกลแม่

★★★★★

ทั้งสองคนเดินทอดน่องกันไปเงียบๆ สักพักเกาเสวียนก็เอ่ยปากขึ้น

"ช่วงก่อนตู้ขุยกลับมาแล้ว เขาไล่ล่าสังหารคนของวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงและสำนักประตูเทียนจีไปไม่น้อย ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้ เขาเติบโตขึ้นมากจริงๆ ตอนนี้ฝีมือแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย"

โจวชิงฟังแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี "ดีแล้วขอรับ หากศิษย์พี่หญิงหลัวเสวี่ยรับรู้ได้ นางคงดีใจแทนเขา"

"ไม่แตกหักก็ไม่เติบโต เรื่องนี้ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ว่าแต่... เจ้าไม่ใช่ผู้สร้างรากฐานวิถีมนุษย์สินะ?"

จู่ๆ เกาเสวียนก็เปลี่ยนเรื่อง หันมามองโจวชิงแล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

หัวใจโจวชิงกระตุกวูบ แต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว ฝืนยิ้มตอบว่า "ไม่ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์แอบหาปราณวิถีสวรรค์มาให้ข้าเส้นหนึ่ง แต่ให้ข่าวออกไปว่าเป็นวิถีมนุษย์เพื่อปิดบัง"

กะแล้วเชียวว่าต้องมีคนเริ่มสงสัย ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ยอมรับไปครึ่งๆ กลางๆ เลยดีกว่า ไม่งั้นคงหาคำอธิบายเรื่องพลังการต่อสู้ที่เวอร์วังเกินคนปกติของเขาไม่ได้

เกาเสวียนพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ดูแปลกใจอะไรมาก เขาหัวเราะร่า "ดูท่าอาจารย์เจ้าจะรักเจ้ามากนะ ถึงได้ยอมทุ่มเทขนาดนี้ น่าสงสารก็แต่เจ้าสาม!"

โจวชิงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แก้ตัวไปว่าดวงเขาดีกว่าศิษย์พี่สามนิดหน่อย พอดีช่วงนั้นอาจารย์ไปได้ของดีมา

โชคดีที่เกาเสวียนไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องนี้ต่อ เขาเปลี่ยนเรื่องถามอีกครั้ง "หนังสือเล่มนั้น เจ้าอ่านหรือยัง?"

โจวชิงมองแผ่นหลังของศิษย์ลุงเกาที่เดินนำหน้าไปเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "อ่านแล้วขอรับ!"

"งั้นตู้ขุยคงบอกเจ้าแล้วสินะ ว่าในนั้นมีบททดสอบที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้า รู้ไหมว่าคืออันไหน?" เกาเสวียนถามต่อ

โจวชิงตอบหลังจากลังเลนิดหน่อย "วังโลหิตมารกับยาชื่อหลิง"

ได้ยินคำตอบนี้ เกาเสวียนถึงกับหยุดเดิน หันขวับมามองโจวชิงด้วยสีหน้าประหลาดใจ แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา

"ตอนนั้นจินตานเจ้ายังแตกละเอียดอยู่เลย แต่เจ้าใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็เอาหนังสือมาคืน ข้านึกว่าเจ้าแค่เปิดผ่านๆ ไม่นึกว่าจะอ่านละเอียดขนาดนี้" เกาเสวียนเอ่ยด้วยความชื่นชม

โจวชิงมองเกาเสวียน ความสงสัยในใจยิ่งทวีคูณ จนอดถามไม่ได้ "ศิษย์ลุง ทำไมถึงเลือกข้า?"

เกาเสวียนไม่ตอบทันที เขาหันกลับไปเดินต่อ โจวชิงรีบก้าวเท้าตามไปติดๆ

เดินไปได้สักพัก เกาเสวียนถึงถามขึ้นว่า "แล้วเจ้าอ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้นแล้ว ได้ข้อคิดอะไรบ้าง?"

โจวชิงไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วตอบช้าๆ "เจ้าวังโลหิตมารใช้ยาชื่อหลิงเป็นเหยื่อล่อ เดิมพันกับความดีและความชั่วในใจมนุษย์ เขากล้าที่จะเอาตัวเองลงไปเป็นหมากในกระดาน จนสุดท้ายก็เอาชนะลิขิตฟ้าได้ครึ่งตาเดิน!"

ฟังจบ เกาเสวียนก็หยุดเดินเป็นครั้งที่สอง หันกลับมาจ้องโจวชิงเขม็ง แววตาเป็นประกายวาววับราวกับเจอสมบัติล้ำค่า

จากนั้นเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นป่า เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความสะใจและสมใจ

"เยี่ยม! เอาตัวเองเป็นหมาก ชนะฟ้าครึ่งตาเดิน! ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ เมื่อกี้เจ้าถามว่าทำไมถึงเลือกเจ้า ตอนนี้ข้าตอบได้แล้ว เพราะข้าเห็นเงาของตัวเองตอนหนุ่มๆ ซ้อนทับอยู่ในตัวเจ้า!"

เกาเสวียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

โจวชิงเงียบกริบ

"คารวะท่านเจ้าเขา!"

"คารวะศิษย์พี่!"

ตอนนั้นเอง ศิษย์ต่างยอดเขาไม่กี่คนจูงสุนัขสีดำท่าทางดุร้ายเดินผ่านมา

พอเห็นเกาเสวียนกับโจวชิงแต่ไกล พวกเขาก็รีบหยุดเดิน ทำความเคารพอย่างนอบน้อม แล้วจูงสุนัขเดินขึ้นไปทางยอดเขาเสินเยว่

เกาเสวียนมองตามหลังศิษย์พวกนั้นไป แล้วเอ่ยขึ้นลอยๆ "โจวชิง เจ้าดูสิ หมาเจอกับหมา ถ้าไม่ดมก็เลีย แต่คนเจอกับคน ถ้าไม่สร้างภาพก็เล่นละคร ข้าไม่เกลียดหมาหรอก แต่ข้าเกลียดคนที่แย่ยิ่งกว่าหมา ปากอย่างใจอย่าง หน้าไหว้หลังหลอก"

โจวชิงใจกระตุก มองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของเกาเสวียนแล้วรู้สึกบอกไม่ถูก เขาอดพูดไม่ได้ว่า "ดังนั้นสำนักไท่ชิงถึงได้ดีงามไงขอรับ อย่างน้อยทุกคนก็จริงใจต่อกัน ข้ารักครอบครัวใหญ่นี้มาก"

เกาเสวียนหยุดเดินเป็นครั้งที่สาม หันมามองโจวชิงด้วยแววตาเห็นพ้อง เขาตบไหล่โจวชิงเบาๆ "ข้าก็เหมือนกัน!"

หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เดินเงียบๆ ไปตามทางเดินเขา มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้อง

เดินไปได้ระยะหนึ่ง เกาเสวียนก็หยุดฝีเท้า มองโจวชิงแวบหนึ่ง ก่อนจะกระโดดเหาะขึ้นฟ้าจากไป ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ให้ลอยลมมา

"โจวชิง พยายามเข้านะ คนอ่อนแอปกป้องบ้านหลังนี้ไม่ได้หรอก!"

มองส่งแผ่นหลังของเกาเสวียนจนลับสายตา โจวชิงประสานมือคารวะส่งอย่างนอบน้อม

...

พอกลับถึงยอดเขาเสี่ยวหลิง โจวชิงก็ไม่รอช้า รีบลงมือสร้างค่ายกล 'แผ่นดินไหวระดับ 18' ทันที

บทสนทนาที่ดูคลุมเครือกับศิษย์ลุงเกาเสวียนในวันนี้ ไม่รู้ทำไมถึงทำให้เขารู้สึกกดดันแปลกๆ

เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยกระตุ้นให้เขาต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น ต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด

จนกระทั่งผ่านไปครึ่งเดือน เหยียนเสี่ยวหูก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้วยความตื่นเต้น

"เจ้าสี่ ข้าได้ข่าววงในมา อวี๋จื่อชีชู้รักของซือหม่าเยาจี ดูจากเส้นทางแล้ว อีกไม่กี่วันมันจะไปโผล่ที่เมืองไม้เขียว!"

เหยียนเสี่ยวหูพูดรัวเร็ว หน้าตาแดงก่ำด้วยความดีใจ

โจวชิงได้ยินก็ตาหรี่ลง ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตา เขาแค่นเสียงเย็น "เมืองไม้เขียว? ดูท่ามันคงจะสงสัยเรื่องป้ายคำสั่งนั่นเหมือนกันสินะ"

เหยียนเสี่ยวหูพยักหน้า "น่าจะใช่ ก่อนหน้านี้ไอ้คุณชายเคอซูจากเขตฮ่าวเมี่ยวก็มาถามหาป้ายคำสั่งที่สำนักเรากับพวกมัน ช่วงนั้นสถานการณ์วุ่นวาย ใครๆ ก็กลัวโดนดักตบเลยไม่มีใครกล้าไป"

"ตอนนี้ผ่านมานานแล้ว พวกมันคงอยากรู้อยากเห็นว่าไอ้ป้ายนั่นมันคือของวิเศษอะไรกันแน่"

โจวชิงก้มมองธงค่ายกลสีเหลืองดินในมือ แววตาเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อเป็นแบบนี้ จะรออะไรอีกล่ะ"

จากนั้นเขาก็ส่งข้อความหาลู่เหยาเหยา ไม่นานยัยตัวแสบก็วิ่งหน้าตั้งมาหา

"เดิมทีมีเหลยลั่วด้วย แต่เจ้านั่นช่วงนี้โดนพี่ชายบังคับให้เก็บตัวฝึกวิชาสายฟ้าใหม่ เลยมาด้วยไม่ได้ เราจะชวนคนอื่นเพิ่มไหม?"

เหยียนเสี่ยวหูมองโจวชิงแล้วชักลังเล โดยเฉพาะเมื่อเห็นศิษย์น้องลู่มาด้วย

พอดีช่วงนี้ศิษย์พี่สือเจินกับศิษย์พี่เผยเหยียนเพิ่งกลับเข้าสำนัก ถ้าชวนมาด้วย โอกาสสำเร็จน่าจะสูงขึ้น

ลู่เหยาเหยาได้ยินแบบนั้นก็เท้าเอว แก้มป่อง "ศิษย์พี่เหยียน ข้าก็เก่งนะจะบอกให้!"

เหยียนเสี่ยวหูหัวเราะแห้งๆ เก่งสิครับคุณหนู

ตอนข้าอยู่ทารกวิญญาณขั้นต้น เจ้าอยู่จินตานขั้นกลาง

เผลอแป๊บเดียว เจ้าขึ้นทารกวิญญาณขั้นต้นแล้ว ข้ายังย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม

ส่วนเจ้าสี่ไม่ต้องพูดถึง ปาเข้าไปขั้นปลายแล้ว เห็นชัดเลยว่าไอ้ปราณวิถีสวรรค์เริ่มต้นนั่น มันส่งผลต่ออนาคตขนาดไหน

"จริงสิ เจ้าเป็นทารกวิญญาณระดับฟ้าหรือระดับดิน? แล้วการขยายพลังของเจ้าคืออะไร?" จู่ๆ เหยียนเสี่ยวหูก็นึกขึ้นได้ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เพราะทารกวิญญาณระดับฟ้า รวมสามบุปผาเหนือเศียรด้วย ทั้งโลกมีแค่สิบคน

ส่วนของลู่เหยาเหยาที่ใช้ปราณวิถีสวรรค์อันดับยี่สิบหก 'จิตดารา' น่าจะเป็นระดับดิน แต่ต้องเป็นอันดับต้นๆ แน่

"ไม่บอก!" ลู่เหยาเหยาสะบัดหน้า เชิดใส่

เหยียนเสี่ยวหูทำเสียงชิในลำคอ "ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก ข้าก็ไม่อยากรู้หรอก เชอะ!"

เห็นท่าทางเหมือนเด็กของทั้งคู่ โจวชิงก็ยิ้มขำ ปลอบว่า "พวกเราสามคนก็พอแล้ว คนเยอะเดี๋ยวความแตก"

ที่ตัดสินใจพาลู่เหยาเหยาไปด้วย นอกจากนางจะรู้เรื่องสี่บุปผาเหนือเศียรของเขาบ้างแล้ว และเคยร่วมงานกันมาหลายครั้งจนรู้ใจกันดี

อีกเหตุผลหนึ่งคือความรู้สึกล้วนๆ พายัยหนูนี่ไปด้วยทีไร โชคดีทุกที

ตกลงคนกันได้แล้ว ทั้งสามคนก็ไม่รอช้า รีบออกจากสำนักมุ่งหน้าสู่เมืองไม้เขียวทันที

...

วังเต๋าวิถีเพลิงม่วง!

ภายในตำหนักมืดสลัว เจ้าวังซือคงเหยียนในชุดคลุมยาวสีแดงเพลิง ยืนตระหง่านแผ่ไอเย็นยะเยือก

เขายืนนิ่งกลมกลืนไปกับความมืด มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องแสงสีแดงวาวโรจน์ จ้องเขม็งไปที่ค่ายกลตรงหน้า

นี่คือค่ายกลที่ส่องแสงห้าสี วาดลวดลายประหลาดบนพื้น หมุนวนอย่างน่าขนลุก เดี๋ยวก็มีลวดลายลึกลับผลุบๆ โผล่ๆ

แต่ใจกลางค่ายกลนั้น กลับมีร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงตัวเล็กๆ นอนสงบนิ่งอยู่

นางดูอายุราวห้าหกขวบ เหมือนแค่หลับไป ผิวขาวซีด ผมยาวสีดำสยายออกสองข้าง

สวมชุดกระโปรงสีขาวลายดอกไม้เล็กๆ มือสองข้างประสานวางบนท้อง แต่หน้าอกที่นิ่งสนิทบอกชัดว่านางไม่มีลมหายใจแล้ว

แสงจากค่ายกลทอดยาวดั่งเส้นด้าย เลื้อยเข้าไปในมุมมืดของตำหนัก

ในเงามืดที่มองไม่เห็นนิ้วมือ มีร่างคนสวมชุดคลุมดำใส่หน้ากากทองแดงยืนเรียงรายเหมือนภูตผี ดวงตากลวงโบ๋ ยืนนิ่งไม่ไหวติง แผ่กลิ่นอายสยดสยองออกมา

"ท่านเจ้าวัง คนผู้นั้นมาอีกแล้วขอรับ!" เสียงรายงานดังขึ้น จากนั้นอูซาก็เดินเข้ามา คารวะซือคงเหยียนอย่างนอบน้อม

ซือคงเหยียนขมวดคิ้ว ตอบเสียงเย็น "ปล่อยให้รอก่อน"

"แต่ยังไงเขาก็เป็นถึงองค์ชาย..."

"หือ?" ซือคงเหยียนหันขวับ ดวงตาสีแดงฉายแววอำมหิต ทำเอาอุณหภูมิในตำหนักลดฮวบ

อูซาหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าดังตึง ตัวสั่นงันงก ละล่ำละลักบอก "ข้าน้อยผิดไปแล้ว!"

"ข้าไม่ชอบให้ใครมาสอนงาน ไม่ว่ามันจะเป็นใคร!" ซือคงเหยียนพูดเสียงเย็น

อูซากลัวจนไม่กล้าหายใจแรง ได้แต่ก้มหน้าตัวสั่น นึกเสียใจที่ปากพล่อย

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ซือคงเหยียนถึงสะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินจากไป

อูซาปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก รีบลุกขึ้นเดินตามต้อยๆ

...

ห้าวันต่อมา ทั้งสามคนก็มาถึงเมืองชายขอบชื่อเมืองหยุนหลาน

กลับมาถิ่นเก่า คนที่ออกมาต้อนรับก็ยังเป็นศิษย์สายนอกผมขาวสามคนนั้นเหมือนเดิม

แม้จะมีแค่ระดับขอบเขตกลั่นลมปราณห้าหกชั้น แต่ในยุคสงครามห้าสำนักที่วุ่นวายแบบนี้ ยังรอดชีวิตมาได้ ต้องยอมรับว่าบางทีการอยู่ไกลปืนเที่ยง ห่างไกลความขัดแย้ง ก็ถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง

"คารวะศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิง!"

ทั้งสามคนตื่นเต้น รีบจัดเตรียมที่พักให้

ลู่เหยาเหยาทำหน้าคิดถึงความหลัง "ศิษย์พี่โจว จำตอนที่มาเมืองไม้เขียวครั้งก่อนได้ไหม ข้าปลอมเป็นสาวใช้ส่งข้าวอยู่ในห้องนี้แหละ แล้วท่านก็จำข้าได้ก่อนใครเลย"

โจวชิงยิ้มบางๆ

แหงล่ะ ก็คำอธิบายสีทองบนหัวเจ้ามันแยงตาขนาดนั้น ข้าจะไม่เห็นได้ยังไง

แต่ต้องยอมรับว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ตอนนั้นยังมีคนอื่นมาด้วย รวมทั้งอาจารย์ที่ปลอมเป็นหนิวกว๋างม่อ

"เลิกรำลึกความหลังแล้วมากินข้าวเถอะน่า บ่นอยู่ได้ตลอดทาง!" เหยียนเสี่ยวหูเดินผ่านมาบ่น

ลู่เหยาเหยาหน้ามุ่ย บ่นอุบ "ขัดคอชะมัด!"

พักผ่อนหนึ่งคืน เช้ามาเหยียนเสี่ยวหูโยนหินวิญญาณทิ้งไว้ให้ตามธรรมเนียม แล้วออกเดินทางต่อ

เพื่อหลบเลี่ยงคนของวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงและสำนักประตูเทียนจี พวกเขาเลือกเดินทางในเส้นทางรกร้าง จนกระทั่งวันที่สิบก็มาถึงเมืองไม้เขียว

"ไปเมืองผีกันเลย!" โจวชิงมองเมืองไม้เขียวตรงหน้า แต่ไม่คิดจะเข้าไป

เหยียนเสี่ยวหูกับลู่เหยาเหยาก็เห็นด้วย สถานการณ์ตอนนี้ปลาผสมมังกร ไม่รู้เลยว่าคนรู้จักในเมืองแปรพักตร์ไปเข้ากับใครแล้วบ้าง

แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ พอไปถึงเมืองผี ดันเจอเฝิงเฉิง ผู้ดูแลของสำนักไท่ชิง กำลังพาคนค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน

นอกจากนี้ยังมีคนกลุ่มอื่นปะปนอยู่ด้วย

เฝิงเฉิงอยู่ระดับจินตาน ครั้งแรกที่มาที่นี่ หมอนี่โดนไท่ซุ่ยโลหิตควบคุมร่าง พวกเขาต้องออกแรงช่วยแทบตายกว่าจะรอดมาได้

"เข้าไปหาไหม?" เหยียนเสี่ยวหูถาม

โจวชิงส่ายหน้า จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรได้ การกระทำของเฝิงเฉิงตอนนี้ ชัดเจนว่ากำลังหาป้ายคำสั่งสีแดงนั่นอยู่

ขนาดลูกชายเจ้าเขตกับยอดฝีมือระดับขอบเขตตัดวิญญาณยังโผล่มาหา แสดงว่าป้ายนั่นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

เผลอๆ ตั้งแต่เคอซูไปเยือนสองสำนักนั้น ข่าวคงรั่วไหลจนแต่ละฝ่ายส่งคนมาแอบหากันให้ควักแล้ว

ตอนนี้อวี๋จื่อชีหนึ่งในห้าอัจฉริยะมาโผล่ที่นี่ ถ้าพวกเขาเปิดศึกฆ่ากันตาย แล้วทางวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงเล่นลิ้น ใส่ร้ายว่าอวี๋จื่อชีเจอเป้ายคำสั่งแล้วโดนพวกฆ่าชิงของไปล่ะ?

เรื่องโกหกไม่เท่าไหร่ ที่น่ากลัวคือถ้ามันมีป้ายคำสั่งอยู่จริงๆ

ประเภทแมวตาบอดเจอหนูตาย อะไรแบบนั้น!

"เราลงมือที่นี่ไม่ได้!" โจวชิงตัดสินใจเด็ดขาด

เหยียนเสี่ยวหูกับลู่เหยาเหยามองหน้ากันงงๆ

อ้าว แล้วถ่อมาไกลขนาดนี้เพื่ออะไร?

โจวชิงอธิบาย "ตอนนี้ต้องหาทางระบุตำแหน่งมันให้ได้ แล้วรอจังหวะตอนมันขากลับค่อยลงมือ"

เหยียนเสี่ยวหูเหมือนจะเข้าใจความกังวลของโจวชิง ก็จริง ที่นี่คนเยอะเรื่องแยะ เมืองผีที่เคยเงียบเหงา ตอนนี้เต็มไปด้วยคนของฝ่ายต่างๆ มาขุดสมบัติ

ถ้าความลับเรื่องสี่บุปผาเหนือเศียรของเจ้าสี่หลุดออกไป จะเป็นเรื่องยุ่งยาก

"ได้ งั้นที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า!" เหยียนเสี่ยวหูรับอาสา แล้วหายตัวไป

โจวชิงรีบกำชับให้ระวังตัว

ตกดึก เหยียนเสี่ยวหูก็กลับมาพร้อมคำสบถ

"ประมาทไปหน่อย ข่าวผิดพลาด นึกไม่ถึงว่านอกจากอวี๋จื่อชีแล้ว ไอ้หลี่หานซานก็มาด้วย ดีนะวันนี้ไม่ได้บุ่มบ่ามลงมือ!" เหยียนเสี่ยวหูทำหน้าโล่งอก

ลู่เหยาเหยาฟังแล้วก็เริ่มกังวล

โจวชิงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม "มีแค่สองคนนั้นเหรอ?"

"เท่าที่เห็นนะ ข้าแค่แอบมองไกลๆ กลัวโดนจับได้เลยรีบถอยมาก่อน ตอนนี้เอาไงดี?" เหยียนเสี่ยวหูถามอย่างจนปัญญา

โจวชิงนิ่งคิด สายตาเหลือบไปเห็นธงค่ายกลสามชุดในถุงสมบัติ แววตาฉายแววบ้าบิ่น

ภัยคุกคามบางอย่าง รีบกำจัดทิ้งไปได้ยิ่งดี!

...

หลายวันต่อมา โจวชิงทั้งสามคนคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของหลี่หานซานและอวี๋จื่อชีอย่างระมัดระวัง

บางทีเหยียนเสี่ยวหูก็แอบคิดว่าเจ้าสี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ คิดจะงัดกับสองคนนี้พร้อมกัน นี่มันเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ

ผิดกับลู่เหยาเหยาที่ดูคึกคักตื่นเต้น นางดูจะมั่นใจในตัวเจ้าสี่แบบสุดลิ่มทิ่มประตู

แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าสองตัวนี้ตายด้วยน้ำมือโจวชิงจริงๆ แรงสั่นสะเทือนที่จะส่งไปถึงวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงและสำนักประตูเทียนจี คงรุนแรงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

และสำหรับพันธมิตรสามสำนัก นี่จะเป็นการปลุกขวัญกำลังใจชั้นยอด

และแล้ว หลังจากซุ่มดูอยู่ครึ่งเดือน สองคนนั้นก็คว้าน้ำเหลว ออกจากเมืองผีมุ่งหน้าไปทางเมืองไม้เขียว

"ซวยแล้ว พวกมันจะเล่นงานนาวิญญาณของเรา!" เหยียนเสี่ยวหูร้อนใจ

สงครามห้าสำนักตอนนี้ นอกจากระดับขอบเขตแปลงเทพที่ยังไม่ออกโรง วิธีการสกปรกอื่นๆ งัดออกมาใช้กันหมดแล้ว ทั้งเหมืองแร่ สำนักสาขา นาวิญญาณ กลายเป็นเป้าโจมตีทั้งนั้น

เมืองไม้เขียวอยู่ห่างไกลความเจริญ ในเมื่อพวกมันมาแล้วแถมยังไม่ได้อะไรกลับไปจากเมืองผี มีหรือจะยอมกลับไปมือเปล่า ต้องหาที่ระบายอารมณ์ชดเชย 'ความเสียหาย' กันบ้าง

ต้องรู้ว่านาวิญญาณในเมืองไม้เขียวสำคัญกับสำนักไท่ชิงมาก แถมยังมีศิษย์สำนักประจำการอยู่ด้วย

"แผนตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงจริงๆ!" โจวชิงเริ่มลังเล

คิดอยู่ครู่หนึ่งก็สั่ง "ตามไปดูก่อน!"

ทั้งสามคนสวมหน้ากาก แล้วรีบสะกดรอยตามไปเงียบๆ

ตุบ!

พอมาถึงเมืองไม้เขียว ก็ได้ยินเสียงของหนักตกกระทบพื้น เห็นเฝิงเฉิงที่มีแค่ระดับจินตานขั้นปลาย ถูกโยนออกมาจากเมืองเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง กระแทกพื้นฝุ่นตลบ

พร้อมกันนั้น ศิษย์ระดับขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักไท่ชิงอีกหลายคนก็ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม เลือดนองพื้น

อวี๋จื่อชีแบกกล่องกระบี่ นั่งไขว่ห้างอยู่บนกำแพงเมือง ตบมือแปะๆ "น่าเบื่อชะมัด ในเมืองนี้มีนาวิญญาณหมื่นสามพันกว่าไร่สินะ ดูท่าทางผลผลิตจะดีนี่นา"

เฝิงเฉิงตะเกียกตะกายลุกขึ้น ยืนโงนเงน แล้วถ่มน้ำลายปนเลือดไปทางอวี๋จื่อชี แววตาเคียดแค้น

คราวเรื่องไท่ซุ่ยโลหิต ถ้าสำนักไม่ส่งคนมาช่วยทันเวลา เขาคงตายไปนานแล้ว ตอนนี้ในฐานะคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังจะมีอะไรให้กลัวอีก

"อวี๋จื่อชีสินะ เจ้าน่ะเก่งกว่าข้า อายุแค่นี้ก็เป็นถึงทารกวิญญาณขั้นสมบูรณ์ แต่แล้วไงล่ะ ไอ้พวกอัจฉริยะจอมปลอมของพวกแก โดนศิษย์พี่โจวชิงของข้าเชือดทิ้งไปตั้งสามคนแล้ว เจ้าเองก็ซ่าได้อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวก็จบเห่เหมือนกัน!"

เฝิงเฉิงด่ากราด เยาะเย้ยถากถาง

อวี๋จื่อชีหน้าเปลี่ยนสีทันที จิตสังหารพวยพุ่ง จ้องเฝิงเฉิงด้วยสายตาเย็นชา "เดิมทีว่าจะให้ตายสบายๆ หน่อย ในเมื่อเจ้าอยากลองของนัก งั้นก็จงเพลิดเพลินกับช่วงเวลาหฤหรรษ์ต่อจากนี้เถอะ!"

พูดจบ อวี๋จื่อชีก็ยกมือขึ้น กล่องกระบี่ด้านหลังสั่นระริก ส่งเสียงหึ่มๆ

วินาทีถัดมา ฝากล่องด้านหนึ่งก็เปิดออก

กระบี่สีเขียวรูปร่างเหมือนงูเลื้อยพุ่งออกมา พร้อมไอเย็นยะเยือก ชี้เป้าไปที่เฝิงเฉิง

ตอนนั้นเอง หูเสวียนถังเจ้าเมืองไม้เขียวก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากเมือง ตัวสั่นงันงก

แต่เฝิงเฉิงอยู่ที่นี่มานาน สองคนกลายเป็นเพื่อนซี้กันไปแล้ว เขาทำใจไม่ได้ที่จะเห็นเพื่อนตายต่อหน้าต่อตา

"คุณชายอวี๋ เอ่อ คือว่า ท่านเป็นถึงระดับทารกวิญญาณ อีกไม่นานก็จะได้เป็นเทพแล้ว อย่าไปถือสาหาความกับระดับจินตานตัวเล็กๆ เลยขอรับ..." หูเสวียนถังกลั้นใจพูดเกลี้ยกล่อม

"ไสหัวไป!" ยังพูดไม่ทันจบ อวี๋จื่อชีก็ตวาดลั่นอย่างรำคาญ

เฝิงเฉิงรีบตะโกนบอกหูเสวียนถัง "ตาแก่หู เจ้าเป็นเจ้าเมืองที่ราชวงศ์ส่งมา อย่ามาแส่เรื่องนี้ กลับไปฝึกวิชาของเจ้าซะ ชาติหน้าค่อยมาดวลเหล้ากันใหม่!"

หูเสวียนถังขอบตาแดงก่ำ รู้ว่านี่คงเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย

เฝิงเฉิงหันกลับไปมองอวี๋จื่อชีอีกครั้ง หัวเราะร่า ตะโกนด่า "ไอ้หลานชาย เอ็งมันก็แค่พวกเก่งแต่กับคนไม่มีทางสู้ ชาตินี้ก็เป็นได้แค่นี้แหละ อย่าหลงตัวเองนักเลย เวรกรรมจะตามทันเข้าสักวัน!"

"รนหาที่ตาย!" อวี๋จื่อชีฟิวส์ขาด จิตสังหารปะทุถึงขีดสุด กระบี่งูเขียวด้านหลังพุ่งวาบเป็นแสงสีเขียว ตรงดิ่งเข้าใส่เฝิงเฉิงหมายปลิดชีพ

เฝิงเฉิงสีหน้าสงบนิ่ง ค่อยๆ หันหน้าไปทางทิศที่ตั้งของสำนักไท่ชิง คุกเข่าลง แล้วหลับตา

"ชาติหน้าขอเกิดเป็นคนสำนักไท่ชิงอีก!"

เคร้ง!

ทว่า ความเจ็บปวดที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น เฝิงเฉิงได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น

ตามด้วยเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของอวี๋จื่อชี

เฝิงเฉิงค่อยๆ หันกลับมามองเงาร่างที่คุ้นตาที่ยืนบังอยู่ข้างหน้า สมองมึนงง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ปากสั่นระริก พูดไม่ออกสักคำ

"มองไปไหนวะ ยังมีปู่เสือของเอ็งอยู่ตรงนี้อีกคนนะเว้ย!" เสียงห้าวๆ ของเหยียนเสี่ยวหูดังขึ้นตรงหน้า ก่อนจะเข้ามาประคองเขา

"ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ?" ลู่เหยาเหยาถามด้วยความเป็นห่วง

มองดูคนคุ้นเคยตรงหน้า เฝิงเฉิงรู้สึกเหมือนฝันไป สมองรวนไปหมด

นี่ข้ากำลังดูภาพนิมิตก่อนตาย หรือว่าฝันไปกันแน่?

"เป็นแก โจวชิง!" อวี๋จื่อชีคำรามลั่นด้วยความแค้นฝังหุ่น ลุกพรวดขึ้นจากกำแพงเมือง นัยน์ตาลุกเป็นไฟ จ้องโจวชิงเขม็ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 170 - เด็กหญิงตัวน้อยในค่ายกลแม่

คัดลอกลิงก์แล้ว