- หน้าแรก
- ฉายาป่วน กวนยุทธภพ
- บทที่ 150 - ศิษย์น้องลู่ ข้าจะเล่นกลให้ดู อยากดูไหม?
บทที่ 150 - ศิษย์น้องลู่ ข้าจะเล่นกลให้ดู อยากดูไหม?
บทที่ 150 - ศิษย์น้องลู่ ข้าจะเล่นกลให้ดู อยากดูไหม?
บทที่ 150 - ศิษย์น้องลู่ ข้าจะเล่นกลให้ดู อยากดูไหม?
★★★★★
เมื่อได้ยินข่าวนั้น ม่อสิงเจี่ยนก็ขมวดคิ้วแน่น แค่นเสียงเย็นชาออกมา
"งั้นก็เปิดศึกเถอะ ถือโอกาสให้ข้าได้เห็นเป็นขวัญตาหน่อย ว่าหุ่นเชิดระดับแปลงเทพของวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงจะแน่สักแค่ไหน!"
จากนั้นเขาก็พุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง พร้อมทั้งส่งข้อความไปหาเหยียนเสี่ยวหู่รัวๆ เพื่อระบุตำแหน่ง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ม่านพลังหน้าประตูสำนักอัสนีทองคำก็กระเพื่อมไหว เหลยเลี่ยรีบวิ่งออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลสุดขีด
"เจ้าเด็กบ้านั่น อยากตายหรือไง!" เหลยเลี่ยสบถด่าอย่างหัวเสีย ไม่รู้จะไปตามหาน้องชายตัวดีที่ไหน
ณ ประตูทางเข้าวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง!
เวลานี้ผู้คนนับหมื่นยืนสงบนิ่ง บรรยากาศเงียบกริบไร้สรรพสำเนียง
เห็นเพียงเหล่าศิษย์ในชุดแดงเพลิงค่อยๆ เหาะลงมาจากเรือเหาะอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าของทุกคนเคร่งขรึมจริงจัง
บนหลังของพวกเขาทุกคนแบกโลงศพเอาไว้ ภายในบรรจุอัฐิของบรรพชนที่อัญเชิญกลับมาจากแดนบรรพชน
ใครจะไปคาดคิด ตอนย้ายสำนักยังไม่กล้ารบกวนดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผ่านไปเนิ่นนานกลับถูกไอ้เด็กระดับหยวนอิงคนหนึ่งบีบจนต้องทำแบบนี้
โดยเฉพาะครั้งที่สาม ทั้งที่มีระดับแปลงเทพนั่งเฝ้าอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเจ้านั่นใช้วิธีไหนแอบเข้าไป
แถมดูท่าทางจะเสพติดการขุดหลุมศพไปแล้วด้วย
ความจริงครั้งนี้พวกเขาสามารถส่งระดับแปลงเทพไปเฝ้าเพิ่มอีกสักสองสามคน หรือวางค่ายกลที่แข็งแกร่งกว่าเดิมก็ได้
แต่ทว่าตอนนี้สงครามกำลังดุเดือด ไม่แน่ว่าอีกไม่นานระดับแปลงเทพอาจจะต้องลงสนามรบด้วย
ถ้าถึงตอนนั้นเกิดเจ้านั่นสบโอกาสย้อนกลับมาขุดหลุมศพเป็นครั้งที่สี่ วังเต๋าวิถีเพลิงม่วงคงต้องฆ่าตัวตายล้างอายกันทั้งสำนัก
ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องย้ายหลุมศพ!
"เพลิงม่วงโชติช่วงนิรันดร์ วันนี้อัญเชิญกระดูกกลับสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณนักรบในอดีตสั่นสะเทือนปฐพี วันนี้หวนคืนอย่างยิ่งใหญ่ น้อมรับบรรพชนกลับสู่ตำหนัก!"
สิ้นเสียงตะโกนนำ ศิษย์นับหมื่นก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ท่องบทสรรเสริญด้วยความเคารพ เสียงดังกระหึ่มก้องฟ้า
เมื่อไปถึงสุสานใหม่ ท่านเจ้าวังและเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดจะจัดพิธีฝังศพให้อย่างสมเกียรติยิ่งกว่าเดิม
แต่ท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้าและเคร่งขรึมนี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า มีร่างสองร่างที่แบกโลงศพอยู่ แววตาของพวกเขากลับฉายแววตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนจำนวนมหาศาลคุกเข่าคำนับมาทางพวกเขา
เหลยลั่วมองเหยียนเสี่ยวหู่ด้วยสายตาเลื่อมใสสุดขีด
ใครจะไปนึกว่าพวกเขาจะกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดเล่นแผน 'ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด' แบบนี้
หน่วยล่าพยัคฆ์ระดับแปลงเทพงั้นเหรอ เชิญพวกท่านไปไล่ล่าข้างนอกให้สนุกเถอะ สองพี่น้องจะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ใต้จมูกพวกท่านนี่แหละ
"หน้ากากนี่พึ่งพาได้จริงๆ แฮะ!" เหยียนเสี่ยวหู่แอบส่งกระแสจิต แผนย้อนศรนี้เป็นไอเดียที่เขาปิ๊งขึ้นมาได้กะทันหัน
เหลยลั่วส่งกระแสจิตตอบ "วางใจได้เลย แผ่นหนึ่งใช้ได้ตั้งสองเดือน ข้ามีตุนไว้อีกตั้งสิบแผ่น พอใช้ไปอีกนาน"
"ดีแล้ว เดี๋ยวดูสถานการณ์ให้ดี พยายามอย่าไปสุงสิงกับซือคงเหยียนหรือคนระดับสูง ทำตามความทรงจำที่ค้นวิญญาณมา กลับไปที่พักของคนที่เราสวมรอยซะ" เหยียนเสี่ยวหู่กำชับ
เหลยลั่วพยักหน้ารับรัวๆ
โชคดีที่ตอนนี้พวกเขากดระดับพลังเหลือแค่จินตาน คนพวกนี้ไม่น่าจะทิ้งตะเกียงวิญญาณเอาไว้
จากนั้น ทั้งขบวนก็ก้าวเข้าสู่ประตูสำนักด้วยสีหน้าเคร่งขรึม...
ภูเขาโครงกระดูกวิญญาณ!
โจวชิงหลับตาแน่น พลังปราณรอบกายปั่นป่วนรุนแรง ในทะเลจิต ทารกวิญญาณที่เคยตัวเล็กจิ๋วเหมือนทารกแรกเกิด ตอนนี้เติบโตขึ้นเป็นเด็กน้อยวัยกำลังซน
ใบหน้าคมชัดขึ้น คิ้วตาฉายแววเฉลียวฉลาดและลึกล้ำ
นอกจากนี้ ดอกไม้สี่สีในมือทารกวิญญาณได้หลุดลอยออกมา แล้วหยั่งรากลึกลงไปในผืนดินวิญญาณแห่งทะเลจิต ดอกไม้ทั้งดอกดูใหญ่โตและหนาแน่นขึ้น
ลวดลายบนกลีบดอกไม้ชัดเจนราวกับเป็นอักขระวิญญาณที่ธรรมชาติรังสรรค์ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋าอันลึกลับ
และในเวลานี้ กลิ่นอายพลังของเขาก็แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางราวกับคลื่นยักษ์ที่จับต้องได้
เนิ่นนานผ่านไป โจวชิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ลืมตาขึ้นด้วยความปิติยินดี
"หยวนอิงขั้นกลาง!" เขาพึมพำกับตัวเอง ในใจเต็มไปด้วยความตื้นตัน
นับตั้งแต่สี่บุปผาเหนือเศียร ในที่สุดก็ก้าวไปข้างหน้าได้อีกก้าวหนึ่งเสียที ไม่ง่ายเลยจริงๆ
การฝึกฝนใต้แสงจันทร์ หินวิญญาณธาตุไฟระดับสุดยอด เลือดอีกาทองคำ ปราณสายฟ้าต้นกำเนิด เลือดซวนหนี...
พลังงานมหาศาลขนาดนี้ ยังช่วยให้เขาเลื่อนได้แค่ขั้นเดียว เห็นได้ชัดว่าทรัพยากรที่ต้องใช้สำหรับผู้มีสี่บุปผาเหนือเศียรนั้นมากมายมหาศาลขนาดไหน
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่สี่บุปผาเหนือเศียร แม้แต่หยวนอิงทั่วไป การจะก้าวข้ามแต่ละขั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว
แต่สำหรับเขา ด้วยพรสวรรค์และวาสนาต่างๆ ถือว่าเร็วมากแล้ว
ในเวลาเดียวกัน รอบกายลู่เหยาเหยาก็มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานขึ้น จนกระทั่งทะลวงเข้าสู่ระดับจินตานขั้นสมบูรณ์ได้สำเร็จ!
"ศิษย์พี่โจว!" ลู่เหยาเหยาลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
เวลาสั้นๆ นางเลื่อนระดับได้ถึงสองขั้นรวด พูดออกไปใครจะเชื่อ
ครั้งก่อนจากสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์สู่จินตาน ก็เพราะครีมโลหิตเพลิงวิญญาณของโจวชิง ครั้งนี้ก็อาศัยน้ำทิพย์อัสนีธรรมชาติอีกสองหยด ก้าวข้ามอีกครั้ง
มองดูลู่เหยาเหยาที่ตื่นเต้นดีใจ โจวชิงก็พลอยยินดีไปกับนางด้วย
ครั้งนี้ถือว่าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งคู่
"ทะลวงด่านได้ก็ดีแล้ว รีบใช้เวลาปรับพื้นฐานพลังให้มั่นคงก่อน ตอนนี้น่าจะเป็นเวลากลางวัน เรายังออกไปไม่ได้!" โจวชิงเตือน
ลู่เหยาเหยาพยักหน้าเชื่อฟังอย่างว่าง่าย กลับลงไปนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
ส่วนโจวชิงหยิบม้วนคัมภีร์ที่บันทึกวิชาค่ายกลต้องห้ามออกมา หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะมีตัวตนที่สอง—ปรมาจารย์ค่ายกลวิญญาณ!
ต้องรู้ก่อนนะว่า ทั่วทั้งราชวงศ์เซิ่งอู่ ไม่มีปรมาจารย์ค่ายกลระดับห้าเลยสักคนเดียว ม่านพลัง จานค่ายกล หรือธงค่ายกลทั้งหมดที่มี ล้วนเป็นของพื้นๆ ที่สร้างเลียนแบบความรู้หางอึ่ง เป็นแบบไร้สี อานุภาพจึงจำกัด
แต่ค่ายกลที่แท้จริงนั้น แบ่งระดับด้วยสี อานุภาพคนละชั้นกันอย่างสิ้นเชิง เทียบกันไม่ติด
"ท่านลุงรอง ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักไหน เรามาแข่งกันดูไหม ว่าใครจะเปิดโลงศพโลงอื่นได้ก่อนกัน!"
โจวชิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง ค่อยๆ คลี่ม้วนคัมภีร์ออก
ฉับพลัน แสงสว่างจ้าก็พุ่งออกมาจากม้วนคัมภีร์ ครอบคลุมร่างของเขาไว้
ท่ามกลางแสงสว่าง อักขระนับไม่ถ้วน ลวดลาย และแผนผังค่ายกลอันซับซ้อนเริ่มกระพริบไหวเต้นระบำ ความรู้มหาศาลดุจน้ำป่าไหลหลากถาโถมเข้าสู่สมองของเขา
ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาในจิตวิญญาณ แต่โชคดีที่หลังจากก้าวสู่ระดับหยวนอิงขั้นกลาง ทะเลจิตของเขาขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า ความเจ็บปวดแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหา
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือโครงสร้าง หลักการ จุดสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลและเขตอาคมทั้งหมดที่ท่านผู้อาวุโสเสวียนชิงจื่อเรียนรู้มาตลอดชีวิตจากสนามรบดวงดาว
ตั้งแต่วิธีการวางรากฐานค่ายกลที่พื้นฐานที่สุด เส้นทางการไหลเวียนของพลังวิญญาณ วิธีการชักนำพลังงานมหาศาลมารวมตัวและระเบิดออก ทุกรายละเอียดปรากฏชัดแจ้งแก่สายตา
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากโจวชิง สมองทำงานอย่างหนักหน่วง ราวกับผืนดินแห้งแล้งที่ตะกละตะกลามดูดซับน้ำฝนแห่งความรู้ทุกหยดหยาด
และม้วนคัมภีร์แบบใช้ครั้งเดียวในมือของเขา ก็ค่อยๆ โปร่งแสงและจางหายไป เหมือนกับท่านผู้อาวุโสเสวียนชิงจื่อ...
ในดึกสงัดของอีกหลายวันต่อมา แสงสว่างสองสายก็พุ่งออกมาจากใต้กองกระดูก แล้วรีบสังเกตการณ์รอบด้านอย่างระแวดระวัง เมื่อมั่นใจว่าปลอดคน ทั้งสองถึงได้วางใจ
"สถานที่นี้เราห้ามบอกใครเด็ดขาด รอให้ท่านสามารถสังหารระดับจักรพรรดิปีศาจได้เมื่อไหร่ ค่อยมาเอากระดูกซวนหนีนี้ไป!"
ลู่เหยาเหยากลัวว่าโจวชิงจะกตัญญูเกินเหตุ กลับไปบอกความลับนี้กับอาจารย์อาทั้งหลาย
โจวชิงอึ้งไปเล็กน้อย
ข้าก็กำลังจะบอกเจ้าแบบนี้เหมือนกัน ว่าจะเก็บที่นี่ไว้เป็นไพ่ตายก้นหีบ ในยามคับขันอาจช่วยชีวิตได้
ใจตรงกันขนาดนี้เลยเหรอ?
"จักรพรรดิปีศาจ? นั่นมันระดับตัดวิญญาณเลยนะ เจ้ามั่นใจในตัวข้าเกินไปรึเปล่า!" โจวชิงยกยิ้มมุมปาก แซวกลับไป
ลู่เหยาเหยากลับทำหน้าจริงจัง จ้องตาโจวชิงอย่างแน่วแน่ "ต้องเชื่อมั่นในตัวเองสิ ท่านยอดเยี่ยมที่สุดอยู่แล้ว!"
โจวชิงได้แต่ยิ้มรับ "ขอบใจนะ!"
จากนั้นเขาก็มองดูแสงจันทร์ ไม่รู้ว่าปิดด่านไปนานแค่ไหน แต่กะคร่าวๆ ก็น่าจะสักสองเดือนได้แล้วมั้ง
"คราวที่แล้วไม่มีเวลา ข้าอยากไปดูจุดที่ศิษย์พี่หญิงหลัวเสวี่ยสิ้นใจหน่อย" แววตาของโจวชิงฉายแววเศร้าหมอง
ตอนนี้ทั้งสองคนฝีมือพัฒนาขึ้นมาก พอจะมีความมั่นใจในการสำรวจภูเขาโครงกระดูกวิญญาณบ้างแล้ว
ดวงตาที่เคยสดใสของลู่เหยาเหยาหม่นแสงลงทันที ความเจ็บปวดพาดผ่านแววตา นางตอบรับเบาๆ "อื้ม!"
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มออกค้นหา ตามข้อมูลของสำนัก ซือหม่าเยาจี หนึ่งในห้าอัจฉริยะแห่งวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง มีวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิต นางแยกชิ้นส่วนศิษย์พี่หญิงหลัวเสวี่ยอย่างทารุณ แม้แต่วิญญาณหยวนอิงก็หนีไม่รอด
ศิษย์พี่ตู้ขุยก็บาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์นั้น ทางสำนักทำได้เพียงสร้างสุสานเสื้อผ้าให้ศิษย์พี่หญิงหลัวเสวี่ยเพื่อเป็นการไว้อาลัย
"ศิษย์พี่โจว ดูตรงนั้นสิ—"
ไม่นาน ลู่เหยาเหยาก็พามาถึงจุดที่โจวชิงเคยฝังศพคางคกทองคำเสียงอัสนี ตรงนั้นมีหลุมลึกถูกขุดขึ้นมา ซากศพครึ่งท่อนนั้นหายไปแล้ว
นอกจากนี้ ศพของลูกสมุนที่ฉู่อวี้พามาและระเบิดตัวเองตายเกลื่อนกลาด ก็ถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง
ลู่เหยาเหยาจำได้แม่นว่ามันอยู่แถวนี้ เพราะนางเป็นคนไปเก็บถุงสมบัติจากกองซากศพพวกนั้นมาเองกับมือ
โจวชิงนั่งยองๆ สังเกตสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด พบว่าบนพื้นดินมีรอยเท้าใหม่จำนวนมาก ย่ำกันจนเละเทะ เห็นได้ชัดว่ามีคนมาที่นี่ไม่น้อย
ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นผู้ดูแลคนใหม่ของเหมืองแร่หินโลหิต พาคนมาตรวจสอบสาเหตุการตายของหลีหงและฉู่อวี้ แล้วบังเอิญเจอศพคางคกทองคำเสียงอัสนีเข้า
"น่าเสียดาย สุดท้ายเจ้าก็หนีไม่พ้น!" โจวชิงมองหลุมว่างเปล่าแล้วถอนหายใจ
หลีหงกับฉู่อวี้ รวมกับหุ่นเชิดชุดดำอีกสองตัว รวมเป็นสี่หยวนอิงที่หายไป วังเต๋าวิถีเพลิงม่วงน่าจะส่งระดับหยวนอิงขั้นปลายหรือขั้นสมบูรณ์มาตรวจสอบ
แต่สุดท้ายก็คงพบว่า พวกนั้นตายเพราะความโลภ แย่งชิงซากสัตว์อสูรที่ใกล้หมดอายุขัยจนเกิดการต่อสู้กันเอง
แถมคนตายเยอะขนาดนี้ แต่ที่เหมืองแร่หินโลหิตกลับไม่มีใครฉวยโอกาสปล้น
พวกสำนักเล็กๆ หรือผู้ฝึกตนอิสระที่มาเสี่ยงโชคแถวนี้ คงโชคดีมาเจอเข้า เลยทำตัวเป็นตาอยู่ เก็บถุงสมบัติไป
แต่คงเพราะซากคางคกใหญ่เกินไป ขนย้ายลำบาก เลยหาที่ซ่อนไว้ กะว่าจะกลับมาเอาทีหลัง
ดังนั้น โจวชิงจึงสันนิษฐานว่า วังเต๋าวิถีเพลิงม่วงไม่น่าจะสรุปว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือการลอบโจมตีของสามสำนักพันธมิตร เพราะรูปการณ์มันดูเหมือนอุบัติเหตุจากการแย่งชิงสมบัติมากกว่า
บวกกับตอนนี้สงครามกำลังเข้าขั้นแตกหัก ทุกฝ่ายต่างยุ่งหัวหมุน ไม่มีใครมาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก
ดังนั้น เหมืองแร่หินโลหิตน่าจะไม่มีคนเก่งๆ เฝ้าอยู่
"ดูท่าตอนนี้ไปตีเมืองขึ้นก็น่าจะยังทัน!" ดวงตาของโจวชิงฉายแววเย็นเยียบ หรี่ตาลง จิตสังหารพลุ่งพล่าน
จากนั้นทั้งสองก็ผละจากตรงนี้ มุ่งหน้าค้นหาจุดที่มีร่องรอยการต่อสู้จุดอื่นต่อไป
หลังจากเดินวนรอบภูเขาโครงกระดูกวิญญาณอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโจวชิงกับลู่เหยาเหยาก็มาถึงจุดที่ดูสะดุดตาแห่งหนึ่ง
พื้นดินและก้อนหินรอบบริเวณเต็มไปด้วยรอยกระบี่และรอยไหม้จากไฟ เศษกระดูกสัตว์แตกกระจายเกลื่อนพื้น
และลู่เหยาเหยาก็เก็บเสื้อผ้าเปื้อนเลือดชุดหนึ่งได้จากกองกระดูกไม่ไกล เสื้อผ้านั้นขาดวิ่น เลือดแห้งกรังกลายเป็นสีแดงคล้ำ
โจวชิงยืนนิ่งเงียบ สีหน้าเคร่งขรึม ล้วงธูปสามดอกออกมาจากถุงสมบัติ จุดไฟแช่มช้า
จากนั้นประคองธูปด้วยสองมือ โค้งคำนับไปยังพื้นที่ที่มีร่องรอยการต่อสู้สามครั้งอย่างนอบน้อม เพื่อส่งวิญญาณศิษย์พี่หญิงหลัวเสวี่ยเป็นครั้งสุดท้าย
"ศิษย์พี่หญิงหลัว ข้าขอสาบาน ข้าจะฆ่านางให้ได้!"
โจวชิงกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ลู่เหยาเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หน้าตาเคียดแค้น พูดเสริม "ข้าด้วย!"
ทั้งสองเดินหาดูรอบๆ อีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรหลงเหลือแล้ว ก็มุ่งหน้าตรงไปยังเหมืองแร่หินโลหิต
…………
เหมืองแร่หินโลหิตขึ้นชื่อเรื่องการผลิตหินผลึกโลหิต ภายในมีศิษย์วังเต๋าวิถีเพลิงม่วงประจำการอยู่หลายคน รับผิดชอบดูแลการขุดเจาะและรักษาความปลอดภัย
เมื่อทั้งสองมาถึง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภูเขาหินสีแดงคล้ำทอดตัวยาวเหยียด
ท่ามกลางหุบเขา ธงทิวของวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงโบกสะบัดพับพับตามแรงลม
ทาสขุดแร่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แววตาเหม่อลอย ใบหน้าซูบตอบ เดินเข้าเดินออกกันขวักไขว่ บนหลังแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุแร่ผลึกรูปร่างเหมือนปะการังสีแดงเลือด เดินโซซัดโซเซอย่างยากลำบาก
ทันทีที่มีใครหมดแรงล้มลง ผู้คุมสองคนก็จะพุ่งเข้าไปหวดแส้ใส่ไม่ยั้ง เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
"ดูท่าจะส่งคนชุดใหม่มาแล้วจริงๆ!" โจวชิงพึมพำกับตัวเอง จากนั้นหันไปมองลู่เหยาเหยาที่ทำท่าระวังตัวแจ แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา
"ศิษย์น้องลู่ ข้าจะเล่นกลให้ดู อยากดูไหม?" น้ำเสียงของโจวชิงแฝงความลึกลับ
ลู่เหยาเหยาได้ยินดังนั้นก็หูผึ่ง ตาลุกวาว รีบตอบ "อยาก!"
โจวชิงยิ้มมุมปาก "ดูให้ดีนะ!"
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังทางเข้าเหมืองอย่างเปิดเผย
ฉากนี้ทำเอาลู่เหยาเหยาอึ้งไปเลย
เดี๋ยวนะ หมายความว่าไง?
ตรงทางเข้านั่นมีศิษย์วังเต๋าวิถีเพลิงม่วงเฝ้าอยู่ตั้งหลายคน ด้วยฝีมือพวกเรา แอบย่องเข้าไปเงียบๆ ตรวจสอบระดับพลังหัวหน้าคนใหม่ก่อนแล้วค่อยลงมือไม่ดีกว่าเหรอ
นี่เล่นเดินเข้าไปโต้งๆ กะจะบวกตรงๆ เลยเหรอ เสี่ยงเกินไปไหม?
ลู่เหยาเหยาคิดไม่ตก แต่ก็รีบเตรียมพร้อมรบ การต่อสู้แบบนี้สำหรับนางก็นับเป็นการฝึกฝนที่หาได้ยาก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา กลับทำให้นางตาค้าง อ้าปากหวอ ต้องขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สงสัยว่าตาฝาดไปหรือเปล่า
เห็นเพียงโจวชิงเดินเข้าไปใกล้ทางเข้าทีละก้าวๆ แต่ศิษย์เฝ้ายามพวกนั้นกลับทำเหมือนตาบอด มองไม่เห็นการมาของเขาเลยสักนิด
พวกมันยังคงยืนเฉย ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ปล่อยให้เขาเดินผ่านเข้าไปหน้าตาเฉย
จนกระทั่งโจวชิงเดินเข้าไปข้างในอย่างสง่าผ่าเผย แถมยังหันกลับมาโบกมือให้นางอย่างชิลๆ
ตอนนี้ลู่เหยาเหยารู้แล้วว่าโจวชิงทะลวงสู่ระดับหยวนอิงแล้ว แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ดังนั้นนางจึงมั่นใจในฝีมือเขาพอสมควร
แต่นี่มันจะเวอร์เกินไปไหม?
หรือว่าพวกศิษย์เฝ้ายามพวกนั้นโดนรังสีอำมหิตของคุณพ่อน่าเกรงขามข่มขวัญจนขยับไม่ได้?
ยังไงซะตอนนี้เขาก็เป็นถึงอันดับสิบในบัญชีดำเชียวนะ
ยิ่งคิดลู่เหยาเหยาก็ยิ่งปักใจเชื่อ แววตาเปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
ส่วนโจวชิงที่เดินเข้ามาแล้ว ก็เปิดดูหน้าต่างสถานะ
ทักษะพรสวรรค์ 【ลดตัวตน—LV4 (31/100)】
ระดับหยวนอิงมีโอกาส 31% ที่จะเมินเฉยต่อเขา นับประสาอะไรกับไอ้พวกจินตานหน้าประตู
ต่อให้ความแตก ก็จัดการได้ในพริบตา โชคดีที่เก๊กหล่อได้สำเร็จ ไม่รู้ป่านนี้แม่หนูน้อยนั่นจะตะลึงขนาดไหน
คิดแล้วโจวชิงก็ยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ
จากนั้นเขามองดูเหมืองแร่กว้างใหญ่ตรงหน้า ความคิดแล่นพล่าน
ปรมาจารย์ค่ายกลวิญญาณเป็นอาชีพที่ผลาญเงินมหาศาล ต้องใช้แร่หายากจำนวนมากมาเป็นวัสดุวางค่ายกล
ในเมื่อคิดจะฝึกฝีมือ หินผลึกโลหิตพวกนี้ย่อมเป็นเป้าหมายแรกของเขา
โจวชิงเดินทอดน่องไปทั่วราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน พร้อมกับแผ่สัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบระดับพลังของหัวหน้าคนใหม่เงียบๆ
แน่นอนว่ามีศิษย์ระดับจินตานบางคนเห็นโจวชิง แต่เห็นท่าทางเดินเล่นสบายใจเฉิบของเขา ก็ไม่ได้เอะใจอะไร
แค่มองผ่านๆ แล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ ไม่กล้าเข้ามาถามไถ่
คงคิดว่าเป็นแขกคนสำคัญที่หัวหน้าเชิญมา
มองไปที่โกดังเก็บของไม่ไกล โจวชิงเดินตรงเข้าไปทันที
ภายในโกดัง ทาสขุดแร่หลายคนกำลังหยิบแร่จากตะกร้าออกมาทีละก้อนอย่างระมัดระวัง แล้ววางเรียงในตำแหน่งที่กำหนด
ท่าทางเกร็งๆ กลัวทำผิดพลาดแล้วจะโดนผู้คุมด่า
ศิษย์ที่ทำหน้าที่จดบันทึกรู้สึกว่ามีคนเข้ามา ก็เงยหน้าขึ้นมองโจวชิง
ศิษย์คนหนึ่งกำลังจะอ้าปากถาม แต่โจวชิงชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มีแค่นี้เหรอ?"
คำถามนี้ทำเอาพวกนั้นงงเป็นไก่ตาแตก มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก
ไม่นาน ศิษย์หัวไวคนหนึ่งก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ตอบอย่างนอบน้อม "ระ... เรียนท่านผู้ยิ่งใหญ่ นี่เป็นแค่เศษแร่ขอรับ หินผลึกโลหิตที่คัดเกรดแล้ว ท่านเถียนเพิ่งมาเก็บไปเมื่อเช้านี้เอง"
โจวชิงฟังแล้วก็ร้อง "อ้อ" เบาๆ แล้วถามต่อด้วยท่าทีเนียนๆ "แล้วเถียนเกามันอยู่ที่ไหน?"
"อยู่ในห้องกำลังกลั่นสกัดคางคกทองคำเสียงอัสนี..." ศิษย์คนนั้นเผลอหลุดปากตอบ แล้วก็รีบตะครุบปากตัวเอง
ท่านผู้นี้หน้าตาคุ้นๆ แถมยังแผ่แรงกดดันที่มองไม่เห็นออกมา
น่าจะเป็นอัจฉริยะที่ทางสำนักส่งมาทำภารกิจ
และเรียกท่านเถียนสยงว่า "เถียนเกา" แสดงว่าสนิทกันมาก
แต่ดูท่าทางท่านเถียนจะไม่รู้ว่าท่านผู้นี้จะมา ถ้าเกิดเพราะปากพล่อยๆ ของเขา ทำให้ผลประโยชน์จากคางคกทองคำเสียงอัสนีต้องถูกแบ่งไป เขาคงซวยแน่
โจวชิงฟังแล้วก็เข้าใจแจ่มแจ้ง จากนั้นทำท่าเหมือนรู้เรื่องอยู่แล้ว ถามต่ออย่างไม่รีบร้อน "ใช่ครึ่งท่อนที่ขุดมาจากภูเขาโครงกระดูกวิญญาณรึเปล่า?"
พวกนั้นได้ยินก็โล่งอก
ที่แท้ท่านผู้นี้ก็รู้เรื่องหมดแล้ว ไม่กล้าปิดบัง รีบพยักหน้ารับรัวๆ
"ของพรรค์นั้นจะมีอะไรให้ดูดซับ ให้ไปอีกสิบตัวก็ทะลวงขั้นไม่ได้หรอก!" โจวชิงเบ้ปาก พูดอย่างดูแคลน
พวกศิษย์ยิ้มแห้งๆ ดูท่าทางท่านผู้นี้จะสนิทกับท่านเถียนสยงมากจริงๆ หรือว่าจะเป็นเพื่อนเก่าผ่านมาทางนี้ เลยกะจะมาเซอร์ไพรส์?
คนหนึ่งรีบประจบสอพลอ "ท่านเถียนตอนนี้อยู่ระดับหยวนอิงขั้นกลางสูงสุดแล้ว ขาดอีกก้าวเดียวก็จะถึงขั้นปลาย ไม่แน่ว่าอาศัยโอกาสกลั่นสกัดคางคกทองคำครั้งนี้ อาจจะเลื่อนขั้นได้สำเร็จก็ได้นะขอรับ"
ในเมื่อเป็นเพื่อนเก่า พูดจาดีๆ ยกยอหน่อยย่อมไม่ผิด
โจวชิงได้ยินแล้วก็ยิ้มกว้าง
ข้อได้เปรียบของสี่บุปผาเหนือเศียร คือพลังรบที่เหนือกว่าคนระดับเดียวกันอย่างขาดลอย การสู้ข้ามระดับเป็นเรื่องกล้วยๆ
ตอนเพิ่งขึ้นหยวนอิงใหม่ๆ ก็ตบขั้นกลางคว่ำได้แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"น่าเสียดาย ถ้ามันเป็นขั้นปลายก็คงดี อย่างน้อยข้าจะได้ยืดเส้นยืดสายหน่อย พาข้าไปหามัน!"
โจวชิงวางมาดใหญ่โต สั่งด้วยน้ำเสียงเสียดาย
คนที่พูดเมื่อกี้รีบผงกหัวรับคำ "เชิญทางนี้ขอรับ!"
พูดจบก็นำทางพาโจวชิงไปหาเถียนสยง
มองตามหลังโจวชิงไป คนอื่นๆ ก็มองหน้ากันด้วยความสงสัย
รู้สึกหน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่นึกไม่ออก ตามหลักแล้วน่าจะเป็นคนดังในสำนัก แต่พวกเขาก็เพิ่งถูกย้ายมาจากสำนักเมื่อสองเดือนก่อนเอง
"เหมืองแร่หินโลหิตไม่มีหยวนอิงคนอื่นแล้วเหรอ?"
"เรียนท่านผู้ยิ่งใหญ่ ช่วงนี้เหมืองแร่หลายแห่งของสำนักเราถูกพวกสามสำนักพันธมิตรลอบโจมตี เสียหายหนัก ท่านผู้อื่นเลยรีบไปช่วยทางนั้นกันหมดขอรับ"
"อย่างนี้นี่เอง งั้นก็คนนี้แหละ หยวนๆ ไปหน่อยก็ได้"
"ดูท่าทางท่านคงไม่ได้เจอท่านเถียนมานานแล้ว ข้าเข้าใจดี เพื่อนเก่าเจอกันทีไร ก็ต้องประลองฝีมือกันก่อน แล้วค่อยกอดคอหัวเราะกันทุกที"
"เจ้าทายผิดแล้ว เราเจอกันครั้งแรก"
"เป็นไปไม่ได้ ก็ท่านหยิบกระบี่หักขึ้นสนิมออกมาแล้ว ชัดเจนว่าไม่อยากทำร้ายเพื่อนเก่า แค่จะหยอกเล่นเฉยๆ..."
ศิษย์คนนั้นพูดมาถึงตรงนี้ ก็ชะงักกึก รู้สึกทะแม่งๆ ใจหายวาบ ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมา
กระบี่หักขึ้นสนิม?
เขาเพ่งมองหน้าโจวชิงอีกครั้ง จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
มือไม้สั่นเทา รีบควานหาหยกบันทึกข้อมูลออกมาจากถุงสมบัติ เปิดดูด้วยมือที่สั่นระริก
พอเห็นข้อมูลข้างใน แววตาก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีด ขาสั่นพั่บๆ จนแทบยืนไม่อยู่
[จบแล้ว]