- หน้าแรก
- ฉายาป่วน กวนยุทธภพ
- บทที่ 130 - ตกลงมีกี่ฝ่ายที่กำลังวางแผนกันแน่?
บทที่ 130 - ตกลงมีกี่ฝ่ายที่กำลังวางแผนกันแน่?
บทที่ 130 - ตกลงมีกี่ฝ่ายที่กำลังวางแผนกันแน่?
บทที่ 130 - ตกลงมีกี่ฝ่ายที่กำลังวางแผนกันแน่?
★★★★★
โจวชิงขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า "ท่านลุงเจ้าสำนักต้องเลือกส่งกำลังเสริมไปช่วยแน่นอน"
"รู้อยู่ว่ามีเสือแต่ก็ยังจะบุกเข้าถ้ำเสืองั้นเหรอ เหมือนที่ข้าเดาไว้เลย แต่ตอนนี้สถานการณ์ในสำนักเซียนขนนกเขียวเป็นยังไงใครจะไปรู้ เกิดเป็นแผนเจ็บตัวล่ะ พอพวกเราเข้าไป ทั้งสามสำนักหันกระบอกปืนกลับมาเล่นงานเรา ปิดประตูตีแมว ไม่จบเห่กันพอดีเหรอ" เหยียนเสี่ยวหูพูดด้วยความเป็นห่วง
โจวชิงพยักหน้า ไม่ตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้ง
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ของเฉียนต้าฟู่ สร้างปมในใจให้ทั้งสองคนขนาดไหน
แต่โจวชิงเคยผูกมัดฉายากับนางเซียนเสวียนโยวมาก่อน มุมมองของนางที่มีต่อเขาเป็นแค่คนธรรมดาๆ โอกาสห้าสิบห้าสิบที่จะไม่ได้ร่วมมือกับวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง
เหยียนเสี่ยวหูวิเคราะห์ต่อ "เรื่องนี้พูดยากนะ เจ้าบอกเองว่านางเซียนเสวียนโยวเหลือเวลาอีกไม่กี่ปี ไม่แน่ว่านางอาจจะร่วมมือกับวังเต๋าวิถีเพลิงม่วง บีบให้สำนักไท่ชิงเราจนตรอก เพื่อกดดันให้ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาก็ได้"
โจวชิงอึ้งไปเลย
เหยียนเสี่ยวหูตบเข่าฉาด ตาเป็นประกาย "จริงนะ ตอนนี้เจ้าทำสี่บุปผาสำเร็จ ทำให้นางร้อนรน แต่ดันหาตัวเจ้าไม่เจอ นางเลยต้องเล็งเป้าไปที่ศิษย์พี่ใหญ่ที่นางเชื่อว่าเป็นสามบุปผาแทน"
"ถึงตอนนั้น พอจับตัวศิษย์พี่ใหญ่ได้ ด้วยระดับพลังขอบเขตแปลงเทพขั้นปลายของนาง แค่วางยานิดหน่อยก็จับทำสามีได้สบายๆ ศิษย์พี่รองเคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอ ยิ่งผู้หญิงสวยยิ่งโกหกเก่ง"
"ไม่งั้นทำไมเรื่องซวยๆ ถึงชอบไปลงที่พวกนางนักล่ะ งานแลกเปลี่ยนสมบัติจบก็มีศิษย์หายตัวไป เจ้าวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงก็ตามจีบนางมาตั้งหลายปี ครั้งนี้โดนบุกถล่มสำนักอีก เจ้าลองดูสิ..."
โจวชิงฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มขื่น แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ทุกความคิดเห็นและความเป็นไปได้ต้องถูกนำมาพิจารณา แม้จะดูเพ้อเจ้อแค่ไหนก็ตาม
รอจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ม่อสิงเจี่ยนถึงกลับมาด้วยใบหน้าอิดโรย
ทั้งสองรีบเข้าไปหา
"เข้าไปคุยข้างใน!" ม่อสิงเจี่ยนบอก
พอเข้ามาในตำหนัก ม่อสิงเจี่ยนกางม่านพลังกันเสียง ดื่มน้ำแก้กระหายไปอึกใหญ่ แล้วบอกทั้งสองคนว่า "ทางสำนักตัดสินใจแล้วว่าจะรวมพลกับสำนักประตูเทียนจี เพื่อไปช่วยสำนักเซียนขนนกเขียว"
"พวกเขาไว้ใจได้เหรอครับ" เหยียนเสี่ยวหูถาม
ม่อสิงเจี่ยนตอบ "ไว้ใจไม่ได้แล้วจะทำยังไง จะให้ไปหาพวกวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงเหรอ หลังจากเก็บถุงเก็บของกู่เถาหัวหน้าหอภารกิจกลับมาได้ ก็เท่ากับเปิดไพ่กันหมดแล้ว แค่ยังไม่ได้คว่ำกระดานใส่กันแค่นั้นเอง"
"ตอนนี้ที่ทำได้ คือพึ่งพาความสามารถในการทำนายของสำนักประตูเทียนจี ช่วยให้เราหลบหลีกกับดักระหว่างทาง ดูซิว่าจะไปถึงสำนักเซียนขนนกเขียวอย่างปลอดภัยได้ไหม อย่างน้อยก็ช่วยคนออกมาได้สักกลุ่มก็ยังดี"
ฟังดูแล้วก็นับเป็นวิธีหนึ่ง
ม่อสิงเจี่ยนพูดต่อ "เมื่อคืนเจ้าสำนักประตูเทียนจีแอบมาหา หารือกันอยู่ทั้งคืน เพื่อความปลอดภัยเลยกำหนดเส้นทางเดินทัพไว้สองเส้นทาง คือทางแจ้งกับทางลับ ตามหลักแล้วเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด แต่บอกพวกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย เผื่อจะช่วยกันอุดช่องโหว่ได้บ้าง"
แต่โจวชิงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบถามสวน "อาจารย์ครับ เจ้าสำนักประตูเทียนจีกลับไปหรือยังครับ"
ม่อสิงเจี่ยนงง "ยัง แต่คงอีกไม่นานก็จะกลับแล้ว"
โจวชิงรีบพูด "อาจารย์ ผมขอเจอเขาหน่อย"
ตั้งแต่สกิล [เนตรส่องใจ] อัปเกรดเป็นเลเวล 4 ก็มีโควตาผูกมัดเพิ่มมาอีกสี่ที่ ก่อนหน้านี้คิดอยู่นานเลยลองผูกกับผู้อาวุโสเจียงผู่คนเฝ้าหอประทีปวิญญาณไปหนึ่งที่
เสียดายที่มุมมองของแกที่มีต่อเขาคือ [คนดวงซวยขั้นสุดที่พังเพราะความระแวงเกินเหตุ] คำอธิบายยาวเหยียดแต่ไม่ได้เนื้อหาสาระอะไร
ตอนนี้เหลืออีกสามโควตา ในเมื่อสำนักไท่ชิงตัดสินใจร่วมมือกับพวกเขา ถือโอกาสนี้เช็กดูหน่อยก็น่าจะอุ่นใจขึ้นเยอะ
ม่อสิงเจี่ยนส่ายหน้า "สหายเสวียนจีจื่อมาแบบลับๆ มีคนรู้ไม่กี่คน ถ้าเจ้าไปเจอ เขาจะหาว่าพวกเราไม่จริงใจในการร่วมมือ"
ลองมองในมุมกลับ โจวชิงก็เข้าใจได้ ให้ลูกศิษย์ธรรมดาๆ เข้าไปเจอได้ง่ายๆ แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือนี้เลย
แต่ว่า นี่มันเรื่องความเป็นความตายของสำนักไท่ชิง จะประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
โจวชิงยืนยันหนักแน่น "อาจารย์ ผมต้องเจอเขาให้ได้ แค่แป๊บเดียวก็ได้ครับ ผมอยากลองดูว่าจะดมกลิ่นอะไรออกมาได้ไหม"
ม่อสิงเจี่ยนยิ้มขำ "เจ้าจะไปดมอะไรได้ อย่าเพ้อเจ้อน่า รีบมาฟังเส้นทางสองสายนี้ดีกว่า เผื่อต่อไปอาจต้องให้พวกเจ้าช่วย..."
"อาจารย์ เรื่องนี้สำคัญกับผมมากจริงๆ ครับ!" โจวชิงคว้าแขนม่อสิงเจี่ยนไว้ อ้อนวอน
เห็นท่าทางจริงจังของโจวชิง สีหน้าม่อสิงเจี่ยนก็เริ่มเคร่งเครียด ถามย้ำ "เจ้าแน่ใจนะ"
"แน่ใจครับ ก็ถือซะว่าทำเพื่อความสบายใจของผม พูดแบบไม่เกรงใจนะ ต่อให้ผู้อาวุโสเสวียนจีจื่อคิดว่าเราเสียมารยาท แล้วเขาจะกล้ายกเลิกความร่วมมือเหรอ ตอนนี้พวกเขามีแต่ต้องพึ่งพาเราเท่านั้น ถ้าเกิดเรื่องค่อยไปขอโทษทีหลังก็ได้"
โจวชิงยืนกรานเสียงแข็ง
ม่อสิงเจี่ยนลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมตามใจ
"งั้นก็ได้ ตามข้ามา เจ้าเสือ รวบรวมศิษย์ระดับจินตันที่ไว้ใจได้ทั้งหมดเตรียมพร้อมไว้!"
ม่อสิงเจี่ยนไม่รีรอ สั่งการทันที
เหยียนเสี่ยวหูพยักหน้ารับคำ จากนั้นม่อสิงเจี่ยนก็พาโจวชิงมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเสินเยว่...
............
โจวชิงสีหน้าตึงเครียด มองดูอาจารย์กับเจ้าสำนักยืนเถียงกันอยู่ที่หน้าตำหนัก
"ไม่ใช่สิ เมื่อวานข้าเพิ่งช่วยชีวิตท่านไว้นะ ทำไมวันนี้กลับคำเร็วนักล่ะ ให้เขาช่วยดูดวงให้เจ้าสี่ของข้าหน่อยว่าจะมีวิธีซ่อมแซมจินตานไหม แค่นี้ไม่ได้เหรอ ไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอก"
ม่อสิงเจี่ยนเล่นบทหน้าด้านตื้อแหลก จนเฉาเจิ้งหยางเถียงไม่ออก
ไม่นานก็เห็นม่อสิงเจี่ยนกวักมือเรียกโจวชิงอย่างดีใจ
โจวชิงรีบวิ่งเข้าไปทำความเคารพ "คารวะท่านลุงเจ้าสำนัก"
เฉาเจิ้งหยางถอนหายใจ "เจ้ามีเวลาแค่ครึ่งก้านธูปนะ พวกเราต้องรีบส่งเสวียนจีจื่อกลับแล้ว"
"วางใจเถอะครับ ไม่นานหรอก!" โจวชิงรับคำ แล้วรีบตามม่อสิงเจี่ยนเข้าไป
ไม่นานเขาก็ได้พบกับเจ้าสำนักประตูเทียนจี เสวียนจีจื่อ ชายชราท่าทางเหมือนเซียนวิเศษ สวมชุดคลุมขาวลายแปดทิศ ใบหน้าผอมตอบแต่ดูใจดี ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายหลุดพ้นโลกีย์
ตอนนั้นเขากำลังรีบเขียนอะไรบางอย่าง พอเห็นเฉาเจิ้งหยางกับม่อสิงเจี่ยนเดินเข้ามา กำลังจะอ้าปากพูด แต่สายตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่ตามหลังมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"พี่เฉา พี่ม่อ คนนี้คือ?" เสวียนจีจื่อขมวดคิ้ว น้ำเสียงเจือความไม่พอใจอย่างชัดเจนพลางชี้ไปที่โจวชิง
โจวชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
ปฏิกิริยาของเสวียนจีจื่อดูเหมือนจะไม่รู้จักเขา แต่ในสายตาของโจวชิง บนหัวของเขากลับมีเครื่องหมาย [???] ลอยเด่นหรา
โดยปกติแล้ว คนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน จะไม่มีเครื่องหมายอะไรเลย
ชัดเจนว่าเสวียนจีจื่อกำลังโกหก อย่างน้อยที่สุดเขาต้องเคยเห็นภาพวาดของโจวชิง หรือเคยศึกษาข้อมูลมาแล้ว
เฉาเจิ้งหยางทำหน้าลำบากใจ แต่ม่อสิงเจี่ยนก้าวออกมาแนะนำ "พี่เสวียน นี่คือโจวชิงศิษย์รักของข้า เมื่อปีก่อนจินตานของเขาถูกคนบีบแตก จนต้องหันมาฝึกกายาแทน ครั้งนี้อยากถือโอกาสที่ท่านอยู่ ช่วยดูให้หน่อยว่าพอจะมีทางเยียวยาได้ไหม"
โจวชิงรีบทำความเคารพ "ผู้น้อยโจวชิง คารวะท่านผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้หลังจากจบงานแลกเปลี่ยนสมบัติห้าสำนัก ศิษย์สำนักเซียนขนนกเขียวหายตัวไปอย่างลึกลับ พวกเราได้รับคำสั่งให้ออกไปตามหา ก็เป็นผู้น้อยนี่แหละที่ไหวตัวทัน ช่วยศิษย์พี่สือเจินออกมาได้ ทำให้พี่น้องคนอื่นรอดพ้นจากกับดักที่สันเขาโคเขียวมาได้ครับ"
เสวียนจีจื่อฟังจบ ก็ทำหน้าอ๋อ ลูบเครายาวแล้วยิ้ม "เจ้านี่เอง เคยได้ยินชื่อเสียงมานานแต่ไม่เคยเจอตัวจริง น่าเสียดายที่จินตานแตกสลาย การจะกลับมาฝึกตนใหม่นั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา"
เสวียนจีจื่อส่ายหน้าถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็จนปัญญา
ม่อสิงเจี่ยนเห็นแบบนั้นก็นึกว่าเขาจะเข้ามาตรวจดูอาการจริงๆ กลัวว่าวิชา [ลักษณ์มายาแห่งความว่างเปล่า] จะปิดไม่มิด
แต่ในขณะนั้น โจวชิงจ้องเขม็งไปที่เสวียนจีจื่อ แล้วกดผูกมัดทันที
พริบตาเดียว เครื่องหมาย [???] บนหัวเสวียนจีจื่อก็เปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่หกตัวที่ทิ่มแทงตา [ไอ้เด็กเวรที่น่าตายด้วยคมดาบนับพัน]
เห็นฉากนี้ โจวชิงหน้าถอดสีทันที แต่เขาก็รีบฝืนระงับสติอารมณ์ แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง
ผู้อาวุโสเสวียนจีจื่อเพิ่งเคยเจอหน้าเขาครั้งแรก ทำไมถึงมีความเป็นศัตรูรุนแรงขนาดนี้?
ไม่สิ นี่ไม่ใช่แค่ความเป็นศัตรูธรรมดา แต่มันคือเจตนาฆ่าที่เข้มข้นชัดเจน!
หรือว่า——
วินาทีนั้น โจวชิงรู้สึกคอแห้งผาก
เบื้องหลังเหตุการณ์ของสำนักเซียนขนนกเขียว ซุกซ่อนเกมกระดานที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดไหนกันแน่?
แล้วตกลงมีกี่ฝ่ายที่กำลังวางแผนกันอยู่?
"ไม่มีทางอื่นจริงๆ เหรอครับ" เฉาเจิ้งหยางอดถามย้ำไม่ได้
เสวียนจีจื่อส่ายหน้าอีกครั้ง
เห็นดังนั้น เฉาเจิ้งหยางก็หันมามองม่อสิงเจี่ยนกับโจวชิงด้วยสายตาจนใจ
โจวชิงเห็นท่าทีนั้น ก็รีบประสานมือคารวะเสวียนจีจื่อ "ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสแล้ว ผู้น้อยขอตัวลา"
พูดจบก็หันหลังเดินออกมาทันที ม่อสิงเจี่ยนกล่าวขอโทษขอโพยแล้วรีบตามออกมา
เฉาเจิ้งหยางมองแผ่นหลังของทั้งสองที่เดินจากไป ได้แต่ถอนหายใจยาว แล้วหันไปพูดกับเสวียนจีจื่อ "พี่เสวียน ทางนั้นเตรียมการเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวข้าไปส่งท่านเอง"
............
บนจานแปดทิศ ม่อสิงเจี่ยนมองโจวชิงที่นั่งเงียบกริบ ก็เอ่ยแซว "เป็นไง ดมกลิ่นอะไรออกมาได้บ้างไหม"
โจวชิงทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหัวอย่างละเอียด จากนั้นเงยหน้ามองม่อสิงเจี่ยน สีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงจริงจัง "อาจารย์ครับ เสวียนจีจื่อคนนี้มีเจตนาฆ่าต่อผม"
สิ้นคำ ม่อสิงเจี่ยนชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงสัย รีบแย้ง "เป็... เป็นไปไม่ได้มั้ง?"
โจวชิงพยักหน้า จำใจต้องโกหก "อาจารย์ครับ ตั้งแต่ผมทะลวงระดับทารกวิญญาณ ผมก็สามารถรับรู้ได้อย่างแม่นยำว่าอีกฝ่ายมีความหวังดีหรือประสงค์ร้ายต่อผม เมื่อกี้ที่ผมจงใจพูดเรื่องสันเขาโคเขียว วินาทีนั้น เสวียนจีจื่อแผ่จิตสังหารใส่ผมรุนแรงที่สุด"
ฟังโจวชิงพูดจบ สีหน้าม่อสิงเจี่ยนเคร่งเครียดถึงขีดสุด เขายื่นมือมาคว้าแขนโจวชิงแน่น ถามเสียงสั่น "พลังเสริมของทารกวิญญาณเหรอ เจ้าแน่ใจนะว่าเรื่องจริง"
โจวชิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล "ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ครับอาจารย์ ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าทางสำนักอัสนีทองคำเกิดอะไรขึ้น แต่ผมมีความคิดบ้าๆ อย่างหนึ่ง บางที กองกำลังลึกลับที่เราตามหาตัวกันมาตลอด อาจจะเป็นสำนักประตูเทียนจีนี่แหละ"
ม่อสิงเจี่ยนได้ยินแบบนี้ รู้สึกเย็นวาบไปทั้งไขสันหลัง เหมือนมีความเย็นยะเยือกวิ่งพล่านไปทั่วร่าง
"จะรั้งตัวไว้ไหม" โจวชิงถามอย่างร้อนรน
ที่นี่คือถิ่นของสำนักไท่ชิง ด้วยยอดฝีมือมากมาย แค่ส่งคนไม่กี่คนไปล้อมจับ การจะรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ไม่ใช่เรื่องยาก
ม่อสิงเจี่ยนกลืนน้ำลายเอือก ทำหน้าลำบากใจ "จะรั้งยังไง ท่านเจ้าสำนักจะเชื่อคำพูดพวกเราเหรอ หรือจะให้ฉีกหน้ากันตอนนี้เลย แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ"
โจวชิงฟังแล้วก็เงียบไป
ม่อสิงเจี่ยนตบไหล่โจวชิง พูดอย่างจริงจัง "คำพูดเจ้า อาจารย์เชื่อเสมอ เหมือนที่ตอนนี้อาจารย์ก็ยังระแวงศิษย์พี่เกาอยู่ แต่เรื่องนี้มันใหญ่หลวงนัก อาจารย์จะไปบอกคนอื่นได้ยังไงว่าเจ้าดมกลิ่นเอา"
"หรือจะให้บอกคนอื่นว่า เจ้าคือผู้มีสี่บุปผาเหนือเศียร นี่คือพลังเสริมทารกวิญญาณของเจ้า?"
โจวชิงรีบตอบ "อาจารย์ครับ นี่ไม่ใช่พลังเสริมทารกวิญญาณของผม"
จากนั้น เขาก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป เล่าความจริงให้ฟัง
ม่อสิงเจี่ยนอึ้งไปเลย สีหน้าตอนนี้ซับซ้อนจนบรรยายไม่ถูก
กลืนน้ำลายดังเอือก ถามตะกุกตะกัก "สะ... สี่อย่าง? เจ้าหมายความว่าเจ้ามีสี่อย่าง..."
โจวชิงพยักหน้ายืนยัน
ม่อสิงเจี่ยนระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เอื้อมมือมาลูบหัวโจวชิงด้วยความรักใคร่เอ็นดู สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ "เยี่ยม! เยี่ยมมาก!"
โจวชิงยิ้มเขินๆ แต่แป๊บเดียวก็ปรับสีหน้าจริงจัง "อาจารย์ครับ ผมรู้สึกว่าเรื่องของสำนักอัสนีทองคำมันทะแม่งๆ ถ้าเทียบกันแล้ว พลังของสำนักไท่ชิงเราเหนือกว่าสำนักเซียนขนนกเขียวตั้งเยอะ"
"ถ้า วังเต๋าวิถีเพลิงม่วง สำนักประตูเทียนจี และสำนักอัสนีทองคำ ตกลงปลงใจกันแล้ว ด้วยกำลังของสามสำนักรวมกัน พวกเขาสามารถบุกโจมตีสำนักไท่ชิงเราได้ตรงๆ เลย"
"ต่อให้ค่ายกลสำนักเราจะแกร่งแค่ไหน ก็ต้านทานการโจมตีต่อเนื่องของระดับขอบเขตแปลงเทพจำนวนมากขนาดนั้นไม่ไหวหรอก แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ทำ กลับต้องมาอ้อมคโลกทำเรื่องยุ่งยากแบบนี้ด้วย"
ได้ยินข้อสงสัยของโจวชิง ม่อสิงเจี่ยนก็เริ่มครุ่นคิดตาม
ก่อนหน้านี้พวกเขามองในมุมที่ว่า สำนักอัสนีทองคำร่วมมือกับกองกำลังลึกลับโจมตีสำนักเซียนขนนกเขียว เพื่อล่อให้พวกเขาไปช่วย แล้ววังเต๋าวิถีเพลิงม่วงก็ดักซุ่มโจมตีกลางทาง พวกเขาเลยจำใจต้องร่วมมือกับสำนักประตูเทียนจี
แต่ตอนนี้ พอโจวชิงทักท้วง ลองเปลี่ยนมุมมองดู เรื่องราวทั้งหมดนี้มันมีพิรุธไปหมด
เว้นเสียแต่ว่า——
สมองของม่อสิงเจี่ยนแล่นจี๋ทันที เขาหันมาสบตาโจวชิง ทั้งสองคนพูดออกมาแทบจะพร้อมกัน "เว้นเสียแต่ว่า คนที่กำลังโจมตีสำนักเซียนขนนกเขียว ไม่ใช่สำนักอัสนีทองคำ!"
"แล้วตอนนี้สำนักอัสนีทองคำเป็นยังไงบ้างครับ" โจวชิงขมวดคิ้ว รีบถาม
ม่อสิงเจี่ยนตอบเสียงขรึม "ตามข่าวล่าสุด สำนักอัสนีทองคำปิดประตูสำนักเงียบกริบ"
"ปิดสำนัก? น่าสนใจนะครับ ถ้าเป็นอย่างที่เรารู้มาว่าคนโจมตีคือสำนักอัสนีทองคำ การที่พวกเขาปิดสำนักก็สมเหตุสมผล เพราะเข้าสู่ภาวะสงคราม ก็ต้องกลัวโดนตลบหลัง ต้องระวังทั้งพวกเรา และอาจต้องระวังพันธมิตรอย่างวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงด้วย"
โจวชิงวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
ม่อสิงเจี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย "แต่ถ้าเรามองจากอีกมุมหนึ่ง มันก็ผิดปกติ บางทีภายในสำนักอัสนีทองคำอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำให้พวกเขาจำต้องปิดสำนัก กลัวคนอื่นฉวยโอกาสซ้ำเติม หรือไม่ก็กลัวโดนลอบกัด"
โจวชิงคิดสักพัก แล้ววิเคราะห์ต่อ "ตามคำบอกเล่าของจี้ยิงที่หนีออกมาได้ สำนักเซียนขนนกเขียวโดนเปิดประตูค่ายกลจากข้างใน แล้วโดนบุกตอนดึกสงัด นั่นหมายความว่าเป็นเรื่องเมื่อเช้ามืดวานนี้ แล้วเสวียนจีจื่อก็มาหาเราเมื่อคืน เพื่อขอความเห็น?"
ม่อสิงเจี่ยนพยักหน้า "ถูกต้อง"
โจวชิงพูด "งั้นผมเข้าใจแบบนี้ได้ไหม ไม่ว่าสำนักอัสนีทองคำจะเจอสถานการณ์อะไร หรือกำลังตีสำนักเซียนขนนกเขียวอยู่ หัวใจสำคัญคือต้องเผด็จศึกให้เร็วที่สุด ยิ่งยืดเยื้อความลับยิ่งแตกง่าย หรืออาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน"
"ดังนั้นเสวียนจีจื่อเลยรีบมาหาเรา ชวนเราไปช่วย เพราะรู้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน เราต้องตกลงแน่นอน"
ม่อสิงเจี่ยนตาเป็นประกาย คิดตามแล้วพูดว่า "พอเจ้าวิเคราะห์แบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
ทันใดนั้น โจวชิงเหมือนนึกอะไรออก รีบถาม "จริงสิอาจารย์ สรุปแล้วเส้นทางสองสายที่เสวียนจีจื่อวางแผนให้เรา มันเป็นยังไงกันแน่ครับ"
ม่อสิงเจี่ยนไม่ปิดบัง เล่าให้ฟัง "ตามที่คุยกัน เขาบอกว่าระหว่างทางต้องมีคนดักสกัดการช่วยเหลือของเราแน่ เส้นทางแรกคือให้สำนักประตูเทียนจีหาคนกลุ่มหนึ่ง ปลอมตัวเป็นคนของสำนักไท่ชิง ใช้วิชาทำนายช่วยอำพราง หลอกศัตรูว่าเป็นกองกำลังเสริมหลัก"
"ส่วนกองกำลังเสริมของจริง จะไปอีกเส้นทางหนึ่งที่อ้อมหน่อย โดยมีพวกเขาคอยช่วยสนับสนุนหลบหลีกกับดัก น่าจะไปถึงได้ เพราะเป้าหมายหลักโดนล่อไปแล้ว"
โจวชิงแย้ง "แล้วท่านคิดว่าวิธีนี้ปลอดภัยไหมครับ ถ้าสมมติว่าคนของวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงดักรออยู่ที่เส้นทางที่สองล่ะ เมื่อก่อนเราอาจจะคิดหาทางหลบ แต่ตอนนี้กลับยอมให้สำนักประตูเทียนจีพาเดินเข้าดงตีน แถมยังอาจโดนแทงข้างหลังอีก คงไม่มีโอกาสได้โต้ตอบแน่"
ได้ยินแบบนี้ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากม่อสิงเจี่ยน
"แล้วตอนนี้จะทำยังไง" ม่อสิงเจี่ยนหน้าตื่น
โจวชิงครุ่นคิดสักพัก แล้วตาเป็นประกาย "บางที เราอาจซ้อนแผนได้"
ม่อสิงเจี่ยนงง "เจ้าหมายความว่า——"
[แต้มส่องใจ +9]
พริบตาเดียว คำอธิบายต่อท้ายฉายา [ศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชาตินี้และชาติหน้า] บนหัวม่อสิงเจี่ยน ก็เปลี่ยนเป็น [ศิษย์ผู้ฉลาดหลักแหลมหาใครเปรียบ]
ม่อสิงเจี่ยนมองโจวชิงด้วยสายตาชื่นชมและปลื้มปิติอย่างถึงที่สุด
ที่แท้ ทุกอย่างมีร่องรอยให้เห็นมาตลอด ตั้งแต่โจวชิงทำสี่บุปผาสำเร็จ ทะลวงระดับทารกวิญญาณ จนถึงการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างสุขุมในตอนนี้ เด็กคนนี้กำลังฉายแววความเป็นยอดคนออกมาเรื่อยๆ
แต่โจวชิงก็ทำหน้าลำบากใจ "ประเด็นคือ จะกล่อมท่านลุงเจ้าสำนักยังไงเนี่ยสิ"
ม่อสิงเจี่ยนขมวดคิ้ว เรื่องนี้ยากจริงๆ
จังหวะนั้นเอง เขาสัมผัสได้ หยิบป้ายประจำตัวออกมา พูดเสียงขรึม "เจ้าสำนักเรียกปรึกษา ไม่ต้องกลับยอดเขาเสี่ยวหลิงแล้ว เจ้าไปกับอาจารย์เลย"
"ครับ!" โจวชิงรับคำทันที
จานแปดทิศหมุนวน หันหัวกลับทางเดิม
............
ภายในตำหนักใหญ่ สิบสองเจ้าของยอดเขา หัวหน้าหอต่างๆ รวมถึงผู้อาวุโสสูงสุดหลายคน ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด มองไปที่เจ้าสำนักซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด
ตอนนี้ ถึงคราวเป็นตายของสำนักไท่ชิงจริงๆ แล้ว
เฉาเจิ้งหยางปรายตามองโจวชิงที่ยืนอยู่หลังม่อสิงเจี่ยนแวบหนึ่ง ถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร
ในเมื่อตอนนี้โจวชิงกลายเป็นคนพิการไปแล้ว แถมคำพูดของเสวียนจีจื่อเมื่อครู่ ก็เหมือนตอกฝาโลงปิดตายเส้นทางการฝึกตนของเขาไปแล้ว
ถ้าเขาไปไล่อีก คงจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันเกินไป
เฉาเจิ้งหยางเอ่ยช้าๆ "เพิ่งส่งเสวียนจีจื่อกลับไป เอาตามแผนเดิม คืนนี้เราจะออกเดินทาง ไปรวมพลที่สันเขาอี้หนาน แล้วแยกเป็นสองทาง รีบไปช่วยสำนักเซียนขนนกเขียว ศิษย์น้องถง เจ้าเล่ามาซิ"
เฉาเจิ้งหยางหันไปมองถงหมิ่น
ถงหมิ่นดูมอมแมมจากการเดินทาง เหมือนเพิ่งกลับมาถึง
"เรียนท่านอาจารย์อา ศิษย์พี่ เพื่อความไม่ประมาท ข้ารับคำสั่งศิษย์พี่เจ้าสำนัก เมื่อคืนข้าเร่งเดินทางไปที่สำนักเซียนขนนกเขียวคนเดียว โชคดีที่ใช้เส้นทางเปลี่ยวเลยไม่โดนจับได้ และได้ใช้หินบันทึกภาพถ่ายเหตุการณ์นี้มา"
พูดจบ ถงหมิ่นก็หยิบหินบันทึกภาพออกมา กระตุ้นการทำงาน
ภาพฉายออกมา ทุกคนเห็นภาพประตูสำนักเซียนขนนกเขียวที่พังยับเยิน ควันดำพวยพุ่ง
ศพเกลื่อนกลาด เลือดนองพื้น
มีศิษย์สำนักอัสนีทองคำเดินเข้าเดินออกขวักไขว่ นอกจากนั้นยังมีคนชุดดำช่วยจัดการพื้นที่ น่าจะเป็นกองกำลังอีกฝ่ายที่หวงซิวกับจี้ยิงพูดถึง
"นั่นมันเหลยอู๋จี๋ เจ้าสำนักอัสนีทองคำ เป็นเขาจริงๆ ด้วย!" ต่อมา พวกเขาก็เห็นคนคุ้นหน้า เหลยอู๋จี๋เดินออกมา พูดคุยอะไรบางอย่างกับคนชุดดำ
"ยังมีรองเจ้าสำนักอีกสองคน ผู้อาวุโสพวกนั้นข้าก็รู้จัก!" เจ้าของยอดเขาอีกคนพูดเสริม
โจวชิงดูภาพนี้แล้วขมวดคิ้ว
แต่ไม่นาน ภาพตรงหน้ากลับยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเขา
เพราะมันดูจงใจเกินไป เวลานี้แทนที่จะรีบไปตีสำนักให้แตก ดันเดินออกมาโชว์ตัวตอนที่ศิษย์อาถงหมิ่นแอบถ่ายพอดีเป๊ะ
แค่เขาออกมายังพอว่า รองเจ้าสำนักกับระดับสูงคนอื่นยังทยอยกันออกมาเสนอหน้า เหมือนกลัวคนจะไม่รู้ว่าคนที่ตีสำนักเซียนขนนกเขียวอยู่ตอนนี้ คือสำนักอัสนีทองคำ
หน้าตามันปลอมแปลงกันได้ เหมือนอย่างท่านลุงรองไง
"เพราะกลัวโดนจับได้ ข้าเลยไม่กล้าเข้าไปใกล้มาก แต่ความจริงชัดเจนแล้ว!" ถงหมิ่นเก็บหินบันทึกภาพแล้วพูด
ทุกคนพยักหน้า
ดูท่าการช่วยเหลือจะรอช้าไม่ได้แล้ว ต่อให้รู้ว่าวังเต๋าวิถีเพลิงม่วงดักรออยู่กลางทาง ก็ต้องกัดฟันลุย
"ข้าไม่เห็นด้วย!"
วินาทีต่อมา เฉาเจิ้งหยางทำหน้าเคร่งขรึมลุกขึ้น กำลังจะสั่งการ แต่เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้นมาจากด้านข้าง
โจวชิงรีบหันไปมอง แล้วก็ต้องอึ้ง
เพราะคนที่ยกมือคัดค้าน คือเกาเสวียน เจ้าของยอดเขาสุริยันทองคำ
เขาทำความเคารพเฉาเจิ้งหยาง แล้วพูดว่า "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก จากเมื่อวานที่ได้ข่าว จนถึงคืนนี้ที่จะออกเดินทาง มันไม่ดูรีบร้อนไปหน่อยเหรอครับ"
เฉาเจิ้งหยางขมวดคิ้ว "ศิษย์น้องเกา เจ้าหมายความว่ายังไง"
เกาเสวียนตอบ "ข้าแค่รู้สึกว่า พวกเราไว้ใจสำนักประตูเทียนจีมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าเกิดว่า ข้าแค่สมมตินะ ว่าสำนักประตูเทียนจีก็เป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานนี้ล่ะ?"
[จบแล้ว]