เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: หนิงเย่ต้องตาย!

บทที่ 1: หนิงเย่ต้องตาย!

บทที่ 1: หนิงเย่ต้องตาย!


บทที่ 1: หนิงเย่ต้องตาย!

“นักเรียนทุกคน พรุ่งนี้คือวันประกอบพิธีปลุกพลังพรสวรรค์ของโรงเรียนเราแล้ว หลังจากผ่านพิธีนี้ไป ทุกคนก็จะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์ได้อย่างเต็มตัว แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ครูมีเรื่องสำคัญสองสามอย่างที่อยากจะย้ำกับพวกเธอ”

“ข้อแรก หลังจากปลุกพลังพรสวรรค์แล้ว ไม่ว่าพรสวรรค์ของพวกเธอจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ห้ามเที่ยวไปป่าวประกาศบอกใครเด็ดขาด! เพราะตอนนี้ยังมีพวกคนจากลัทธิไป๋อีแฝงตัวอยู่ในเขตแดนของเผ่ามนุษย์ พรสวรรค์คือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางแห่งยุทธ์ในอนาคตของพวกเธอ ต่อให้เป็นคนที่สนิทที่สุดก็ห้ามบอกเด็ดขาด!”

“ข้อสอง หลังจากพิธีปลุกพลังพรสวรรค์ เราจะเหลือเวลาอีกแค่หกเดือน หรือประมาณ 180 วันเท่านั้นก่อนจะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย 180 กว่าวันนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเธอ ครูหวังว่าทุกคนจะตั้งใจให้เต็มที่! ในช่วงนี้ครูจะคุยกับครอบครัวของพวกเธอด้วย เพื่อให้พวกเขาช่วยเตรียมยาโลหิตปราณและอาหารบำรุงเลือดให้พร้อมที่สุด สิ่งที่พวกเธอต้องทำคือพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองให้ได้มากที่สุด และทำคะแนนสอบเข้าให้ดีเยี่ยม!”

“และข้อสุดท้าย... ตอนนี้การต่อสู้ระหว่างเผ่ามนุษย์และสิบเผ่าพันธุ์เทวะ กำลังจะกลายเป็นฝ่ายเราที่ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ครูเชื่อว่าเมื่อได้เลือดใหม่ไฟแรงอย่างพวกเธอเข้าไปเสริมทัพ ไม่ช้าก็เร็ว เราจะสามารถขับไล่สิบเผ่าพันธุ์เทวะออกไปจากบ้านเกิดของเราได้อย่างสมบูรณ์! ครูขอให้ทุกคนโชคดีบนเส้นทางแห่งยุทธ์ และขอให้พวกเธอได้เป็นกำลังสำคัญในชัยชนะของเผ่ามนุษย์!”

บนเวที ชายวัยกลางคนศีรษะล้านกำลังกล่าวปลุกใจอย่างร้อนแรง

นักเรียนที่นั่งอยู่ข้างล่างต่างกำหมัดแน่น พวกเขาร่ำเรียนมากว่าสิบปี... เรียนรู้เรื่องราวของเส้นทางแห่งยุทธ์และสิบเผ่าพันธุ์เทวะมาตลอดสิบปีเต็ม ก็เพื่อวันนี้!

แต่ท่ามกลางนักเรียนมากมายที่กำลังฮึกเหิม...

กลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเจ้าของใบหน้าหมดจด ผมสีดำและดวงตาสีเดียวกัน กำลังเหม่อลอย ความคิดของเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ และดูเหมือนจะไม่ได้ซึมซับคำพูดปลุกใจของอาจารย์แม้แต่น้อย

เพื่อนที่นั่งข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา

เขาใช้ข้อศอกกระทุ้งเบาๆ “พี่มู่ เป็นไรของนายวะวันนี้? ดูแปลกๆ นะ เหม่อตลอดเลย”

เมื่อถูกเพื่อนสะกิด ซูมู่ ก็เหมือนจะดึงสติกลับมาได้

เขามองหน้าเพื่อนร่วมโต๊ะ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “นายว่า... เผ่ามนุษย์จะล่มสลายรึเปล่า?”

พอได้ยินคำถามของซูมู่ เพื่อนของเขาก็เบิกตากว้างราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก

“พี่มู่ แกนอนมากไปจนเบลอแล้วรึไง? ตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีก่อนที่ เจ็ดมหาปราชญ์แห่งเผ่ามนุษย์ สังหาร ราชันย์เทวะ ของสิบเผ่าพันธุ์เทวะจนหมดสิ้น เผ่ามนุษย์ของเราก็เป็นฝ่ายคุมเกมมาตลอด ถ้าจะมีใครล่มสลาย ก็ต้องเป็นพวกสิบเผ่าพันธุ์เทวะสิ เผ่ามนุษย์จะไปล่มสลายได้ยังไง?”

...ก็จริงอย่างที่เพื่อนว่า

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน เมื่อสิบเผ่าพันธุ์เทวะบุกรุกมายังดาวสีคราม

ในช่วงเวลานั้นเองที่เหล่าบรรพบุรุษได้ค้นพบเคล็ดวิชาลับที่ทำให้เผ่ามนุษย์สามารถปลุกพลังพรสวรรค์อันแข็งแกร่งและก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์ได้เช่นเดียวกับศัตรู

นับตั้งแต่นั้นมา โลกทั้งใบก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคยุทธ์รุ่งโรจน์อย่างเต็มตัว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างเผ่ามนุษย์และสิบเผ่าพันธุ์เทวะอย่างเป็นทางการ

ตลอดหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา เผ่ามนุษย์ได้ให้กำเนิดยอดฝีมือขึ้นมานับไม่ถ้วน

ด้วยความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของเหล่ายอดฝีมือเหล่านี้ สถานการณ์ของเผ่ามนุษย์ที่เคยเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวก็ค่อยๆ พัฒนาจนสามารถต่อกรได้อย่างสูสี...

จนกระทั่งเมื่อห้าสิบปีก่อน เจ็ดมหาปราชญ์แห่งเผ่ามนุษย์ก็ได้สร้างตำนานบทใหม่ด้วยการสังหารราชันย์เทวะลงทั้งหมด!

เผ่ามนุษย์ได้กลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

ในสถานการณ์แบบนี้... เผ่ามนุษย์จะล่มสลายได้อย่างไรกัน?

แต่สำหรับซูมู่ เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

เพราะเมื่อวานนี้เอง เขาเพิ่งได้ไดอารี่ประหลาดเล่มหนึ่งมา

และเมื่อเขาเปิดมันออก ประโยคแรกที่เห็นก็ทำให้เขารู้สึกเย็นสันหลังวาบ...

“ฉันชื่อซูมู่... เมื่อนายได้เห็นประโยคนี้ เผ่ามนุษย์ก็ได้ล่มสลายไปแล้ว...”

ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคงเป็นการแกล้งกันของใครสักคน ไม่อย่างนั้นทำไมชื่อของเขาถึงไปปรากฏอยู่ในนี้ แถมยังพูดถึงเรื่องไร้สาระอย่างการล่มสลายของเผ่ามนุษย์อีก?

แต่เมื่อเขาอ่านไดอารี่ต่อไป ความคิดนั้นก็ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น

“ถึงตัวฉันเมื่อสิบปีก่อน... ฉันมั่นใจว่าปฏิกิริยาแรกของนายเมื่อเห็นประโยคนี้คือคิดว่ามีคนแกล้ง แต่ใจเย็นๆ ก่อน ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นด้วย 3 เรื่องนี้ ว่าฉันคือตัวนาย...จากอนาคต”

“ณ ช่วงเวลานี้ นายคงกำลังอยู่ก่อนวันปลุกพลังพรสวรรค์สินะ ซึ่งก็คือตอนที่ฉันอยู่ ม.6 พอดี”

“ข้อแรก... นายแอบชอบพี่สาวข้างบ้านที่ชื่อ กู้เหยียนซี แต่โชคร้ายที่ตอนนายอยู่ ม.4 ครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่ที่เขตปลอดภัยที่ 9 เพราะเธอสอบติดมหาวิทยาลัยยุทธ์หลงตู นับตั้งแต่นั้นมา รักข้างเดียวของนายก็เลยต้องค่อยๆ จางหายไป”

เมื่อเห็นข้อความนี้ ซูมู่ก็เผลอเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง! เรื่องที่เขาแอบชอบกู้เหยียนซี... นอกจากตัวเขาเองแล้วก็ไม่มีใครรู้มาก่อน

แม้แต่เจ้าตัวเองอย่างพี่สาวข้างบ้านคนสวย กู้เหยียนซี ก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“ข้อสอง... เรื่องที่นายเสียใจที่สุดในชีวิตก็คือ ตอนเด็กๆ นายเคยแอบไปดูทีวีที่บ้านคุณตาข้างบ้าน พอบ่ายๆ พ่อกับแม่ก็เดินตามหานายให้วุ่น ตอนที่พวกเขาเดินผ่านห้องที่นายดูทีวีอยู่ พวกเขายังตะโกนเรียกชื่อนายเลย แต่ตอนนั้นนายกลับคิดว่าพวกเขาจะมาจับนายกลับบ้าน ก็เลยแอบปิดทีวีแล้วทำตัวเงียบกริบ ทำเป็นว่าไม่มีใครอยู่... แต่หารู้ไม่ว่า บ่ายวันนั้นคุณตาของนายป่วยหนักกะทันหัน และคำขอสุดท้ายก่อนสิ้นใจของท่านก็คือการได้เจอนายเป็นครั้งสุดท้าย... ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นายก็ไม่เคยดูทีวีอีกเลย”

พออ่านมาถึงตรงนี้ ซูมู่แทบจะทำไดอารี่หลุดจากมือ

นี่คือความเสียใจที่ฝังลึกที่สุดในชีวิตของเขา

คุณตาคือหนึ่งในคนที่รักเขามากที่สุดมาตั้งแต่เด็ก ตอนเขายังเป็นเด็กอ้วนกลม ทุกครั้งที่ลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำ คุณตาก็จะไปนั่งเฝ้าที่ริมตลิ่งเสมอ พร้อมกับชี้ชวนให้คนข้างๆ ดูอย่างภูมิใจว่าเจ้าก้อนขาวๆ อ้วนๆ นั่นคือหลานชายของท่าน

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่ไม่ได้ไปดูใจคุณตาเป็นครั้งสุดท้าย... หัวใจของเขาก็ปวดแปลบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และเพราะเหตุนี้เองที่เขาไม่เคยดูทีวีอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น

เรื่องนี้ถูกฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ เขาไม่กล้าพูดถึง และไม่อยากจะเอ่ยถึงมันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้... ตัวเขาในอนาคตกลับรู้เรื่องนี้ทั้งหมด แถมยังเล่าเหตุการณ์และความคิดในใจของเขาได้ถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว!

“ข้อสาม... เอ่อ สองข้อแรกก็ว่าไปอย่าง แต่ข้อสามนี่พูดตามตรงฉันเองก็แอบอายนิดๆ เหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่าพอฉันพูดจบ นายคงหมดข้อสงสัยแล้วว่าฉันคือตัวนายในอนาคตจริงๆ ใช่ไหมล่ะ... ซู • มหาปราชญ์คนที่ 8 ผู้กำลังจะผงาด • อัจฉริยะฟ้าประทานที่ยังไม่เฉิดฉาย • ผู้พิทักษ์เผ่ามนุษย์แห่งอนาคต • มู่!”

ให้ตายเถอะ...

ซูมู่ถึงกับกุมขมับ... เอาจริงๆ แค่เห็นข้อสามนี่ก่อนเพื่อน เขาคงเชื่อสนิทใจไปแล้วว่านี่คือไดอารี่จากอนาคตแน่ๆ ไม่ต้องมีข้อหนึ่งข้อสองก็ได้มั้ง! ไอ้ฉายาโคตรยาวที่เขาชอบตั้งให้ตัวเองเล่นๆ ในใจแบบนี้ จะมีใครบ้าจี้มารู้ได้อีกนอกจากตัวเขาเอง!

แต่เมื่อเขายืนยันได้แล้วว่าไดอารี่เล่มนี้ถูกทิ้งไว้โดยตัวเขาในอนาคต...

มันก็หมายความว่า...

เผ่ามนุษย์... จะล่มสลายในอนาคตจริงๆ

และสิ่งที่ทำให้ซูมู่กังวลใจยิ่งกว่านั้นก็คือ...

ใต้ข้อความพิสูจน์ข้อที่สาม...

ตัวเขาในอนาคตได้ใช้ตัวอักษรสีเลือดสดเขียนประโยคหนึ่งทิ้งไว้

“นายต้องฆ่าหนิงเย่!”

จบบทที่ บทที่ 1: หนิงเย่ต้องตาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว