- หน้าแรก
- เปิดระบบเจ้าพ่อเทคโนโลยี ขอสร้างตัวพร้อมเลี้ยงน้องสาว
- บทที่ 55: เลือกใคร?
บทที่ 55: เลือกใคร?
บทที่ 55: เลือกใคร?
ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่มากมาย หากไม่ใช่คนในคณะเดียวกัน ปกติแล้วนักศึกษาคณะอื่นก็จะไม่รู้จักหลี่น่าซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของม่อจิงชุน
ประกอบกับในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาปริญญาโทอยู่หลายแห่ง นักศึกษาที่มุงดูอยู่ส่วนใหญ่จึงคิดว่าหลี่น่าเป็นนักศึกษาปริญญาโทของที่นี่
มีคนสนใจประกาศรับสมัครงานของม่อจิงชุนอยู่มาก แต่พอเห็นว่าตำแหน่งที่รับคือประธานฝึกหัด ทุกคนก็ส่ายหัว
เงินเดือนฝึกงานเดือนละสองหมื่นหยวนนั้นเย้ายวนใจมาก แต่น่าเสียดายที่ต้องมีความสามารถพอที่จะคว้ามันมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมเจ้าของบริษัทถึงจะยอมจ่ายเงินเดือนให้คุณสองหมื่นทุกเดือน คิดว่าเจ้าของเขาทำการกุศลหรืออย่างไร?
มีคนมุงดูอยู่มากมาย แต่คนที่เข้ามาสอบถามจริงๆ กลับมีน้อยจนน่าใจหาย นักศึกษาส่วนใหญ่มองดูอยู่แค่หนึ่งหรือสองนาทีแล้วก็จากไป
คนที่มาส่วนใหญ่จริงๆ แล้วถูกดึงดูดมาเพราะเห็นคนมุงกันอยู่ พอรู้ว่าเป็นแค่การรับสมัครงานก็หันหลังเดินจากไปทันที
ม่อจิงชุนนั่งอยู่ตรงนั้น ถูกคนมุงดูเหมือนลิงอยู่เป็นชั่วโมง สิ่งที่ทำให้ม่อจิงชุนรู้สึกอับอายก็คือ จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับเรซูเม่แม้แต่ฉบับเดียว
เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนนักศึกษาที่มาทานอาหารเช้าในโรงอาหารไม่ลดลงเลย กลับเพิ่มมากขึ้นเสียอีก
และม่อจิงชุนก็ประเมินความเร็วในการแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ ในมหาวิทยาลัยของเพื่อนนักศึกษาต่ำเกินไป!
เพียงหนึ่งชั่วโมง ข่าวเรื่องมีคนรับสมัครประธานฝึกหัดด้วยเงินเดือน 20,000 หยวนต่อเดือนก็แพร่กระจายไปทั่วทุกกลุ่มไลน์ของสาขาการจัดการแล้ว
สวีเผิงเฟยซึ่งเดิมกำลังเตรียมทำวิทยานิพนธ์จบการศึกษาก็ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ที่ปรึกษา
เมื่อสวีเผิงเฟยเห็นเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์ที่ปรึกษา เขาก็รับสายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"อาจารย์ครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ"
ในโทรศัพท์มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น ฟังจากน้ำเสียงแล้วเหมือนเธออายุเพียงสี่สิบกว่าปี แต่จริงๆ แล้ว สวีเผิงเฟยรู้ดีว่าปีนี้อาจารย์ของเขาอายุ 51 ปีแล้ว
อีกไม่กี่ปีก็จะถึงวัยเกษียณ
"อืม"
จากน้ำเสียงของอาจารย์ สวีเผิงเฟยฟังไม่ออกว่าดีหรือร้าย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ใกล้จะเรียนจบแบบนี้ ในใจของสวีเผิงเฟยไม่ได้สงบเลย
"ฉันจำได้ว่าเธออยู่หอเดียวกับซูหงจื้อใช่ไหม?"
"ใช่ครับ อาจารย์"
"คิดว่าพวกเธอน่าจะมีเรซูเม่กันอยู่แล้ว ตอนนี้ที่โรงอาหารอี้หยวนมีคนกำลังรับสมัครประธานฝึกหัด เงินเดือนสองหมื่น ตอนนี้เธอสองคนวางมือจากทุกอย่างที่ทำอยู่ แล้วไปลองสมัครดูซะ"
พูดจบ ไฉจิ้งก็กำชับนักศึกษาของเธอด้วยความเป็นห่วงอีกว่า "เดี๋ยวในกลุ่มคนที่จะถามคำถามพวกเธอ จะมีผู้หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มเด็กอยู่ ให้พวกเธอใส่ใจเธอคนนั้นเป็นพิเศษ ถ้าได้รับการยอมรับจากเธอ โอกาสที่พวกเธอจะผ่านการสัมภาษณ์ก็มีสูงมาก"
"ฉันช่วยพวกเธอตรวจสอบแล้ว นั่นเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ ถึงขั้นที่ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่มีพนักงานเลยสักคน แต่สำหรับพวกเธอแล้ว นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก"
"พูดได้เท่านี้แหละ จะคว้าโอกาสไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเธอเองแล้ว"
หลังจากวางสายจากสวีเผิงเฟยผู้เป็นนักศึกษา ไฉจิ้งก็เปิดดูรูปถ่ายที่ค่อนข้างเบลออีกครั้ง แม้จะเบลอไปหน่อย แต่ไฉจิ้งก็มั่นใจมากว่านั่นคือยัยปีศาจจากตระกูลหลี่ที่หนีมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เธอมั่นใจว่าบริษัทนั้นไม่ใช่พวกต้มตุ๋น
เพียงแต่ไม่รู้ว่านักศึกษาของเธอจะเข้าตาหลี่น่าได้หรือไม่
"ขอให้พวกเธอโชคดีแล้วกัน" ไฉจิ้งส่ายหัวแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ
อีกด้านหนึ่ง สวีเผิงเฟยที่ยังถือโทรศัพท์อยู่ในมือยังคงงงอยู่เล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็คิดได้ว่าอาจารย์น่าจะรู้ข้อมูลวงในอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่กำชับเขาโดยไม่มีเหตุผล
คำว่า "ผู้หญิง" และ "เด็ก" วนเวียนอยู่ในหัวของสวีเผิงเฟยไม่หยุด หัวใจของเขาก็เต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตึกตัก ตึกตัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
สวีเผิงเฟยเคาะประตูห้องเพื่อนร่วมห้องอย่างแรง แล้วตะโกนเสียงดังว่า "ซูหงจื้อ เปิดประตูเร็ว อาจารย์ให้เราสองคนเอาเรซูเม่ไปสัมภาษณ์ตำแหน่งประธานฝึกหัดที่โรงอาหาร"
"นายเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม? แบบที่มีอนาคตไกลมากน่ะ"
ประตูเปิดออก แต่ผิดจากที่สวีเผิงเฟยคิดไว้ บนใบหน้าของซูหงจื้อเพื่อนร่วมห้องของเขากลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ดูสงบนิ่ง
ซูหงจื้อส่ายหัวแล้วพูดว่า "นายไปเถอะ ฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะกลับไปพัฒนาที่บ้านเกิด จะไม่เปลี่ยนใจแล้ว"
"แล้วที่นายร่ำเรียนมาสิบกว่าปีจนถึงปริญญาโทนี่ นายเรียนไปเพื่ออะไร?"
ซูหงจื้อนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก "ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อที่จะได้เห็นโลกที่กว้างขึ้นล่ะมั้ง"
"นายรีบไปเถอะ ฉันอยากอยู่เงียบๆ"
ถ้าเป็นเวลาปกติ สวีเผิงเฟยคงมีอารมณ์จะพูดเล่นว่า "จิ้งจิ้งคือใคร" (เล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า 'อยู่เงียบๆ')
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยของเพื่อนร่วมห้อง สวีเผิงเฟยทำได้เพียงมองดูเพื่อนปิดประตูกลับเข้าไปอีกครั้ง
ในห้องไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก สวีเผิงเฟยจึงต้องถือเรซูเม่ของตัวเองออกไปคนเดียว
เมื่อเห็นแถวที่ยาวเหยียด ม่อจิงชุนก็ดีใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดหัว
"เพื่อนๆ นักศึกษาทุกคนครับ เรารับเฉพาะนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษา ทำงานเต็มเวลา ไม่ใช่เด็กปีสามที่กำลังจะฝึกงานนะครับ"
ม่อจิงชุนย้ำข้อกำหนดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักศึกษาหลายคนที่ถือเรซูเม่ก็จำต้องจากไปอย่างไม่เต็มใจ
ส่วนที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร หลี่น่ากำลังอุ้มเจ้าตัวเล็กและสัมภาษณ์ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาทีละคนอย่างกระตือรือร้น
ม่อจิงชุนมองอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาที่กำลังสัมภาษณ์อย่างสนุกสนานก็อดถอนหายใจไม่ได้ ทำไมถึงรู้สึกว่าอาจารย์น่าเจี่ยต่างหากที่เป็นเจ้านาย ส่วนเขาที่เป็นเจ้านายตัวจริงกลับเป็นเหมือนลูกจ้างกันนะ?
สวีเผิงเฟยที่มาถึงช้า เมื่อต่อแถวจนมาถึงหน้าม่อจิงชุน เขาก็ยื่นเรซูเม่ในมือไปให้ ขณะที่หางตาของเขาก็กำลังมองไปยังหญิงสาวที่อุ้มเด็กอยู่ไม่ไกล ซึ่งกำลังสัมภาษณ์ผู้สมัครคนอื่นอยู่
เหมือนกับที่อาจารย์บอก เธอสาวมากจริงๆ แถมยังสวยมากด้วย สวีเผิงเฟยถึงกับสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจจะอายุน้อยกว่าเขาเสียอีก
"เอ๊ะ? นักศึกษาปริญญาโทปีสาม สาขาบริหารธุรกิจเหรอ?"
นี่เป็นครั้งแรกที่ม่อจิงชุนได้รับเรซูเม่ของนักศึกษาปริญญาโท
"ใช่ครับ ช่วงนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์ไปด้วยแล้วก็หางานไปด้วยครับ" สวีเผิงเฟยตอบคำถามของม่อจิงชุนอย่างสุภาพ
ม่อจิงชุนพยักหน้าแล้วยิ้มให้สวีเผิงเฟย "ถือเรซูเม่ไปสัมภาษณ์ตรงนั้นได้เลยครับ"
"ครับ ขอบคุณครับ"
ตลอดช่วงเช้า ม่อจิงชุนจำไม่ได้แล้วว่าปล่อยให้นักศึกษากี่คนไปสัมภาษณ์กับอาจารย์ที่ปรึกษา อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีร้อยกว่าคน แต่ที่น่ากลัวคือ อาจารย์ที่ปรึกษาดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แถมยังดูเหมือนจะติดใจการสัมภาษณ์อีกด้วย
มีคนที่ได้อยู่ต่อ และก็มีคนที่หลังจากถูกอาจารย์น่าเจี่ยสัมภาษณ์แล้วก็ต้องจากไปอย่างน่าเสียดาย เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นถูกอาจารย์น่าเจี่ยคัดออกตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ซึ่งๆ หน้า
เมื่อม่อจิงชุนถือป้ายประกาศรับสมัครงานเดินมาอยู่ข้างๆ อาจารย์น่าเจี่ย ถังกั่วก็รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกมา อยากให้ม่อจิงชุนอุ้มใจจะขาด
เสื้อผ้าที่หนาเตอะทำให้เจ้าตัวเล็กทำได้เพียงโบกมือ แขนน้อยๆ ทั้งสองข้างไม่สามารถประกบเข้าหากันได้เลย
ม่อจิงชุนรับถังกั่วน้องสาวมาอุ้ม พลางมองผู้สมัครสิบคนที่นั่งรออยู่ข้างๆ มีทั้งชายและหญิง โดยรวมแล้วผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย
"นี่คือคนที่ฉันคัดเลือกรอบสุดท้ายมาให้ บริษัทของเธอ พูดตามตรงนะ สิบคนนี้ใครก็ได้ทั้งนั้น"
ม่อจิงชุนยักไหล่ ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะมันเถียงไม่ได้จริงๆ บริษัทที่ยังไม่มีพนักงานสักคน จะไม่ใช่ใครก็ได้ได้ยังไงล่ะ!
แต่สิ่งที่ม่อจิงชุนต้องการไม่ใช่แค่หุ่นประดับ แต่เป็นคนที่มีความสามารถในการจัดการเรื่องโรงงานรับจ้างผลิตช้อนอัจฉริยะกันสั่น รวมถึงวิธีการขาย ในตอนที่เขามอบอำนาจให้
"เขาคือเจ้านาย พวกเธอสิบคน จะมีเพียงคนเดียวที่ได้อยู่ต่อ และอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในมือของเขา"
พูดจบ หลี่น่าก็ถอยไปยืนอยู่ด้านหลังม่อจิงชุนนักศึกษาของเธอ