เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30: กลิ่นอายของชีวิต

บทที่ 30: กลิ่นอายของชีวิต

บทที่ 30: กลิ่นอายของชีวิต


“เสี่ยวชุนเหรอ”

หน้าจอโทรศัพท์สั่นไหวไปมา ก่อนที่ชายชราผู้มีหนวดรูปแปรงสีฟันสั้นแข็งไว้เป็นหย่อม มีริ้วรอยลึกทั่วใบหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลึกโบ๋อยู่ในเบ้าตา และมีผมสีเทาขาวที่ยุ่งเหยิงปรากฏขึ้นในวิดีโอ

“ครับ ท่านตา ผมเอง เสี่ยวชุน”

“ตอนบ่ายโทรไปก็ไม่มีคนรับ เจ้าดำมันบอกตาตลอดว่าแกต้องเรียนอยู่แน่ๆ”

ม่อจิงชุนพยักหน้าแล้วยิ้ม “ครับ กำลังเรียนอยู่ครับ”

เจ้าดำ ก็คือชื่อเล่นของโจวซิงลุงใหญ่ของม่อจิงชุน หลายปีมานี้ ก็มีแต่ท่านตาเท่านั้นที่ยังเรียกชื่อเล่นของลุงใหญ่อยู่

ครั้งแรกที่ม่อจิงชุนรู้ชื่อเล่นของลุงใหญ่ เขาก็หัวเราะเสียงดังอยู่พักใหญ่จนถูกพ่อทำโทษให้ยืนนิ่งๆ ถ้าไม่ได้ท่านตาช่วยไว้ เกือบจะโดนจับแขวนแล้วตีไปแล้ว

ถ้าม่อจิงชุนเดาไม่ผิด ตอนนี้ลุงใหญ่คงกำลังทำหน้าดำอยู่แน่ๆ

“เสี่ยวชุนเอ๊ย แกกับน้องสาวอยู่ที่เมืองหลวงปักกิ่งสบายดีไหม”

“ท่านตาครับ ผมกับน้องสบายดีครับ อาจารย์กับเพื่อนๆ ดูแลพวกเราดีมาก”

“เฮ้อ ดีแล้วล่ะ พวกเขาเป็นเด็กดีกันทั้งนั้นนะ เสี่ยวชุนเอ๊ย คนอื่นช่วยเรา แกต้องจำไว้ในใจนะ พวกเขาคือผู้มีพระคุณที่ดึงแกขึ้นมาในตอนที่แกลำบากที่สุด”

ม่อจิงชุนพยักหน้าอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ผมรู้ครับ ท่านตา”

“รู้ก็ดีแล้ว”

“เขาว่ากันว่าคนเหนือเขากินแต่ข้าวสาลีกันทั้งนั้น แกอยู่ที่นั่นคงกินไม่ชินสินะ”

ม่อจิงชุนที่อุ้มถังกั่วอยู่ ขยับเปลี่ยนท่าให้น้องสาวนั่งสบายขึ้น ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เลยครับ ที่นี่อยากกินอะไรก็มีหมด ข้าวสวย หมั่นโถว บะหมี่ เลือกได้ตามใจชอบเลยครับ”

“จึ๊ๆ เมืองใหญ่นี่มันต่างกันจริงๆ”

ม่อจิงชุนเห็นแววตาโหยหาในดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้น เขารู้ว่าทำไมท่านตาถึงได้โหยหาเมืองใหญ่ขนาดนี้ เพราะทั้งชีวิตของท่านตา ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ ไม่เคยเดินทางออกจากมณฑลอันฮุยเลย แม้แต่เมืองเอกของมณฑล ทั้งชีวิตก็ไปมานับครั้งได้ด้วยมือเดียว

ทุกครั้งที่นั่งล้อมวงผิงไฟกัน ท่านตาก็มักจะเล่าเรื่องราวสมัยหนุ่มๆ ของท่าน

ทุกครั้งที่เล่า ไปๆ มาๆ ก็เป็นเรื่องเดิมๆ แต่คนที่นั่งล้อมวงผิงไฟอยู่ ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก ก็ไม่มีใครขัดจังหวะ ทุกคนต่างนั่งฟังอย่างเงียบๆ

คนรุ่นพ่อแม่นั้นเป็นเพราะรู้สึกร่วมด้วย ตอนเด็กๆ ก็เคยลำบากแบบเดียวกัน เพียงแต่เมื่อเทียบกับคนรุ่นท่านตาแล้วก็ยังดีกว่าอยู่บ้าง

ส่วนคนรุ่นหนุ่มสาวนั้น ได้ฟังเรื่องจริงที่มีเลือดมีเนื้อ ก็ฟังอย่างเพลิดเพลิน แต่สำหรับความทุกข์ยากในชีวิตของคนรุ่นก่อนนั้น พวกเขาไม่มีภาพในหัวเลย

เพราะคนรุ่นของม่อจิงชุน แม้ตอนเด็กๆ อาหารการกินและเสื้อผ้าอาจจะเทียบกับปัจจุบันไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยอดอยาก และไม่เคยหนาวจนทนไม่ไหว

นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษใช้ชีวิตแลกมาเพื่อคนรุ่นหลัง

ท่านตาก็เคยพูดว่าอยากจะไปเห็นเมืองใหญ่ข้างนอกบ้าง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถูกลุงใหญ่ของม่อจิงชุนและคนอื่นๆ ปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน ร่างกายของท่านตาทนการเดินทางไกลไม่ไหว

หากเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ความรับผิดชอบนี้ไม่มีใครแบกรับไหว และคนชนบทก็เชื่อเรื่องการกลับไปสู่รากเหง้าของตนเอง

“เสี่ยวชุนเอ๊ย เงินที่นั่นพอใช้ไหม? เมืองใหญ่มันค่าใช้จ่ายสูง อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด อะไรที่ไม่ควรประหยัดก็อย่าคิดแต่จะประหยัด”

“แกกับน้องสาวยังอยู่ในวัยกำลังโต เรื่องกินห้ามประหยัดเด็ดขาด”

“ถ้าเงินไม่พอใช้ก็โทรมาบอกตา ที่ตาพอมีอยู่บ้าง”

ม่อจิงชุนรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องให้เงินผมหรอกครับ ท่านตา ผมยังมีเงินอยู่เยอะเลย พอให้ผมกับน้องเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ พอเรียนจบหางานทำได้ ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลแล้วครับ”

เงินของท่านตา ต่อให้ม่อจิงชุนขาดเงิน เขาก็จะแค่ขอยืม จะไม่เอ่ยปากขอเด็ดขาด

ม่อจิงชุนรู้ว่าท่านตามีเงินอยู่บ้าง อาจจะพูดได้ว่าทุกคนรู้

ไม่มีแรงทำงานแล้ว เงินมาจากไหน? ก็มาจากตอนตรุษจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ทุกปี ที่แม่ของม่อจิงชุนและป้าๆ น้าๆ ให้ท่าน

แต่ละครั้งก็ไม่มากนัก ปกติก็ประมาณ 500 หยวน แต่ทุกครั้งท่านตาก็จะเก็บออมไว้ทั้งหมด

ท่านตาของม่อจิงชุนถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร

วันนั้น ในฐานะพ่อ เขาต้องส่งลูกสาวของตัวเองขึ้นเขาด้วยมือตัวเอง ความเจ็บปวดใจของคนผมขาวที่ต้องส่งคนผมดำนั้น คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสาหัสเพียงใด

“เสี่ยวชุนเอ๊ย สองสามวันก่อนตาบังเอิญไปเห็นต้นฮวาเจียวต้นหนึ่ง ก็เลยคิดว่าจะทำแท่งขัดฟันให้ถังกั่ว นี่ก็ทำเสร็จแล้ว เลยโทรมาบอกแก ให้แกส่งที่อยู่รับของมาให้หน่อย สองวันนี้จะให้เจ้าดำมันไปส่งให้”

สิ้นเสียงของท่านตา ม่อจิงชุนก็ได้ยินเสียงของโจวซิงลุงใหญ่ดังมาจากในวิดีโอ

“ตาแกไปตัดต้นไม้บนภูเขาของคนอื่นเขามา ไม่ได้บอกเจ้าของเขาสักคำ ยังต้องให้ฉันหน้าด้านไปขอโทษเขาเลย”

ม่อจิงชุนลูบจมูกตัวเอง ไม่กล้าพูดอะไร การตัดต้นไม้เล็กๆ หนึ่งต้น ในชนบทแล้ว เรื่องนี้จะเล็กก็ได้ จะใหญ่ก็ได้ ถ้าบอกกล่าวกันล่วงหน้า โดยทั่วไปก็ไม่มีใครว่าอะไร

แต่เงื่อนไขคือต้องบอกกล่าวก่อน ก็ไม่แปลกที่ลุงใหญ่จะโมโหอยู่บ้าง

“ข้าจะตัดต้นฮวาเจียวของไอ้จางเถี่ยผิงสักต้นแล้วมันจะทำไม? ต่อให้เป็นพ่อมันจางจี้เสียงตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เจอข้าก็ต้องเรียกข้าว่าปู่”

“ท่านเก่ง ท่านเก่ง”

ท่านตาที่กำลังต่อปากต่อคำกับลุงใหญ่หันกลับมาพูดกับม่อจิงชุนว่า “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ แกอยู่ที่นั่นก็พักผ่อนดูแลร่างกาย อย่าให้ตัวเองป่วยแล้วยังไปติดถังกั่วอีก ถึงตอนนั้นจะไม่มีใครดูแลเลยนะ”

“ทราบแล้วครับ ท่านตา ท่านอยู่ที่บ้านก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะครับ ว่างๆ ก็ออกไปเดินเล่น อย่าคิดแต่จะขึ้นเขาตลอดเวลา แล้วก็เรื่องเห็ดฝูหลิงนั่น ให้ลุงใหญ่เขาดูแลก็พอแล้วครับ”

“เออๆ วางแล้วนะ”

หน้าจอโทรศัพท์สั่นไหวอีกครั้ง โทรศัพท์กลับไปอยู่ในมือของลุงใหญ่

“งั้นเอาเป็นว่า ไม่มีอะไรแล้วนะ ลุงจะวางแล้ว ป้าใหญ่ของแกทำกับข้าวเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะกินข้าวกัน”

“ครับ”

ตู๊ด~

หลังจากวางสายวิดีโอคอล ม่อจิงชุนก็เอนหลังพิงโซฟาพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งที่อยู่สำหรับรับของที่มหาวิทยาลัยไปให้โจวซิงลุงใหญ่ของเขา

“เก้อเกอ”

“เกอเกอ”

“เก้อเกอ”

“เกอเกอ”

ที่หน้าประตูห้องครัว ถังกั่วที่อุ้มขวดนมอยู่กำลังเรียก “เก้อเกอ” อย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำ ส่วนม่อจิงชุนที่สวมผ้ากันเปื้อนกำลังผัดกับข้าวไฟแรงอยู่ในครัว

วันนี้ถึงแม้จะมีกับข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีเนื้อ เป็นหมูเส้นผัดพริกหยวกที่ม่อจิงชุนชอบกิน

กินข้าวเสร็จ ล้างจาน อาบน้ำให้น้องสาวถังกั่ว นี่คือชีวิตประจำวันที่ซ้ำไปซ้ำมาของม่อจิงชุนทุกบ่ายหลังจากกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์

ยามค่ำคืน เจ้าตัวเล็กที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของม่อจิงชุนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ลิ้นเล็กๆ แลบออกมานิดหน่อย น่ารักสุดๆ

ส่วนมือทั้งสองข้างของม่อจิงชุนกำลังพิมพ์บนคีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว ม่อจิงชุนพบว่าเขาเริ่มชอบความรู้สึกของการเคาะแป้นพิมพ์แบบนี้แล้ว และถังกั่วน้องสาวของเขาก็คุ้นเคยกับเสียงนี้เช่นกัน เสียงเคาะแป้นพิมพ์เป็นดั่งเพลงกล่อมเด็กที่ทำให้เจ้าตัวเล็กเข้าสู่ห้วงนิทรา

----------------------

สวัสดีครับ ขอบคุณที่ติดตามชีวิตของม่อจิงชุนและถังกั่ว

เรื่องนี้ลงวันละ 10 ตอน เวลา 10.00 จำนวน 5 ตอน และเวลา 17:00 อีกจำนวน  5 ตอนครับผม

หากเจอคำแปลผิดสามารถแจ้งผู้แปลได้ผ่านคอมเม้นนะครับ เรื่องนี้เป็นยังไงสามารถคอมเม้นพูดคุยและติชมได้ครับผม

จบบทที่ บทที่ 30: กลิ่นอายของชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว